“เอ่อ...”อนุซุนเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ริมฝีปากขยับแต่กลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาอีก
“ซุนซื่อเจ้าเป็นอะไรไป” ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
อนุซุนอยากจะปฏิเสธนางไม่เคยพูดสนับสนุนให้ครอบครัวรองเข้ามาอยู่เมืองหลวงเลยแต่หากเถียงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าแล้วทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจพวกนางแม่ลูกย่อมไม่อาจมีวันที่ดีได้!
แต่หากไม่รีบปฏิเสธนางก็ตกเป็นแพะรับบาปไม่ใช่หรือ!
สิ่งที่ฉู่ไฉเหลียงหวาดกลัวที่สุดก็คือฮูหยินผู้เฒ่ามาแล้วไม่ยอมกลับและเรียกครอบครัวน้องรองกับครอบครัวน้องสามมาอยู่ด้วยครานี้ฮูหยินผู้เฒ่ากลับโยงเรื่องมาที่นางเช่นนั้นไม่เท่ากับจะเอาชีวิตนางหรอกหรือ!
“ท่านแม่ลูกจะไปจัดของเดี๋ยวนี้ขอรับ” ฉู่ไฉจวิ้นกล่าวอย่างดีใจ“ฮุ่ยหลันอยากเห็นความเจริญของเมืองหลวงมานานแล้ว บอกว่าอยากพาลูกๆ มาด้วยตอนนี้จวนพี่ใหญ่กินอยู่ไม่ลำบาก หากรู้ข่าวนี้นางคงดีใจจนกระโดดโลดเต้นเป็นแน่”
ความสนใจของฮูหยินผู้เฒ่าถูกเบี่ยงไปทันทีนางพยักหน้ารัว “ไปเถิดๆ พาลูกๆ มาด้วยนะ จริงสิเจ้ากลับไปคราวนี้ก็ส่งข่าวให้เฉียวเฉียวด้วยบอกให้นางพาฉือเกอร์กับฉ่วงเกอร์มาที่จวนพี่ใหญ่ด้วยข้าไม่ได้เจอเฉียวเฉียวหลายเดือนแล้ว คิดถึงยิ่งนัก”
ฉู่เฉียวเฉียวคือบุตรสาวคนที่สามของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้ที่นางรักใคร่ที่สุด บุตรชายทั้งสองคนของนางเกาฉือกับเกาฉ่วงก็เป็นแก้วตาดวงใจของฮูหยินผู้เฒ่าเช่นกัน
“ขอรับลูกจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้”
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มตาหยีส่งฉู่ไฉจวิ้นออกไปทั้งยังหันไปชมเชยอนุซุนต่อหน้าทุกคน จนสีหน้านางซีดเผือดแทบยืนไม่อยู่
ตกลงแล้วผู้ใดกันแน่ที่ใส่ร้ายนางอนุหวัง? หรือฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจโยนมาให้นางกันแน่
คืนนั้นเองฉู่ไฉเหลียงโมโหจนตบหน้านางอย่างแรงจนมุมปากเลือดไหลนางก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่าที่แท้แล้วนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เรียนคุณหนู ไม่ใช่ว่าใต้เท้าเราไม่ยอมพบท่านนะขอรับ” ผู้ดูแลจวนรองเจ้ากรมอาญาฝ่ายซ้ายโค้งคำนับต่อฉู่จวินหลัน
“คุณชายเย่เป็นสหายกับใต้เท้าอีกทั้งท่านเป็นผู้ที่คุณชายเย่แนะนำมา ใต้เท้าย่อมต้อนรับเพียงแต่บัดนี้ที่ราชสำนักเกิดเรื่องใหญ่ใต้เท้าหวังยุ่งจนไม่ได้กลับจวนมาสองวันแล้ว จึงไม่มีเวลาจัดการเรื่องอื่นจริงๆต้องขออภัยด้วยขอรับ”
ฉู่จวินหลันแปลกใจเล็กน้อย“ขอถามท่านผู้ดูแล ที่ราชสำนักเกิดเรื่องใหญ่อันใดถึงทำให้ใต้เท้ายุ่งถึงเพียงนี้”
“เฮ้อเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไร ราชสำนักเกิดคดีทุจริตครั้งใหญ่ฝ่าบาทกริ้วหนักที่การสอบคัดเลือกบัณฑิตมีการทุจริตปะปนอยู่มากทุกวันนี้ทั้งราชสำนักต่างหวาดหวั่นเกรงกันใต้เท้าของพวกเราก็ไม่มีแรงจะทำเรื่องอื่นแล้ว”
ฉู่จวินหลันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจดีนางเก็บจดหมายที่เย่อี่เจี้ยนฝากมาไว้แนบตัว แล้วลาจวนรองเจ้ากรมอาญาฝ่ายซ้าย
หยวนคังหู่ยังคงถูกคุมตัวอยู่ในคุกหลวงของกรมอาญาวันประหารใกล้เข้ามาทุกที หากอยากสืบหาสาเหตุการตายของมารดานางย่อมไม่อาจปล่อยเบาะแสที่หยวนคังหู่รู้ให้หายไป
ฉู่จวินหลันคิดจะสืบข่าวต่อจึงตรงไปยังหอน้ำชาแห่งเดิมเพื่อฟังการเล่าเรื่อง
และนักเล่าเรื่องก็พูดถึงคดีทุจริตครานี้จริงดังคาด
“...ไม่ใช่ว่านักปราชญ์ฟู่ผู้มากด้วยพรสวรรค์นั้นคืออัจฉริยะฟ้าประทานหรือไรหากไม่ใช่เพราะบทความของเขา ฝ่าบาทถูกผู้คนปิดบังสายตาครานี้จะกวาดล้างได้อย่างไร”
“เหล่าบัณฑิตหนุ่มร่ำเรียนมาทั้งชีวิตแต่กลับมีคนซื้อข้อสอบด้วยเงินราคาสูง ใช้เงินซื้อบทความไม่ต้องเหนื่อยยากก็มีชื่ออย่างนี้จะยุติธรรมต่อบัณฑิตยากจนได้อย่างไร คดีทุจริตในการสอบครั้งนี้มีมากมายจนบรรยายไม่หมด...”
“บทความของนักปราชญ์ฟู่แม้แลกมาด้วยการถูกประจานสามวัน แต่ก็เป็นคุณต่อเหล่าบัณฑิตทั่วแผ่นดิน!”
นักเล่าเรื่องพูดจนน้ำลายกระเด็น
ผู้ฟังข้างล่างต่างฟังจนเลือดสูบฉีดตะโกนสรรเสริญกันต่อเนื่อง
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้ว คิดไม่ถึงว่าฟู่จือเหิงจะมีพลังอำนาจถึงเพียงนี้
ครั้งก่อนที่เห็นเขาถูกจองจำเดินประจานนางรู้สึกว่าบทลงโทษของฝ่าบาทไม่เหมือนการลงโทษแต่กลับเหมือนการสรรเสริญเสียมากกว่า
ฉู่จวินหลันจิบชาหนึ่งอึกเคาะโต๊ะพลางวิเคราะห์เรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ จนทุกอย่างชัดเจนในใจ
นางรู้แล้วว่าทำไมคนที่เปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถ และความกล้าหาญถึงสอบฮุ่ยซื่อไม่ผ่านเสียที
เขาคือคมดาบที่ฮ่องเต้ใช้เป็นกระบอกเสียงแห่งความไม่ยุติธรรมทั้งปวง
ฮ่องเต้กำลังใช้งานเขา!
หากคนเช่นนี้เข้าสู่ราชสำนักควบคุมไม่ง่ายอาจเป็นผู้ก่อคลื่นลม แต่หากใช้เช่นนี้ ฝ่าบาทกลับบรรลุเป้าหมายทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม
“ก็เป็นคนที่น่าสงสารอยู่ไม่น้อย”ฉู่จวินหลันส่ายหน้าเบาๆ
ทว่าดูเหมือนนางจะพบหนทางล้างมลทินแล้ว
ฉู่จวินหลันยกชาที่เหลือดื่มจนหมดก่อนจะลุกขึ้นตรงไปยังจวนองค์หญิงใหญ่
เมื่อผู้ดูแลจวนองค์หญิงใหญ่เห็นฉู่จวินหลันมาก็ยินดียิ่งนักรีบเอ่ยต้อนรับ “คุณหนูสามฉู่มาถูกเวลาเสียจริงวันนี้คุณชายเย่อาการไม่ค่อยสู้ดีตั้งแต่เช้าองค์หญิงใหญ่กำลังบอกให้คนไปเชิญท่านมาพอดีขอรับ”
“อาการไม่สู้ดีอย่างไรหรือวันก่อนที่งานชุมนุมยังดูปกติดีนี่นา” ฉู่จวินหลันเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปยังเรือนใน
“ก็ใช่น่ะสิขอรับองค์หญิงใหญ่ก็ว่าเช่นนั้น” ผู้ดูแลจวนก้าวตามฉู่จวินหลันพลางพูดต่อ“เมื่อวานคุณชายเย่แทบไม่ได้แตะอาหาร ตอนกลางคืนก็นอนไม่หลับเช้าวันนี้ยิ่งดูอ่อนแรง ไม่อยากกินไม่อยากขยับ บ่าวดูแล้วกังวลยิ่งนักองค์หญิงใหญ่เฝ้าอยู่ข้างกายตลอด ด้วยกลัวว่าโรคเดิมจะกำเริบจึงไม่กล้าไปไหนขอรับ”
ฉู่จวินหลันพยักหน้ากล่าว“ไม่เป็นไร ข้าจะไปดูให้ คงไม่ใช่เรื่องใหญ่”
“อืม”ผู้ดูแลจวนโล่งใจ รีบเดินนำทางด้วยความนอบน้อม
องค์หญิงใหญ่ออกมาต้อนรับฉู่จวินหลันด้วยตนเองแล้วพาเข้าสู่ห้องนอน
เย่อี่เจี้ยนสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดผมยาวสลวยพาดบนหมอนกำมะหยี่สีม่วงเข้ม ผ้าห่มสีเดียวกันคลุมถึงเอวใบหน้าซีดเซียวนั้นทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็นบุรุษอ่อนแอผู้หล่อเหลา
เมื่อเขาเห็นฉู่จวินหลันก็ฝืนยันกายลุกขึ้นนั่งตัวตรงยิ้มอ่อน“มาแล้วหรือ”
พอฉู่จวินหลันเห็นสีหน้าเขาก็เคร่งขรึมลงทันทีเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงข้างเตียง ก่อนจะคว้าข้อมือเขามาตรวจชีพจร
เห็นนางกระวนกระวายเย่อี่เจี้ยนก็ยิ้มบาง “ไม่เป็นไรหรอก อาจเป็นเพราะต้องลมหนาวเมื่อวานน่ะ”
“เงียบไปเลย”
เย่อี่เจี้ยนถูกดุจนชะงักได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ มองนางที่ก้มหน้าตรวจชีพจรอย่างตั้งใจความสุขบางอย่างพลันเอ่อขึ้นในใจ
หากเป็นเมื่อก่อนการเงียบเป็นเรื่องง่ายดาย แต่บัดนี้เขากลับห้ามใจอยากคุยกับนางไม่ไหวคงเพราะวันงานชุมนุมได้เห็นความสามารถของนาง จึงยิ่งให้ความสำคัญมากขึ้นกระมัง
เย่อี่เจี้ยนที่กำลังเหม่อพลันรู้สึกว่าปลายนิ้วชามองลงไปก็เห็นฉู่จวินหลันใช้เข็มเงินเจาะปลายนิ้วเขา บีบเลือดสีดำออกมาหยดหนึ่ง
“นี่มัน...”องค์หญิงใหญ่ชะโงกหน้ามองอย่างตกใจ กำลังจะร้องออกมาแต่เพียงฉู่จวินหลันส่งสายตาก็ทำให้นางเงียบลงได้
นางบี้เลือดสีดำที่ปลายนิ้วแล้วสูดดมเบาๆก่อนจะแตะลิ้นชิม
เย่อี่เจี้ยนเห็นท่าทีนั้นใบหน้าร้อนผ่าวทันใด
“คุณหนูสามฉู่นี่...”
ฉู่จวินหลันไม่ใส่ใจเพียงหันไปยิ้มกล่าว “องค์หญิงใหญ่อาการคุณชายเย่ดีขึ้นได้เพราะคนรับใช้ที่ดูแลใกล้ชิดไม่ใช่หรือวันนี้เชิญพวกเขามาขอบคุณให้เป็นการสมควรจะดีกว่า”
องค์หญิงใหญ่ชะงักไปคล้ายจะเข้าใจความหมายของนาง
“เจ้าพูดถูก”นางเอ่ยเสียงเรียบ พลางหันไปนอกห้อง “ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ไปบอกให้ทุกคนที่ดูแลเจี้ยนเอ๋อร์มาพร้อมหน้า วันนี้ข้าจะให้รางวัลใหญ่”
“เจ้าค่ะ”สาวใช้รีบไปทำตามทันที
ฉู่จวินหลันกลับมาหาองค์หญิงใหญ่กับเย่อี่เจี้ยนนางไม่พูดสิ่งใด เพียงใช้เข็มเงินเจาะที่ปลายนิ้วและปลายเท้า ก่อนจะค่อยๆบีบเลือดสีดำออกทีละน้อย เช็ดคราบเลือดด้วยผ้าขาวสะอาด แล้วใช้เข็มกดจุดรักษาชีพจรจากนั้นเขียนเทียบยาส่งให้องค์หญิงใหญ่
“ให้คนเตรียมต้มสมุนไพรสำหรับอาบนี่ทันที”
องค์หญิงใหญ่พยักหน้ารับกุมมือฉู่จวินหลันด้วยความซาบซึ้ง แล้วรีบสั่งให้หมัวมัวคนสนิทไปจัดการ
ไม่นานนักผู้ดูแลจวนก็พาบ่าวรับใช้ทั้งหมดที่รับใช้เย่อี่เจี้ยน รวมถึงคนที่วังหลวงส่งมาและพวกคนครัวเข้ามา
พอรู้ว่าจะได้รางวัลทุกคนก็ยิ้มแย้มเต็มใบหน้า ยืนเรียงรายจนแน่นห้อง
ฉู่จวินหลันเดินตรวจดูจนมาหยุดตรงหน้าสาวใช้วัยสิบกว่าปีคนหนึ่ง
ฉู่จวินหลันยิ้มถาม“พี่สาว เจ้าใช้น้ำหอมอะไรหรือ เหตุใดกลิ่นถึงหอมชวนดมเช่นนี้”