บทที่52:ปราการลับแห่งหุบเขา และเครือข่ายข่าวกรองพงไพร
แสงแดดสีทองอ่อนของยามเช้าค่อย ๆลอดผ่านแนวเรือนยอดไม้สูงของป่าต้องห้ามชั้นนอก สาดกระทบละอองหมอกบาง ๆที่ยังลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคเสียงน้ำตกม่านไพลินยังคงไหลรินอย่างสม่ำเสมออยู่เบื้องหลัง ขณะที่ต้น บลิสโอ๊คขนาดมหึมากลางหมู่บ้านพลิ้วไหวเบา ๆ ตามแรงลมอ่อนกลีบดอกสีชมพูอมทองบางส่วนร่วงหล่นลงมาปกคลุมลานหินเบื้องล่างอย่างงดงาม
กลิ่นหอมของขนมปังข้าวสาลีอบใหม่จากครัวกลางลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรของเดซี่กลิ่นไม้สดจากโรงเลื่อย และกลิ่นดินชื้นยามเช้า ทุกอย่างควรจะเป็นเช้าที่สงบสุขและเรียบง่ายเช่นทุกวัน
แต่เช้าวันนี้กลับแตกต่างออกไป
ความเงียบผิดปกติแผ่ปกคลุมไปทั่วหมู่บ้านราวกับช่วงเวลาก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง
ณ ลานอเนกประสงค์ใจกลางเมือง รอบ โต๊ะทำงานช่างขนาดยักษ์ที่สร้างจากไม้โอ๊กเหล็กขัดเงา หัวหน้ากลุ่มงานและตัวแทนพลเมืองกว่าสองร้อยชีวิตต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง
เอลดรินและเหล่าเอลฟ์ช่างทอยืนรวมกันอย่างสงบนิ่งเรนวินยังมีคราบดินติดปลายนิ้วจากโรงปั้นคีแลนและเหล่านักรบเอลฟ์ยืนตัวตรงด้วยสายตาระแวดระวังเอลาริน่ายืนเคียงข้างกลุ่มนักบรรเลงอย่างสง่างาม ขณะที่ไลราและตัวแทนเผ่าเงือกน้ำจืดเองก็ขึ้นมาจากลำน้ำเพื่อร่วมการประชุมครั้งนี้
แม้แต่เลโอน่าและเลโอสองพี่น้องมนุษย์ผู้ลี้ภัยที่เพิ่งได้รับชีวิตใหม่ต่างก็ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดใหม่สะอาดสะอ้านด้วยสีหน้ากังวล
พลเมืองทั้งหมดต่างยืนล้อมวงอย่างเงียบงัน
มีเพียงเสียงน้ำตก...
เสียงใบของต้นบลิสโอ๊คที่ไหวกระทบกันเบาๆ...
และสายตาของทุกชีวิตที่จับจ้องไปยังเด็กชายเพียงคนเดียวตรงหน้าโต๊ะทำงานช่างรอคอยว่าอีไลอัสกำลังจะประกาศเรื่องใดที่ทำให้ทั้งเฮเซลบรุคหยุดทุกอย่างลงพร้อมกันเช่นนี้…
แผ่นไม้กระดานขนาดใหญ่เบื้องหน้าเขาไม่ใช่แค่ภาพวาดลายเส้นธรรมดาแต่มันคือ 'พิมพ์เขียวผังเมืองแม่บท' ที่ถูกอัปเดตข้อมูลภูมิศาสตร์อย่างละเอียดรอบด้านที่สุดเท่าที่เคยมีมาเส้นชั้นความสูง ถูกวาดด้วยก้อนถ่านไม้อย่างประณีตแสดงให้เห็นทุกซอกทุกมุมของภูมิประเทศในรัศมีห้าร้อยเมตร
อีไลอัสปรับปกเสื้อผ้าไหมพฤกษาที่เรียบกริบให้เข้าที่ยกมือขึ้นปัดเศษผงถ่านที่ติดปลายนิ้วก่อนจะเริ่มเคาะกิ่งไม้ลงบนแผนที่เพื่อเริ่มการบรีฟยุทธศาสตร์การป้องกันเมืองครั้งประวัติศาสตร์
“ทุกคนฟังทางนี้” น้ำเสียงของอีไลอัสไม่ได้ฟังดูเหมือนเด็กชายวัยสิบสองที่กำลังเล่นสร้างบ้านแต่มันแฝงไปด้วยความสุขุม เฉียบขาดและทรงอำนาจของสถาปนิกผู้บริหารจัดการโครงการระดับโลก “จากการวิเคราะห์ภูมิประเทศแบบมหภาคร่วมกับการสำรวจทางอากาศอย่างต่อเนื่องของไพเพอร์ ทำให้เราเห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่าเมืองของเราตั้งอยู่ในชัยภูมิที่เรียกได้ว่าเป็น 'ปราการธรรมชาติ'ที่ปิดตายได้เกือบสมบูรณ์แบบ”
เขาลากกิ่งไม้ชี้ไปที่ขอบแผนที่แต่ละด้านเพื่ออธิบายให้ลูกบ้านทุกเผ่าพันธุ์เห็นภาพตรงกัน
“ทิศเหนือของเราคือหน้าผาหินแกรนิตสูงชันกว่าสามสิบเมตรที่น้ำตกม่านไพลินทิ้งตัวลงมาเบื้องหลังม่านน้ำและกำแพงหินนั้นคือถ้ำบาดาลที่ไลราและเผ่าเงือกดูแลตาน้ำอยู่ทิศนี้ถือเป็นประตูปิดตายที่กองทัพหรือศัตรูหน้าไหนก็เข้าถึงได้ยากที่สุดหากไม่มีปีกบินข้ามมา ส่วนทางทิศตะวันออกเรามีทั้งร่องลึกของเหวและทางน้ำสายเชี่ยวที่ตัดขาดการเข้าถึงขณะที่ทิศตะวันตกก็คือแนวยอดเขาชันที่หนาแน่นไปด้วยมอนสเตอร์ระดับภัยพิบัติและหมอกมานาที่เป็นพิษสามด้านของเราเต็มไปด้วยหน้าผาเหวลึก และภูเขามอนสเตอร์... ศัตรูปกติไม่มีทางอ้อมมาได้ง่าย”
อีไลอัสหยุดชั่วครู่แววตาของเขาดูขรึมและเย็นเยียบลงเมื่อเลื่อนกิ่งไม้มาชี้ที่เส้นโค้งทางด้านล่างของแผนที่
“แต่ในงานสถาปัตยกรรมป้อมปราการ จุดที่แข็งแกร่งที่สุดไม่สำคัญเท่าจุดที่อ่อนแอที่สุด...จุดอ่อนหนึ่งเดียวที่น่าเป็นห่วงของเฮเซลบรุคคือ 'ทิศใต้' ซึ่งเป็นผืนป่าโปร่งที่เชื่อมต่อกับชายป่าชั้นนอกและทอดยาวออกไปสู่โลกภายนอกทิศนี้คือหน้าด่าน ที่มีความลาดชันน้อยที่สุด และเป็นเส้นทางเดินเท้าเส้นทางเดียวที่กองกำลังขนาดใหญ่ของศัตรูจะสามารถใช้กรีธาทัพรุกล้ำเข้ามาหาเราได้”
เขามองข้ามโต๊ะไปยังเลโอและเลโอน่าสองพี่น้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกสบตา
“กรณีของเลโอและเลโอน่าคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด” อีไลอัสกล่าวต่อ“แม้ทั้งคู่จะหนีตายจากอุบัติเหตุรถขนทาสมาด้วยความบังเอิญและสภาพร่อแร่แต่การที่พวกเขาสามารถเดินเท้าเข้ามาใกล้ ก่อนที่ฟินน์จะดมกลิ่นตรวจพบ...นั่นหมายความว่า 'ระยะขอบเขตความปลอดภัย' ของเรายังมีช่องโหว่ ที่ใหญ่โตมโหฬาร”
เด็กชายท้าวสะเอวถอนหายใจยาว “เราเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในป่าต้องห้ามขนาดใหญ่มหาศาลนี้หากคนของจักรวรรดิอาร์คิเดีย หรือพวกสมาคมนักล่าที่ละโมบในแกนเวทมนตร์สามารถตามรอยเลือด หรือแกะรอยเท้ามาถูกทาง...พวกเขาจะมาถึงเตียงนอนของพวกเราได้ในทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า”
เสียงซุบซิบด้วยความกังวลเริ่มดังขึ้นในหมู่เอลฟ์บาร์นีย์คำรามในลำคอด้วยความหงุดหงิด ขณะที่คีแลนหัวหน้าเอลฟ์นักรบกำคันธนูในมือแน่น
“ดังนั้นโครงการป้องกันเมืองเฟสแรกที่จะต้องเริ่มลงเสาเข็มตั้งแต่วินาทีนี้ คือการสร้าง 'ปราการทรงดาว !”
อีไลอัสใช้ก้อนถ่านไม้วาดเส้นทึบซ้อนทับลงบนแผนที่“เราจะสร้างกำแพงล้อมรอบพื้นที่ในรัศมี 500 เมตรจากจุดศูนย์กลางน้ำตกเริ่มต้นจากขอบทิศตะวันตก วนลงไปปกป้องทิศใต้ และไปบรรจบที่ทิศตะวันออกเป็นรูปครึ่งวงกลมขนาดมหึมา! รูปทรงดาวแฉกนี้จะกำจัด 'จุดบอด'ที่ฐานกำแพงทิ้งไปทำให้พวกนายสามารถยิงธนูหรือสาดเวทมนตร์คุ้มกันกำแพงแฉกข้างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!”
บาร์นีย์หมียักษ์อสูรรถเครนประจำไซต์งาน และดัสตี้ ตุ่นอสูรวิศวกรโยธาในหมวกเซฟตี้พยักหน้าพร้อมกันอย่างแข็งขัน ทั้งคู่รับรู้ได้ถึงภาระหน้าที่อันหนักอึ้งพวกเขาจะต้องเป็นกำลังหลักในการขนย้ายวัสดุหินแกรนิตนับหมื่นตันและขุดรากฐานตามจุดยุทธศาสตร์ที่อีไลอัสมาร์กไว้ให้เร็วที่สุด
“กำแพงหินจะช่วยชะลอการบุกรุก... แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าการสร้างกำแพงคือสิ่งที่เรียกว่า 'การรับรู้สถานการณ์'”อีไลอัสขยับตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ กุมคางอย่างใช้ความคิดใบหน้าของเขาฉายแววเคร่งเครียด “สกิล [จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค]ของฉันสามารถรับรู้ 'ชีพจรโครงสร้าง' ได้อย่างแม่นยำก็จริงถ้ามีใครมาพังกำแพง หรือทำลายบ้าน ฉันจะรู้ทันที... แต่ถ้าศัตรูที่เป็นมนุษย์หรือนักฆ่าที่ลบจิตสังหารเก่งๆ ลอบเข้ามาในรัศมี 500 เมตรโดยไม่ทำลายสิ่งก่อสร้างหรือเคลื่อนไหวซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบที่กำแพงยังสร้างไม่ถึงล่ะ? ระบบของฉันก็ยังมองไม่เห็นพวกเขาอยู่ดี”
“เจ้านาย... แล้วไพเพอร์ล่ะครับ? ไพเพอร์บินสูงมองเห็นได้ไกลเป็นสิบกิโลเมตรเลยนะ!”ฟินน์ จิ้งจอกอสูรเสนอความเห็นพลางกระดิกหาง
อีไลอัสส่ายหน้าช้าๆมองขึ้นไปหานกอสูรสีขาวที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ “ไพเพอร์มีเพียงหนึ่งเดียวต่อให้นายบินได้รวดเร็วแค่ไหนแต่เมื่อต้องบินลาดตระเวนสอดส่องครอบคลุมพื้นที่ป่าครึ่งวงกลมรัศมี 500 เมตรโดยรอบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงพลังงานและสมาธิของนายจะหมดลงก่อนที่ศัตรูจะมาถึงซะอีก และในเชิงภูมิศาสตร์...ป่าชั้นนอกของเรายังมี 'จุดบอดใต้พุ่มไม้หนา' ที่สายตาจากท้องฟ้าไม่สามารถมองทะลุใบไม้ลงมาเห็นพื้นดินได้”
สถาปนิกน้อยกวาดสายตามองประชากรทุกคน“เราต้องการสิ่งที่มากกว่าโดรนสำรวจหนึ่งตัว... เราต้องการ 'เครือข่ายเซนเซอร์' ที่สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่งทุกตารางนิ้วของผืนป่าแห่งนี้!”
“เครือข่ายเซนเซอร์หรือขอรับ?” คีแลนเอ่ยถามด้วยความงุนงง“ท่านผู้ใหญ่บ้านจะสร้างโกเลมหินหุ่นยนต์ไปยืนเฝ้าตามจุดต่างๆหรือขอรับ? แต่เราไม่มีแกนเวทมนตร์มาเป็นพลังงานขับเคลื่อนนะขอรับ”
อีไลอัสยิ้มกริ่มรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และสติปัญญาของนักนวัตกรรม “ในเมื่อเราไม่มีเทคโนโลยีเครื่องจักรกล...เราก็จะใช้วิธีทางชีววิทยา แทนสิ!”
ช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้นเอง
อีไลอัสสั่งให้กลุ่มเอลฟ์ช่างทำขนมปังช่วยกันเตรียมเศษขนมปังอบใหม่ๆ ที่เหลือจากการกินเมื่อเช้านำมาคลุกเคล้ากับธัญพืชคั่วหอมกรุ่นและน้ำผึ้งป่าเล็กน้อยจนได้ที่ เขาบรรจุ 'เหยื่อล่อ'ที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจจำนวนมหาศาลลงในกระบุงไม้ไผ่จากนั้นสถาปนิกน้อยก็เดินมุ่งหน้าไปยังแนวป่าทิศใต้ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของรัศมี 500เมตรและเป็นจุดที่ดัสตี้กำลังเริ่มขุดแนวร่องรากฐานกำแพงเมืองโดยมีเหล่าลูกบ้านแกนนำอย่างบาร์นีย์ ฟินน์ และเดซี่เดินตามมาติดๆ
เมื่อมาถึงชายป่าที่ร่มครึ้มอีไลอัสวางถาดอาหารที่เต็มไปด้วยเศษขนมปังและธัญพืชลงบนตอไม้ใหญ่ที่ถูกตัดโค่นเขายืนหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงเอาพลังงานมานาในร่างและ 'ออร่าความเป็นผู้นำ'ออกมาจนถึงขีดสุด
เขาไม่ได้ส่งจิตสังหารแต่เขาตั้งสมาธิ ขยายอาณาเขตการสื่อสารผ่านจิตสำนึก ส่งกระแสจิตที่เปี่ยมไปด้วยความสงบความปลอดภัย และเจตจำนงที่เป็นมิตรอย่างลึกซึ้งที่สุดกระจายแผ่ออกไปเป็นระลอกคลื่น ทะลวงผ่านดงเฟิร์น โพรงดิน และพุ่มไม้รกชัฏครอบคลุมผืนป่าชั้นนอกในระยะ 500 เมตรทั้งหมด
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีท่ามกลางความเงียบสงัดของป่า... ปฏิกิริยาตอบรับก็เริ่มปรากฏ!
สวบ...สวบสาบ... ฟุ่บ...
พุ่มไม้รอบด้านเริ่มสั่นไหวเบาๆเสียงปีกขนาดเล็กขยับกระพือประดุจเสียงกระซิบของสายลมดังกึกก้องสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ นับพันชีวิตที่ปกติมักจะหวาดผวา หลบซ่อนตัวอยู่ในรูดินหรือโพรงไม้เพื่อหลีกหนีจากมอนสเตอร์ระดับสูงต่างค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากเงามืดอย่างกล้าๆ กลัวๆ
พวกมันคือ"หนูจี๊ด" นับร้อยนับพันตัวที่มีขนสีน้ำตาลเทารูปร่างปราดเปรียวและมีประสาทดมกลิ่นที่ยอดเยี่ยม ผสมผสานกับ "นกกระจิบพงไพร" ฝูงใหญ่เบ้อเริ่มที่บินโฉบลงมาเกาะเรียงรายอยู่ตามกิ่งไม้เตี้ยๆและรากไม้รอบบริเวณ
สัตว์ป่าตัวจ้อยเหล่านี้ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นหอมของขนมปังอบเนยและน้ำผึ้งซึ่งเป็นอาหารระดับภัตตาคารที่พวกมันไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อนตลอดชีวิตการเป็นสัตว์ป่าแต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้พวกมันกล้าออกมาเผชิญหน้ากับมนุษย์และหมียักษ์... คือ 'ออร่าแห่งความปลอดภัย'ที่แผ่ออกมาจากตัวของอีไลอัส
"มาสิ... กินให้อิ่มเลย พวกแกไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไปแล้ว"อีไลอัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หนูจี๊ดตัวที่กล้าหาญที่สุดค่อยๆคลานเข้าไปแทะเศษขนมปัง ทันทีที่ความอร่อยแตะลิ้นมันก็ส่งเสียงร้องจี๊ดจ๊าดด้วยความฟินเป็นสัญญาณให้ฝูงหนูและนกกระจิบที่เหลือพุ่งกรูกันเข้ามากินบุฟเฟต์กันอย่างเอร็ดอร่อยและไร้ซึ่งความระแวง
หนูจี๊ดตัวหนึ่งถึงกับมุดหัวเข้าไปในเศษขนมปังชิ้นใหญ่จนหางโผล่ออกมาเพียงอย่างเดียวทำให้เดซี่หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
อีไลอัสไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยเขาใช้นิ้วชี้แตะลงบนพื้นดินร่วนๆเรียกใช้งานสกิลที่บัดนี้ได้รับการยกระดับและแข็งแกร่งขึ้นตามขนาดของประชากรและอาณาเขตเมือง
“ [พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย] แบบหมู่!”
วาบบบบ!!
แสงสีทองเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันระเบิดกระจายออกจากจุดที่ปลายนิ้วของอีไลอัสสัมผัสแสงนั้นพุ่งทะยานเป็นคลื่นวงแหวนแผ่ซ่านออกไปคลุมร่างของหนูจี๊ดและนกกระจิบพงไพรนับพันตัวในบริเวณนั้นทั้งหมด!สัญลักษณ์รูปวงเวียนและฉากของสถาปนิกเรืองแสงขึ้นที่หน้าผากจิ๋วๆของหนูและนกทุกตัวเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะซึมหายไปใต้ผิวหนัง
และทันใดนั้นเอง...ประสาทรับรู้ของอีไลอัสก็เกิดการระเบิดออกอย่างรุนแรง!
“อึก!”
เด็กชายกุมขมับตัวเองแน่นร่างกายเสียสมดุลจนซวดเซไปด้านหลัง โชคดีที่แผ่นหลังกว้างๆและนุ่มนวลของบาร์นีย์เข้ามารองรับร่างของเจ้านายเอาไว้ได้ทันท่วงที
“เจ้านาย! เป็นอะไรไปครับ! ปวดหัวเหรอ!” ฟินน์ร้องลั่นด้วยความตกใจ
“ข... ฉันไม่เป็นไร...” อีไลอัสหอบหายใจถี่ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงสุดขีดเมื่อหลับตาลง
ภาพวิสัยทัศน์นับพันๆภาพ พุ่งทะลวงเข้าสู่สมองของเขาพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง! มันไม่ใช่การรับชมภาพผ่านหน้าจอทีวีแบบเดียวกับการแชร์วิสัยทัศน์กับไพเพอร์แต่มันคือ 'การรับรู้เชิงพื้นที่แบบสามมิติ (3D Spatial Data Integration)' อีไลอัสสามารถมองเห็นภาพของมดงานที่กำลังแบกเศษใบไม้ผ่านการรับรู้ของหนูจี๊ดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้รากเฟิร์น...เขารู้สึกถึงความชื้นของดิน สัมผัสได้ถึงทิศทางลมที่เปลี่ยนไป... ในขณะเดียวกันเขาก็สามารถมองเห็นเงาของกวางป่าที่กำลังเดินเล็มหญ้าอยู่ห่างออกไปสามร้อยเมตรผ่านดวงตาของนกกระจิบพงไพรที่เกาะอยู่บนยอดไม้สูง!
สายตาสัมผัส และการดมกลิ่นของสัตว์ตัวเล็กๆ นับพัน ถูกดึงเข้ามารวมกัน ประมวลผลผ่านจิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุคและสร้างเป็น 'แผนที่เรดาร์แบบเรียลไทม์' ในหัวของเขาอย่างไร้รอยต่อ!
“สมบูรณ์แบบ... สมบูรณ์แบบที่สุด...” อีไลอัสกระซิบน้ำเสียงสั่นสะท้านไปด้วยความปีติยินดี “นี่คือ 'เครือข่ายเซนเซอร์ชีวภาพ' ที่ทรงพลังและแม่นยำที่สุดในโลกใบนี้! กล้องวงจรปิดหรือเรดาร์ตรวจจับความร้อนในโลกเดิมยังเทียบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ!”
สถาปนิกน้อยพยุงตัวลุกขึ้นยืนหันไปอธิบายกลไกอันน่าทึ่งนี้ให้คีแลนและเหล่าเอลฟ์นักรบที่ยืนอารักขาอยู่รอบๆ ฟัง
“ฟังให้ดีนะกองกำลังรักษาความมั่นคง!” อีไลอัสชี้ไปที่ฝูงนกและหนู“นกกระจิบพงไพรเหล่านี้ จะทำหน้าที่เป็น 'เซนเซอร์ตรวจจับระดับสูง' คอยสอดส่องการเคลื่อนไหวทางอากาศและมุมมองจากยอดไม้ ส่วนหนูจี๊ดจะกระจายตัวกันออกไปทำหน้าที่เป็น 'เซนเซอร์ภาคพื้นดิน'คอยเฝ้าระวังสิ่งมีชีวิตที่คลาน หมอบหรือซุ่มซ่อนอยู่ตามพื้นป่าและโคนต้นไม้!”
ดวงตาของเด็กชายฉายแววเฉียบขาด“เมื่อใดก็ตามที่มีสิ่งแปลกปลอม—ไม่ว่าจะเป็นนักล่ามอนสเตอร์ หรือกองทหารมนุษย์—ล่วงล้ำก้าวข้ามเส้นสมมติในเขต 500เมตรเข้ามา เครือข่ายของสัตว์พวกนี้จะเกิดปฏิกิริยาตื่นตัวและส่งสัญญาณความถี่กระเพื่อมผ่าน 'จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค'วิ่งตรงเข้าสู่หัวของฉันในระดับเสี้ยววินาที!”
คีแลนและเอลฟ์นักรบถึงกับกลืนน้ำลายพวกเขาไม่เคยจินตนาการถึงระบบสอดแนมที่ใช้ธรรมชาติเป็นหูเป็นตาได้ครอบคลุมและแนบเนียนขนาดนี้มาก่อน
“คีแลน!” อีไลอัสหันไปออกคำสั่งทางยุทธวิธีทันที “นำกองกำลังเอลฟ์นักรบทั้ง 20 นายของนายแบ่งกำลังกันขึ้นไปประจำการเฝ้าระวังบนกำแพงเมืองตามตำแหน่งแฉกดาวทั้งแปดแฉกที่ดัสตี้กำลังขุดรากฐานอยู่! พวกนายคือ 'หน่วยตอบโต้ฉุกเฉิน' !”
เด็กชายกำหมัดแน่น“ทันทีที่ฉันได้รับสัญญาณแจ้งเตือนการบุกรุกจากเครือข่ายเซนเซอร์ฉันจะระบุพิกัดตำแหน่งที่แน่นอน และส่งสัญญาณไฟให้พวกนายเคลื่อนพลเข้าสกัดกั้นศัตรูได้ล่วงหน้า!เราจะดักตีหัวพวกมันก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวว่าถูกค้นพบ! งานนี้...แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีจุดบอด!”
“รับทราบขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน!” คีแลนคุกเข่ากระแทกหมัดลงบนหน้าอกตนเองเสียงดังฟังชัดแววตาของนักรบเอลฟ์ลุกโชนด้วยความฮึกเหิมและศรัทธาอย่างล้นเปี่ยม “ด้วยตาข่ายเวหาของท่านไพเพอร์ และเซนเซอร์ปฐพีอัจฉริยะที่ท่านสร้างขึ้น...พวกข้าขอสาบานด้วยชีวิต! จะไม่มีวันปล่อยให้แม้แต่แมลงวันต่างถิ่นตัวเดียวบินรอดข้ามกำแพงเมืองเข้ามาทำร้ายใครในเฮเซลบรุคได้เป็นอันขาด!”
อีไลอัสทอดสายตามองออกไปยังความร่มครึ้มของชายป่าชั้นนอกรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างล้นเหลือปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ปราการดาวอาจจะเป็นเพียงโครงสร้างหินและอิฐที่แข็งแกร่ง...แต่หัวใจที่แท้จริงของระบบการป้องกันเมืองนี้ คือเครือข่ายของสิ่งมีชีวิตนับพันที่รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกับผืนดินแห่งเฮเซลบรุค!
บัดนี้รัฐอิสระแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่หมู่บ้านสโลว์ไลฟ์ที่หวังเพียงการหลบซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกอีกต่อไปแต่มันได้วิวัฒนาการกลายเป็น 'ป้อมปราการที่มีชีวิต' มีดวงตาจับจ้องอยู่ทุกหนแห่งในความมืด มีหูที่ได้ยินทุกเสียงฝีเท้า...
“ฉันจะปกป้องบ้าน” และพร้อมปกป้องความสงบสุขเล็ก ๆแห่งนี้จากผู้ใดก็ตามที่คิดทำลายมัน
[ ข้อมูลระบบ:รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค ]
[ สถานะผู้ใหญ่บ้าน] ชื่อ: อีไลอัส บรุค (ผู้ก่อตั้ง)
คลาส: ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข เลเวลตัวละคร: Lv.18
สกิลประจำตัว:
สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.MAX
พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย Lv.MAX
จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค Lv.3
[ รายงานประชากรรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค:รวม 202 ชีวิต + 3 โคโลนี ]
ลูกบ้านอสูรและแกนนำ: 9 ชีวิต
พลเมืองเฉพาะทาง (มนุษย์): 2 ชีวิต
พลเมืองเฉพาะทาง (เผ่าเอลฟ์): 72 ชีวิต
พลเมืองเฉพาะทาง (เผ่าเงือกน้ำจืด): 29 ชีวิต
พลเมืองแรงงานและผู้อยู่อาศัย:89 ชีวิต
โคโลนี: ตัวไหม หนูจี๊ด นกกระจิบพงไพร (รวม 3โคโลนี)