อาจารย์ขับรถไปพลางอธิบายถึงบทบาทของปราณต้นกำเนิดในร่างกายมนุษย์ไปพลาง
คนทั่วไปมักรู้เพียงว่าผู้คนในสายอาชีพนี้เชี่ยวชาญด้านการวาดยันต์และการขับไล่สิ่งชั่วร้าย แต่พวกเขาไม่รู้ว่าก่อนที่เราจะทำเช่นนั้นได้ก็จำต้องเรียนรู้วิธีควบคุม ปรับสมดุลและใช้ปราณต้นกำเนิดเสียก่อน
เมื่อเข้าใจทั้งสามสิ่งนี้แล้วจึงจะถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของวิชานี้อย่างแท้จริง
ปราณต้นกำเนิดนั้นมีความหมายของมันเอง
ปราณต้นกำเนิดก่อเกิดสิ่งมีชีวิตปราณต้นกำเนิดก่อเกิดรูปธรรม ปราณต้นกำเนิดก่อเกิดเผ่าพันธุ์ ปราณต้นกำเนิดสูญสิ้นสรรพสิ่งเปลี่ยนแปร
การเกิดการเติบโต การแพร่พันธุ์ และการเสื่อมสลายของทุกสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงกับปราณต้นกำเนิดตั้งแต่ต้นจนจบ มันคือรากฐานของทุกสรรพสิ่ง
จวงจื่อ[1]กล่าวไว้ว่า“ชีวิตมนุษย์เกิดจากการรวมตัวของปราณต้นกำเนิด เมื่อมันรวมกัน นั่นหมายถึงชีวิตเมื่อมันแตกกระจาย นั่นหมายถึงความตาย”
มีเพียงต้องควบคุมปราณต้นกำเนิดในร่างกายและเติมเต็มปราณที่สูญเสียไปให้ได้เท่านั้นจึงจะถือได้ว่าเข้าสู่ศาสตร์วิชานี้อย่างแท้จริง
และเมื่อสามารถใช้ปราณต้นกำเนิดได้แล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการเรียนรู้ยันต์
เมื่อเชี่ยวชาญการใช้ยันต์ก็ถือว่าเริ่มเข้าใจหลักแห่งวิชาและก้าวเข้าสู่ ‘ขอบเขต’
นั่นแหละจึงจะถือได้ว่ามีวิชาที่แท้จริง และแตกต่างจากคนธรรมดา
แม้อาจารย์จะอธิบายเรื่องนี้อย่างเรียบง่ายแต่ทุกคำล้วนมีความหมายลึกซึ้ง และมีเฉพาะผู้ที่อยู่ในสายนี้เท่านั้นจึงจะเข้าใจ
ผมตั้งใจฟังอย่างจริงจัง เพราะรู้ดีว่าทุกคำที่อาจารย์พูดในตอนนี้ล้วนสำคัญ
เมื่อกลับมาถึงร้านอาจารย์พาผมขึ้นไปยังชั้นสอง
จากนั้นเขาจุดธูปบูชาบรรพจารย์แล้วบอกให้ผมนั่งรอที่ห้องรับแขก ขณะที่เขาเข้าไปในห้องของตนเอง
ความรู้สึกของผมทั้งตื่นเต้นและกังวลไปพร้อมกันผมไม่รู้ว่าอาจารย์จะสอนอะไรให้ผม
ผ่านไปไม่กี่นาทีอาจารย์ก็เดินออกมา
ในมือของเขามีหมึกพู่กัน กระดาษยันต์สีเหลือง และกระถางธูปเล็กๆ
อาจารย์วางสิ่งของทั้งหมดลงบนโต๊ะน้ำชา
“อาจารย์ท่านจะสอนผมวาดยันต์ใช่ไหม” ผมถามด้วยความตื่นเต้น
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัวกล่าวว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อน ก่อนอื่นต้องปรับสมดุลปราณต้นกำเนิดเสียก่อน”
ขณะพูดอาจารย์หยิบกำยานออกมาแล้วจุดไฟในกระถางธูป
กลิ่นหอมของกำยานแผ่ซ่านไปทั่วทำให้จิตใจรู้สึกสงบอย่างประหลาด
อาจารย์ให้ผมนั่งลงบนโซฟาจากนั้นเขาจุดบุหรี่ สูดเข้าปอดสองครั้งแล้วกล่าวว่า “ฉันจะสอนวิธีการหายใจให้ ระหว่างการหายใจเข้าออก นายต้องสัมผัสถึงการไหลเวียนของปราณ โดยเฉพาะบริเวณตันเถียน สังเกตว่ามันมีการขยายและหดตัวหรือไม่...”
อาจารย์ยืนอยู่ข้างๆสูบบุหรี่พลางสอนวิธีการฝึกฝนลมหายใจ วิธีการหายใจเข้า หายใจออก และวิธีควบคุมปราณ
จากปราณสู่ปราณต้นกำเนิดต้องเปลี่ยนผ่านและนำไปใช้เช่นไร
ผมตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง
ช่วงแรกๆนอกจากรู้สึกว่าอากาศเข้าไปในปอดแล้ว ผมไม่รู้สึกถึงอะไรเลย
แต่ไม่นานผมก็เริ่มจับจังหวะการหายใจที่อาจารย์กล่าวถึงได้
มันเหมือนมีจังหวะที่แน่นอนเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด
ทุกครั้งที่ผมหายใจเข้าออกผมรู้สึกว่าบริเวณตันเถียนมีการขยายและหดตัวเล็กน้อย
ฟังดูเหมือนง่ายแต่ในทางปฏิบัติกลับยากกว่าที่คิดมาก
อาจารย์บอกว่าจุดนี้เองที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของคนทั่วไป เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ของคนที่พยายามฝึกมักจะล้มเหลวที่ขั้นตอนนี้
คนที่ทำสำเร็จต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์โดยกำเนิด หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีโชคชะตาพิเศษเช่นเดียวกับผม
ในหนึ่งพันคนอาจมีเพียงคนเดียวที่ทำได้
และผมก็คือหนึ่งในพันคนนั้นอีกทั้งยังมีโชคชะตาที่ไม่ธรรมดา
ผมไม่เพียงสามารถสัมผัสถึงปราณได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังสามารถเรียนรู้วิธีหายใจได้ในเวลาอันสั้น
แน่นอนว่ามันเป็นเพราะอาจารย์พาผมไปฝังเข็มและนวดเปิดเส้นลมปราณก่อน
มิฉะนั้นผมคงไม่สามารถเรียนรู้ได้เร็วเช่นนี้
อาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างๆผมดูตกตะลึงจนตาค้าง เขาจ้องมองผมด้วยความประหลาดใจราวกับเห็นสิ่งน่าเหลือเชื่อ แม้แต่เสียงพูดของเขายังสั่นเครือ “ใช่ถูกต้องเลย! บ้าเอ๊ย! เจ้าหนูนี่สุดยอดจริงๆ เรียนรู้ได้เร็วขนาดนี้เชียว!
“ฮ่าๆๆดี ดีมาก! เจ้าหนูนี่ไม่ธรรมดาเลย! นายทำได้ครบทั้งรวบรวม ควบคุม และใช้ปราณเรียนรู้สามปราณรวมเป็นหนึ่งได้ในเวลาอันสั้น ฮ่าๆๆ...”
ผมลืมตาขึ้นเห็นอาจารย์แสดงความดีใจออกมาอย่างชัดเจน
แม้ว่าการฝึกฝนนี้จะดูยาก แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากไปกว่าการแก้โจทย์คณิตศาสตร์เลย
แค่ทำตามลำดับขั้นหายใจ รวบรวมพลัง และปล่อยพลังออกมาให้ถูกต้องก็พอ
“อาจารย์ขั้นตอนทั้งสามนี้ยากมากเหรอครับ” ผมถามออกไปด้วยความสงสัย
ใบหน้าของอาจารย์กระตุกเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “ในพันคนยังยากจะหาคนที่ทำได้นายว่ายากไหมล่ะ เดิมทีฉันคิดจะสอนนายเรื่องการควบคุมปราณในครึ่งแรกของคืนและสอนวาดยันต์ในครึ่งหลัง แต่ตอนนี้ไม่ต้องเสียเวลาแล้ว
“มาๆฉันจะสอนนายวาดยันต์ อยากเห็นเหมือนกันว่านายมีพรสวรรค์ด้านนี้หรือไม่”
อาจารย์ดูตื่นเต้นผมเองก็ตั้งตารออย่างคาดหวัง
ผมพยักหน้ารับ “ได้เลยอาจารย์ ท่านสอนผมเถอะ”
อาจารย์ยิ้มแล้วเริ่มบดหมึกและเติมผงชาดในจานฝนหมึก
ขณะเดียวกันเขาก็พูดกับผมว่า “เมื่อนายควบคุมปราณได้ก็ถือว่ามีพื้นฐานในการวาดยันต์แล้ว แต่ก่อนจะเริ่มเรียน นายต้องเข้าใจเสียก่อนว่ายันต์คืออะไร ทำไมมันถึงมีอยู่ และเหตุใดพวกเราจึงต้องใช้มัน...”
อาจารย์พูดพลางบดหมึกและให้คำอธิบายเบื้องต้น
เขากล่าวว่ายันต์เป็นอักษรของเหล่าทวยเทพเป็นสื่อที่ใช้ถ่ายทอดพระประสงค์ของพวกเขา
มันสามารถใช้เรียกเทพขับไล่ภูตผี ปราบปีศาจ และรักษาโรคภัย
ยันต์ยังสามารถใช้รวบรวมปราณต้นกำเนิดเพื่อแสดงพลังที่เหนือกว่าขีดจำกัดของตนเอง
แต่พลังของยันต์แต่ละประเภทก็แตกต่างกันไป
และที่สำคัญความสามารถในการใช้ยันต์นั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของปราณต้นกำเนิดของผู้ใช้
สายอาชีพของเรามักต้องเผชิญกับพลังอาฆาตและสิ่งชั่วร้ายอยู่ตลอด หากต้องการขับไล่พวกมันก็ต้องเรียนรู้วิธีสะกดและปราบ
ดังนั้น ยันต์แรกที่เขาจะสอนให้ก็คือ‘ยันต์สะกดวิญญาณ’
เมื่อกล่าวจบอาจารย์ก็เตรียมหมึกเสร็จเรียบร้อย
เขาหยิบพู่กันจุ่มลงในหมึกสีแดงสดและบอกให้ผมจับตาดูให้ดี
ผมเบิกตากว้างตั้งใจมองทุกการเคลื่อนไหวของอาจารย์
อาจารย์ยกพู่กันขึ้นและเริ่มลงมือวาดขณะที่ปากก็เอ่ยคาถาว่า “ฟ้ากลมดินเหลี่ยม กฎบัญญัติเก้าประการ ข้าจรดพู่กันลงบรรดาภูตผีจงหลบเร้น”
อาจารย์ตวัดพู่กันอย่างรวดเร็วท่วงท่าลื่นไหลแต่ทรงพลัง ทุกลายเส้นหนักแน่นและมั่นคง
เมื่อคำบริกรรมจบเส้นสุดท้ายก็ถูกวางผ่านโดยไร้ความผิดพลาดแม้แต่น้อย
ณ เวลานั้นยันต์สีเหลืองก็ปรากฏต่อหน้าผม
อาจารย์ใช้สองนิ้วแตะลงบนยันต์เบาๆ
กระดาษที่เดิมทีมีรอยยับเล็กน้อยกลับเหยียดตรงราวกับได้รับการรีดเรียบด้วยเตารีด
จากนั้นอาจารย์กล่าวต่อว่า “ยันต์แบ่งออกเป็นสามส่วน หัวยันต์เปิดฟ้า แก่นยันต์รวบรวมพลัง หางยันต์เหยียบแผ่นดิน แต่ละส่วนต้องแม่นยำไร้ข้อผิดพลาด
“ในบรรดาส่วนเหล่านี้แก่นยันต์คือส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด แก่นยันต์แต่ละแบบจะกำหนดพลังและคุณสมบัติของยันต์นั้นๆ
“ยันต์นี้มีแก่นเป็นคำว่า‘สะกด’ ดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่า ‘ยันต์สะกดวิญญาณ’ มันสามารถสะกดวิญญาณร้ายพลังอาฆาต และปีศาจร้ายได้ ตอนนี้ฉันอยากจะดูเสียหน่อยว่านายเข้าใจมากน้อยแค่ไหน”
[1] จวงจื่อ คือ หนึ่งในปรมาจารย์ลัทธิเต๋า มีชีวิตอยู่ช่วง 300-400ปีก่อนคริสศักราช