เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งลงในฉับพลัน อากาศในห้องทำงานที่เคยเย็นเยียบด้วยไอพลังของแวมไพร์ บัดนี้กลับหนักอึ้งและตึงเครียดราวกับสายพิณที่ขึงไว้จนสุด เอลาร่ายืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอ ดวงตาของเธอเบิกกว้างจับจ้องอยู่ที่สิ่งแปลกปลอมบนปกเสื้อของคาอิน—เส้นผมสีดำขลับ ยาว และเงางาม มันดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาดเมื่อเทียบกับเนื้อผ้าสีดำสนิทที่มันพาดผ่าน ราวกับอสรพิษขนาดจิ๋วที่นอนขดตัวอย่างเกียจคร้านบนผืนดินรัตติกาล
มันเป็หลักฐานชิ้นเล็กๆ ที่กรีดร้องบอกเล่าเื่ราวมากมาย เป็พยานเงียบที่บ่งชี้ว่าผู้หญิงในภาพวาด—อิซาเบลล่า—ไม่ใช่แค่ความทรงจำในอดีตที่ถูกผนึกไว้บนผืนผ้าใบ แต่เธออาจจะยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตของคาอิน...หรืออาจจะอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ด้วยซ้ำ
ความคิดนั้นทำให้เืในกายของเอลาร่าเย็นวาบไปถึงปลายนิ้ว เธอรู้สึกเหมือนกับว่าความจริงบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวกำลังค่อยๆ เผยตัวออกมา เหมือนเงาดำที่ค่อยๆ คืบคลานออกมาจากมุมมืดของห้องใต้ดิน
"ข้าถาม...ว่าเ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่"
เสียงของคาอินกดต่ำลงกว่าเดิม มันสั่นะเือยู่ในอกของเธอ ปลุกเธอจากภวังค์แห่งความตกตะลึง เอลาร่ารีบละสายตาจากเส้นผมนั้นและเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ความโกรธในดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นรุนแรงเสียจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกแผดเผา มันไม่ใช่ความโกรธที่เกรี้ยวกราด แต่เป็ความโกรธที่เยือกเย็นและอันตรายยิ่งกว่าพายุคลั่งใดๆ
เธอเห็นกรามของเขาเกร็งแน่น เส้นเอ็นที่คอเด่นขึ้นมาชัดเจน และที่น่ากลัวที่สุดคือเขี้ยวแหลมคมที่เริ่มโผล่ออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่น นี่คือแวมไพร์ตัวจริง ไม่ใช่ชายผู้เ็าที่พยายามแสดงความเป็มนุษย์ แต่เป็ผู้ล่าที่กำลังเตรียมพร้อมจะจู่โจม
"หนู...หนูแค่..." เธออ้าปากพะงาบๆ พยายามหาคำแก้ตัว แต่สมองกลับว่างเปล่า จะบอกว่าเธอแค่อยากรู้อยากเห็นงั้นหรือ? นั่นคงไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันลงบนกองไฟ เธอรู้สึกเหมือนเด็กน้อยที่ถูกจับได้ขณะกำลังขโมยขนมจากโถ แต่ในกรณีนี้ สิ่งที่เธอ "ขโมย" คือความลับที่อาจจะมีค่ายิ่งกว่าชีวิต
คาอินก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว บีบพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองให้แคบลงไปอีก เงาของเขาปกคลุมเธอจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกกลืนกิน "เ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดเมื่อคืนหรืออย่างไร หรือว่าสมองของพวกเืผสมมันประมวลผลได้ช้ากว่าปกติ?"
คำพูดดูถูกเหยียดหยามนั้นแทงทะลุเข้ามาในใจ แต่แทนที่จะทำให้เธอกลัว มันกลับจุดประกายไฟแห่งความขุ่นเคืองขึ้นมาอย่างเงียบๆ เธอสูญเสียทุกอย่างมาแล้ว บ้าน ครอบครัว ความปลอดภัย เธอไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วไม่ใช่หรือ? ความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความดื้อรั้นที่ฝังลึกในสายเื—มรดกจากทั้งแวมไพร์และเอลฟ์ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ
"ได้ยินค่ะ" เธอตอบกลับ เสียงดังฟังชัดกว่าที่คิด มั่นคงกว่าที่เธอรู้สึก "แต่หนูก็เห็นอาหารเช้าที่วางไว้ให้ เห็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เตรียมไว้ หนูเลยคิดว่า...บางทีท่านอาจจะไม่ได้ใจร้ายอย่างที่พยายามแสดงออก"
คำตอบของเธอทำให้คาอินชะงักไปชั่วครู่ ประกายความประหลาดใจวูบผ่านดวงตาของเขาก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเ็าดังเดิม เขาแค่นเสียงในลำคอ เป็เสียงที่ฟังแล้วขนลุก เหมือนเสียงคำรามของสัตว์ป่าที่กำลังเตือนศัตรู
"อย่าได้หลงตัวเองไปหน่อยเลย เด็กน้อย" เขากล่าว น้ำเสียงเย็นเยียบจนเธอรู้สึกเหมือนลมหนาวเป่าผ่าน "ที่ข้าทำไปก็เพราะข้าไม่อยากให้เ้าอดตายหรือใส่เสื้อผ้าซอมซ่อมาสร้างมลทินให้คฤหาสน์ของข้าไปมากกว่านี้ มันไม่ใช่ความเมตตา มันคือความสะดวกของข้าเองต่างหาก"
เขาเอื้อมมือมาปัดเส้นผมบนปกเสื้อของเขาทิ้งอย่างไม่ใส่ใจนัก ราวกับมันเป็เพียงเศษฝุ่นที่น่ารำคาญ การกระทำนั้นดูเป็ธรรมชาติ แต่ในสายตาของเอลาร่า มันคือการทำลายหลักฐานอย่างเืเย็น เธอสังเกตเห็นว่านิ้วของเขาสั่นเล็กน้อยขณะััเส้นผมนั้น และมีแววอะไรบางอย่างผ่านไปในดวงตาของเขาอย่างรวดเร็ว—ความเศร้าโศก? ความโหยหา? หรือความกลัว?
"และเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้ขึ้นอีก" คาอินพูดต่อ พลางเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานหนังสีดำขลับของเขา เขายกขาขึ้นพาดบนโต๊ะอย่างไม่แยแส กิริยานั้นดูผ่อนคลาย แต่รัศมีความเป็เ้าของและอำนาจที่แผ่ออกมากลับทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาโดยสิ้นเชิง "ข้าจะตั้งกฎสำหรับบ้านหลังนี้ให้ชัดเจน"
เขาชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว นิ้วที่เรียวยาวและขาวซีดนั้นดูงดงามราวกับสลักจากหินอ่อน แต่เอลาร่าก็เห็นเล็บที่แหลมคมและยาวผิดปกติ—อีกหนึ่งเครื่องหมายของสิ่งที่เขาเป็จริงๆ
"หนึ่ง" เขากล่าวเน้นทีละคำ เสียงของเขาก้องกังวานในห้องเงียบ "ห้องทำงานของข้าคือเขตหวงห้าม การที่เ้าเข้ามาในนี้ถือเป็การละเมิดกฎครั้งแรกและจะเป็ครั้งสุดท้าย หากข้าเห็นเ้าเหยียบเข้ามาที่นี่อีกแม้แต่ปลายเล็บ ข้าสาบานว่าจะโยนเ้าออกไปให้พวกเอลฟ์ข้างนอกนั่นได้ฉีกร่างเป็ชิ้นๆ โดยไม่ลังเล"
คำขู่ของเขาไม่ได้ทำให้เอลาร่ากลัวเท่ากับความจริงจังในแววตาของเขา เธอรู้ว่าเขาไม่ได้แค่พูด แต่เขาหมายความตามนั้นจริงๆ ความตายไม่ใช่เื่เล่นสำหรับแวมไพร์ที่มีอายุหลายร้อยปี มันเป็เพียงเครื่องมือหนึ่งในการแก้ปัญหา
เขาชูนิ้วที่สองขึ้นมา "สอง...ห้ามถามเื่ส่วนตัวของข้า โดยเฉพาะเื่ที่เกี่ยวกับผู้หญิงในภาพนั้น" เขาสะบัดหน้าไปยังภาพวาดของอิซาเบลล่า โดยไม่ได้หันไปมองจริงๆ ราวกับแค่การมองก็จะทำให้เขาเ็ป "อดีตของข้าไม่ใช่เื่ที่เ้าควรรู้ และมันก็ไม่เกี่ยวกับเ้าแม้แต่น้อย"
เสียงของเขาแหบแห้งลงเมื่อพูดถึงอิซาเบลล่า เอลาร่าสังเกตเห็นว่ามือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะกำเป็กำมือแน่น จนข้อมือเป็สีขาว เส้นเืสีน้ำเงินเข้มเด่นชัดขึ้นบนผิวซีดขาว มันเป็ปฏิกิริยาที่เขาพยายามซ่อนไว้ แต่ก็ไม่สามารถปิดบังได้หมด
"และสาม" นิ้วที่สามถูกยกขึ้น เสียงของเขาแข็งกระด้างขึ้นอีกครั้ง "ห้ามออกจากเขตคฤหาสน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้าเด็ดขาด ข้างนอกนั่นไม่ใช่สนามเด็กเล่น พวกเอลฟ์ยังคงวนเวียนอยู่แถวนี้ และข้าก็ไม่มีเวลาว่างพอที่จะออกไปเก็บซากของเ้ากลับมา"
เขาลดมือลงและประสานสายตากับเธอ ดวงตาสีแดงคู่นั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว "กฎสามข้อนี้คือพันธสัญญาที่เ้าต้องรักษาตราบเท่าที่ยังอาศัยอยู่ใต้ชายคาของข้า เข้าใจหรือไม่?"
เอลาร่าเม้มปากแน่น ความรู้สึกหลากหลายพุ่งพล่านเข้ามาในใจ เธอไม่ชอบการถูกออกคำสั่ง ไม่ชอบการถูกตีกรอบ ไม่ชอบการถูกมองเป็เด็กที่ไม่รู้อะไร แต่เธอก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่นในตอนนี้ เธอไม่มีที่ไป ไม่มีคนพึ่ง และที่สำคัญที่สุด—เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกที่เธอเป็ส่วนหนึ่งอยู่เลย
เธอพยักหน้าช้าๆ อย่างไม่เต็มใจ "เข้าใจค่ะ"
"ดี" คาอินกล่าว เสียงของเขาเบาลงเล็กน้อย แต่ยังคงเ็า "ตอนนี้ก็ไสหัวออกไปได้แล้ว ข้ามีเื่ต้องทำ"
เขาโบกมือไล่เธอราวกับกำลังปัดแมลงวันตัวหนึ่ง การกระทำนั้นทำให้เอลาร่ารู้สึกถึงความอัปยศที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า เธอรู้สึกเหมือนเด็กน้อยที่ถูกผู้ใหญ่ไล่ออกไปจากห้องของคนโต เธอหันหลังกลับและเดินออกจากห้องทำงานนั้นโดยไม่พูดอะไรอีก แต่ก่อนที่จะออกไป เธอก็เหลือบมองภาพของอิซาเบลล่าอีกครั้ง
ผู้หญิงในภาพดูเหมือนจะยิ้มให้เธอ—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลับและการท้าทาย เหมือนกับว่าเธอกำลังบอกว่า "เ้าจะไม่มีวันรู้ความจริงหรอก เด็กน้อย"
เอลาร่าปิดประตูลงอย่างแ่เบา แต่ในใจกลับอยากจะกระแทกมันให้พังคามือ เธอรู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจ ไม่ใช่แค่กับคาอิน แต่กับตัวเองด้วย ทำไมเธอถึงได้อยากรู้เื่ของเขาขนาดนี้? ทำไมเธอถึงได้สนใจผู้หญิงคนนั้นในภาพ?
เมื่อกลับมาถึงห้องนอนของตัวเอง เธอก็ทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาจนสับสนไปหมด ทั้งความโกรธ ความน้อยใจ ความกลัว และความอยากรู้อยากเห็นที่ยังไม่จางหายไป กฎของคาอิน โดยเฉพาะข้อที่สอง ยิ่งทำให้เธอแน่ใจว่าผู้หญิงที่ชื่ออิซาเบลล่านั้นต้องมีความลับบางอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งยวด
และอาหารเช้ากับเสื้อผ้าชุดนั้นเล่า? ถ้าไม่ใช่ฝีมือของคาอิน แล้วจะเป็ใคร? เป็ไปได้ไหมว่าในคฤหาสน์หลังนี้จะมีคนรับใช้ที่เธอยังไม่เคยเห็น? หรือว่า...เป็ไปได้ไหมว่าอิซาเบลล่ายังคงอยู่ที่นี่?
ความคิดนั้นทำให้เธอสั่นะเื เธอเคยได้ยินเื่เล่าเกี่ยวกับแวมไพร์ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายร้อยปี บางทีอิซาเบลล่าอาจจะเป็แวมไพร์เหมือนคาอิน และเธออาจจะยังคงอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ แต่ซ่อนตัวอยู่ในที่ที่เอลาร่าไม่เคยไป
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวของเธอตลอดทั้งวัน เธอไม่ได้ออกจากห้องอีกเลย ไม่ใช่เพราะกลัวคาอิน แต่เพราะเธอ้าเวลาอยู่กับตัวเองเพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์ใหม่ที่เธอต้องเผชิญ เธอใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เฝ้าดูเงาของต้นสนที่ทอดยาวขึ้นเรื่อยๆ เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง
ป่าสนข้างนอกดูสงบเงียบ แต่เธอก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างแฝงอยู่ในความเงียบนั้น บางครั้งเธอก็เห็นเงาดำเคลื่อนไหวระหว่างต้นไม้ แต่เมื่อเธอจ้องดูให้ดี มันก็หายไป เหลือเพียงใบไม้ที่โต้แต้ตามสายลม
เมื่อความมืดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ความเงียบของคฤหาสน์ก็เริ่มทำงานกับจิตใจของเธอ มันเป็ความเงียบที่ผิดธรรมชาติ เงียบเสียจนเธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นเป็จังหวะ เธอเริ่มจินตนาการไปต่างๆ นานา ได้ยินเสียงกระซิบแ่เบาตามสายลม ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ไม่มีตัวตนเดินอยู่บนทางเดิน
เธอพยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็ทำไม่ได้ ภาพใบหน้าที่เย่อหยิ่งของอิซาเบลล่ายังคงติดตาตรึงใจ ราวกับว่าดวงตาสีไวน์แดงคู่นั้นกำลังจ้องมองเธออยู่จากมุมมืดของห้อง เธอรู้สึกเหมือนกับว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังประเมินเธอ กำลังชั่งน้ำหนักว่าเธอคุ้มค่ากับความสนใจหรือไม่
ในที่สุด เธอก็ทนความเงียบต่อไปไม่ไหว เธอต้องหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เธอตัดสินใจที่จะสำรวจคฤหาสน์อีกครั้ง แต่คราวนี้เธอจะระมัดระวังตัวมากขึ้น จะไม่เข้าไปใกล้ห้องทำงานของคาอินเด็ดขาด
เธอค่อยๆ ย่องออกจากห้องเหมือนเงา แสงเทียนบนผนังยังคงสว่างไสวอยู่เช่นเดิม ราวกับว่ามันไม่เคยดับลงเลย เธอสงสัยว่าใครเป็คนจุดเทียนเหล่านี้ คาอินหรือเปล่า? หรือว่ามีคนอื่นในบ้านหลังนี้ที่เธอยังไม่เคยเห็น?
เธอเดินไปตามทางเดินชั้นสองอย่างเชื่องช้า ผ่านประตูห้องต่างๆ ที่ปิดสนิท เธอหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่งที่แง้มอยู่เล็กน้อย แสงจันทร์สาดส่องเข้าไปข้างใน เผยให้เห็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนังสือสูงจรดเพดาน
ความรักในหนังสือดึงดูดให้เธอก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ลอยมาแตะจมูก เป็กลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด เธอเดินลูบสันหนังสือปกหนังไปเรื่อยๆ อ่านชื่อหนังสือที่ส่วนใหญ่เป็ภาษาที่เธอไม่รู้จัก ทั้งภาษาละติน ภาษากรีกโบราณ และภาษาอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะเป็อักขระโบราณของเผ่าพันธุ์ต่างๆ
มีหนังสือเกี่ยวกับเวทมนตร์ ประวัติศาสตร์ของแวมไพร์ ตำนานของเอลฟ์ และเื่ราวของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอื่นๆ อีกมากมาย เธอหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า "Chronicles of the Blood Moon" ขึ้นมาพลิกดู ข้างในเต็มไปด้วยภาพประกอบที่วาดด้วยมือ แสดงให้เห็นพิธีกรรมลึกลับและสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว
ที่นี่คือคลังความรู้ที่เก็บสะสมมานานหลายศตวรรษ เป็โลกของคาอินที่เธอไม่เคยได้ัั เธอเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาถึงดูรู้เื่มากมายเกี่ยวกับโลกของสิ่งเหนือธรรมชาติ
ขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการสำรวจนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียง...
มันเป็เสียงเปียโน...
เสียงดนตรีที่บรรเลงออกมานั้นช่างไพเราะและเศร้าสร้อยจับใจ ท่วงทำนองของมันเต็มไปด้วยความโหยหาและความเ็ปที่ถูกเก็บซ่อนไว้เนิ่นนาน มันดึงดูดให้เธอเดินตามเสียงนั้นไปอย่างไม่รู้ตัว เหมือนกับว่าดนตรีนั้นมีพลังวิเศษที่สามารถควบคุมจิตใจของเธอได้
เสียงนั้นดังมาจากชั้นล่าง เธอค่อยๆ ย่องลงบันไดโค้งขนาดใหญ่ พยายามไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย เสียงเปียโนดังชัดขึ้นเรื่อยๆ มันนำทางเธอไปยังห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน กลางห้องนั้นมีแกรนด์เปียโนสีดำขลับตัวใหญ่ตั้งอยู่ และผู้ที่นั่งบรรเลงบทเพลงอันแสนเศร้านั้นก็คือ...คาอิน
เขาอยู่ในชุดลำลองสบายๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ไม่ได้ติดกระดุมตัวบน เผยให้เห็นผิวขาวซีดของอกและคอ ปลายนิ้วของเขาพรมลงบนคีย์เปียโนอย่างช่ำชองและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ แสงเทียนขับเน้นโครงหน้าด้านข้างที่คมคายของเขาให้ดูงดงามราวกับรูปสลักกรีกโบราณ เขากำลังหลับตาพริ้ม จมดิ่งอยู่ในโลกของเสียงดนตรีโดยสมบูรณ์
นี่คือคาอินที่แตกต่างจากที่เธอเคยเห็น ไม่ใช่แวมไพร์ผู้เ็าและปากร้าย แต่เป็ศิลปินผู้มีจิตใจเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง บทเพลงนั้นกำลังบอกเล่าเื่ราวในใจของเขา เื่ราวของความรัก ความสูญเสีย และความเ็ปที่เขาห้ามไม่ให้เธอถาม
เอลาร่ายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู มองภาพนั้นราวกับต้องมนตร์ เธอไม่เคยคิดว่าเขาจะมีด้านอ่อนโยนแบบนี้ ไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถสร้างสิ่งที่งดงามได้ ดนตรีที่เขาเล่นเต็มไปด้วยความรู้สึก มันทำให้เธอเข้าใจว่าภายใต้ความเ็านั้น เขาก็เป็เพียงคนที่เคยรักและเคยเสียใจเหมือนคนอื่นๆ
เธออยากจะยืนฟังอยู่ตรงนั้นตลอดไป แต่แล้วคาอินก็เล่นโน้ตตัวสุดท้าย ปล่อยให้เสียงของมันก้องกังวานอยู่ในความเงียบ ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้น
และดวงตาสีแดงคู่นั้นก็สบเข้ากับดวงตาของเธอที่กำลังแอบมองอยู่พอดี
ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้ตึงเครียดเหมือนตอนกลางวัน แต่เป็ความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะอธิบาย คาอินไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวเหมือนที่เธอคาดไว้ เขากลับมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก มีความประหลาดใจ ความลังเล และอะไรบางอย่างที่อ่อนโยนกว่าที่เธอเคยเห็น ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"นอนไม่หลับรึ?" เขาถามขึ้น ทำลายความเงียบ เสียงของเขาไม่ได้เ็าเหมือนตอนกลางวัน แต่เบาและเหนื่อยล้า
เอลาร่าพยักหน้าช้าๆ "ค่ะ...เพลงเพราะมากเลยค่ะ" เธอพูดด้วยความจริงใจ
"มันเป็เพลงที่แม่ข้าเคยเล่นให้ฟัง" เขากล่าวเสียงเรียบ พลางลูบไล้คีย์เปียโนอย่างแ่เบา ราวกับกำลังลูบไล้ความทรงจำ "ก่อนที่นางจะถูกพวกมนุษย์เผาทั้งเป็ในข้อหาเป็แม่มด"
คำพูดนั้นทำให้เอลาร่าใจหายวาบ เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะมีความหลังที่เ็ปเช่นนี้ เธอเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเ็าและห่างเหิน มันเป็การป้องกันตัวเองจากความเ็ปที่เคยผ่านมา
"หนูขอโทษ..." เธอพูดเบาๆ
"ไม่ต้องขอโทษในสิ่งที่เ้าไม่ได้ทำ" เขาตัดบท เสียงของเขาไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนเดิม "มานี่สิ"
เขาตบลงบนที่ว่างข้างๆ เขาบนม้านั่งเปียโน เป็การเชื้อเชิญที่เธอไม่คาดคิด เอลาร่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ เขาอย่างว่าง่าย เธอเว้นระยะห่างไว้พอสมควร แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา และกลิ่นหอมแปลกๆ ที่คล้ายกับกลิ่นของดอกไม้ในสวนกลางคืน
"เ้าเล่นเปียโนเป็ไหม?" เขาถาม
"นิดหน่อยค่ะ แม่เคยสอนให้ตอนเด็กๆ" เธอตอบ ความทรงจำเกี่ยวกับแม่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและเศร้าในเวลาเดียวกัน
"ลองดูสิ" เขากล่าว พยักพเยิดไปยังคีย์เปียโน
เอลาร่าสูดหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มบรรเลงบทเพลงง่ายๆ ที่เธอจำได้ขึ้นใจ มันเป็เพลงกล่อมนอนที่แม่ของเธอเคยเล่นให้ฟังเสมอ มันอาจจะไม่ซับซ้อนหรือไพเราะเท่าเพลงของเขา แต่มันก็เต็มไปด้วยความทรงจำและความรัก เป็เพลงที่บอกเล่าเื่ราวของความอบอุ่นในครอบครัว ของความปลอดภัยที่เธอเคยมี
คาอินนั่งฟังอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เอลาร่ารู้สึกว่ากำแพงน้ำแข็งรอบตัวเขาได้ละลายลงเล็กน้อย เธอเห็นใบหน้าของเขาผ่อนคลายลง ความเครียดที่เคยเกร็งไว้ค่อยๆ หายไป
เมื่อเธอเล่นจบ เขาก็กล่าวขึ้นว่า "พรุ่งนี้ ข้าจะเริ่มสอนเ้าเกี่ยวกับโลกที่เ้าอาศัยอยู่...โลกของพวกเรา มันมีหลายสิ่งที่เ้าต้องเรียนรู้เพื่อที่จะเอาชีวิตรอด"
คำพูดของเขาทำให้เอลาร่ารู้สึกมีความหวังขึ้นมาเป็ครั้งแรกนับั้แ่มาถึงที่นี่ บางที...บางทีการอยู่ที่นี่อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด บางทีเธออาจจะสามารถเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของชายผู้ซับซ้อนคนนี้ได้ บางทีเธออาจจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองและพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอ
แต่แล้ว ในขณะที่ความหวังกำลังก่อตัวขึ้นนั้นเอง...
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมมืดของห้องโถง...เป็เสียงหัวเราะคิกคักของผู้หญิง
"แหม...น่าประทับใจจริงๆ พ่อแวมไพร์ผู้สันโดษ กำลังเล่นบทอาจารย์ผู้อ่อนโยนกับ 'หลานสาว' ตัวน้อยหรือนี่?"
เอลาร่าหันขวับไปตามเสียงทันที ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด เธอคือผู้หญิงคนเดียวกับในภาพวาด...อิซาเบลล่า เธอยู่ในชุดราตรีผ้าไหมสีดำรัดรูปที่ขับเน้นเรือนร่างอันเย้ายวนของเธอให้เด่นชัดขึ้น ริมฝีปากสีแดงสดของเธอยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน ดวงตาสีไวน์แดงจับจ้องมาที่เอลาร่าด้วยแววตาดูถูกและแสดงความเป็เ้าของอย่างชัดเจน
"ดูเหมือนว่า...ข้าจะมาขัดจังหวะ่เวลาอันแสนอบอุ่นของครอบครัวเสียแล้วสิ"