จวนผิงซีโหวมีต้นหลิวเขียวขจีอยู่หนึ่งแถว เนื่องจากเพิ่งเข้าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิจึงยังไม่เห็นความเขียวสดมากนัก เมื่อเหยียนจื่อม่อชมทิวทัศน์เขียวขจีนั่นแล้ว ความเบื่อหน่ายในใจทุเลาลงเล็กน้อย
“คุณหนู ตรงนั้นคือพวกคุณชายใหญ่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
หลิวฮวามองคนที่เดินทอดน่องอยู่ไม่ไกลแล้วกระซิบเสียงเบา เหยียนจื่อม่อมองไปตามทิศทางที่นางเอ่ย ก่อนจะเห็นเหล่าคุณชายตระกูลเหยียนมาพร้อมคนแปลกหน้าคนหนึ่ง พวกเขาอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว สาเหตุที่เมื่อครู่มองไม่เห็นเพราะพวกนางอยู่บริเวณหัวมุม จึงถูกภูเขาจำลองบดบังสายตา
ยามเหยียนจื่อม่อเหลือบมองมา หลี่จี้จงราวกับสัมผัสได้ แววตาไม่เอาจริงเอาจังของเขาจึงสบเข้ากับนางครู่หนึ่ง เมื่อเห็นรูปโฉมของนาง สีหน้าก็พลันชะงักเล็กน้อย
“พวกเราไปกันเถิด!”
ในเมื่อมีบุรุษภายนอกอยู่ตรงนี้ นางก็ไม่ควรอยู่นาน ชาติก่อนเนื่องจากตนไม่รู้ธรรมเนียมมารยาทจึงถูกฮูหยินผู้เฒ่าลงโทษไม่น้อย ชาตินี้ย่อมไม่อาจเดินซ้ำรอยเดิมได้
ทว่าไม่รู้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดหรืออะไร ทันทีที่นางหันหลังเตรียมจากไปกลับได้ยินน้ำเสียงเอาเรื่องอยู่ในทีของบุรุษผู้นั้นดังมา “ข้าดูเหมือนสัตว์ร้ายหรืออย่างไร เหตุใดครั้นเห็นหน้าต้องพากันหนี เร็วเสียยิ่งกว่ากระต่ายอีก”
เหยียนจื่อเซี่ยได้ยินน้ำเสียงไม่ใคร่เป็นมิตรของเขาก็เหลือบมองไปทางเหยียนจื่อม่อ จากนั้นเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ผู้นี้คือน้องหญิงของข้า ส่วนท่านนี้คือคุณชายจวนแม่ทัพเซวียนเวย”
เหยียนจื่อม่อที่ต้องการจากไปในตอนแรกชะงักฝีเท้าครู่หนึ่ง หากเป็นผู้อื่นนางคงไม่หยุดเดินให้มากความ แต่เห็นชัดว่าหลี่จี้จงผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา บุรุษที่ถูกเหล่าขุนนางและประชาราษฎร์ทั่วทั้งต้าฉู่ยกย่องให้เป็นเทพพิทักษ์จะธรรมดาได้อย่างไร
“คุณชายหลี่” นางกล่าวทักทายตามน้ำแล้วก้มหน้าก้มตาแสดงท่าทีอย่างสตรีว่านอนสอนง่าย
การหยุดฝีเท้าของนางทำให้เหยียนจื่อเซี่ยประหลาดใจไม่น้อย ทว่าเมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายไม่รู้จักนามรองของหลี่จี้จงก็โล่งใจแล้ว “หากเจ้ามีธุระอื่นก็ไปก่อนเถิด”
“เจ้าค่ะ”
นางแอบจดจำโฉมหน้าของหลี่จี้จงไว้เงียบๆ เมื่อเทียบกับในความทรงจำ เขาในตอนนี้ดูอ่อนเยาว์กว่า ใบหน้างดงามนั้นอาจถึงขั้นทำให้ผู้คนมองข้ามสายตาไม่เอาจริงเอาจังของเขาได้เสียด้วยซ้ำ
หลังเหยียนจื่อม่อพาสาวใช้จากไปอย่างเร่งรีบ หลี่จี้จงถึงค่อยๆ ถอนสายตาออก คาดไม่ถึงว่ายังมีสตรีในห้องหอที่ไม่เกรงกลัวตนอยู่ จึงลองถามหยั่งเชิงออกมา “นางเป็นคุณหนูบ้านไหนหรือ”
“ญาติผู้น้องข้าเอง”
เหยียนจื่อเซี่ยไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องของเหยียนจื่อม่อมากนัก น้องหญิงผู้น่ารักพริ้มเพราของตนอย่าได้ถูกเจ้าคนเสเพลนี่หมายตาเชียว ถึงแม้จากการสนทนาเมื่อครู่จะพอมองออกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ไม่มีข้อดี ทว่ายังไม่เหมาะสมนัก
เหยียนจื่อม่อทำทีไปเรือนชิงจู๋อย่างแนบเนียน หากพรุ่งนี้ท่านย่าที่โถงหรงหย่างทราบเรื่องว่านางบังเอิญพบเจอบุรุษภายนอกคงได้ถูกอบรมสั่งสอนพักใหญ่แน่ นางจึงมาที่นี่เพื่อหาข้อแก้ต่างให้ตนเอง!
เหยียนจื่ออวี้เห็นนางเดินอ้อยอิ่งเข้ามา ใบหน้าเปื้อนยิ้มพลันแข็งทื่อ ก่อนจะกล่าวอย่างไม่พอใจ “เจ้ามาได้อย่างไร”
“ข้ามาไม่ได้หรือ”
เหยียนจื่อม่อจ้องเขาแวบหนึ่ง ชาติก่อนเหยียนจื่ออวี้น่าจะเป็นบุรุษเพียงหนึ่งเดียวในตระกูลเหยียนที่รอดชีวิต แม้เคยเผชิญหน้ากันหลายหน เขาก็ยังไม่ลงรอยกับนาง เพียงแต่ตนเองเห็นแก่ท่านแม่จึงไม่ได้ทำอะไรอีกฝ่าย
“ตัววุ่นวาย”
เขาแค่นเสียงแผ่วเบาแล้วเล่นกับลูกแมวในมือต่อ เนื่องจากเป็นบุตรคนเล็กสุดของบ้านใหญ่จึงได้รับความรักมากกว่าผู้อื่นเสมอ ทั้งยังชอบใช้เงินมือเติบไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลัง
เหยียนจื่อม่อได้ยินเขาสบถพลันหัวเราะหยันเสียงเบา ไม่รู้เลยว่าหากเจ้าเด็กนี่ทราบว่าพี่หญิงสี่ที่ตนเองคอยปกป้องเป็นศัตรูผู้ทำลายทั้งตระกูลจนย่อยยับจะรู้สึกเช่นไร!