เรือสำเภาลำใหญ่ ขับเคลื่อนโดยแร่หินเซียน นับหมื่น อี้เฉินที่เห็น อดไม่ได้ที่จะกล่าวอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ "เพียงการออกเดินทางเพียงครั้งเดียว ต้องสูญเสียหินเซียน ไปมาก ขนาดนี้เลยงั้นหรือ สมแล้วที่เป็นองค์ชาย แห่งราชวงศ์ชิง " อี้เฉินอดที่จะเสียดาย หินเซียนเหล่านั้นไม่ได้
ครั้นเมื่อ เรือสำเภาลำใหญ่ แล่นออกมาจากท่าเรือมาด้วยความเร็วจี๋ ขนาบข้างด้วย ภูเขาสูงรกชัฏเป็นทางยาว หลาย10ลี้ มาพร้อมกับเสียงของสัตว์อสูรคำรามกู่ก้อง เสียงดังไม่ขาดสาย บางตัวก็หันมามอง ด้วยความกระหาย วิ่งตามประหนึ่งพร้อมจะโจมตี อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่
หากคิดจะเดินทางด้วยเท้า ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากการฆ่าตัวตายในยามนี้ ต้องบุกฝ่าคมเขี้ยว เหล่าสัตว์อสูรนานาพันธุ์ เกรงว่าจะเป็นการเดินทางที่ยากลำบากเป็นแน่
ก่อนเรือสำเภาลำใหญ่ มันจะแล่นออกมาสู่ แม่น้ำสายหลัก กว้างไกลสุดสายตา มาพร้อมกับแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ประหนึ่ง อยู่ท่ามกลางทะเลที่บ้าคลั่ง เกาะแก่งต่างๆ มีให้เห็นปะปลาย ตั้งตระหง่าน ท่ามกลางแม่น้ำสายใหญ่ ดุจดั่งภูผาที่ไม่มีวันทลาย แม้จะถูกสายน้ำที่เชี่ยวกรากกัดเซาะก็ตาม ส่งกลิ่นอายธรรมชาติที่สมบูรณ์ออกมาจนเด่นชัด ราวกับแม่น้ำสายนี้โอบล้อมไปด้วย ต้นกำเนิดของสรรพชีวิต ยาวไกลไร้จุดสิ้นสุด
อี้เฉินอดที่จะชื่นชม มองดู วิวทิวทัศน์ที่แปลกตา บนดาดฟ้าเรืออย่างไม่วางตา พร้อมกับเด็กน้อยทั้ง2คนที่ขนาบข้างตัวเขา มือทั้งสองเกาะราวไม้ ดูชมภาพต่างๆ ด้วยความตื่นเต้น ประหนึ่งเด็กน้อยที่พึ่งเคยออกไปดูโลกกว้าง
...อี้เฉินที่มองสิ่งต่างๆ อยู่นานสองนาน คนอื่นๆ เองก็เริ่มแยกย้ายไปตามลำเรือ บ้างก็ฝึกกระบี่ บ้างก็นั่งฝึกปราณ มีเพียงเจียวหยาง กับองค์ชาย10เท่านั้น อยู่กลางลานประลองใจกลางลำเรือ ประชันฝีมือกับองค์ชาย10
อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมายาว นำแผนที่ โลกออกมากลางดู แต่เมื่อเขาเห็นก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตาออกกว้าง ครั้นเห็นตำแหน่งที่เขาอยู่ช่างเล็กจ้อย แถมยังอยู่ รอบนอกสุดของดินแดน ทวีปต่างๆ ที่ถูกแบ่งจริงๆ ก็ไม่ได้อยู่ห่างกันมากนัก แต่แค่มันถูกแบ่งออกเป็นเขต ก็เท่านั้น
ครั้นเมื่ออี้เฉินพยายามมองหาเขตทะเลมืด เขาถึงกับอดส่ายหัวไม่ได้ มันแทบไม่ได้ถูกสำรวจเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากถึงกับกระตุก น้อยๆ ไม่คิดเขตทะเลมืดที่เขาอยากไปมันจะ น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ แม้แต่ในยามนี้มันก็ยังไม่ถูกสำรวจ
จู่ๆ เสียงเสียงหนึ่งก็เอ่ยทักทายมาที่อี้เฉิน "สหายยุทธ์ ข้าขอเรียกนามของท่านได้หรือไม่"
อี้เฉินที่เห็น องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย เข้ามาทักทาย อดไม่ได้ที่จะน้อมคำนับออกมาด้วยความจริงใจ "องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย ท่านอย่าพูดเช่นนั้น หากผู้ติดตามของท่าน อยู่ยังสถานที่แห่งนี้ เกรงว่าหัวของข้าได้หลุดร่วงลงมาเป็นแน่ ครั้นผู้คนได้ยินคำพูดของท่าน"
"ฮ่าๆ!!" "อี้เฉิน ข้าบอกกับเจ้าตามตรง ในยามนี้ข้ามองขั้นพลังของเจ้าไม่ออกเลย โปรดบอกข้าได้หรือไม่ ว่าเจ้าอยู่ในขั้นพลังใดกันแน่" องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม แต่แฝงด้วยบางอย่างที่แอบซ่อน
ครั้นเมื่ออี้เฉินได้ยิน เขามีความรู้สึกที่ไม่ดี ขึ้นมานิดๆ ก่อนจะเอ่ยพูดแบบขอไปที เมื่อจ้องมองปราณพลังที่เล็ดลอด ออกมาจากกายา องค์ชาย5 อย่างพิจารณา "ข้าน่าจะอยู่ระดับกษัตริย์ที่ไม่ห่างจากท่านมากนัก"
องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย ครั้นได้ยินคำพูดของอี้เฉิน เขาก็อดไม่ได้ ที่จะหนังตากระตุก น้อยๆ แต่ก็รู้สึก ชื่นชมความกล้าของชายหนุ่มอัปลักษณ์ ที่กล้าเอ่ยออกมาตรงๆ ก่อนเขาจะเอ่ยพูดปะปนเสียงถอนหายใจออกมา "หากให้ข้าเทียบกับองค์ชายใหญ่ ชิงไป๋ยี่ ข้าก็เป็นแค่สามัญชนคนธรรมดา เท่านั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าองค์ชายใหญ่"
อี้เฉินที่ได้ยินชื่อองค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ชิง จู่ๆ เขาก็เดือดดาลขึ้นมาในทันที จดจำคนที่ออกคำสั่งล่าสังหารเขาได้ในทันใด ยังจดจำช่วงเวลาที่กลุ่มอนุชนคนรุ่นใหม่ลงไปยัง ดินแดนเบื้องล่างได้ดี มือทั้งสองถึงกับกำหมัดไว้จนแน่น
องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย ที่รู้สึกถึงจิตสังหาร เขาอดไม่ได้ที่จะไต่ถาม "เจ้ามีความบาดหมางกับพี่ใหญ่ของข้างั้นหรือ"
อี้เฉินกัดกรามไว้แน่น "ข้าจะไปมีความบาดหมางกับ องค์จักรพรรดิในอนาคตได้อย่างไรเล่า"
ครั้นเมื่ออี้เฉินเอ่ยวาจาออกมาเช่นนั้น ก็ต่างทำให้ผู้คนหายใจหอบถี่ อย่างรุนแรง แม้แต่แม่นาง หลิว อี้เฟย ที่ได้ยินอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมามองอี้เฉิน ประหนึ่ง อี้เฉินเอ่ยถ้อยคำ อัปมงคล ออกมา
องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย เองก็ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ก่อนจะเอ่ยพูดกระซิบ บอกกล่าวอี้เฉินอย่างเบาเสียง ราวกับกลัวใครได้ยิน "สหายคำนั้นถือเป็นคำต้องห้ามของดินแดนเทพ พวกเราไม่มีจักรพรรดิ มาช้านานแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยบรรพกาล ว่ากันว่าตั้งแต่ยุคจักรพรรดิผู้ร่วงหล่นดับสูญ ก็ไม่เคยมีใครกล้าเรียกตนเองว่า องค์จักรพรรดิอีกต่อไป"
"แต่เมื่อวันเวลาไหลผ่านมาหลายพันปี ราชวงศ์อี้ จึงไม่คิดเก็บมาใส่ใจ คำสลักจารึกกล่าวเตือน จากคนโบราณแต่อย่างใด สถาปนา องค์จักรพรรดิ ขึ้นมาใหม่ หมายมั่นปกครองเพียงหนึ่ง แต่เมื่อขึ้นครองราชย์ได้เพียง1วัน"
"เขตด่านในราชวงศ์อี้ ทั้งหมดก็ถูกกวาดล้าง จนสิ้นไร้ผู้คนรอดชีวิต ผู้คนหลายสิบล้านต้องตายตก เลือดอาบย้อมปฐพี จนแดงฉานกลิ่นอายคาวเลือดรอยคละคลุ้ง แปรเปลี่ยนราชวงศ์อี้ ให้กลายเป็นแดนรกร้าง วังจักรพรรดิหลงเหลือเพียงเศษซากของกาลเวลา เพียงเวลาชั่วข้ามคืน ราชวงศ์ที่เคยรุ่งโรจน์ พลันดับสลายในทันที จนพวกที่หลงเหลือ ถูกตีตราบาป ลงไปภายในสายเลือด เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา"
องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย ครั้นเอ่ยวาจาออกมาเสร็จสิ้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดอย่างจริงจัง เมื่อจดจำชื่อต้นของอี้เฉินได้ ว่ามันมีอักษรคำว่า อี้ นำหน้าอยู่ ครั้นเมื่อมองคิดดู คงจะเป็นแค่ความบังเอิญเสียมากกว่า
อี้เฉินที่ได้ยินเขาถึงกับตกตะลึง กายาเย็นเยือกขึ้นมา ด้วยความหวาดกลัว ไม่คิดจะมีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วย อดไม่ได้ ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา "แล้วผู้ใดเป็นคนทำเล่า"
องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย ไม่ได้เอ่ยพูดคำใด เขาเพียงชี้ขึ้นไปด้านบนท้องฟ้าก็เท่านั้น แม้แต่อี้เฉินก็ไม่เข้าใจ อยากจะไต่ถามองค์ชายให้รู้ความ เหตุใด เพียงแต่งตั้งองค์จักรพรรดิ ถึงได้กลายเป็น โศกนาฏกรรมเช่นนั้นเล่า
แต่ จู่ๆ องค์ชายน้อย ก็ลอยกระเด็นออกมา จากลานประลอง ขัดจังหวะการพูดคุยของอี้เฉินอย่างฉับพลัน
องค์ชายน้อยที่อายุเพียง10ปี ยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนไขกระดูก ดิ้นไปดิ้นมาด้วยความเจ็บแค้น ปากคำรามออกมาไม่หยุด "บัดซบ!! เจียวหยาง นี่หรือคือการออมมือของเจ้า นาง บ้าเอ๊ย ขั้นพลังของข้าต่ำกว่าเจ้านะ"
เจียวหยาง ในยามนี้ถึงจะเหมือนนางอายุ15 แต่ตัวนางยังเพียงอายุ12ปีเท่านั้น ความเป็นเด็กจึงยังมีอยู่ไม่น้อย นางพลิ้วกายามาอย่างรวดเร็ว หมุนควงกำปั้น เตรียมจะต่อยใส่ใบหน้าองค์ชายน้อยอีกครั้นในทันที
องค์ชายน้อย ที่เห็นแต่ในยามนี้เขาหลบไม่พ้นแล้วเป็นแน่ หลับตาปี๋ เกร็งคอไว้แน่นพร้อมรับแรงปะทะ แต่ในใจก็ไม่อาจยอมรับผลแพ้ชนะได้ นึกเสียใจขึ้นมา น้อยๆ หากขยันฝึกฝนละก็ คงไม่พลาดท่าแพ้เด็กสาว เฉกเช่นนี้หรอก
ครั้นเมื่อ เจียวหยาง นางเห็นว่าองค์ชายน้อยอ่อนปวกเปียกไร้แรงจะต่อสู้อีกต่อไป นางอดไม่ได้ที่จะยั้งหมัดของนางไว้ "เชอะ!! เจ้าไปฝึกมาใหม่ องค์ชายน้อย ชิงหยู"
องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย เห็นสภาพของน้องเล็ก เขาก็อดไม่ได้ ที่จะถอนหายใจออกมายาว นางน่าจะเป็นตัวกระตุ้นที่ดี ให้ องค์ชายน้อย ชิงหยู กลับไปตั้งใจฝึกฝนอีกครา แต่ก็ต้องยอมรับ เด็กสาวเจียวหยางผู้นี้ศักยภาพไม่เลว อดไม่ได้ที่จะทำให้กายาของเขาเดือดพล่าน นึกอยากจะต่อสู้ขึ้นมา คิดจะถือโอกาสนี้ อวด หลิว อี้เฟยเสียเลย
ครั้นเมื่อคิดแผนขึ้นมาได้ เขาก็ไม่รอช้าอีกต่อไปพลิ้วกายา เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็ว ปานสายฟ้าแลบ มาอยู่ใจกลางลานประลอง "มีใครอยากจะประลองกับข้าหรือไม่"องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย กล่าวออกมาเสียงเรียบ
เหล่าศิษย์สำนักบุปผา หลาย10คนที่เริ่มการฝึกซ้อม ต่างอดไม่ได้ ที่จะหันมามองด้านบนลานประลอง รอชมเรื่องสนุกที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า แม้แต่แม่นางหลิว อี้เฟยยังขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากัน เปิดเปลือกตาออกมาดู น้อยๆ
"อี้เฉินเจ้าไม่สนใจมาประลองกับข้างั้นหรือ หรือจะเป็น แม่นางหลิว อี้เฟย ข้าเพียงอยากแลกเปลี่ยน การต่อสู้เพียงเล็กน้อยก็เท่านั้น" องค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม มือยืนไพล่หลังด้วยความองอาจ
ครั้นอี้เฉินที่ได้ยิน เขาพยักหน้าไปให้ แม่นางหลิว อี้เฟยในทันที หมายมั่นให้นางออกไปสั่งสอนองค์ชาย ชิงอู๋เหล่ย แต่จู่ๆ อี้เฉินก็ถึงกับหน้ามืดทะมึน เมื่อได้ยินเสียง "เชอะ!!"เล็ดลอดออกมาตามไรฟันของสตรีนางนั้น ก่อนนางจะหลบตา ไม่สนสิ่งใดอีกต่อไป ประหนึ่งเป็นการบอกอี้เฉินกลายๆ ข้าไม่เกี่ยว เจ้าขึ้นไปประลองเสีย
อี้เฉินปากกระตุกน้อยๆ ในทันที อยากจะเข้าไปตบตี สตรีที่นั่งทำสมาธิอยู่ตรงหน้าเสียจริง