บทที่45เช่นนั้นก็ดี
“ขอถามศิษย์พี่ทั้งหลายพวกเราไปล่วงเกินใครกัน”
หยุนฟู่ซักถามพวกเขายังไม่ได้ไปทำอะไรใครเลยพึ่งจะเดินมาถึงก็กลายเป็นว่าล่วงเกินคนอื่นไปแล้ว
“เจ้าไม่เห็นหรือว่าคุณชายคังสนใจเพื่อนของเจ้า แต่นางไม่รักดีทำให้เขาโกรธจุดจบจึงต้องเป็นเช่นนี้”
ศิษย์สายนอกคนหนึ่งกล่าวด้วยความหยิ่งผยองลำพังนักยุทธ์ขั้นเก้าสองคนกับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งหนึ่งคนไม่อาจสร้างปัญหาให้เกิดกับพวกเขาได้แม้แต่นิดเดียว
“พวกข้าเพียงแต่ช่วยนางให้แก้ปัญหาได้โดยเร็วไม่ดีตรงไหน”
ศิษย์สายนอกอีกคนกล่าวขึ้นสายตาบ่งบอกถึงความตื่นเต้นที่จะได้ลงมือกับไช่ลู่
“เอาล่ะๆข้าในฐานะศิษย์พี่จะจัดการพวกเจ้าทั้งสองคนอย่างนิ่มนวล แขนขาของพวกเจ้าจะถูกหักอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวทุกอย่างก็จบลงส่วนแม่นางคนนี้ ข้าจะพาไปส่งถึงห้องของคุณชายคังอย่างระมัดระวังที่สุด”
หัวหน้ากลุ่มศิษย์สายนอกใช้สายตาเจ้าเล่ห์มองราวกับเห็นเหยื่อตัวใหญ่ที่รอให้เขาเขมือบอย่างมีความสุข
“เป็นถึงศิษย์สายนอกของสำนักกลับทำตัวชั่วช้าไม่ยอมทำตามหน้าที่ แต่ทำตัวเยี่ยงโจรดักรีดไถเอาทรัพย์ผู้อื่น แล้วยังมีหน้าไปรับใช้คนมีอิทธิพลข่มเหงผู้เข้าคัดเลือกหึ สำนักตงหยางช่างเต็มไปด้วยก้อนอาจมที่เหม็นโฉ่จริงๆ”
จ้าวเฟยหลงผู้ที่นิ่งอยู่นานเริ่มเคลื่อนไหวแล้วกระนั้นเมื่อเคลื่อนไหวก็สร้างความตกใจให้แก่ทุกคนได้ในทันที
“ไอ้คนบ้านนอกสวะนักยุทธ์ขั้นเก้าอย่างเจ้าบังอาจมาวิจารณ์พวกเรา คงอยากตายมากใช่ไหม”
หัวหน้ากลุ่มศิษย์สายนอกตะโกนออกมาอย่างเดือดดาลเขาไม่คิดเลยว่าคนต่ำต้อยอย่างชายหนุ่มตรงหน้าจะกล้าสบประมาทเขาที่เป็นศิษย์สายนอกเพราะสิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือคนพวกนี้ต้องหมอบคลานเข้าม้าอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาถึงจะถูก
จ้าวเฟยหลงยืนนิ่งอยู่กับที่ จ้องมองที่หัวหน้ากลุ่มศิษย์สายนอก
“ใครที่จะตายมันยังไม่แน่หรอก”
หัวหน้ากลุ่มศิษย์สายนอกโดนสายตาของจ้าวเฟยหลงจ้องมองทำให้รู้สึกถึงพลังความกดดันมหาศาลที่เข้าสู่จิตใจของตนแต่ไม่นานก็สลัดความคิดนี้ไป
“ก็แค่นักยุทธ์ขั้นเก้า”เขาคิดในใจ
“โอหัง ปากดี!! แบบนี้ยิ่งสมควรตาย...ฆ่าผู้ชายสองคนนี้แล้วจับผู้หญิงเอาไว้”
เมื่อหัวหน้ากลุ่มศิษย์สายนอกออกคำสั่งลูกน้องอีกสี่คนเคลื่อนที่เข้าล้อมจ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่เอาไว้ส่วนไช่ลู่หัวหน้ากลุ่มเป็นคนเข้าขัดขวางด้วยตนเอง
แต่จากประสบการณ์ไม่นานก่อนหน้านี้ทำให้ไช่ลู่หาได้หวั่นวิตกแม้แต่น้อยนางยังคงยืนนิ่งกอดอกมองดูเหตุการณ์อย่างใจเย็นเช่นเดียวกับหยุนฟู่แม้เขาจะไม่ได้พบเห็นจ้าวเฟยหลงสังหารคนของตระกูลเซี่ยด้วยตนเองแต่เขาก็มั่นใจมากว่าพลังรบของจ้าวเฟยหลงไม่อาจประเมินได้ด้วยสามัญสำนึกของเขาได้
หัวหน้ากลุ่มศิษย์สายนอกมองเห็นปฏิกิริยาของทั้งไช่ลู่และหยุนฟู่ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความผิดปรกติ สายตาจึงเลื่อนไปที่ตัวจ้าวเฟยหลงในทันทีชายหนุ่มคนนี้ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงแม้แต่น้อยท่าทางองอาจเข้มแข็ง
“หรือว่าเจ้าคนนี้จะมีปัญหา”เขาคิดในใจ
ลูกน้องทั้งสี่คนไม่พูดพร่ำทำเพลงกระโจนเข้าหาจ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่หมัดที่เต็มไปด้วยพลังลมปราณถูกชกออกมา พลังอันรุนแรงของจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งถึงแม้จะห่างกันหนึ่งขั้นกับนักยุทธ์ขั้นเก้าแต่ก็เป็นหนึ่งขั้นที่มีระยะห่างราวฟ้ากับเหวมิใช่สิ่งที่จะเทียบเคียงกันได้
ฉะนั้นหมัดของจอมยุทธ์ทั้งสี่คนย่อมสามารถส่งจ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่ไปสู่โลกหน้าได้อย่างสบายๆ
เมื่อพลังลมปราณพุ่งเข้ามาใกล้จ้าวเฟยหลงดึงตัวของหยุนฟู่มาอยู่ข้างหลังเพราะหากให้หยุนฟู่ต้องรับพลังของจอมยุทธ์เขาต้องไม่รอดแน่ๆ
หลังจัดการความปลอดภัยของหยุนฟู่เรียบร้อย
จ้าวเฟยหลงใช้หมัดศิลาทลายคีรีเข้าต้านทานคลื่นพลังของจอมยุทธ์ทั้งสี่
ตูม!!
เสียงดังกึกก้อง ฝุ่นดินคละคลุ้งกระจายเป็นวงกว้างเมื่อฝุ่นจางลงภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้หัวหน้ากลุ่มศิษย์สายนอกถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง
ร่างอันดำเหมือนถ่านมิอาจบอกได้ว่าเป็นใครสี่ร่างนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินเนื่องจากโดนหมัดศิลาเพลิงหมัดที่หนึ่งของหมัดศิลาทลายคีรีเข้าไปด้วยพลังระดับจอมยุทธ์จะสามารถต้านทานพลังวิชาระดับจิตได้เยี่ยงไร
ทั้งสี่คนจบชีวิตแบบที่ไม่ได้ร้องแม้แต่แอะเดียวภาพที่เห็นอยู่ทำร้ายจิตของหัวหน้ากลุ่มเป็นอย่างมาก
“แก!!!....กล้าดียังไงมาฆ่าคนของสำนักตงหยางคงอยากตายทั้งตระกูลมากสินะ” หัวหน้ากลุ่มตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว
“น่ารำคาญ...ถ้าเก่งจริงก็รีบๆเข้ามาอย่าพล่ามเยอะ”
จ้าวเฟยหลงไม่แม้แต่จะมองหัวหน้ากลุ่มในตอนนี้เขาเพียงต้องการจบเรื่องนี้แล้วออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“จองหองนัก”
หัวหน้ากลุ่มเร่งเร้าพลังให้ถึงขีดสุดตอนนี้เขาไม่กล้าจะประมาทจ้าวเฟยหลงอีกแล้วเพราะสภาพสหายของเขาเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าหากไม่เอาจริงผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
พลังลมปราณอันแข็งแกร่งของจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งพุ่งขึ้นจุดสูงสุดพร้อมกับดาบสีขาวยุทธภัณฑ์ระดับปราณขั้นสูงรอยยิ้มบนใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มแสดงความมั่นใจของเขาอย่างเต็มที่ด้วยดาบนี้ทำให้ได้รับชัยชนะมามากมาย ครั้งนี้ผลย่อมเหมือนเดิมไม่แตกต่าง
“ดาบเงาอสรพิษ”
หัวหน้ากลุ่มกระโดดขึ้นไปในอากาศสูงราวหนึ่งจั้งฟันดาบเข้าใส่จ้าวเฟยหลงเพียงชั่วหนึ่งลมหายใจปราณดาบนับสิบพุ่งเข้าหาจ้าวเฟยหลงลักษณะคล้ายกับงูเลื้อยกลับกลอกไปมายากคาดเดาตอนนี้จ้าวเฟยหลงตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของงูร้ายก็ว่าได้
ถึงแม้ว่าจะมั่นใจในฝีมือของจ้าวเฟยหลงแต่ไช่ลู่ก็ยังหน้าเสียด้วยกระบวนท่านี้หากเป็นนางที่โดนโจมตีการทำลายกระบวนท่านี้ย่อมเป็นไปไม่ได้แต่ถ้าจะหลบหนีออกไปจำเป็นต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดและถ้ารอดได้จริงๆย่อมต้องได้รับบาดเจ็บไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ปราณดาบอันทรงพลังพุ่งเข้าใกล้ตัวจ้าวเฟยหลงไม่แม้แต่จะหันหน้ามอง มือของเขากำหมัดชกออกไปปราณรูปหมัดขนาดหนึ่งจั้งพุ่งเข้าหาปราณดาบ
ตูม!
พลังทั้งสองสายกระทบกันเสียงกึกก้อง ปราณดาบของหัวหน้ากลุ่มหักเป็นสองท่อนแหลกสลายภายในพริบตาแต่พลังหมัดของจ้าวเฟยหลงยังพุ่งเข้าหาหัวหน้ากลุ่มอย่างไม่ลดความเร็วแม้แต่น้อยเหมือนกับว่าการปะทะกับปราณดาบนั้นไม่มีผลอะไรเลยกับพลังกำปั้น
เมื่อพลังหมัดเข้ามาใกล้หัวหน้ากลุ่มอยากจะใช้ยุทธภัณฑ์ป้องกันตัวแต่ด้วยความเร็วของพลังหมัดยังไม่ทันที่จะล้วงยันต์ช่วยชีวิตออกมา พลังหมัดกระแทกตัวของเขาอย่างจังพลังปราณมหาศาลแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย วินาทีนี้ทำให้หัวหน้ากลุ่มรู้สึกเสียใจที่หาเรื่องกลุ่มของจ้าวเฟยหลงเพียงเพราะอยากเอาใจคังจ้านหาไม่แล้วคงไม่เกิดเรื่องนี้และตนเองคงไม่ต้องจบชีวิต
ร่างกายที่ถูกพลังลมปราณธาตุไฟเข้าแทรกซึมและเผาผลาญจนดำไหม้ราวกับตอตะโกทรุดลงตรงพื้นสิ้นใจตายทันที จากนั้นเจ้าเฟยหลงก็ไม่พลาดที่จะเก็บสินสงครามเมื่อใช้พลังจิตตรวจสอบเขาต้องตกใจไม่น้อยเมื่อพบว่าหัวหน้ากลุ่มที่รีดไถทรัพย์จากคนอื่นจะมีสมบัติได้ขนาดนี้
หยุนฟู่ที่ตื่นตะลึงกับพลังรบของจ้าวเฟยหลงจนอ้าปากค้างตาเบิกโพลง
“ปะ...ปะ...เป็นไปไม่ได้ เจ้าทำไมถึงใช้พลังธาตุไฟได้แล้วมีแต่ระดับจอมยุทธ์ที่มีตันเถียนแล้วเท่านั้นที่จะใช้พลังปราณธาตุโจมตีผู้อื่นได้แต่เจ้ายังเป็นนักยุทธ์ขั้นเก้าเท่านั้น”
หยุนฟู่ถามออกมาพร้อมกับสมองที่คิดคำนวณหาคำตอบอย่างรวดเร็วแต่คำตอบก็ไม่สามารถปรากฏในสมองของเขา
ไช่ลู่ยืนตะลึงกับที่ไม่กล้าขยับตัวราวกับว่าถ้าหากนางเคลื่อนตัวจ้าวเฟยหลงต้องสังหารนางแน่นอน
“เผด็จการยิ่งนัก ลงมือโหดเหี้ยมไร้การต่อรอง”นางคิดในใจ
“ข้าใช้พลังธาตุได้เพราะว่ามีเพื่อนของข้าสอนมาอีกที” จ้าวเฟยหลงตอบหน้าตาเฉย
“เพื่อนอีกแล้ว” สหายสองคนบ่นเสียงเบาๆหากไม่อยากบอกโกหกให้ดีๆหน่อยก็ไม่ได้
“เอาล่ะรับไป”
เจ้าเฟยหลงโยนแหวนมิติให้แก่สหายทั้งสองของเขา เมื่อตอนยึดแหวนของหัวหน้ากลุ่มมาจ้าวเฟยหลงก็ทำการแบ่งสมบัติในแหวนลงในแหวนมิติที่เขามีอยู่แล้วมอบให้สหายทั้งสอง
“นี่...นี่มันแหวนมิติ”ทั้งไช่ลู่และหยุนฟู่ พูดขึ้นพร้อมกัน
“เฟยหลง!! จะให้พวกข้าจริงหรือเราสองคนแทบไม่ได้ทำอะไรช่วยเจ้าเลย” หยุนฟู่กล่าว
“ใช่แล้วเรารับไว้ไม่ได้หรอก”แม้จะเสียดายแต่ไช่ลู่ก็รู้ว่ารางวัลนี้ใหญ่เกินไป
“พวกเจ้านี่ละก็...เราสามคนคือสหายกันกลุ่มของพวกเราจะเดินทางไปด้วยกันไม่ว่าดีหรือร้ายข้าจะร่วมยืนหยัดไปกับพวกเจ้าเราจะไม่ทิ้งกันดังนั้นรางวัลนี้เป็นของพวกเราทุกคน แล้วก็อีกอย่างมันเป็นแหวนมิติอัญมณีสีม่วงเท่านั้นเองอย่าได้คิดมากเลย”
จ้าวเฟยหลงกล่าวแล้วเดินนำทั้งสองเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของเขาวงกต
ถึงแม้พูดว่าเป็นแหวนมิติอัญมณีสีม่วงแต่ราคาไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดมากเสียที่ไหนต่อให้พวกเขาเป็นคุณหนูคุณชายก็ยังต้องอ้อนวอนขอจากบิดาเพราะราคาของมันนั้นสูงจนน่าตกใจแต่จ้าวเฟยหลงกลับโยนมาให้พวกตนได้อย่างไม่เสียดายแม้แต่น้อย
“เขาช่างใจกว้างจริงๆ”ทั้งสองพึมพำ
เมื่อจ้าวเฟยหลงเดินนำไปแล้ว ทั้งสองคนจึงรีบวิ่งตามเข้าไปในเขาวงกตช่วงสุดท้ายเส้นทางช่วงสุดท้ายนับว่าเป็นช่วงที่โหดร้ายที่สุดก็ว่าได้ สามารถพบเห็นสัตว์อสูรและค่ายกลบ่อยมาก ตลอดทางเดินกลุ่มของจ้าวเฟยหลงพบเห็นร่างของผู้เข้าคัดเลือกนอนตายเป็นระยะ บ้างมีร่องรอยของสัตว์อสูรบนร่างบ้างมีร่องรอยของค่ายกลเต็มร่างกายแล้วยังมีบางส่วนถูกศิษย์เก่าขัดขวางไม่ให้เดินหน้าต่อจนต้องถอดใจออกจากการคัดเลือก
จ้าวเฟยหลงเดินนำทางตลอดทางเขาเผยพลังของมังกรออกมาเล็กน้อยแต่ก็เพียงพอให้สัตว์อสูรทั้งหลายต้องหวาดกลัวจนต้องหลบหนีไปคนทิศทางกับพวกของเขาหลายครั้งที่จ้าวเฟยหลงได้ทำการทำลายค่ายกลแบบต่างๆแต่ก็ยังเป็นค่ายกลธรรมดาเท่านั้น กระนั้นก็เพิ่มความชำนาญให้แกเขาไม่น้อย
“เฟยหลง!! เจ้าไม่กลัวว่าสำนักจะเอาเรื่องกับเจ้าที่ไปสังหารศิษย์สายนอกหรือแล้วคังจ้านผู้นั้นคงจะมีอิทธิพลมากพอตัวขนาดทำให้ศิษย์ของสำนักตงหยางก้มหัวรับใช้”ไช่ลู่จู่ๆก็พูดขึ้นด้วยเสียงเบาๆแต่ก็ยังชวนฟังอยู่ไม่น้อย
“พวกมันคิดจะฆ่าข้าแล้วยังจะเอาเจ้าไปส่งมอบให้คังจ้าน พวกมันก็คือพวกชั่วดีๆนี่เองสำนักควรจะดีใจที่ข้ากำจัดเนื้อร้ายก้อนนี้ให้ต่างหาก ส่วนคังจ้านไอ้คนขี้ขลาดแบบนั้นหากเจออีกครั้งต้องสั่งสอนให้หนักหน่อย”
จ้าวเฟยหลงพูดไปเดินไปเหมือนคนอารมณ์ดีกำลังชมความงามของธรรมชาติ ไม่ได้ใส่ใจเหตุการณ์ที่ผ่านมาแต่อย่างใด แต่ติดตรงที่ธรรมชาติแถวนี้น่าหดหู่ยิ่งนัก
ด้วยทัศนคตินี้ทำให้สหายทั้งสองถึงกับหน้ามุ่ยแรงกดดันพุ่งเกือบทะลุหนังศีรษะ
“นี่เขาไม่กลัวบ้างเลยหรือยังไงนะ”ทั้งสองคนบ่นเบาๆ
ฟิ้ว!
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
เสียงแหวกอากาศของมีดสั้นสามเล่มพุ่งมาจากด้านหน้าก่อนที่มีดสั้นทั้งสามจะปักลงบนพื้นดินด้านหน้าของจ้าวเฟยหลง
“จ้าวเฟยหลง!! แนวมีดสั้นสามเล่มนี้คือสุดทางเดินของเจ้าแล้ว”
ร่างสามร่างก้าวออกมาจากด้านข้างทางเดินราวกับพวกเขาออกมาจากต้นไม้ยังไงยังงั้นเสียงพูดที่เย่อหยิ่ง ราวกับเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดกุมชะตาชีวิตของผู้อื่นเอาไว้ทั้งสามคนใส่ชุดของสำนักตงหยางแสดงว่าพวกเขาคือศิษย์สายนอกที่มาสกัดกั้นเหล่าผู้เข้าคัดเลือก
“ไช่ลู่เหตุใดพวกเขาจึงเอ่ยนามเพียงแค่เฟยหลงล่ะ”หยุนฟู่กระซิบถาม
“อืม...ข้าก็ไม่รู้หากพวกเขามาเพื่อขัดขวางพวกเราก็น่าจะพูดถึงพวกเราทั้งหมด”
ไช่ลู่ก็ยังไม่เข้าใจเหตุการณ์ในตอนนี้เช่นกัน
“พวกดักรีดไถมาอีกแล้วหรือ”จ้าวเฟยหลงส่ายหน้าเล็กน้อย เหตุใดสำนักจึงเต็มไปด้วยพวกไม่เอาไหนมากมายอย่างนี้
“ดักรีดไถ!ไอ้สวะบ้านนอกอย่าเอาข้าไปเทียบกับพวกกระจอกอย่างนั้นและอีกอย่างข้าไม่ได้มาเพื่อรีดไถแต่มาเพื่อจำกัดเจ้าโดยเฉพาะ”
ชายหนุ่มที่นำมาอายุราวสิบแปดสิบเก้าปีการบ่มเพาะอยู่ที่จอมยุทธ์ขั้นหนึ่งเต็มขั้นรอเวลาอีกไม่นานก็สามารถทะลวงสู่ขั้นที่สองได้แล้วชื่อของเขาคือเซี่ยอู่หนิง
“โอ้กำจัดข้า! เช่นนั้นคงต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถนั้นหรือเปล่า”
จ้าวเฟยหลงยืนนิ่งหลังตรงท่าทางองอาจนั่นทำให้ลูกน้องของเซี่ยอู่หนิงที่มาด้วยเดือดดาลขึ้นมา
“พี่เซี่ย! แค่สุนัขชั้นต่ำท่านไม่ต้องลงแรงเองหรอกข้าขอเป็นธุระแทนท่านเอง รับรองว่าใช้เวลาไม่นาน”
เซี่ยอู่หนิงพยักหน้าตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้อาวุโสเซี่ยเส้าฉงถึงให้ตนเองมาจัดการนักยุทธ์ขั้นเก้าคนหนึ่งเมื่อมีคนอาสาจัดการเรื่องขี้ปะติ๋วให้เขาก็ไม่ปฏิเสธ
“ไอ้สวะ! อย่าโทษข้าเลยถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่เจ้ามีตาหามีแววไปล่วงเกินพี่เซี่ยเข้า”
ลูกน้องของเซี่ยอู่ หนิงกระโจนเข้าหาจ้าวเฟยหลงรวมพลังลมปราณไว้ที่หมัดหวังจะซัดจ้าวเฟยหลงให้ตายในหมัดเดียว
วันนี้จ้าวเฟยหลงพบเจอกับกลุ่มคนแบบนี้สองครั้งแล้วมันทำให้เวลานี้จ้าวเฟยหลงเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมากดาบเพลิงตะวันปรากฏในมือของเขาจากนั้นฟันดาบออกหนึ่งครั้ง มันคือท่าที่หนึ่งของดาบเย้ยปฐพี ราพณาสูรหนึ่งดาบฟาดฟันทุกสิ่งมิอาจต้านทานล้วนต้องมลายสิ้น
“นั่นมันปราณดาบอะไรกันช่างรุนแรงยิ่งนัก”
เซี่ยอู่หนิง ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนมองลูกน้องของตนถูกปราณดาบตัดแบ่งร่างกายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแต่ความตกใจยังไม่ทันจางหาย ปราณดาบอันทรงพลังยังคงมุ่งมาที่ตนและลูกน้องอีกคน
ด้วยสามัญสำนึกเซี่ยอู่หนิงต้องการกระโดดหลบออกจากที่ที่ยืนอยู่แต่พลังปราณดาบรวดเร็วยิ่งกว่า พุ่งเข้ามาอัดเข้าเต็มร่างของพวกเขาทั้งสองคนร่างกายถูกปราณดาบแหลมคมทะลวงตัดหลุดออกจากกันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตกตายอย่างรวดเร็วไร้แม้เสียงร้องโอดครวญ
“เจ้าเห็นหรือไม่...ไช่ลู่”หยุนฟู่เอ่ยถาม
“อืม....”ไช่ลู่เองก็สามารถตอบได้แค่เพียงสั้นๆเท่านั้น
ตอนนี้ทั้งสองคนยังตกตะลึงความความสามารถที่น่าอัศจรรย์ใจของจ้าวเฟยหลงทั้งหมัดที่เป็นธาตุไฟแล้วยังเพลงดาบที่ทรงพลังขนาดที่จอมยุทธ์ยังไม่อาจจะต้านทานได้
จ้าวเฟยหลงเดินไปเก็บแหวนมิติของเซี่ยอู่หนิง
“เดินทางต่อเถอะข้าคิดว่ายังมีอีกหลายคนที่รออยู่เราอยู่”