ตกดึกศิษย์ของยอดเขาตี้หยางสิบกว่าคนได้ถูกพาตัวกลับไปยังยอดเขาตี้หยาง
“ใครทำ”จู่ๆ สีหน้าของเก๋อหงก็หม่นหมองลง นี่เป็นการตบหน้ายอดเขาตี้หยางของเขาอย่างเปิดเผย!
“ไม่…ข้าไม่รู้”
“ตอนพวกข้าไปถึงพวกศิษย์พี่ก็ได้ถูกโจมตีแล้ว” เหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านล่างต่างหมอบคลานบรรยากาศเช่นนี้ต่างก็ไม่มีใครกล้าที่จะส่งเสียงออกมา
“ท่านอาจารย์คนที่กล้าจู่โจมศิษย์ยอดเขาตี้หยางอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้อาจมีเพียงเย่เฉินคนเดียวเท่านั้น” มีศิษย์คนหนึ่งพูดออกมา
“ทำไมถึงโง่อย่างนี้?” เมื่อมองไปยังศิษย์ที่กำลังพูดอยู่นั้น เก๋อหงก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา“ฟาดไปร้อยกว่าแส้ นับว่าโชคยังดีที่เขายังไม่ตาย สภาพนั้นแล้วยังจะลุกขึ้นยืนได้อีกหรือ?”
“ท่านอาจารย์กล่าวถูกต้องวันนี้ข้าไม่เห็นเย่เฉินเลยจริงๆ ”
“นั่น…นั่นอาจจะเป็นคนจากยอดเขาเทียนหยางและยอดเขาเหรินหยาง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเก๋อหงก็สูดหายใจเข้าลึกๆ สีหน้าตกใจจนซีดเซียวดวงตาที่เจือไปด้วยความร้ายกาจก็กะพริบอย่างรวดเร็ว
“ไปสืบมาให้ข้าไม่ว่าเป็นใครหน้าไหนก็ตาม ข้าจะให้เขาชดใช้อย่างเจ็บปวด”
ตอนนี้เย่เฉินซึ่งเป็นตัวการของเรื่องราวที่เกิดขึ้นบริเวณภูเขาด้านหลังได้กลับไปยังสวนแห่งวิญญาณแล้ว เขาถอดชุดคลุมสีดำออกอย่างสบายใจ
การกระทำที่รอบคอบของเขาในครั้งนี้นั้นเรียกได้ว่าไร้ที่ติ
อย่างแรกขณะที่ใส่ชุดดำขึ้นเขาไปนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาคือเย่เฉินซึ่งนั่นก็หมายความว่าไม่มีใครได้เห็นเขาไม่มีใครเห็นเขาก็แสดงว่าเขาไม่ได้ขึ้นเขาไปเมื่อไม่ได้ขึ้นเขาก็เป็นหลักฐานว่าเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น
อย่างที่สองในขณะที่เขาใช้แท่งเหล็กทุบคนเหล่านั้นโดยที่พวกเขาไม่ทันได้ตั้งตัวเขาได้มีการเตรียมการไว้อย่างดี โดยเขาใช้โคลนละเลงไปทั่วใบหน้าเพื่ออำพรางใบหน้าไว้ แม้จะถูกจับได้ ก็ยากที่จะมองออกว่าเป็นเขา
อย่างที่สามส่วนสำคัญที่สุดคือเมื่อวานนี้เขาต้องทุกข์ทรมานจากการถูกฟาดด้วยแส้อัคนีเป็นร้อยแส้หากใครฉลาดพอก็ต้องคิดว่าการที่ถูกแส้อัคนีฟาดเป็นร้อยแส้นั้นหากไม่ตายก็อาจจะต้องพิการไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะทำการลอบโจมตีอยู่ที่ภูเขาด้านหลัง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปทั้งหมดล้วนแต่อยู่ในแผนการที่เย่เฉินได้วางเอาไว้
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าวิธีการของเขานั้นได้ผลดีอย่างแน่นอนอย่างน้อยจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครสงสัยเขา
โล่งอก!
เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาจากนั้นก็วางถุงเก็บของไว้บนเตียง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของที่ชิงมาได้ในวันนี้
ศิษย์ของยอดเขาตี้หยางต้องมั่งคั่งจริงๆเพราะภายในถุงเก็บของเต็มไปด้วย หินวิญญาณ น้ำยาวิญญาณ สมุนไพรวิญญาณและวิชาลึกลับ ล้วนแต่มีครบทุกอย่างหนำซ้ำในถุงเก็บของยังมีหินวิญญาณจำนวนอีกสองพันกว่าหินวิญญาณ
“นี่น่าจะพอที่จะช่วยให้ข้าเลื่อนระดับขั้นไปชั้นที่สี่ได้แล้ว”หลังจากยิ้มอย่างมีความสุข เย่เฉินก็นำน้ำยาวิญญาณหยกเกือบหกสิบขวดกลืนกินลงไป
น้ำยาวิญญาณหยกจำนวนมหาศาลได้เข้าสู่ร่างกายราวกับกระแสน้ำวิสุทธิ์ หลั่งไหลซึมทราบผ่านเส้นลมปราณไปทั่วทั้งร่างกายของเขาและอัคคีเที่ยงแท้ของทะเลลมปราณก็พวยพุ่งออกมาช่วยให้เย่เฉินเข้าใกล้พลังวิญญาณอันทรงพลังที่อยู่ในการกลั่นน้ำยาวิญญาณหยก
ขณะที่น้ำยาวิญญาณหยกถูกกลั่นไหลลงสู่ทะเลลมปราณนั้นลมปราณของเย่เฉินก็แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้รูขุมขนทั่วทั้งร่างของเขาเปิดกว้าง และกำลังดูดกลืนพลังปราณวิญญาณฟ้าดิน
เมื่อมีของดีตกอยู่ในมือย่อมเป็นเรื่องยากที่จะปล่อยผ่านไปเขาครอบงำอัคคีเที่ยงแท้เอาไว้เพื่อกลั่นน้ำยาวิญญาณหยกและพลังวิญญาณจากของต่างๆเพื่อการบรรลุขั้นการฝึกตนของตนเองไปยังระดับชั้นที่สามและชั้นที่สี่ของขั้นรวมพลัง
พัวะ
เสียงที่ดังเช่นนี้ไม่รู้ว่ามันดังออกมาจากร่างของเย่เฉินตั้งแต่เมื่อไหร่
เลื่อนขั้น!
การฝึกตนของเย่เฉินก็มาถึงชั้นที่สี่ของขั้นรวมพลังเพียงชั่วพริบตาเดียว
เขาไม่ดูดซับพลังวิญญาณที่มีอยู่ในหินวิญญาณอีกต่อไปนั่นเพราะว่าระดับขั้นของเขาเพิ่งถูกเลื่อนขึ้นไปอีกชั้น จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการรวบรวมและไม่ใช่เรื่องที่ดีหากจะบรรลุขั้นเร็วเกินไป
ขณะนี้บรรยากาศท้องฟ้าภายนอกยังคงมืดสลัวเล็กน้อย
เย่เฉินพลิกตัวและกระโดดลงจากเตียงสวมชุดคลุมสีดำอีกครั้ง และแอบออกจากสวนแห่งวิญญาณ
เพียงแต่ในครั้งนี้เขาไม่ได้ขึ้นไปบนภูเขาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่ แต่กลับเดินลงภูเขาวิ่งไปประมาณสิบห้านาทีจึงหยุดฝีเท้าลง
หุบเขาเส้นนี้ไม่ได้ยาวมากนักมีระยะทางเพียงไม่กี่ร้อยจ้าง แต่กลับเป็นเส้นทางเดียวที่นำไปสู่ผืนป่าอสูร
จุดประสงค์ที่เย่เฉินมาที่นี่ก็ชัดเจนมากวันนี้เขาไม่ได้ไปแอบซุ่มโจมตีที่ภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่แต่ไปที่หุบเขาเส้นนี้เพื่อรอซุ่มโจมตีศิษย์ยอดเขาตี้หยางที่มาสังหารสัตว์อสูรในผืนป่าอสูร
ในตำราพิชัยสงครามมีแผนการหนึ่งที่อธิบายการกระทำของเขาในเวลานี้ได้ดีนั่นก็คือ ยุทธวิธีส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม
หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่ขึ้นเมื่อวานนี้เขาก็มั่นใจว่าเก๋อหงจะต้องแอบส่งลูกศิษย์ที่ฝึกตนในระดับแข็งแกร่งไปซ่อนตัวอยู่ที่ภูเขาด้านหลังเพื่อจับคนร้ายที่แอบทำร้ายลูกศิษย์ของตนอย่างแน่นอน
เย่เฉินเป็นผู้มีความคิดรอบคอบเมื่อรู้ว่ามีการดักซุ่มโจมตีอยู่ที่ภูเขาด้านหลัง เขาจึงไม่โง่เขลาที่จะพาตนเองเข้าไปติดกับ
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเปลี่ยนสนามต่อสู้
ในวันปกติจะมีลูกศิษย์จำนวนนับไม่ถ้วนของสำนักเหิงเยว่ไปสังหารสัตว์อสูรที่ผืนป่าอสูรในบรรดาศิษย์เหล่านั้นมีศิษย์ของยอดเขาตี้หยางอยู่ด้วยการดักชิงทรัพย์อยู่ที่หุบเขาแห่งนี้ นับได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
“อยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน”เย่เฉินเลือกสถานที่ลับแห่งหนึ่ง แทนที่จะใช้โคลนทาใบหน้าเหมือนครั้งก่อนแต่ครั้งนี้เขากลับสวมหน้ากากผีเอาไว้แทน
ในไม่ช้าท้องฟ้าก็สว่าง
จากนั้นเย่เฉินก็นั่งลงและสนใจการเคลื่อนไหวที่อยู่ตรงกลางหุบเขา
ไม่นานนักศิษย์สำนักเหิงเยว่ก็ปรากฏตัวขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ศิษย์ของยอดเขาตี้หยางเย่เฉินจึงไม่ได้ลงมือ ได้แต่ปล่อยผ่านไป
เวลาค่อยๆผ่านไปอย่างช้าๆ มีศิษย์เดินผ่านมากลางหุบเขาเป็นระลอก บ้างก็มาเป็นกลุ่มละสามคนบ้างก็เป็นกลุ่มละห้าคนต่างมุ่งไปยังผืนป่าอสูรเพื่อร่วมกันสังหารสัตว์อสูร
ในที่สุดเป้าหมายของเย่เฉินก็มาถึง
เมื่อทอดสายตาออกไปเขาได้เห็นกลุ่มคนสามคนซึ่งล้วนแต่เป็นศิษย์ของยอดเขาตี้หยาง
“สวีหมิง”เย่เฉินได้เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยเงาหนึ่งท่ามกลางคนทั้งสามที่อยู่ไกลออกไปแต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าคนผู้นั้นคือสวีหมิงหรือไม่?
เย่เฉินรู้ดีแม้ว่าคนที่เขาต้องการคิดบัญชีด้วยก็คือเก๋อหงแห่งยอดเขาตี้หยางและสวีหมิงผู้นี้ก็เป็นเพียงศิษย์ผู้น้อยที่คอยรับคำสั่งคนหนึ่งเท่านั้น แต่เรื่องที่เขานั้นทุบตีหู่หวากลับเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
ด้วยสิ่งนี้เย่เฉินจึงไม่สามารถปล่อยสวีหมิงไปได้
“ในเมื่อเจ้าทำอะไรเอาไว้เจ้าก็ต้องรับสิ่งนั้นกลับคืน” เย่เฉินพูดอย่างเย็นชาและรวบรวมลมหายใจรอให้ทั้งสามคนเข้ามาใกล้
ในบรรดาศิษย์ทั้งสามศิษย์ยอดเขาตี้หยางที่อยู่ในชุดสีม่วงเป็นศิษย์ที่ฝึกตนในระดับขั้นสูงสุดส่วนศิษย์ในชุดสีครามผอมโซคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ เขานั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับสูงสุดในขั้นรวมพลังชั้นที่หกส่วนศิษย์ที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาศิษย์ทั้งสามก็คือสวีหมิงซึ่งเป็นเพียงผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นรวมพลังชั้นที่ห้าเท่านั้น
“ศิษย์พี่หยางท่านคิดว่าเรื่องที่ภูเขาด้านหลังเมื่อวานนี้เป็นฝีมือของผู้ใด”สวีหมิงโน้มตัวอย่างสุภาพให้ศิษย์ชุดสีม่วงที่อยู่ข้างเขา
“น่าจะเป็นคนของอีกสองยอดเขา”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”ศิษย์ชุดสีครามพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“สามยอดเขาหลักที่ยิ่งใหญ่ได้ต่อสู้กันทั้งต่อหน้าและลับหลังมาโดยตลอดจึงไม่น่าแปลกที่จะเป็นฝีมือของคนอีกสองยอดเขา”
เมื่อทั้งสามคนพูดจบก็เดินเข้าไปยังหุบเขา
และในตอนนี้ดวงตาของเย่เฉินก็เปล่งประกาย ขณะที่เขากำลังจะลงมือนั้นกลับรู้สึกถึงอีกด้านหนึ่งของหุบเขาว่ามีคนกำลังก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ยังมีมาอีกถ้าอย่างนั้นข้าก็จะได้จัดการให้สิ้นซากเสียเลยทีเดียว” เย่เฉินได้แต่อยู่เฉยๆอีกครั้ง
ไม่นานศิษย์ของยอดเขาตี้หยางชุดที่สองก็เข้ามาในหุบเขา พวกเขาเป็นกลุ่มห้าคนซึ่งผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดมีเพียงขั้นรวมพลังชั้นที่เจ็ดและคนที่อ่อนแอที่สุดอยู่ในขั้นรวมพลังชั้นที่สี่
เอ๊ะ?
ดวงตาอันเฉียบคมของสวีหมิงก็เห็นว่าคนที่เดินมาด้านหลังเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องของตนเอง
“ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายพวกเจ้าก็ไปผืนป่าอสูรด้วยหรือ?” เหล่าบรรดาศิษย์แปดคนที่อยู่รวมกันต่างสนทนากันเรื่อยเปื่อย
“สังหารแมงมุมโลหิต”
“แมงมุมโลหิตน่ะหรือ? นั่นเป็นสัตว์อสูรที่ร้ายกาจมากเลยนะ!”
“ไปด้วยกันเถอะ!”
พูดจบทั้งแปดคนก็มุ่งหน้าเข้าไปยังปากหุบเขา
ในขณะที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังปากหุบเขาก็มีสิ่งของสีดำสนิทก้อนหนึ่งลอยตกลงมาตรงหน้าเมื่อพินิจดูอย่างละเอียดก็พบว่ามันเป็นเพียงลูกเหล็กขนาดเท่าไข่ไก่ลูกหนึ่งเท่านั้น
“ระวัง”ศิษย์ชุดสีม่วงส่งเสียงดังออกมา และดึงกระบี่วิญญาณออกมาจากแขนเสื้อด้วยท่วงท่าอันสง่างามกระบี่ได้แยกออกเป็นคมกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวฟันลงไปยังลูกเหล็กสีดำโดยตรง
ตูม!
ทันใดนั้นลูกเหล็กลูกนั้นก็ระเบิดขึ้นทันที ควันสีดำอันหนาทึบก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็วครอบคลุมพื้นที่เป็นรัศมีเกือบยี่สิบจ้าง
"บ้าเอ๊ย มันคือระเบิดควัน” ท่ามกลางควันสีดำก็มีเสียงสบถดังออกมา