หลังจากวางสายจากปู่จี้แล้ว ไม่นานผู้จัดการและพนักงานของที่ร้านก็ขนเครื่องจักรทางการเกษตรก็มาส่งถึงประตู
ใช้เวลาอยู่สักพักจึงจัดการแล้วเสร็จพอพวกเขากลับไปจนหมดแล้ว จางหมิงก็รีบเดินไปปิดประตูแล้วก็โบกมือหนึ่งครั้งเพื่อเก็บพวกมันเข้าไปไว้ในแหวนมิติ
เขาตามเข้าไปดูพวกมันในแหวนมิติด้วย และก็ได้เห็นว่าพวกมันจอดเรียงรายและถูกวางตั้งเอาไว้ด้านนอกกำแพงรั้วเรือนสี่ประสาน
“หืมไม่ต้องเก็บในลิ้นชักมิติเก็บของก็ได้อย่างนั้นเหรอ” พูดพลางก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าภายในแหวนมิติแสงแดดอ่อนๆทำให้ชายหนุ่มยิ้มออกมาได้ นี่น่าจะเกี่ยวกับการซื้อระบบเสริมเข้ามาสินะเพราะภายในนี้เริ่มจะคล้ายกับสภาพแวดล้อมของโลกด้านนอกแล้ว
ขณะที่เขากำลังจะขับรถไถออกไปเพื่อไถเปิดหน้าดินนั้นก็มีกระดาษแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้นมาบนตัก เขาจึงหยิบขึ้นมาอ่าน“รออีกสิบวันอย่างนั้นเหรอ แบบนี้ฉันก็ต้องเป็นคนเก็บแอปเปิลพวกนั้นเองสินะเอาอย่างนั้นก็ได้ นี่ก็ยืนยันได้แล้วว่าผู้พิทักษ์ที่ติดต่อผ่านอุปกรณ์สื่อสารนั่นก็ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ของฉันแล้วเขาเป็นใครกันนะ”
เป็นอีกครั้งที่ไม่มีคำตอบ เขาก็รีบวางเรื่องนี้เอาไว้ก่อนจากนั้นก็ขับรถไถออกไปทางทิศตะวันตกของเรือนสี่ประสาน พอขับมาได้สักระยะแล้วก็เริ่มลงมือไถเปิดหน้าดินลองผิดลองถูกอยู่สักพักถึงจะใช้งานรถไถได้คล่องขึ้น
จากนั้นก็เริ่มสนุกกับการไถเปิดหน้าดินทำให้เวลาเพียงห้าชั่วโมงเขาก็เปิดหน้าดินไปได้ราวๆห้าสิบหมู่แต่ก็ต้องพักก่อนเพราะต้องออกไปเก็บผลไม้ในสวนหลังบ้าน
พอออกมาก็เป็นอย่างที่เขาคาดเอาไว้จริงๆผลไม้ทั้งหมดห้าสิบหมู่พร้อมเก็บเกี่ยวได้แล้ว
ชายหนุ่มมองกวาดไปอย่างรวดเร็วแล้วก็ออกคำสั่งเบาๆผลไม้ทุกชนิดในสวนหลังบ้านก็ถูกเก็บเข้าไปในลิ้นชักมิติ
แต่พอคิดถึงว่าจะต้องรดน้ำต้นไม้ผลทั้งหมดอีกครั้งจางหมิงก็ได้แต่ก้มมองบัวรดน้ำอย่างจนใจ “เอาเถอะอย่างน้อยก็ประหยัดเงินที่จะต้องจ่ายค่าผลไม้ไปได้อีกหลายล้านหยวน”พูดกับตัวเองออกไปแล้วเขาก็เริ่มลงมือรดน้ำต้นไม้อย่างขะมักเขม้นเวลานี้ไฟฉายล้วนไม่จำเป็นแล้วเพราะเขามองเห็นในความมืดได้อย่างชัดเจนแทบไม่ต่างจากเวลากลางวันเลย
ทางด้านของจางลี่ลี่ที่อยู่มัลดีฟส์มาได้หลายวันแล้วเธอก็กำลังจะเดินทางไปยังประเทศจีน ส่วนเพื่อนๆที่มาด้วยกันก็กำลังจะแยกย้ายกันเดินทางไปเที่ยวประเทศทางแถบยุโรป
แต่เธอได้ขอร้องทุกคนเอาไว้แล้วว่าช่วงเวลาสิบวันนับจากนี้อย่าเพิ่งลงรูปที่ไปเที่ยวประเทศเหล่านั้นให้ลงรูปที่มัลดีฟส์ไปก่อนซึ่งทุกคนก็ยอมพยักหน้าตกลงเนื่องจากครอบครัวของจางลี่ลี่มีอำนาจมากพวกเขาไม่อยากมีปัญหายิ่งกับแม่ของจางลี่ลี่ด้วยแล้วพวกเขายิ่งหวาดกลัวอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังอีกฝ่าย
วันต่อมาหญิงสาวพร้อมกับบอดี้การ์ดสองคนก็ขึ้นเครื่องเดินทางไปยังประเทศจีน
“ตอนนี้หาข้อมูลของเสี่ยวหมิงได้แล้วใช่ไหม”เธอหันไปคุยกับบอดี้การ์ดที่นั่งอยู่ด้านข้าง การเดินทางครั้งนี้เธอใช้ช่องทางลับบางอย่างทำให้เธอสามารถปิดบังตัวตนจากการตรวจสอบของผู้เป็นแม่ได้สำเร็จ
“ได้แล้วครับคุณหนู”เขายื่นซองเอกสารส่งให้คุณหนูทันทีที่พูดจบ
จางลี่ลี่มองหน้าอีกฝ่ายอย่างชื่นชมไม่เสียทีที่เธอส่งพวกเขาไปฝึกพิเศษอยู่ตะวันออกกลางนานหลายเดือนจากนั้นเธอก็หยิบเอกสารสองสามแผ่นออกมาจากซอง
ใช้เวลาอ่านอยู่สักพักก็พอจะสรุปเรื่องราวของน้องชายได้“ตอนนี้เขาได้งานทำแล้วสินะ อืม เจ้านายของเขาใจดีมากยังให้เขาไปนอนเฝ้าบ้านเดี่ยวหลังใหญ่บนเขาอีกด้วย ดีๆๆ” โดยเธอไม่รู้เลยว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกบิดเบือนไปแล้วจากอำนาจของผู้พิทักษ์แหวนมิติของจางหมิง
“เป็นแบบนั้นครับคุณหนูแต่ตอนนี้เขาน่าจะอยู่ที่ยูนนานแล้วครับเพราะต้องไปตามหาวัตถุดิบสำคัญให้เจ้านายของเขา”บอดี้การ์ดอีกคนเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว สายตาก็คอยสอดส่องและสำรวจตรวจตราผู้โดยสารบนเครื่องบินไปด้วย
“เดินทางจากปักกิ่งไปยูนนานอีกสินะถ้าอย่างนั้นพักที่ปักกิ่งสักคืน แล้วค่อยเดินทางไปยูนนาน พวกนายก็จะได้มีเวลาพักผ่อนด้วย”
“ครับคุณหนู”
ทางด้านของจางหมิงหลังจากที่เขาทดลองปลูกไม้ผลสี่ชนิดอย่างแอปเปิล ลูกพลับ สาลี่และส้มไปอย่างละหนึ่งร้อยเมล็ดเพราะมีเมล็ดพันธุ์เพียงแค่นั้น เท่าที่ผู้พิทักษ์พูดให้ฟังเมล็ดพันธุ์พิเศษพวกนี้เมื่อปลูกแล้วต้องรออีกสิบห้าวันถึงจะเก็บเกี่ยวได้
พอจัดการเรื่องในแหวนมิติเรียบร้อยแล้ว เขาก็ออกมาข้างนอกแล้วเก็บเกี่ยวผลไม้ในสวนหลังบ้านจนหมดถึงเดินทางมาที่ยูนนานอย่างสบายใจ
ระหว่างที่รอเก็บเกี่ยวผลไม้ในพื้นที่แหวนมิตินั้นเขาก็ได้ตะลอนไปทั่วยูนนานด้วยรถยนต์ที่เช่ามาอย่างสนุกสนาน
ไม่ว่าจะเป็นขนม อาหารหรือวัตถุดิบล้วนเป็นของขึ้นชื่อระดับประเทศและเขาก็ชอบกินอาหารยูนนานไม่น้อยเลย
ตอนนี้เขากำลังนั่งรอหม้อไฟเห็ดป่าอยู่ที่ร้านชื่อดังแห่งหนึ่งพร้อมกับพนักงานของร้านที่คอยจัดการเห็ดป่าให้อย่างระมัดระวังนั่นก็เพราะยังไงก็เป็นเห็ดป่าต้องปรุงอย่างระมัดระวัง ก็พอดีมีสายโทรเข้ามาชายหนุ่มยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นว่าไม่ใช่เบอร์ที่คุ้นเคย
เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งเพราะกลัวจะเป็นพวกหลอกลวงต้มตุ๋นแต่ในท้ายที่สุดก็รับสายอยู่ดี “สวัสดีครับ ผมจางหมิงครับ”
“เสี่ยวหมิง!! ในที่สุดนายก็รับสายพี่เสียที”จางลี่ลี่ตื่นเต้นเมื่อได้ยินเสียงของน้องชายอีกครั้ง
“พะ พี่สาวอย่างนั้นเหรอครับ”จางหมิงเองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้อีกฝ่าย เพราะนานแล้วที่พี่สาวไม่ติดต่อเขามาเลยและเขาเองก็ไม่สามารถติดต่ออีกฝ่ายได้เช่นกัน สาเหตุที่เขาพอจะคิดออกก็น่าจะเกี่ยวกับแม่ของพี่สาว
“อืม พี่สาวเองเสี่ยวหมิงตอนนี้นายอยู่ที่ปักกิ่งหรือเปล่า” จางลี่ลี่รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังถามน้องชายออกไปนั่นก็เพราะเธอกลัวว่าเสี่ยวหมิงจะระแวงว่าเธออาจจะสืบหาข้อมูลของเขาทั้งที่ความจริงก็ลงมือทำไปแล้วทั้งนั้น
จางหมิงมองออกไปนอกหน้าต่างของร้านหม้อไฟยิ้มๆ“ไม่หรอกครับพี่สาว ตอนนี้ผมอยู่ที่ยูนนาน”
“จริงเหรอเสี่ยวหมิงบังเอิญจริงๆพี่สาวก็อยู่ที่ยูนนานพอดีเลย นายมาทำอะไรที่ยูนนานเหรอ”
จางหมิงแม้จะรักพี่สาวแต่ด้วยประสบการณ์หลายปีที่ถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยามและข่มเหงก็ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายโกหกแต่ก็ด้วยความผูกพันทำให้เขาไม่ตัดสายของอีกฝ่าย
“มาทำงานให้เจ้านายครับพี่สาวตอนนี้กำลังหาซื้อวัตถุดิบขึ้นชื่อของทางนี้เพื่อนำไปขายที่ปักกิ่ง”เขาเองก็โกหกเหมือนกัน ถือว่าเจ๊าๆกันไปก็แล้วกัน ขณะที่กำลังจะพูดอะไรต่อนั้นก็เห็นว่าพนักงานของร้านพยักหน้าให้กันหลังจากที่รอเวลามานานถึงครึ่งชั่วโมงแล้วก็ตักเห็ดป่าใส่ถ้วยเล็กๆให้เขาลองชิมดู ชายหนุ่มจึงรับมา
จางลี่ลี่ได้ยินเสียงผู้คนรอบข้างแต่ก็ฟังสำเนียงไม่ค่อยออกเท่าไหร่ น่าจะพูดภาษาท้องถิ่น แต่ก็น่าจะเป็นบรรยากาศของร้านอาหาร“นายกำลังทานข้าวอยู่เหรอเสี่ยวหมิง อ่า พี่สาวลืมถามนายตอนนี้นายอยู่เมืองไหนของยูนนาน”
จางหมิงพยักหน้าอย่างพอใจกับรสชาติสดใหม่ของเห็ดป่าก่อนจะตอบคำถามของพี่สาว “ผมอยู่ที่ต้าหลี่ครับวันนี้มาซื้อเห็ดป่าก็เลยมาลองชิมหม้อไฟเห็ดป่าที่ร้านขึ้นชื่อของที่นี่ครับพี่สาวต้องมาลองนะเพราะมันอร่อยมากเลยล่ะ”ยิ่งพูดก็ยิ่งลื่นไหลเพราะจางลี่ลี่ก็คือคนที่เขาไว้วางใจอีกหนึ่งคน
“ว้า พี่สาวอยู่ที่คุนหมิงนายจะอยู่ที่ต้าหลี่อีกนานไหมพี่สาวจะนั่งเครื่องไปหานาย”
“พรุ่งนี้จัดการธุระช่วงเช้าเสร็จ ก็จะไปที่อื่นแล้วครับพี่สาวแต่ถ้าพี่บินมาวันนี้ก็น่าจะได้เจอกันนะครับ”
“นายไม่ต้องทำงานเหรอเสี่ยวหมิง”
“ตอนเย็นก็ยังเจอกันได้นี่ครับพี่สาวจะมาไหมครับผมจะได้ไปรับที่สนามบิน”
“ไปสิ แต่พี่จะไปกับคนสนิทอีกสองคนนะนายไม่ต้องมารับหรอกคืนนี้เราสองพี่น้องมาคุยกันสักหน่อยดีไหม”
“ดีสิครับ”
“อืม ไม่รบกวนนายแล้วพี่จะไปที่สนามบินเดี๋ยวนี้แหละเย็นนี้เจอกันนะเสี่ยวหมิง อ้อนายส่งที่อยู่ของนายมาให้พี่ด้วยนะ”
“ครับพี่”
ตอนเย็นขณะที่จางหมิงกำลังตรวจสอบข้าวของและวัตถุดิบที่ซื้อมาในวันนี้จางลี่ลี่ก็โทรเข้ามา
“พี่อยู่ที่ร้านขนมหวานหน้าโรงแรมที่นายพักแล้วเสี่ยวหมิง”
“พี่รอผมแป๊บนะครับ จะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“อืมพี่สั่งเครื่องดื่มที่นายชอบเอาไว้แล้ว ส่วนขนมนั้นไม่ได้สั่งให้นายนะเพราะร้านนี้น่าจะมีแต่ของหวานที่นายไม่ค่อยชอบ”
“แค่มีน้ำชาก็พอแล้วครับพี่”พูดพลางเขาก็เดินออกจากห้องอย่างเร่งรีบ
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบมานะ”
“ครับๆ”
วางสายจากพี่สาวแล้วชายหนุ่มก็เดินไปที่ลิฟต์เขามองหญิงสาวและชายหนุ่มที่มองมาที่เขาเพียงเล็กน้อย น่าจะเป็นแฟนกันเขาสรุปในใจแบบนั้นแล้วก็กดหมายเลขชั้น
“นายใช่คนที่ไปกินหม้อไฟเห็ดป่าเมื่อตอนบ่ายหรือเปล่า”ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาพอใช้ถามออกมา
จางหมิงหันไปมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา “อืมมีอะไรหรือเปล่า”
“ฉันเฉินคุน เป็นเจ้าของร้านขายเห็ดป่า อยู่ใกล้ๆกับร้านหม้อไฟที่นายไปกินนายยังสนใจจะซื้อเห็ดป่าอยู่อีกไหม”
“ฉันจางหมิง ที่นายบอกว่าขายเห็ดป่า เป็นเห็ดสดหรือเห็ดตากแห้งล่ะ”
“ทั้งสองอย่างชาวบ้านบนเขาเพิ่งเอามาขายให้วันนี้ เห็นว่านายซื้อไปเยอะ ฉันก็เลยเสี่ยงมาถามถ้านายซื้อในปริมาณมาก ฉันจะลดราคาให้นายยี่สิบเปอร์เซ็นต์เลย นายสนใจไหมจางหมิง”
“สนใจสิแต่ต้องเป็นวันพรุ่งนี้นะเฉินคุน”
“ได้ๆๆ พวกเราแอดวีแชทกันไว้ดีไหมจะได้ติดต่อกันง่ายขึ้น หรือถ้าครั้งหน้านายมาที่ต้าหลี่ก็สามารถติดต่อฉันได้เลย”
“เอาสิ”จางหมิงยื่นโทรศัพท์ไปให้อีกฝ่ายยิ้มๆ พร้อมกับพูดว่า“ไก่ตุ๋นของที่นี่อร่อยมากใช่ไหมเฉินคุน”
“แน่นอน ว่าไก่ตุ๋นต้าหลี่อร่อยที่สุด”
“ดีเลย ฉันอยากกินไก่ตุ๋นพอดีนายมีร้านแนะนำไหม พรุ่งนี้จะไปลอง”
เฉินคุนแอดวีแชทเสร็จแล้วเขาก็หาข้อมูลในโทรศัพท์ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยื่นหน้าจอให้ชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนใหม่ได้ดู“ร้านนี้อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมา นายลองไปชิมดูนะจางหมิง”
“ได้ พรุ่งนี้ฉันจะไปลองชิมดู”พูดจบประตูลิฟต์ก็เปิดออก เขาก้าวเดินออกไปทันทีแต่ก็ยังหันไปพูดกับเฉินคุน“เตรียมเห็ดเอาไว้มากหน่อยนะเพราะเจ้านายของฉันยังต้องการเห็ดอีกเยอะเลย”
เฉินคุนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข “แน่นอนฉันมีเห็ดป่ามากมายเท่าที่นายต้องการเลยล่ะ”
“ดี!พรุ่งนี้เจอกัน” แล้วเขาก็รีบเดินออกไปเพราะไม่อยากให้พี่สาวต้องรอนาน
พอเดินเข้ามาในร้านขนมหวานหน้าโรงแรม เขาก็เห็นว่าพี่สาวนั่งรออยู่ก่อนแล้วจึงรีบเดินไปหาอีกฝ่าย
จางลี่ลี่รีบลุกขึ้นทันทีพร้อมกันนั้นเธอก็สำรวจน้องชายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างรวดเร็ว“นายโตขึ้นมาได้ดีทีเดียวเสี่ยวหมิง พี่สาวขอโทษนะที่ขาดการติดต่อกับนาย” พูดออกไปแล้วก็คล้ายจะน้ำตาคลอหน่วยอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ
จางหมิงยิ้มบางให้พี่สาว จางลี่ลี่ก็ยังนิสัยเหมือนเดิมและก็จะเป็นพี่สาวของเขาตลอดไป“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ เมื่อก่อนถ้าไม่มีพี่สาวผมก็คงจะลำบากไม่น้อยเลย”เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่คนสนิทของพี่สาวเลื่อนให้
“อืมต่อไปพวกเราติดต่อกันให้บ่อยขึ้นนะเสี่ยวหมิงพี่สาวเองก็จะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงนายเหมือนที่ผ่านมา”พูดพลางก็เลื่อนถ้วยชาให้น้องชายอย่างกระตือรือร้น “ชานี่ดื่มง่ายหน่อยพี่ก็ดื่มได้ก็เลยสั่งมาดื่มด้วยกันกับนาย”
“พี่สาวมาเที่ยวหรือว่ามาทำงานครับ”เขายกถ้วยชาขึ้นเป่าอย่างผ่อนคลายไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับแรงกดดันของบอดี้การ์ดที่ส่งออกมาหยั่งเชิงเขา
“มาเที่ยวน่ะสิพอดีเปิดสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมา เจอเบอร์โทรของนายก็เลยลองโทรดูตอนแรกก็หวั่นใจอยู่เหมือนกันว่าอาจจะติดต่อนายไม่ได้ แต่พอได้ยินเสียงนายก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว”
“เบอร์นี้ผมก็ใช้มานานหลายปีแล้วนี่ครับและก็ยังจะใช้ไปเรื่อยๆนั่นแหละ”
สีหน้าของจางลี่ลี่สลดลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็พยายามจะปรับให้กลับมาเป็นปกติ “เฮ้อ!ไม่ง่ายเลยนะเสี่ยวหมิงแต่ต่อจากนี้ไปพวกเราสองพี่น้องก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วนะ”
“ครับพี่สาว พวกเราจะเป็นเหมือนเดิมแล้วนี่พี่สาวจะเที่ยวอยู่ที่ยูนนานกี่วันครับ”
“คงจะสักสองสามวันนั่นแหละนายอยู่ที่นี่พอดีพวกเราพี่น้องก็ไปเที่ยวด้วยกันดีไหมเสี่ยวหมิง”
“ได้สิครับ ทำงานอีกหนึ่งวันก็เสร็จแล้วหลังจากนั้นพวกเราพี่น้องไปเที่ยวด้วยกัน”
“ดีเลยพวกเราไปตะลุยกินของอร่อยให้หมดเลยดีไหมเสี่ยวหมิง”
“ดีครับพี่สาว” จางหมิงยิ้มแหยให้พี่สาวนี่จะตะลุยกินให้หมดจริงๆใช่ไหม เขาไม่แปลกใจกับความกินจุของพี่สาวเลยสักนิด แต่เรื่องที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนนี่สิที่เขาแปลกใจ
“อะไรกันนายยิ้มแบบนี้หมายความว่าไงเสี่ยวหมิง หรือนายไม่เต็มใจจะไปกินเป็นเพื่อนพี่สาว”
“กินเป็นเพื่อนน่ะได้อยู่แล้วครับพี่สาวแต่ให้กินเยอะๆน่ะคงไม่ไหว” เขาพูดออกไปตามตรง
“ฮ่าๆๆ นายไม่ต้องกินเยอะหรอก เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของพี่เอง”
“ก็น่าจะเป็นแบบนั้นครับพี่สาว”
“อ่า คุยกันมาตั้งนานมาแอดวีแชทกันดีกว่านะเสี่ยวหมิง”
จางหมิงยื่นโทรศัพท์ไปให้พี่สาวและเพียงไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงข้อความพอก้มลงดูหน้าจอก็เห็นว่ามียอดเงินเข้ามาจำนวนไม่น้อยเลย “พะ พี่สาวครับตอนนี้ผมมีงานทำแล้วไม่ต้องโอนให้ผมเหมือนตอนเป็นเด็กหรอกนะครับอีกอย่างเงินจำนวนนี้ก็มากเกินไป”
“ไม่เป็นไรหรอกน่าแค่เงินร้อยล้านเองเสี่ยวหมิง อีกอย่างมันก็เป็นเงินของพี่สาวไม่ใช่เงินของแม่หรือคนอื่นพี่สาวอยากให้นายก็รับเอาไว้นะ” น้ำเสียงของจางลี่ลี่เต็มไปด้วยความกดดันและเคร่งขรึม
“ดะ ได้ครับพี่สาว”เขารีบเก็บโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว เอาไว้จะโอนคืนให้พี่สาวในวันหลังก็แล้วกันเพราะเขาไม่อยากมีปัญหากับแม่ของอีกฝ่าย
เมื่อเห็นน้องชายไม่ปฏิเสธ จางลี่ลี่ก็ดื่มชาได้อย่างสบายใจ“พี่ขอไปไหว้หลุมศพพ่อกับน้าหลิวได้ไหมเสี่ยวหมิง”
“ได้สิครับแต่ถ้าเป็นช่วงนี้ผมยังไม่มีเวลากลับไปที่ซีอานหรอกนะครับ”
“ไม่เป็นไร แค่นายอนุญาตก็พอแล้ว”
“พ่อก็เป็นพ่อของพี่สาวด้วยไม่ใช่เหรอครับ”แม้จะรู้อะไรมาแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่สาวจางหมิงก็ไม่อยากจะพูดอะไรที่ทำให้เธอเสียใจ
“อืม พ่อจะต้องดีใจมากแน่ๆที่พี่กลับมา”
“แน่นอนว่าพ่อต้องดีใจอยู่แล้วก็พ่อรักพี่สาวมากนี่ครับ”
จางลี่ลี่ฟังมาถึงตรงนี้ก็เริ่มตาแดงแต่ก็รีบปรับอารมณ์และสีหน้า “นายนี่นะ ไม่เจอกันนานพูดเอาใจผู้หญิงเป็นแล้วนะหรือว่าจะมีแฟน เธอเป็นใครรีบพูดมาเร็ว”
จางหมิงถึงกับเหวอเมื่อพี่สาวเปลี่ยนอารมณ์อย่างกะทันหัน“มะ ไม่มีหรอกน่า ใครจะมาชอบผมกันล่ะครับ”
“ตอบเสียงเบาขนาดนี้ไม่จริงจังเอาเสียเลยนะเสี่ยวหมิง ไม่เป็นไรหรอกต่อไปพี่สาวก็ต้องรู้อยู่ดีว่าแฟนนายเป็นใคร”
“พี่สาวครับ ผมยังไม่มีแฟนจริงๆนะครับ”
“หึหึ ถ้ายังไม่มีให้พี่แนะนำให้ดีไหมพี่มีเพื่อนในประเทศที่ติดต่อกันบ่อยๆหลายคนเลยนะ”
“อย่าบอกนะว่าจะแนะนำผู้หญิงอายุเท่าพี่ให้ผมน่ะไม่เอาหรอก”
จางลี่ลี่เบ้ปากพร้อมกับหักนิ้วดังกร๊อบๆ“นายจะบอกว่าพี่แก่แล้วใช่ไหมเสี่ยวหมิงไม่ได้ติดต่อกันแค่ไม่กี่ปีนายปากจัดขึ้นเยอะเลยนะ”
จางหมิงถึงกับผวากับท่าทีนี้ของพี่สาว“พะ พี่สาว จะ ใจเย็นก่อน เรื่องนี้อาจจะมีการสื่อสารที่ผิดพลาดผมไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆนะครับ”
“ฮึ!นายไม่อธิบายยังจะดีเสียกว่านะเสี่ยวหมิง มานี่มา!!”
“ไอ้หยา!พะ พี่สาว ละเว้นผมด้วยๆ”