ความเงียบในห้องนอนกว้างบาดลึกยิ่งกว่าคมมีด เสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่งๆ ไม่อาจกลบเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึกด้วยความหวาดกลัวของมินตราได้
มือเล็กที่สั่นเทารวบกำผ้าห่มสีขาวสะอาดขึ้นมาปกปิดร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเองจนถึงเนินอก หยาดน้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไปกลับมารื้นขึ้นที่ขอบตาอีกครั้งเมื่อสายตาปะทะเข้ากับรอยเืสีจางบนผ้าปูที่นอน มันคือหลักฐานตอกย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ใช่ฝันร้าย แต่มันคือความจริงที่แสนอัปยศ
อาชวินยังคงนอนตะแคง ศอกข้างหนึ่งยันที่นอนไว้ขณะที่ฝ่ามือรองรับศีรษะ ั์ตาคมกริบสีรัตติกาลจ้องมองปฏิกิริยาของคนตัวเล็กนิ่งๆ ลึกๆ แล้วในอกของเขามันแกว่งไกวเมื่อเห็นแววตาที่แตกสลายของเธอ ทว่าสัญชาตญาณการป้องกันตัวเองที่ฝังรากลึกมาั้แ่เด็ก สั่งให้เขารีบดึงหน้ากากแห่งความเ็าและร้ายกาจขึ้นมาสวมทับทันที
“ตื่นแล้วก็เลิกทำหน้าเหมือนโลกจะแตกสักที” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทำลายความเงียบ มันราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใดๆ “หรือหวังว่าฉันจะต้องคุกเข่าขอโทษที่ ‘ช่วย’ เธอไว้เมื่อคืน?”
“ช่วย... คุณเรียกสิ่งที่ทำลงไปว่าช่วยเหรอคะ?” มินตราเค้นเสียงถาม ลำคอของเธอตีบตันจนปวดร้าวไปหมด “คุณฉวยโอกาสตอนที่ฉันไม่มีสติ... คุณข่มขืนฉัน!”
คำว่า ข่มขืน ทำให้คิ้วเข้มของอาชวินกระตุก ความหงุดหงิดแล่นพล่านขึ้นมาเป็ริ้วๆ เขาดันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ปล่อยให้ผ้าห่มร่นลงไปกองที่เอว เผยให้เห็นแผงอกกว้างที่มีรอยข่วนจากเล็บของเธอประปราย
“ระวังปากหน่อยมินตรา” เขาแค่นหัวเราะ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มหยัน “ถ้าฉันจำไม่ผิด เมื่อคืนเธอเป็คนกอดคอฉัน ร้องไห้อ้อนวอนขอให้ฉันช่วยดับความร่านในตัวเธอเองไม่ใช่หรือไง? ฉันก็แค่สงเคราะห์ให้ เพราะไม่อยากให้คนใช้นามสกุลธนพต้องไปนอนถ่างขาให้ไอ้สวะข้างถนนมันย่ำยี!”
เพียะ!!
ฝ่ามือเล็กตวัดฟาดลงบนซีกหน้าหล่อเหลาอย่างแรงจนหน้าหัน เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังก้องไปทั้งห้อง มินตราหอบหายใจสะท้าน ดวงตากลมโตแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเ็ป เธอไม่เคยโกรธใครจนตัวสั่นขนาดนี้มาก่อน
“คุณมันเลว! เลวที่สุด! คุณมันไม่ใช่คน!” น้ำตาหลั่งรินลงมาอาบสองแก้ม “ฉันโดนมอมยา! ฉันไม่รู้เื่! แล้วคุณต่างอะไรจากผู้ชายคนนั้น คุณก็แค่หาข้ออ้างหลอกตัวเองเพื่อจะทำระยำกับฉันเหมือนกันนั่นแหละ!”
คำพูดที่แทงใจดำทำเอาเส้นสติของอาชวินขาดสะบั้น เขาหันขวับกลับมา ั์ตาวาวโรจน์ราวกับสัตว์ป่า มือหนาพุ่งเข้าบีบปลายคางมนอย่างแรงจนเธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ กระชากร่างบางที่ห่อหุ้มด้วยผ้าห่มให้ถลาเข้ามาปะทะแผงอกแกร่ง
“ใช่! ฉันมันเลว!” เขากระซิบชิดริมฝีปากที่สั่นระริก ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดผิวหน้าของเธอ “แต่ความเลวของฉันนี่แหละที่ดึงเธอขึ้นมาจากนรก! เธอคิดว่าโลกนี้มันสวยงามนักหรือไง คิดว่าใส่ชุดโป๊ๆ ไปอ่อยผู้ชายแล้วมันจะทะนุถนอมเธอ? ถือซะว่าเมื่อคืนคือ ‘คอร์สสอนป้องกันตัว’ จากฉันก็แล้วกัน จะได้จำใส่สมองอันน้อยนิดของเธอไว้ว่าอย่าทำตัวโง่ๆ ให้ผู้ชายคนไหนมันหลอกไปลากขึ้นเตียงได้อีก!”
ข้ออ้างที่ถูกพ่นออกมาอย่างหน้าไม่อายยิ่งกรีดลึกลงไปในใจของมินตรา เขาไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ให้เธอเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็เพียงเพราะเขา้าสั่งสอน ้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอให้จมดินเพื่อสนองอีโก้ของตัวเอง
มินตราพยายามสะบัดหน้าหนีแต่คีมเหล็กจากมือเขากลับบีบแน่นขึ้น “ปล่อยฉัน... ฉันจะกลับบ้าน ฉันจะไปบอกแม่... ฉันจะบอกคุณลุงว่าคุณทำอะไรกับฉัน!”
อาชวินนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะปล่อยมือจากคางของเธอ แล้วเปลี่ยนเป็รวบเอวคอดบางเข้ามากอดรัดไว้แน่นแทน เขากระตุกยิ้มเยือกเย็น แววตาแฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์และอันตราย
“เอาสิ เดินไปบอกเลย” เขาท้าทาย น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือน “ไปบอกพ่อฉันว่าลูกเลี้ยงที่ท่านอุตส่าห์ส่งเสียให้เรียน แอบหนีไปร่านในงานปาร์ตี้จนโดนมอมยา และรอดมาได้เพราะต้องเอาตัวเข้าแลกกับลูกชายของท่าน”
“อย่านะ...” มินตราส่ายหน้าไปมา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
“คิดดูให้ดีนะมินตรา” อาชวินไล้ปลายนิ้วโป้งไปตามรอยช้ำสีแดงที่ลำคอของเธออย่างอ้อยอิ่ง “ครอบครัวแสนสุขที่แม่เธอพยายามสร้างมา มันจะพังทลายลงในพริบตา พ่อฉันเป็คนเกลียดเื่ฉาวโฉ่ที่สุด ถ้าท่านรู้เื่นี้... เธอคิดว่าท่านจะยังเก็บพวกเธอแม่ลูกไว้ในบ้านอีกไหม? แม่เธอจะต้องกลับไปอยู่ห้องเช่าซอมซ่อ ต้องทนลำบากเพราะความใจแตกของลูกสาวตัวเอง... เธออยากให้มันเป็แบบนั้นใช่ไหม?”
คำขู่ของเขาแทงทะลุจุดอ่อนที่ลึกที่สุดในใจของมินตรา าแวัยเด็กที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็ ‘ภาระ’ และ ‘ส่วนเกิน’ ตามหลอกหลอนเธออีกครั้ง เธอทนเห็นแม่มีความทุกข์มาตลอดหลายเดือนนี้ไม่ได้ หากทุกอย่างต้องพังทลายลงเพียงเพราะเธอ... เธอจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง
ไหล่บอบบางลู่ตกลง ร่างกายที่เคยแข็งขืนอ่อนยวบลงอย่างจำนน หยาดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ร่วงหล่นกระทบหลังมือของชายหนุ่ม
“คุณ... คุณ้าอะไร” เธอถามด้วยน้ำเสียงแ่โหวง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อกร
อาชวินมองแววตาที่ยอมจำนนนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ลึกๆ เขาเกลียดที่เห็นเธอร้องไห้ แต่ความปรารถนาที่จะผูกมัดเธอไว้กลับมีมากกว่า เขาไม่ยอมเสียเธอไปให้ผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น ไม่ว่าต้องใช้วิธีสกปรกแค่ไหนก็ตาม
“ข้อตกลงง่ายๆ” เขากระซิบข้างหูเธอ “ในเมื่อฉันเป็คนลงทุน ‘ลงแรง’ สอนบทเรียนนี้ให้เธอไปแล้ว ฉันก็ต้องแน่ใจว่าเธอจะไม่ออกไปทำตัวเหลวแหลกที่ไหนอีก... ั้แ่วันนี้ไป เธอต้องเป็ของฉัน แค่ของฉันคนเดียว”
มินตราเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งน้ำตา “คุณหมายความว่ายังไง...”
“หมายความว่าเวลาที่ฉัน้า ร่างกายนี้ต้องพร้อมสำหรับฉันเสมอ” เขากวาดสายตามองเรือนร่างภายใต้ผ้าห่ม “และที่สำคัญที่สุด... เลิกยุ่งกับไอ้หน้าจืดเตชินท์ซะ ถ้าฉันเห็นมันมาวนเวียนใกล้เธออีก หรือรู้ว่าเธอไปอ่อยผู้ชายคนไหน... ฉันจะพังชีวิตแม่เธอด้วยมือของฉันเอง”
มันคือข้อตกลงที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม มันคือสถานะคู่นอนลับๆ ที่เธอถูกบังคับให้รับบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรงขังที่มองไม่เห็นถูกสร้างขึ้นล้อมรอบตัวเธอ กรงที่มีอาชวินเป็ผู้ถือลูกกุญแจ และมีครอบครัวของแม่เป็ตัวประกัน
“คุณมันใจร้าย... คุณทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ในเมื่อคุณเกลียดฉัน...” มินตราสะอื้นถามอย่างหมดท่า
“เพื่อความสนุกมั้ง” อาชวินตอบปัดๆ ดันร่างเธอออกห่างแล้วตวัดขาลงจากเตียง “ไปอาบน้ำแต่งตัวซะ ฉันให้เวลาสิบนาที ถ้าช้ากว่านี้ ฉันจะเดินเข้าไปลากเธอออกมาเอง”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หยิบเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของตัวเองที่แขวนอยู่ในตู้โยนลงบนเตียง ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำอีกฝั่งหนึ่ง ทิ้งให้มินตรานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนเตียงกว้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความสูญเสีย
บรรยากาศภายในรถสปอร์ตคันหรูที่กำลังแล่นกลับคฤหาสน์ตระกูลธนพเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเพลงคลาสสิกที่เปิดคลอเบาๆ ซึ่งไม่ได้ช่วยบรรเทาความตึงเครียดลงได้เลย
มินตรานั่งหดตัวอยู่ติดกับประตูฝั่งผู้โดยสาร เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของอาชวินที่ยาวลงมาคลุมถึงหน้าขา กลิ่นโคโลญจน์ของเขายังคงติดจมูก ชวนให้หวนนึกถึงััเร่าร้อนเมื่อคืนจนเธอต้องยกมือขึ้นกอดอกแน่น แว่นตาหนาเตอะที่เธอขอให้เขาแวะซื้อที่ร้านสะดวกซื้อระหว่างทางถูกสวมกลับเข้าที่ เพื่อปกปิดดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก
อาชวินเหลือบมองคนตัวเล็กเป็ระยะ ใบหน้าจืดชืดที่ถูกซ่อนไว้ใต้กรอบแว่นกลับมาเป็เหมือนเดิมแล้ว แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด เขาเกลียดกำแพงที่เธอสร้างขึ้น เกลียดความเงียบงันที่เหมือนเป็การประท้วงกลายๆ
รถสปอร์ตเลี้ยวผ่านประตูเหล็กดัดอัลลอยด์เข้ามาจอดเทียบที่หน้ามุขคฤหาสน์ ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง มินตราก็รีบปลดเข็มขัดนิรภัย มือเล็กเอื้อมไปจับที่เปิดประตู เตรียมจะพุ่งตัวออกไปให้พ้นจากความอึดอัดนี้
“เดี๋ยว”
เสียงทุ้มรั้งไว้ พร้อมกับฝ่ามือหนาที่คว้าข้อมือเธอไว้แน่น มินตราสะดุ้งสุดตัว หันไปมองเขาด้วยแววตาหวาดระแวง
อาชวินโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นอายคุกคามแผ่ซ่านจนเธอต้องเอนตัวหลบแนบกับประตูรถ นิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมมาปลดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อเชิ้ตที่เธอพยายามติดจนมิดชิดออกสองเม็ด
“คุณจะทำอะไร!” เธอตื่นตระหนก รีบปัดมือเขาออก
“ติดกระดุมสูงขนาดนี้ คนอื่นเขาก็มองออกหมดสิว่าเธอพยายามซ่อนอะไรไว้” เขากระซิบ นิ้วหัวแม่มือจงใจกดลงบนรอยช้ำสีแดงอมม่วงที่ฐานลำคอของเธออย่างแรงจนมินตราร้องอุทาน “ทำตัวให้เป็ปกติซะ มินตรา อย่าให้พิรุธของเธอมาทำให้ฉันอารมณ์เสีย”
เขายอมปล่อยมือจากข้อมือเธอ มินตรารีบเปิดประตูรถก้าวลงมา ยืนทรงตัวด้วยขาสั่นๆ ทว่าเพียงแค่เงยหน้าขึ้น ลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก
ที่หน้าประตูคฤหาสน์ คุณพลอย มารดาของเธอกำลังยืนกอดอกรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาของผู้เป็แม่กวาดมองสภาพของลูกสาวั้แ่หัวจรดเท้า... เสื้อเชิ้ตผู้ชายตัวใหญ่ รอยยับย่น และเรือนผมที่ยุ่งเหยิง
“มิ้นท์... เมื่อคืนลูกไปไหนมา” น้ำเสียงของแม่สั่นเครือ แฝงไปด้วยความผิดหวังและสงสัย ก่อนที่สายตาของท่านจะเลื่อนไปมองชายหนุ่มร่างสูงที่เพิ่งก้าวลงมาจากรถฝั่งคนขับ “แล้วทำไม... ถึงกลับมาพร้อมกับคุณคินน์ได้?”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนเชือกที่รัดคอ มินตรายืนนิ่งงัน อ้าปากค้างแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา มือเล็กกำชายเสื้อเชิ้ตแน่นจนชื้นเหงื่อ ในขณะที่อาชวินก้าวเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ รอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่มีใครมองเห็นกระตุกขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม... บททดสอบแรกของกรงขังไร้เงา ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว