ซูมู่ฉินตื่นขึ้นมาด้วยสภาพอิดโรยนางนะสะดุ้งสุดตัวเมื่อพบว่ามีคนนั่งอยู่ที่ปลายตีนนาง
“เ้า!”
“ท่านตื่นแล้ว?”
เด็กน้อยเลียพุทราเชื่อมพลางเดินเข้าหาหญิงสาวอย่างใจเย็นนางหยิบกระจกทองเหลือพร้อมกับส่งให้นางด้วยรอยยิ้ม
ในตอนแรกซูมู่ฉินมีท่าทางประหม่าเล็กน้อยนางไม่อยากเชื่อใจเด็กน้อยผู้มีกลิ่นอายปีศาจร้ายเช่นนี้อีกแล้วแต่เมื่อนางชำเลืองมองเข้าไปในกระจกทองเหลือง ตาของนางก็เบิกค้างขึ้นมา
“น..นั่นข้าหรอ!”
นางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองนางรีบคว้ากระจกพร้อมกับลูบไล้ใบหน้าตนเองอย่างระมัดระวัง
น้ำตาค่อยๆไหลหยดลงมาทีละหยดสองหยดนางเหม่อมองเข้าไปในกระจกอยู่นานสองนาน นางหันซ้ายหันขวาเพ่งดูทุกรูขุมขนบนใบหน้าน้ำตาอาบแก้มไหลนอนจงเสื้อนางชุ่มโชก แม้เวลานี้มันจะไม่น่าดูนักแต่ใบหน้านางก็ยังคงงดงามกว่าเมื่อก่อนถึงสิบเท่า
ั้แ่เกิดมาและจำความได้ซูมู่ฉินถูกนำไปทดสอบยาพิษอยู่หลายร้อยหลายพันชนิดในวัยเด็กนางถูกให้เป็หนูทดลองจนกระทั่งตัวนางเกิดภูมิคุ้มกันต่อพิษในแต่ละวันกว่าจะผ่านมาได้นั้นช่างทรมาน
พอเข้าสู่่วัยสาวผู้คนเริ่มโตขึ้นและสวยขึ้น นางอิจฉาทุกคนที่มีใบหน้าสะสวยคนเ่าั้ล้วนมีหน้ามีตาในสำนักในความคิดของนางผู้ที่หน้าตาดีมันคือพรจาก์จะทำอะไรก็ดีไปหมดแต่เส้นทางของนางนั้นกลับแตกต่างนางต้องรับภาระเป็ผู้ปรุงยาและพิษของสำนักต้องทำหน้าที่เป็ผู้อยู่เื้ัของสำนักไม่กล้าออกไปพบผู้ใดเพราะหน้าตาอันอัปลักษณ์ของตน
“เืของเ้าเวลานี้นับว่ามีฤทธิ์ร้ายแรงพอๆกับสิบสุดยอดพิษการที่จะรักษาเ้าได้นั้นหากมิใช่หมอเทวดาหรือมีพิษที่ร้ายแรงกว่าแทรกซึมเข้ามาในตัวเ้าไม่มีทางรักษาได้” นี่คือคำตอบที่เ้าสำนักคนก่อนทิ้งไว้ให้นาง
แต่ทว่าลึกๆแล้วนางกลับมีความหวังเสมอนางตั้งใจศึกษาตำราพิษต่างๆจนถึงแก่น ศึกษาตำรายาหลายพันเล่มจนกระทั่งได้เบาะแสยาวิเศษที่น่าจะสามารถนำมารักษาใบหน้าของนางได้ซูมู่ฉินไม่เคยย่อท้อนางปรุงพิษร้ายแรงชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือพิษร้อยบุพผานางมีความหวังว่ามันจะขจัดพิษในกายของนางได้แต่ก็ไม่มันกลับไปหลอมรวมกับพิษเก่าในตัวนางทำให้เกิดสภาวะพิษในเือันร้ายกาจกว่าเดิม
ในตอนนั้นนางรู้ได้ทันที ชีวิตของนางไม่ควรมีอายุเกินยี่สิบห้าปีมันจบสิ้นแล้ว
ซูมู่ฉินตัดสินใจหนีออกจากสำนักั้แ่อายุสิบเจ็ด นางร่อนเร่ไปทั่วฝึกวิชาต่อสู้ในแนวทางอธรรมเสมอมานางกลายเป็มือสังหารเลื่องชื่อในสังกัดของสำนักลอบสังหารเมื่ออายุยี่สิบสองก็ได้เป็หัวหน้ากองลอบสังหาร
พออายุยี่สิบสามก็ตั้งหน่วยลอบสังหารเองและมารับใช้อ๋องเยี่ยนฉี
และนางก็รู้ว่า นางจะต้องตายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า...
ในชาติก่อนซูมู่ฉินเคยเล่าว่านางผ่านพ้นความตายในเวลานั้นมาได้อย่างไรข้านั่งฟังนางเล่าเื่ราวของนางั้แ่แรกจนจบดูเหมือนว่านางจะต้องสละอะไรหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อที่จะเอาชีวิตรอดใน่เวลานั้นเมื่อข้าได้ฟังข้าถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา หมอหลี่ก็เช่นกัน ในตอนนั้นพวกเราก็แก่กันมากแล้วพวกเราตัดสินใจลองสร้างตำหรับยาพิเศษเพื่อนางโดยเฉพาะเราปรุงยาสำเร็จก่อนนางจะสิ้นใจเพียงแค่วันเดียวแม้นางจะได้กินยาแต่สังขารนางในตอนนั้นก็มิอาจทนทานฤทธิ์ยาได้อีกต่อไป
นางตายด้วยสีหน้าคาดหวัง ตาของนางไม่หลับแม้จะฝังลงดินไปแล้วแต่มีอย่างหนึ่งที่ข้าปลอบใจนางได้ในเวลานั้น
“ซูมู่ฉิน ข้ากับหมอหลี่ปรุงยาให้เ้าสำเร็จแล้วแม้จะสายไปแต่ในเวลานี้ใบหน้าเ้าก็ไม่ได้อัปลักษณ์อีกต่อไป” ข้ากระซิบบอกนาง
นางไม่มีโอกาศเห็นใบหน้าของตนเองยามที่พิษถูกถอนแล้วด้วยซ้ำนั่นคือปมในใจข้าเสมอมา
แต่เวลานี้ ใบหน้าของนางกลับกระจ่างใสดุจหยก ใบหน้ากลมกลึงผมสีน้ำตาลอ่อน หน้าผากโหนกนูน ดวงตากลมโต คิ้วเรียวบาง จมูกโด่งเป็สันปากเป็กระจับสวยงาม แม้แต่นางเองยังไม่เชื่อว่านี่คือหน้าตาที่แท้จริงของนางมันงดงามไม่แพ้หญิงงามเมืองใดๆเลย
มันคือปาฏิหารที่แท้จริง
“ซูมู่ฉิน พิษร้อยบุพผาในกายท่านเวลานี้ข้าก็ถอนให้แล้วถึงเวลาที่ท่านจะต้องตอบแทนข้า”
ซูมู่ฉินได้ฟังแล้วถึงกับตกตะลึงนางพยายามรวบรวมลมปราณและโคจรไปตามชีพจรจุดต่างๆน่างรู้สึกได้เลยว่ามันลื่นไหลและไม่เ็ปอีกต่อไป
“เด็กน้อยเ้ากำลังจะบอกว่าเื่ราวทั้งหมดนี้เ้าเป็คนทำทั้งหมดรึทั้งถอนพิษร้อยบุพผาทั้งทำลายเืพิษในตัวข้า!”
นางพยักหน้าหงึกๆอย่างไร้เดียงสาแน่นอนซูมู่ฉินไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อยนางยังคงคิดว่าอาจบุคคลลึกลับคนใดอยู่เื้ั
“ข้ารู้ว่าท่านไม่เชื่อแต่ท่านเชื่อเถอะไม่มีเื่ใดในตัวท่านที่ข้าไม่รู้”
‘เด็กคนนี้ เป็ใครกันแน่นะ!’
นางไม่มีเวลาดีใจด้วยซ้ำเวลานี้คำถามในหัวนางประดังเข้ามามากกว่าร้อยคำถามแต่กลับมีคำตอบเดียวที่เกาะกุมหัวใจนางไว้
‘เทพเซียน!’
นางส่ายหน้าไปมาเพื่อสลัดความคิดบ้าๆออกไป ก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ข้าต้องตอบแทนเ้ายังไง บอกเงื่อนไขมา”
เด็กน้อยยิ้มออกมาทันที “อ๋องเยี่ยนฉีกำลังมาท่านเพียงออกไปบอกอ๋องเยี่ยนฉีว่า หากไม่อยากกลายเป็ขอทาน อย่าได้ทำตัวโง่เง่าวางเงินแล้วจากไปด้วยดี”
ซูมู่ฉินทำหน้างงนางมองดูมือของตนเองและลองโคจรลมปราณนั่นก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติแต่ทว่าเมื่อมองกลับไปที่เด็กน้อย กลับพบว่านางเข้าประชิดตัวในระยะครึ่งก้าวมาแล้ว
“รับมือ!”
เสียงตวาดดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามืออันพริ้วไหวและบอบบางซูมู่ฉินเห็นดังนั้นถึงกับต้องตีลังกากลับหลังไปหลายตลบ
ในตอนแรกซูมู่ฉินเห็นว่าเป็การหยอกเล่นของเด็กน้อยนางออมฝีมือไว้แปดส่วน นางเพียงก้าวหลบการโจมตีแต่หลังจากผ่านการโจมตีสามกระบวนท่าแรกนางก็รู้สึกถึงความเฉียบคมและพลังแฝงอันรุนแรง
“ข้าไม่ทำร้ายเ้า!” ซูมู่ฉินะโ
“ท่านไม่สามารถทำร้ายข้าได้” เด็กน้อยตอบกลับแต่ในการตอบกลับนั้นนางยิ่งรวดเร็วและรุนแรงเพิ่มขึ้นวรยุทธของนางเริ่มดุร้ายขึ้นแต่ทว่าสีหน้ายังคงความสนุกสนานไว้เช่นเคย
แต่ทว่าหลังจากผ่านไปสิบกระบวนท่า ซูมู่ฉินเริ่มรู้สึกเหนื่อยแรงนางเริ่มลำบากขึ้นเรื่อยๆในการหลบหลีกจำเป็ต้องหันมาตั้งรับแทนและนั่นเป็ความผิดมหันต์
ในตอนนั้นเองที่ซูมู่ฉินเห็นประกายลมปราณสีขาวแผ่พลังออกมาจากฝ่ามือน้อยๆนางรับรู้ได้ถึงความอันตรายในทันที
‘ฝ่ามือนั่นข้าไม่สามารถรับได้!’
นางตัดสินใจพุ่งตัวหลบอย่างรวดเร็ว
โครม!!!
ผนังห้องทางด้านหลังแตกเป็เสี่ยงๆเพียงลมหอบเดียวที่เข้าปะทะกลับเกิดพลานุภาพเท่ากับหินใหญ่ทุบทะลุผนังห้องไป
ซูมู่ฉินถึงกับตกตะลึงจนตาค้างหากนางไม่เห็นกับตานางไม่มีทางเชื่อเป็อันขาดว่าเด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบปีจะมีวรยุทธร้ายกาจถึงเพียงนี้ยังดีที่วิชาตัวเบาของนางค่อนข้างโดดเด่น นั่นจึงทำให้นางสามารถหลบรอดมาได้
“จ...เ้าจะทำอะไร”
ซูมู่ฉินอย่างไรก็มิอาจตอบโต้กลับได้มิใช่ว่าเพราะเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตแต่เป็เพราะพลังฝีมือของนางสูงเกินไปจริงๆด้วยฝีมือระดับนี้มีเพียงเ้าสำนักลอบสังหารเท่านั้นที่พอจะรับมือได้นางยังนึกถึงตอนที่เ้าสำนักลอบสังหารของนางปะทะกับผู้เหนือโลก ความน่ากลัวอยู่ที่ประมาณนั้นเลย
“หยุดก่อน!”
ซูมู่ฉินพยายามปรามมือไว้ แต่ทว่าเด็กน้อยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดนางกลับเผยรอยยิ้มออกมาที่มุมปากและนั่นทำให้ซูมู่ฉินตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายของนางออกมา
“ปราณพิษร้อยบุพผา!”
ทันใดนั้นรอบกายซูมู่ฉินก่อเกิดเป็รัศมีสีม่วงเข้มพลังประหลาดสายหนึ่งโคจรกระจายออกสู่อวัยวะทุกส่วนยามที่พลังสายนั้นพุ่งผ่านชีพจรใด ชีพจรนั้นจะเกิดเป็พลังอันไร้สิ้นสุด
ซูมู่ฉินมองฝ่ามือตนเองอย่างเหลือเชื่อในเวลานี้นางกลับรับรู้ถึงลมปราณสิบปี ทั้งที่นางฝึกลมปราณได้เพียงสามปีเท่านั้น
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่!” สีหน้าของนางตระหนกไม่น้อยนั่นมิใช่เพราะความผิดปกติของร่างกายนาง แต่กลับกันนั่นกลายเป็ว่าร่างกายนางมีปฏิกริยาดีเยี่ยมเกินไป
แต่เดิมทุกครั้งที่นางใช้ปราณพิษร้อยบุพผาร่างกายนางแทบจะแตกเป็เสี่ยงๆทุกครั้งที่รีดเร้นพลังปราณนางจะเ็ปแสนสาหัสเพราะเืเป็พิษแต่ครั้งนี้นางพบว่าทุกอย่างมันไหลลื่นราวกับว่าชีพจรของนางถูกทะลวงไว้เรียบร้อยแล้ว
“ทีนี้ท่านเชื่อข้าแล้วหรือไม่ซากพิษร้อยบุพผาในตัวท่านถูกขจัดทิ้งจนหมดแล้ว”
คำพูดของเด็กน้อยทำเอาซูมู่ฉินถึงกับตกตะลึงอีกรอบ แต่กระนั้น การโจมตีของเด็กน้อยก็ยังประดังเข้ามา
ซูมู่ฉินทำได้เพียงหลบหลีกนางไม่สามารถตอบโต้ได้ทันความเร็วของเด็กน้อยทั้งที่ความเร็วของนางนั้นนับได้ว่าติดหนึ่งในสิบผู้ที่มีวิชาตัวเบาล้ำเลิศที่สุดในฝ่ายอธรรมแล้ว
“ในเมื่อรับของ ก็ควรตอบแทนสิ” เด็กน้อยตวาดเจื้อยแจ้ว
“เ้า้าอะไร!” ซูมู่ฉินถามพลางหลบการโจมตีเป็พัลวัล
“ท่านเป็ของข้า!” เด็กน้อยตอบอย่างหน้าตาเฉย
‘ในเมื่อเ้าช่วยชีวิตข้า แต่ข้ามิอาจทรยศนายได้เ้าก็เอาชีวิตข้าคืนไปเถอะ’
ซูมู่ฉินรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็ครั้งแรกในชีวิตเวลานั้นนางตัดสินใจหยุดเคลื่อนไหวและหลับตาลง นางยอมตาย
เพี๊ยะ!
ซูมู่ฉินถึงกับตาโตเมื่อนางถูกฟาดก้นไปหนึ่งที นางล้มลงด้วยความเ็ป นางกระอักเืออกมาอยู่หลายคำเพียงการโจมตีอันเบาบางทำให้นางาเ็ภายในอย่างสาหัส เข่าของนางอ่อนแรงในทันทีสติของนางเริ่มเลือนราง ก่อนที่จะสลบไป
.................
เมื่อตื่นขึ้นมาซูมู่ฉินก็พบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนเพียงลำพังนางรีบหยิบกระจกขึ้นมาส่องดูใบหน้าตัวเองอีกครั้ง นางไม่ได้ฝันไป!หน้าตาของนางเวลานี้กลับสวยสะพรั่งราวกับเด็กสาวแรกรุ่นทั้งผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านกลับผุดผ่องขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ อีกทั้งรอยแผลเป็ตามตัวกลับมลายหายไปสิ้นเวลานี้นางไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
หลังจากเหม่อลอยอยู่พักใหญ่นางก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง!?