ตอนที่4 ผู้าุโคนใหม่
หลิวเย่ทราบข้อมูลคนทั้ง5 อย่างง่ายดายจากัั์ที่ได้ยินเสียงพวกเขาพูดคุยกัน
ทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่าคนทั้งห้าคือผู้าุโที่เป็เหมือนผู้ช่วยในการทำงานของเ้าสำนักเหมันต์
นั่นคือชายวัยกลางคนด้านซ้ายมือสุดเป็ผู้าุโด้านการต่อสู้ชื่อ ซูจ้าวฉือ แข็งแกร่งขอบเขตแกนเทพระดับกลาง
ถัดมาชายวัยกลางคนเป็ผู้าุโด้านศาสตราชื่อ เชาชุ่ยซิง แข็งแกร่งขอบเขตแกนเทพระดับกลาง
ถัดมาชายชราเป็ผู้าุโด้านบริหารชื่อ หลงหูผาน แข็งแกร่งขอบเขตแกนเทพระดับกลาง
ถัดมาชายชราเป็ผู้าุโด้านทั่วไปชื่อ เผิงอ้าว แข็งแกร่งขอบเขตแกนเทพระดับต้น
ขวามือสุดหญิงวัยกลางคนเป็ผู้าุโด้านโอสถชื่อ เพ่ยฮวา แข็งแกร่งขอบเขตแกนเทพระดับต้น
หลิวเย่หรี่ตามองอย่างหวาดกลัวเล็กน้อย
เนื่องจากเวลานี้เขามีความแข็งแกร่งขอบเขตแกนเทพระดับต้นเหมือนผู้าุโแค่สองคน
แต่อีกสามคนที่แข็งแกร่งกว่าตนเองและรวมถึงเ้าสำนักเหมันต์ที่เขามั่นใจว่าแข็งแกร่งมากกว่าขอบเขตแกนเทพ
“อยู่ท่ามกลางคนแข็งแกร่งกว่าช่างน่าหวาดกลัวเสียจริงๆ”หลิวเย่คิดอย่างวิตกกังวล
ในเวลานี้มีเสียงประกาศจากศิษย์สำนักเหมันต์แจ้งผู้สมัครให้แยกย้ายไปลานประลองตามลำดับหมายเลข
“ลำดับที่ 1-500มารอที่ลานประลองหมายเลข 1”
“ลำดับที่501-1000 มารอที่ลานประลองหมายเลข 2”
“ลำดับที่ 1001-1500มารอที่ลานประลองหมายเลข 3”
“ลำดับที่1501-2000 มารอที่ลานประลองหมายเลข 4”
“ลำดับที่2001-2500 มารอที่ลานประลองหมายเลข 5”
“ลำดับที่2501-3000 มารอที่ลานประลองหมายเลข 6”
“ลำดับที่3001-3500 มารอที่ลานประลองหมายเลข 7”
“ลำดับที่3501-4000 มารอที่ลานประลองหมายเลข 8”
“ลำดับที่4001-4500 มารอที่ลานประลองหมายเลข 9”
“ลำดับที่4501-5000 มารอที่ลานประลองหมายเลข 10”
หลิวเย่ก้มลงดูหมายเลขของตนเองที่ระบุว่า1129 ซึ่งเขาต้องไปที่ลานประลองหมายเลข 3
โดยลานประลองแต่ละแห่งจะมีคนล้อมรอบอยู่ราว500 คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ตามเกณฑ์อายุที่ตั้งไว้คือ 12-25 ปี
เวลานี้มีศิษย์แต่งชุดขาวและชุดดำมายืนประจำลานประลองแห่งละ2 คน รวมเป็ 3 คนกับชุดดำคนเดิม
อาจารย์ผู้าุโทั้ง5 คนเหินตัวบินจากพลับพลาลงมานั่งบนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ระหว่างลานประลองสองแห่ง
“อ้อแสดงว่ามีผู้าุโคอยดูแลคนละสองลานนี่เอง”
หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจเมื่อมองเห็นลักษณะการจัดวางตำแหน่งที่นั่งของผู้าุโ
ซึ่งอยู่เหนือใต้สลับกันระหว่างสองลาน
ทุกลานประลองจะมีการคัดเลือก2 ขั้นตอนเหมือนกัน นั่นคือ
ขั้นตอนแรกเป็การจำแนกระดับความแข็งแกร่งด้วยหินวัดพลังลานละ20 ก้อน
จากนั้นทุกคนจะต้องเลือกขั้นตอนต่อไปแค่หนึ่งหรือสองอย่างเท่านั้น
ขั้นตอนที่สองเป็การต่อสู้ภายในขอบเขตและระดับเดียวกันหรือ
เป็การต่อสู้ในขอบเขตเดียวกันแต่ต่างระดับกันขั้นตอนนี้เคยมีผู้สมัครเมื่อ 5 ปีที่แล้ว หรือ
เป็การต่อสู้ข้ามขอบเขตซึ่งขั้นตอนนี้ไม่มีผู้สมัครคัดเลือกมาหลายสิบปีแล้ว
“เริ่มการทดสอบพลัง”พลังปราณอันแข็งแกร่งส่งเสียงเริ่มสัญญาณ
พลันเกิดโดมโปร่งแสงครอบลานประลองทั้ง10 แห่งอย่างรวดเร็ว “วื๊ด”
หลิวเย่หรี่ตามองด้วยความสนใจกับโดมครอบโปร่งใสที่แข็งแกร่งในขอบเขตแกนเทพ“ไม่ธรรมดาจริงๆ”
เมื่อถึงคิวของหลิวเย่ที่ต้องไปพร้อมกับคนอื่นเป็กลุ่มละ20 คนเพื่อวัดระดับพลังความแข็งแกร่ง
ปรากฏว่าเกิดเสียงฮือฮาดังไปทั่วลานที่สามเมื่อระดับของเขาพุ่งขึ้นไปอยู่ในขอบเขตแกนเทพระดับต้น
“เอ๊ะ! ทำไมเป็แบบนี้?”หลิวเย่ตื่นตระหนกที่พบว่าไม่สามารถแอบซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ได้เลย
ทางด้านเ้าสำนักเหมันต์ที่ใช้พลังปราณกวาดสายตามองทั่วทุกลานได้หรี่ตามองหลิวเย่อย่างพิจารณา
“เก็บพลังแข็งแกร่งไว้เสียแเีแต่ไม่อาจรอดพ้นหินวัดพลังของสำนักได้น่าสนใจ!”
เขาทึ่งที่พบว่าชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหล่าดูคล้ายนักวิชาการจะมีความแข็งแกร่งในระดับนี้ได้
หายาก!
หายากยิ่งนัก!
เขาเป็ใครกันที่สามารถข้ามขีดจำกัดไปถึงแกนเทพได้?!
เขารอดชีวิตจากสายฟ้าแห่งเจตจำนง์ได้อย่างไร?!
มีแค่หนึ่งในพันหรือหมื่นเท่านั้นในขอบเขตแกน์ที่สามารถก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแกนเทพได้โดยที่สามารถรอดชีวิตจาก
เจตจำนง์ได้
น่าสนใจ!
ด้านผู้าุโทั้ง5 คนต่างจ้องมองไปที่ลาน 3 ด้วยความสนใจและตื่นตะลึง
พวกเขาไม่คิดว่าจะมีคนหนุ่มที่แข็งแกร่งมาเข้าร่วมคัดเลือกศิษย์สายนอกโดยที่ไม่มีข่าวคราวใดๆมาก่อน
เขาเป็ใครกัน?!
คำถามเกิดขึ้นมากมายในหัวของผู้าุโทั้งห้าคน
จากนั้นผู้าุโทั้งห้าคนเหินบินกลับไปนั่งประจำที่พลับพลากับเ้าสำนักเหมันต์เหมือนเดิมทันที
ด้านหลิวเย่ที่กลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอที่ไม่สามารถปิดบังความจริงได้อีกต่อไป
“เอาวะแสดงพลังตามจริงไปเลยในเมื่อปิดบังไม่ได้แล้ว”
ดังนั้นเขาจึงปล่อยออร่าออกมาโดยตรง
ทำให้ผู้เข้าร่วมคัดเลือกคนอื่นคุกเข่าและมีเหงื่อออกหน้าซีดกันด้วยความหวาดกลัว
เนื่องจากออร่าอันทรงพลังของเขาทำให้กดดันผู้ที่มีขอบเขตต่ำกว่าจนผู้คนทั้งหลายหายใจไม่ออก
เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่ใกล้ๆหลิวเย่ได้ะโบอกเขาด้วยความเกรงกลัวและขุ่นเคืองว่า
“นี่เ้าหนุ่มหน้าหล่อระงับพลังของเ้าด้วย มันทำให้พวกเราหายใจไม่ออก”
หลิวเย่รู้สึกตัวจึงระงับออร่าของตนเองและพูดอย่างเสียใจว่า“ขออภัยข้าลืมตัว”
ทุกคนบนลานต่างทำหน้าอึ้งตะลึงงันเมื่อพบว่าหลิวเย่แข็งแกร่งเทียบเท่าผู้าุโของสำนักเหมันต์
ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าตำหนิเขาโดยตรง
ทางด้านเ้าสำนักเหมันต์ที่มองเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเขาตัดสินใจบอกกับผู้าุโที่นั่งอยู่ด้านล่างโดยตรงว่า
“ผู้าุโซูเ้าจัดการให้ชายหนุ่มคนนั้นออกมาจากลานประลองได้แล้ว เขาไม่จำเป็ต้องเข้ารับการคัดเลือกอีก”
“ขอรับท่านเ้าสำนัก”
ผู้าุโซูคำนับเ้าสำนักแล้วเปล่งเสียงะโด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่งจนผู้คนที่อยู่กระจายทั่วทุกลานได้ยิน
“ลานที่สามผู้ที่วัดพลังได้ขอบเขตแกนเทพไม่จำเป็ต้องเข้ารับการคัดเลือกให้มาพบท่านเ้าสำนักทันที”
ซูจ้าวฉือเข้าในเจตนาของเ้าสำนักเหมันต์เป็อย่างดีเพราะการที่อาณาจักรเซียนเทียนมีผู้แข็งแกร่งเช่นนี้
โดยที่มีอายุน้อยทำให้เ้าสำนักและเหล่าผู้าุโสงสัยว่าชายหนุ่มผู้นั้นฝึกฝนศิลปะใดและใครเป็อาจารย์?
เมื่อสิ้นเสียงประกาศของผู้าุโซู
พลันเกิดเสียงฮือฮาดังยิ่งขึ้นกว่าเดิมเมื่อผู้คนห้าพันกว่าคนที่มารับการคัดเลือกเป็ศิษย์สายนอกส่งเสียงตื่นใ
“อะไรกัน!จริงหรือที่มีผู้แข็งแกร่งระดับนี้มาคัดเลือกเป็ศิษย์สายนอก?”
“เอ๊ะ! มีคนแข็งแกร่งขนาดนี้จริงหรือ?”
“ไม่น่าเชื่อ”
“จริงหรือที่มีผู้แข็งแกร่งเช่นนั้น”
“โอ้! ทำไมไม่เป็ข้าแทน?”
“ลานประลองที่สามรึนั่นใครกัน?”
“นั่นอย่างไรเล่าชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนั้นเอง”
“ชิชะ! เขาซ่อนพลังปราณไว้หรอกหรือ?”
ผู้คนทั่วลานประลองทั้งสิบแห่งต่างส่งเสียงฮือฮาอย่างประหลาดใจ
ที่พบว่ามีผู้แข็งแกร่งที่สุดในการคัดเลือกศิษย์สายนอกครั้งนี้
ด้านหลิวเย่ที่ทำหน้าบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินเสียงของผู้าุโประกาศและสั่งให้ตนไปพบกับเ้าสำนักเหมันต์โดยตรง
“หวังว่าเ้าสำนักจะไม่รู้ว่าเป็เราที่เคยแอบมาสอดแนมหรอกนะ”
หลิวเย่คิดในใจอย่างกังวลที่ถูกเรียกพบกะทันหันโดยที่เขายังไม่ได้ลองใช้ลานประลองว่าแข็งแกร่งเพียงใด
“เสียดายที่ไม่ได้ลองทดสอบพลังในขอบเขตใหม่นี้ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน?”
เขาเร่งรีบเดินตรงไปยังตำแหน่งพลับพลาที่นั่งของเ้าสำนักและผู้าุโทั้งห้า
ครู่หนึ่งหลิวเย่เดินมาคำนับทำความเคารพเ้าสำนักเหมันต์และเหล่าผู้าุโทุกคนอย่างสุภาพ
“เ้าหนุ่มเ้ามาจากที่ใดรึ?”ผู้าุโซูเป็คนเอ่ยถามเขาเป็คนแรก
“ข้าอพยพมาจากอาณาจักรเหมียนแซ่หลิว ชื่อเย่ ขอรับ”
หลิวเย่รายงานตัวและบอกข้อมูลจริงบ้างเท็จบ้างอย่างนอบน้อม
“หลิวเย่งั้นหรือ?” จ้าวตงพึมพำทวนชื่อของหลิวเย่เบาๆคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงเื่บางอย่าง
“ในเมื่อเ้ามีแข็งแกร่งมากกว่าทุกคนที่เข้ารับการคัดเลือกเป็ศิษย์สายนอกของสำนักเหมันต์ดังนั้นเ้าไม่จำเป็ ต้องไป
รังแกคนที่อ่อนแอกว่าเข้าใจหรือไม่?” ผู้าุโซูพูดอย่างมีเหตุผล
“ข้าทราบแล้วขอรับ”หลิวเย่รับคำอย่างเข้าใจ
“เช่นนั้นเ้าพวกข้าได้หรือไม่ว่าเ้าได้รับการฝึกฝนทักษะมาจากผู้ใด?”
เ้าสำนักงานเหมันต์ถามหลิวเย่โดยตรงด้วยน้ำเสียงเข้มต่ำ
นั่นเป็เพราะว่าหลิวเย่มีชื่อเหมือนกับจักรพรรดิะหลิวเย่ที่เป็ผู้มีพระคุณต่อเขา
หลิวเย่ลอบปาดเหงื่ออย่างกังวลใจว่าควรตอบเช่นไรดีที่จะไม่ทำให้เื่วุ่นวายมากไปกว่านี้
สุดท้ายเขาเลือกตอบตามความเป็จริงพลางเดิมพันกับท่าทีของทุกคนในคำตอบของตนเอง
“ข้าไม่กล้าโกหกท่านเ้าสำนักอาจารย์ของข้าคือท่านจักรพรรดิะหลิวเย่”
เ้าสำนักเหมันต์และผู้าุโทั้งห้าต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินคำตอบของหลิวเย่
“จักรพรรดิะหลิวเย่งั้นหรือ?” จ้าวตงเ้าสำนักเหมันต์พึมพำกับตนเองคล้ายทบทวนความหลัง
ส่วนผู้าุโทั้งห้าคนต่างจ้องมองหน้ากันและกันอย่างประหลาดใจและพึมพำเหมือนกัน“เป็ไปได้อย่างไร?”
พวกเขาทุกคนรู้จักจักรพรรดิะหลิวเย่เป็อย่างดี
นั่นคือบุคคลตำนานที่สามารถก้าวขึ้นสู่ขอบเขตของแกนะได้อย่างปลอดภัยเมื่อหนึ่งพันปีก่อนหน้านี้
ซึ่งเป็ผู้แข็งแกร่งคนเดียวของโลกเทียนถังในเวลานั้นที่สามารถรอดพ้นจากสายฟ้าแห่งเจตจำนง์ได้
แต่นั่นเป็ตำนานที่มีบันทึกไว้ในหอตำราของสำนักเหมันต์เท่านั้น
และไม่เคยมีผู้ใดได้พบเห็นตัวจริงของท่านจักรพรรดิะหลิวเย่มาก่อน
จนกระทั่งเมื่อ200 ปีที่ผ่านมามีผู้ที่สามารถรอดชีวิตและก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแกนะได้อีกแค่สองคน
หนึ่งในนั้นคือจ้าวตง เ้าสำนักเหมันต์ และ อี้ซางเจ๋อ เ้าสำนักวิหคเพลิง ของอาณาจักรอี้ซาง
จ้าวตงหรี่ตามองหลิวเย่อย่างพิจารณา เขาไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะกล้าพูดโกหก
แต่หากเขาไม่ได้โกหกแล้วจักรพรรดิะหลิวเย่สอนวิชาเ่าั้ให้กับชายหนุ่มได้อย่างไร?
หรือเป็เพราะว่าเขามีชื่อเหมือนกัน
นั่นจึงเป็เหตุผลที่ชายหนุ่มคนนี้ได้รับโชคชะตาจากจักรพรรดิะหลิวเย่ใช่หรือไม่?
ทั้งเ้าสำนักและผู้าุโทั้งห้าคนต่างมีความคิดกันไปคนละทางทั้งเหมือนและแตกต่างกัน
“เ้าบอกว่าจักรพรรดิะหลิวเย่เป็อาจารย์ถ้าเช่นนั้นบอกได้หรือไม่ว่าท่านสั่งสอนเ้าอย่างไร?”
จ้าวตงถามหลิวเย่ตรงไปตรงมา
“ข้าได้รับแค่เศษเสี้ยวจิติญญาของท่านอาจารย์ไม่ได้พบเห็นท่านโดยตรงขอรับ”
หลิวเย่ชี้แจงที่ไปที่มาของการฝึกฝนทักษะของตนเอง
“เศษเสี้ยวจิติญญางั้นหรือเกิดอะไรขึ้นกับท่านจักรพรรดิะหลิวเย่กัน?”
เ้าสำนักและผู้าุโทั้งห้าต่างตื่นใที่ได้ยินคำพูดของหลิวเย่ถึงโชคร้ายของผู้เป็ตำนาน
“ข้าไม่รู้เหมือนกันขอรับข้าตั้งใจจะไปตามหาและหาทางช่วยอาจารย์ แต่ว่าข้าไม่รู้จะไปตามหาที่ใด?”
หลิวเย่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นท่าทีของเ้าสำนักและผู้าุโดูเป็มิตรกับจักรพรรดิะหลิวเย่
เขาจึงบอกข้อมูลเพิ่มเติมถึงภารกิจตนเอง
“ที่แท้เื่ราวเป็เช่นนี้เอง”จ้าวตงพยักหน้าอย่างเข้าใจถึงที่ไปที่มาของหลิวเย่และเขาถามหลิวเย่ตามตรงว่า
“เช่นนั้นเ้าคงไม่ได้มาจากอาณาจักรเหมียนอย่างแน่นอนใช่ไหม?” น้ำเสียงของจ้าวตงถามอย่างหยั่งเชิง
ทำให้หลิวเย่กลอกตาไปมาและตัดสินใจบอกตามตรง“ใช่ขอรับ ข้ามาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน”
คำตอบของหลิวเย่ทำให้ทุกคนอึ้งตะลึงอีกครั้งที่พบว่าเป็อย่างที่พวกเขาคาดเดาไว้
เพราะหากหลิวเย่เติบโตและมีความแข็งแกร่งที่นี่
เขาไม่น่าจะรอดชีวิตจากสายฟ้าแห่งเจตจำนง์ไปได้!
แม้แต่เ้าสำนักที่รอดชีวิตและได้ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแกนะ
ก็เพราะว่าได้สมบัติช่วยชีวิตที่ท่านจักรพรรดิะหลิวเย่ทิ้งไว้ให้กับสำนักเหมันต์
หากใครไม่มีสมบัติช่วยชีวิตย่อมยากที่จะรอดพ้นวิกฤติจากความโหดร้ายของสายฟ้าไปได้
“ในเมื่อเป็เช่นนี้และตัวเ้าเองก็มีภารกิจที่ต้องไปช่วยท่านจักรพรรดิะหลิวเย่ข้าจะแต่งตั้งให้เ้าเป็ผู้าุโอีกคน
หนึ่งของสำนักเหมันต์ก็แล้วกัน”
จ้าวตงตัดสินใจช่วยหลิวเย่เพื่อตอบแทนสมบัติที่ได้มาจากจักรพรรดิะหลิวเย่
ผู้าุโเผิงอ้าวพูดเสนอความคิดเห็นกับเ้าสำนักเหมันต์ทันทีว่า
“ข้าคิดว่าให้หลิวเย่และข้าได้ประลองฝีมือกันสักคราก่อนเถิดท่านเ้าสำนักหากแต่งตั้งโดยที่คนอื่นไม่รู้ถึงพลังความ
แข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาอาจมีปัญหาในการบริหารงานได้นะขอรับ”
จ้าวตงที่ได้ยินคำพูดเสนอแนะจากผู้าุโเผิงอ้าว
เขาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและหันหน้าไปถามหลิวเย่โดยตรง“เ้าคงไม่ขัดข้องกระมัง”
“ข้ายินดีขอรับ”หลิวเย่เข้าใจเจตนาของทั้งสองคนเป็อย่างดี
เพราะถึงแม้ว่าหินวัดพลังจะแสดงผลลัพธ์ว่าเขาแข็งแกร่งเพียงใด?
แต่หากได้รับการยอมรับจากผู้อื่นโดยมีผลการประลองที่ชัดเจนย่อมต้องดีกว่าแน่นอน
“ถ้าเช่นนั้นเชิญทั้งสองท่านทางนี้”ผู้าุโซูพูดอย่างสุภาพกับทั้งหลิวเย่และผู้าุโเผิงอ้าว
เขาเหินตัวบินไปลงจอดบนลานประลองตรงหน้าที่ใหญ่ที่สุดพร้อมกับเปิดใช้งานค่ายกลกักเก็บพลัง
เพื่อป้องกันการสะท้อนกลับของพลังโจมตีจากการต่อสู้ของทั้งคู่
ปรากฏว่าเมื่อผู้าุโซูเปิดใช้งานลานประลองหลัก
ทำให้ลานอื่นๆหยุดชะงักการประลองทันทีและให้ความสนใจพร้อมจ้องมองพุ่งตรงไปยังลานหลักเป็จุดเดียว
“ดูสิ ลานหลักเปิดใช้งานเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี”ผู้คนที่เข้ารับการคัดเลือกะโส่งเสียงอย่างแปลกใจ