(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

ตอนที่ 209 สาว สาว สาว

ตอนที่ 209 สาว สาว สาว



พริมโรส นาเดียและเมย่า ที่เหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกายจนแทบจะหมดเรี่ยวหมดแรง หญิงสาวทั้งสามใกล้จะเดินมาถึงจุดหมายปลายทางที่จะเป็นเส้นชัยของพวกเธอแล้ว


“พี่พริมโรส เมย่า ยังไหวไหม? แฮ่ก~”

นาเดียเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยหอบ เธอคือคนเดียวที่ดูแข็งแรงที่สุดในบรรดาหญิงสาวทั้งสามคน


เนื่องด้วย พริมโรส ถึงแม้จะมีอายุที่มากที่สุดในกลุ่ม แต่เพราะในก่อนหน้านี้เธอต้องอดอาหารมานานหลายวัน ถึงจะได้อาหารของไลท์คอยช่วยเยียวยาจนร่างกายกลับมาแข็งแรงได้บ้างแล้ว


แต่ร่างกายก็ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าแข็งแรงสมบูรณ์ ได้อย่างเต็มปาก เพราะเท่าที่เห็นสภาพของเธอที่ผ่านการออกกำลังกายมา 1 ชั่วโมง เม็ดเหงื่อที่เคยไหลเป็นสายน้ำหลากของเธอ ในตอนนี้มันได้ซึมแห้งจนแทบจะกลายเป็นเหงื่อเย็นๆ ที่อาบชโลมอยู่บนใบหน้าของเธอ


จนผมเผ้าที่เคยพริ้วไสวได้ตกลงมาบดบังใบหน้าอันสวยงาม โดยถ้ามองจากไกล มันแทบไม่ต่างอะไรกับ ผีพรายใต้น้ำเลยทีเดียว

ใบหน้าของนักแสดงพริมโรสที่ขาวผ่อง มันได้แปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด จากการสูญเสียน้ำในร่างกายไปมาก


“ฉัน..ยัง...ไหว นาเดีย..ไปดูแลเมย่า...ก่อน.เถอะ” คำพูดของพริมโรส นั้นมีความขาดห้วงไปบ้าง ถึงกระนั้นก็ยังพอที่จะตอบโต้เป็นคำพูดกลับมาได้บ้าง


ไม่เหมือนกับเมย่า ที่นิ่งเงียบไปนานกว่าหลายนาทีแล้ว “เมย่า ให้ฉันพยุงเถอะนะ” นาเดียที่เดินนำหน้ากลุ่ม ได้หันกลับมาดูอาการของเมย่าที่กำลังใช้แขนของเธอ พยุงรั้งกับต้นไม้ใหญ่เอาไว้อยู่


เหงื่อเม็ดโตๆ ได้ไหลซึมเข้าไปในเสื้อผ้าของเมย่า จนเกิดเป็นวงดวงที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ


“ฉันไม่เป็นไรค่ะ คุณหนูนาเดียไม่ต้องเป็นห่วง” เมย่าเงยหน้าของเธอที่กำลังหอบ เพื่อสมตากับนาเดียที่กำลังจ้องมองเธออยู่

ก่อนที่ทันใดนั้นเอง แว่นตาของเมย่า ก็พลันเกิดฝ้าขึ้นมาปกคลุมไปทั่วแว่นตาของเธอ ช่างเป็นภาพที่มองเข้ามาแล้วน่าสงสารจับใจ ซึ่งเรื่องแบบนี้มักจะมีก็แต่คนที่ใส่แว่นเท่านั้นถึงจะรับรู้ความรู้สึกดังกล่าวนี้


“มาเถอะ ให้ฉันช่วยเถอะนะ คิคิ” นาเดียแม้จะเหนื่อย แต่ก็อดกลั้นขำเอาไว้ไม่ได้ เธอรีบเดินย้อนกลับไปหาเมย่า ที่ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังใช้เสื้อผ้าของเธอเช็ดคราบฝ้าบนแว่นตาให้กลับมาสดใส ด้วยท่าทางเงอะงะๆ น่ารักน่าชัง

“ฝากด้วยนะคะ” เมย่าได้จัดการกับแว่นตาของเธอเสร็จแล้ว พร้อมๆ กับนาเดียที่เอื้อมมือเข้ามาประคองเธอไว้ ก่อนที่หญิงสาวทั้งสามคนจะช่วยประคองกันออกจากป่า

“พ้นหัวโค้งนี้ ก็น่าจะกลับถึงจุดหมายแล้ว...อดทนกันอีกนิดเดียว” พริมโรสพูดให้กำลังใจคนที่เหลือ


ไม่นานนัก ทั้งสามก็ได้เดินพ้นหัวโค้ง ก่อนที่ทุกคนจะพบเห็นชายหนุ่มและสไลม์ กำลังยืนโบกมือมาทางพวกเธอ


ใบหน้าของชายหนุ่ม ส่งยิ้มให้กับพวกเธอ หน้าตาที่ดูใจดีของเขาได้ทำให้ หัวใจที่กำลังเต้นโครมคราม อันเกิดจากการออกกำลังกาย แทบจะหยุดเต้นไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง

พวกเธอมองชายหนุ่มค้างอยู่อย่างนั้น ขาที่ก้าวเดินมาตลอด 1 ชั่วโมง ก็เหมือนจะหยุดเดินเอาเสียดื้อ ในใจต่างมีคำพูดหนึ่งก้องอยู่ในหัว

‘หล่อ’

‘อบอุ่น’

‘แสนดี’

พริมโรส นาเดียและเมย่า ต่างก็มีคำพูดที่ดังก้องอยู่ในหัว แตกต่างกันออกไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มีเพียงคำเดียวที่พวกเธอพูดกันออกมา เมื่อพบเห็นชายหนุ่มที่ยืนโบกมือให้กับพวกเธอ


“ไลท์ พี่ไลท์...ท่านไลท์~” เพียงคำเดียว ความเหน็ดเหนื่อยตลอด 1 ชั่วโมงของพวกเธอก็แทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง


พวกเธอเดินเข้าไปหาไลท์ที่กำลังยืนรอพวกเธออยู่ “พักตรงนี้กันสักหน่อย...นี้น้ำครับ” ไลท์ได้พาหญิงสาวทั้งสามคน มาพักกันที่ข้างโขดหินริมแม่น้ำที่ไหลเอื่อย


ความเย็นจากแม่น้ำที่ใสสะอาด ช่วยพัดพาให้ความเหนื่อยล้าค่อยๆ ทุเลาเบาลง


“ตอนนี้เหงื่อยังออกอยู่มาก ให้ทุกคนเช็ดหน้าด้วยน้ำจะดีกว่าครับ ร้อนเจอเย็นในทันทีเดี๋ยวจะไม่สบายได้ครับ” ไลท์ได้ส่งผ้าเช็ดหน้าของเขาให้กับทั้งสามคน ได้ใช้เช็ดเนื้อเช็ดตัว


แน่นอนในระหว่างที่หญิงสาวกำลังล้างเนื้อล้างตัวกันอยู่ที่ริมแม่น้ำ ไลท์ก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการหันหลังให้กับพวกเธอ เว้นก็แต่...เจ้าโปริ่งที่ถูกหญิงสาวอุ้มตามพวกเธอไป


โดยพวกเธอหารู้ไม่ว่า เจ้าโปริ่งที่พวกเธอกำลังโอบอุ้มอยู่นั้น ต่อให้มันจะอยู่ห่างไลท์มากแค่ไหน แต่จิตใต้สำนึกของมันก็ยังเชื่อมประสานกับเจ้านายของมันอยู่ตลอดเวลา


คิกคัก~!


หญิงสาว พากันเช็ดเนื้อเช็ดตัวข้างๆ แม่น้ำ แขนเสื้อและกางเกงที่พวกเธอสวมใส่ ได้ถูกถลกขึ้นมากองไว้ที่ต้นแขนและต้นขา เผยให้ผิวขาวๆ อันนวลเนียนของเหล่าหญิงสาวทั้งสาม ที่มีร่างกายอันโฉมสะคราญสะกดใจ


“พวกเราเช็ดตัวกันเสร็จแล้วค่ะ ไลท์” หลังจากเช็ดเนื้อเช็ดตัวกันเป็นที่เรียบร้อย พริมโรสก็ได้ร้องเรียกไลท์ให้หันหลังกลับมาได้

ในทันทีที่ไลท์หันหลังกลับมา เหล่าหญิงสาวก็พลันพบว่า ใบหน้าของไลท์ดูจะมีเลือดฟาดอยู่บนแก้มของเขา ไลท์พยายามหลบสายตาจากทั้งสามคน พลางกวักมือเรียกให้เจ้าโปริ่งกลับมาหาตนเอง


“พี่ไลท์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ? หรือตากแดดนานไป ถึงได้หน้าแดงแบบนั้น” นาเดียเอ่ยถาม พลางรู้สึกผิดที่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องยืนอยู่กลางแจ้ง รอพวกเธอเช็ดเนื้อเช็ดตัวกันแบบนี้

“ปะ เปล่าครับ พอดีผมรู้สึกง่วงนิดหน่อย เลยปลุกตัวเองให้ตื่นเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอกครับ” ไลท์คงไม่กล้าตอบไปว่า เขาได้เห็นสิ่งที่หญิงสาวทั้งสามคน ทำที่ริมแม่น้ำอยู่แล้ว


เขาจึงกลบเกลื่อนด้วยการแสร้งทำเป็น ง่วงเหงาหาวนอน ชิงหาว ฟอดใหญ่เพื่อแก้สถานการณ์ไปเสียเลย


“จริงด้วย ไลท์ตื่นตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น แถมยังต้องมาทำอาหารขายอีก ท่าจะง่วงก็คงไม่แปลก” พริมโรส นาเดียและเมย่า ต่างก็เชื่อในคำพูดของไลท์

พวกเธอทั้งสามหยุดพักเหนื่อยอยู่ข้างๆ โขดหิน นั่งสนทนาเรื่องสัพเพเหระกับไลท์อยู่ประมาณ 15 นาที จนรู้สึกว่าอาการเหนื่อยหายไปจนหมดแล้ว แม้จะมีอ่อนเพลียอยู่บ้างแต่ก็สามารถที่จะมีแรงเดินกลับไปที่ร้านอาหารเพื่อรับประทานอาหารเช้ากันได้แล้ว


ซึ่งอาหารเช้าของทั้งสามคน ก็เป็นเมนูอาหารคลีนแบบเดียวกับที่ แม่ของเมย่าและคณะ ได้รับประทานกันไปในก่อนหน้า


โดยคณะของคุณผู้หญิงท่านบารอน ก็ยังคงนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ภายในร้านกันอยู่เลย อีกทั้งยังมีกลุ่มพ่อบ้านทั้งหลาย ก็เริ่มทยอยกันมาโขกหมากฮอสกับคุณตาเกลและคาห์นกันบ้างแล้ว


“เมย่า เป็นยังไงบ้างเหนื่อยมากไหม? ดูสิเสื้อเปียกปอนไปหมดเลย กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนจะดีกว่าไหม” ทันทีที่แม่ของเมย่าได้มาเห็นสภาพของลูกสาวเธอ หัวอกความเป็นแม่ แม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็อดที่จะห่วงลูกของตัวเองไม่ได้


แม่ของเมย่าเดินไปหาลูกสาว ด้วยขาที่ยังคงลงน้ำหนักได้ไม่เต็มเท้า เข้าไปไถ่ถามถึงความเหนื่อยล้าที่ลูกสาว ต้องเผชิญมากกว่าตนเอง ด้วยความเป็นห่วง


“หายเหนื่อยแล้วค่ะ ท่านแม่ละคะ เจ็บปวดตรงไหนไหม?” เมย่าเห็นสภาพของแม่เธอเองก็อดห่วงไม่ได้เหมือนกัน ก่อนจะมองตาปริบๆ มาทางไลท์ หวังให้ไลท์ช่วยบอกเล่าอาการแม่ของเธอ ว่าเป็นอะไรหนักมากหรือไม่นั่นเอง

“ทุกคนที่นี่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บร้ายแรงครับ ที่เห็นยังเดินกะโผลกกะเผลกกัน...นั้นเป็นเพราะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ได้พักเหนื่อยสักคืนหนึ่งก็จะดีขึ้นเอง แต่ถ้าพรุ่งนี้ใครยังมีอาการปวดเมื่อยอยู่ก็หยุดพักจากการออกกำลังกายไปสักวันนะครับ” ไลท์ได้อธิบายถึงอาการปวดขาที่เกิดขึ้น ให้ทุกคนสบายใจ


รวมไปถึงยังได้สอดแทรกสอนวิทยาศาสตร์การกีฬาเบื้องต้นในการออกกำลังกายให้กับคนในโลกนี้ได้รับรู้ถึงความลับของร่างกายมนุษย์ ที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักให้กับพวกเธอได้ฟัง


ร่างกายของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ฉลาดมากทีเดียว ถึงจะบอกว่าร่างกายนั้นเป็นเพียงแค่เนื้อหนัง แต่จริงๆ แล้วมันชีวิตจิตใจที่เรียกสัญชาตญาณในการดำรงชีวิตที่รักตัวกลัวตาย


มันกลัวว่าตัวเองจะตาย จึงพยายามปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันที่คนๆ นั้นต้องเผชิญ อย่างเช่นวันนี้ วันที่ทุกคนเริ่มต้นออกกำลังกาย ทันทีที่มันรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น มันจะรีบดึงพลังงานที่เก็บสะสมไว้ภายในร่างกาย มาช่วยรักษากล้ามเนื้อที่บาดเจ็บให้กลับมาแข็งแรง พร้อมกับสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาให้ทนรับกับสิ่งที่ต้องเผชิญในวันข้างหน้าเพื่อไม่ให้เราต้องตายนั่นเอง


ไลท์ได้อธิบายสิ่งเหล่านี้ ให้กับคนที่อยู่ภายในร้าน...และมันก็ยิ่งทำให้ทุกคนเชื่อมั่นในความรู้ที่ไลท์ได้พูดออกมาเข้าไปอีก


เมื่อกลุ่มพ่อบ้านที่กำลังโขกหมากฮอสได้เล่าประสบการณ์ของตัวเอง ที่มีบางคนนั้นเคยเป็นสมัครเป็นทหารของอาณาจักร


โดยวันแรกๆ พวกเขาบอกว่า ร่างกายที่โดนฝึกหนัก จนแทบเจ็บเจียนตาย ไม่มีแม้แต่นักบวชแห่งแสงมาช่วยรักษาเยียวยา แต่พอผ่านการฝึกไปเรื่อยๆ พวกเขาก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรกับการฝึกหนักแบบนั้นอีกแล้ว


ที่แท้เป็นเพราะร่างกายของพวกเรา ปรับสภาพได้แล้วนั่นเอง


“ท่านไลท์นี้รอบรู้จริงๆ เลยนะครับ ที่แท้พวกผมก็ไม่ได้เก่งกาจหรือมีพรสวรรค์อะไรในการฟื้นตัวสินะครับ ทั้งหมดเป็นเพราะร่างกายมันปรับสภาพของมันเองหรือเนี่ย ฮ่าฮ่า”

เสียงหัวเราะในร้านอาหารสามเวลาได้ดังก้อง มันดังเช่นนี้อยู่นานตลอดช่วงเช้า จวบจนกระทั่ง หญิงสาวทั้งสามได้รับประทานอาหารกันเสร็จสรรพ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกปอน จนกลับมาสวยงามดั้งเดิม


ไม่นานนัก พริมโรส นาเดียและเมย่าก็ได้กลับมาพบกับไลท์อีกครั้ง



ไลท์ยืนรอหญิงสาวทั้งสามอยู่ที่ลานจอดรถม้าของทางร้าน โดยในวันนี้ไลท์ได้สัญญากับพริมโรสและนาเดีย เอาไว้แล้วว่าจะพาพวกเธอไปดูฟาร์มปลาของเขา ส่วนทางด้านของเมย่าก็อยากจะไปหาซื้อ ผ้าผืนต่างๆ มาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้ารัดรูปให้กับ เอลล่า พริมโรส นาเดียและตัวเธอเอง

ไลท์จึงถือโอกาสที่ยังไม่ค่อยมีลูกค้ามากนัก พาทั้งสามคนออกไปเที่ยวเล่นพร้อมกันเสียเลย


“ทุกคนพร้อมไหมครับ เอ่อจับรถม้ากันให้ดีๆ นะครับ เพราะผมเองก็พึ่งจะหัดขับรถม้าได้ไม่นานนี้เอง” ไลท์ไม่คิดที่จะปกปิดความที่เป็นมือใหม่ของเขาให้กับทั้งสามคนได้รับรู้

เพราะถึงอย่างไร การเป็นมือใหม่หัดขับของเขา ยังไงมันก็ต้องเผยออกมาอยู่ดีตอนที่ขับอยู่แล้ว สู้ยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่าพึ่งจะหัดขับรถม้าเสียยังจะดีกว่า

“พี่ไลท์มีเรื่องที่ทำได้ไม่ถนัดด้วยเหรอคะ?” นาเดียแอบแซว พลางหันกลับไปนั่งประจำที่ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังมาจากทั้งสามสาว


การเดินทางจากป่าดาราฉาย มาจนถึงหมู่บ้านดาราฉายเป็นไปอย่างราบรื่น เพียงแต่เวลาที่ไลท์ใช้ในการเดินทางก็ยังมากกว่า ผู้ที่ขับรถม้าคล่องอยู่หลายนาที


ไลท์ได้จอดรถม้าของเขาเอาไว้ข้างๆ กับรถม้าประจำร้านอาหารสามเวลาที่ โทมัสและเอลล่า ใช้ในการขายโจ๊กและหมูปิ้งที่หมู่บ้านดาราฉาย เยื้องๆ กับหน้าบ้านของแมท


แน่นอนว่าวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ ลูกค้าในหมู่บ้านดาราฉายต่างมากินอาหารเช้าที่แสนอร่อยนี้จากร้านอาหารสามเวลา


มีชาวบ้านยืนต่อแถวมากมายหลายสิบคน รวมไปถึงมีอีกบางส่วนที่นั่งกินกันอยู่ที่โต๊ะข้างๆ ร้าน ที่หัวหน้าหมู่บ้านหรือพ่อของแมท ได้นำโต๊ะพวกนี้มาตั้งให้กับร้านของไลท์นั่นเอง


“วันนี้ขายเป็นยังไงบ้าง?” ไลท์เดินเข้าไปหาโทมัสเพื่อสอบถามถึงยอดขาย

“โจ๊กเหลืออีกไม่กี่ชามก็หมดแล้วครับ ส่วนเนื้อเสียบไม้เหลือแค่ ไก่ปิ้งกับเนื้ออีกนิดหน่อย ส่วนหมูปิ้งหมดไปตั้งแต่ 20 นาทีก่อนหน้านี้แล้วครับ”


โทมัสยิ้มร่าที่วันนี้ขายของหมดเร็ว เพราะนั้นหมายถึงพวกเขาจะได้กลับไปพักกันเร็วๆ


“ถ้าขายของหมดแล้วก็รีบกลับไปพักล่ะ...งั้นฉันพาเมย่า ไปเลือกซื้อผ้า ที่ถนนฟากนู้นก่อนนะ”

“เชฟไลท์พาเอลล่าไปด้วยได้ไหมครับ...ตรงนี้ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ให้เอลล่าไปเลือกซื้อเสื้อผ้าสักสองสามชุด น่าจะดีนะครับ”


“ดีเหมือนกัน เอลล่า ตามมาสิ” ไลท์เองก็เห็นว่าเอลล่ามีเสื้อผ้าน้อยเกินไปจริงๆ จึงถือโอกาสนี้ พาเอลล่าไปซื้อเสื้อผ้าไปพร้อมกันเลย แม้เสื้อผ้าในหมู่บ้านจะไม่สวยเท่ากับร้านขายเสื้อผ้าภายในเมือง


แต่เขาก็ไม่ห่วงอะไรอีกแล้ว เพราะตอนนี้ มีเมย่า อยู่ทั้งคน


ความสามารถพิเศษ ‘งานบ้านระดับ 5 ดาว’ ขอลองทดสอบหน่อยก็แล้วกัน



...โปรดติดตามตอนต่อไป...

ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ

เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

www.facebook.com/writelazy




คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน