อาณาจักรนิรันต์

    ตัวแปร

    ภายในเต็นท์ ผ้าใบสีทรายพลิ้วไหวตามแรงลมที่ลอดเข้ามาจากขอบ คาย่านั่งขัดสมาธิบนเบาะหนัง มือกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาว วาลาสยืนข้างเธอ มือวางบนด้ามดาบ สายตาคมกริบ อาเธอร์นั่งมองแผนที่ท่าทางผ่อนคลาย เดวิดนั่งนิ่ง ดวงตาสีเงินสะท้อนแสงแดด

     

    “มันเป็นใครกันที่ทำเรื่องแบบนี้?” คาย่ากัดฟัน มือกำแน่นจนเส้นเลือดปูด “คนที่อยู่เบื้องหลังนี่คือใคร?” 

     

    อาเธอร์ส่ายหัว มือลูบคาง “ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น ขุนนางจากซาราทิสที่จ้องขยายอิทธิพลในเขตตะวันตกเฉียงใต้ นักบวชจากซิลเวรัสที่อยากเผยแพร่ศาสนา หรือกระทั่งคนในทารอนและคาร์ทุซเองที่หวังยึดอำนาจหลังศึกนี้จบ” เขาหยุด สบตาคาย่า “ความเป็นไปได้มีมากเกินกว่าจะชี้ชัด”

     

    “แล้วเราจะทำอย่างไร?” คาย่าขมวดคิ้ว น้ำเสียงแฝงความกังวล “ยกเลิกแผนโจมตีคาร์ทุซ?”

     

    “ไม่ได้” อาเธอร์ปฏิเสธเสียงแข็งทันควัน “ถ้ายกเลิกตอนนี้ คนที่อยู่เบื้องหลังจะรู้ทันทีว่าเราจับได้ เราจะยิ่งเสียเปรียบ”

     

    “แล้วเจ้าจะให้พวกเราไปตายงั้นหรอ?” คาย่ามีน้ำเสียงดังก้อง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

     

    “เปล่า” อาเธอร์ส่ายน้ำเสียงเรียบ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ “พวกเราแค่ต้องเล่นตามเกมพวกมันไปก่อน”

     

    “หมายความว่ายังไง?” วาลาสที่ยืนนิ่งอยู่นานในมุมเงาของเต็นท์พูดขึ้น ดวงตาเป็นประกายแห่งความสงสัย

     

    “ถึงพวกเราจะรู้แล้วว่าโดนใครบางคนชักใยอยู่…” อาเธอร์เว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “…แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราต้องเล่นตามทุกอย่างที่พวกมันวางไว้”

     

    อาเธอร์ยิ้มเล็กน้อย มุมปากโค้งขึ้นในรอยยิ้มที่ไม่ใช่เยาะหยัน แต่คือความมั่นใจของคนที่มีไพ่ลับในมือ “เป้าหมายเดิมของพวกเรายังไม่เปลี่ยน นั่นคือ…” เขาโน้มตัวไปข้างหน้า “...การชนะสงครามครั้งนี้”

     

    อาเธอร์ชูนิ้วขึ้น “ลองนึกดู ถ้าเปลี่ยนจากทารอนและคาร์ทุซเสียหายทั้งคู่ กลายเป็นทารอนชนะคาร์ทุซอย่างขาดลอย มันจะเป็นอย่างไร? แน่นอน คนที่อยู่เบื้องหลังอาจมีแผนสำรองรออยู่ แต่ถ้าเราทำได้ ฝ่ายเราจะได้เปรียบมากขึ้น”

     

    คาย่าหัวเราะแห้งๆ “เจ้ายังจะพูดว่าชนะสงครามกับคาร์ทุซงั้นรึ ในสถานการณ์ที่ข้อมูลของเรารั่วไหลได้ตลอดเวลา แม้แต่เสียงจามในเต็นท์นี้ก็อาจมีคนได้ยินได้ด้วยซ้ำ”

     

    “นั่นแหละจุดอ่อนของมัน” อาเธอร์พูดขึ้น “ถ้าข้อมูลที่เราปล่อยออกไป ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของแผนเดิมที่มันคาดไว้ แต่แอบซ่อนจุดพลิกเกมไว้ล่ะ?”

     

    “เจ้าจะปล่อยข้อมูลลวง?” วาลาสถามเสียงต่ำ

     

    “ไม่ถึงกับลวง แต่… ‘ใกล้เคียง’ ” อาเธอร์เน้นคำ “ใกล้พอที่จะดูเหมือนของจริง แต่แฝงจุดเปลี่ยนไว้ในช่วงเวลาสำคัญ จุดที่แม้แต่แม่ทัพเก่งที่สุดก็อ่านไม่ทัน”

     

    “แล้วแผนลวงที่เจ้าว่านั่นคืออะไร?” วาลาสขมวดคิ้ว

     

    “ยังไม่ถึงเวลา” อาเธอร์ตอบ “แผนมันยังไหลเวียนอยู่… ทุกตัวแปรยังเคลื่อนที่ ยังเปลี่ยนแปลงได้ทุกวินาที เราต้องพร้อมปรับแผนจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนเคลื่อนพล” เขาหยุด แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ คัดเลือกคนที่ไว้ใจได้ให้มากที่สุด อย่าไปเสียเวลาหาหนอน เพราะมันไร้ประโยชน์ในเมื่ออาจมีหลายตัว… แต่ให้เน้นที่คนที่ ‘เชื่อคำสั่ง’ และ ‘ลงมือทันที’ เมื่อถึงเวลาเท่านั้นก็พอ”

     

    คาย่าสบตาอาเธอร์ครู่หนึ่ง มือที่กำแน่นคลายลงเล็กน้อย “เรื่องนั้นข้าจัดการได้” เธอพูดหนักแน่น “แต่ตอนนี้เจ้ากลายเป็นคนสั่งการแล้วงั้นหรือ?” เธอยกคิ้ว สายตาแฝงรอยยิ้มท้าทาย

     

    อาเธอร์ยิ้มบางๆ “หรือเจ้าอยากออกเองล่ะ?” 

     

    หญิงนักรบสาวจ้องเขานิ่ง จากนั้นก็หลุดหัวเราะ “ไม่ละ ถึงข้าจะไม่เชื่อใจเจ้าทั้งหมด… แต่อย่างน้อยตอนนี้เรามีศัตรูร่วม และเป้าหมายเดียวกัน”

     

    “แค่นั้นก็พอแล้ว” อาเธอร์พยักหน้า เขาหันไปหาเดวิดที่เงียบอยู่นานแล้วกล่าว “ส่วนข้ากับเดวิดจะกลับไปที่สภาทารอน พยายามโน้มน้าวให้พวกเขาคล้อยตาม”

     

    วาลาสเอียงศีรษะ “เจ้ามั่นใจว่าจะทำได้?” น้ำเสียงแฝงความสงสัย เขารู้สถานการณ์ของสภาพ่อค้าตอนนี้ดีว่ามันเลวร้ายแค่ไหน

     

    อาเธอร์ยิ้ม “ข้าก็พอมีวิธีอยู่บ้าง” น้ำเสียงกึ่งมั่นใจกึ่งลังเล “ต้องลองดู”

     

    คาย่าลุกขึ้น ปัดฝุ่นจากชายผ้าคลุม “ถ้าอย่างนั้น อีกสองวันก่อนเคลื่อนทัพ เราจะมาคุยเรื่องแผนรบกันอีกครั้ง”

     

    “ตกลง ตามนั้น” อาเธอร์และเดวิดลุกขึ้นพร้อมกัน ทั้งสองคำนับตามมารยาททหาร แล้วเดินออกจากเต็นท์ ผ้าเต็นท์สะบัดจากลมร้อน ทิ้งความเงียบไว้เบื้องหลัง

     

    เมื่อเงาของทั้งสองหายไป วาลาสหันไปหาคาย่า “ท่านหัวหน้า ปล่อยให้คนแปลกหน้าสองคนนี้ออกคำสั่งแบบนี้ดีหรือ?” เขาขมวดคิ้ว “พวกมันมีอะไรลึกลับซ่อนอยู่อีกมาก ข้าสัมผัสได้”

     

    คาย่าถอนหายใจ มองมือตัวเองที่ยังสั่นอยู่เล็กน้อย “ข้อมูลที่เราได้มา ข้ามีลางสังหรณ์ว่าไม่ชอบมาพากลมานานแล้ว แต่ทั้งข้าและเจ้ากลับมองไม่เห็นแผนการที่ซ่อนเอาไว้เลย” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาวาววับด้วยความมุ่งมั่น “แต่สองคนนั้น…มองทะลุเกมได้เร็วยิ่ง ทั้งยังชี้ให้เห็นภัยที่ซ่อนอยู่”

     

    คาย่ากำหมัดแน่น “ความสามารถในการวางแผนและต่อสู้ของพวกมัน…ไม่ว่าจะมองจากมุมใด พวกเราก็ไม่ควรไปเป็นศัตรูด้วยเลย” เธอลุกขึ้นยืน หลังตรงราวนักรบ “เรียกประชุมหัวหน้าทหารรับจ้างจากทุกกลุ่ม”

     

    วาลาสพยักหน้า “ขอรับหัวหน้า!” เขาคำนับแล้วก้าวออกจากเต็นท์ ฝุ่นทรายฟุ้งใต้ฝีเท้า

     

     

     

     

    ณ ประตูเมืองฝั่งตะวันตกของทารอน

     

    แสงแดดยามบ่ายทอดเงายาวลงบนถนน อาเธอร์และเดวิดเดินเคียงกันออกจากค่าย เงาทั้งสองทอดขนานไปตามแนวกำแพงเมือง เดินมาถึงประตูเมืองแล้ว

     

    ระหว่างทางมานี้เดวิดเหลือบมองอาเธอร์อยู่หลายครั้ง จนอาเธอร์เหลืออดทนไม่ไหว หยุดเดินแล้วหันขวับ “มีอะไร เดวิด? มองฉันทำไมตลอดทาง?”

     

    เดวิดหยุดตาม สายตายังนิ่ง “นายมั่นใจหรือว่าจะโน้มน้าวสภาพ่อค้าได้? ไหนจะเรื่องสั่งการรบ? ไหนจะชนะสงคราม?” เขายิงคำถามเป็นชุด “ตัวแปรมันมีมากเกินไป ทั้งกำลังรบ รูปแบบขบวนทัพ ความขัดแย้งในสภา ความภักดีของทหารรับจ้าง และที่สำคัญ…” เขาหยุดครู่หนึ่ง “เวทมนตร์ เรามีข้อมูลเกี่ยวกับมันน้อยมากๆ การวางแผนการรบให้แม่นยำแทบเป็นไปไม่ได้เลย”

     

    อาเธอร์หัวเราะแห้งๆ ส่ายหัว “ใช่ ฉันไม่มั่นใจเลยสักนิด” เขายอมรับตรงๆ น้ำเสียงราบเรียบ “นายพูดถูกเรื่อง ‘ตัวแปร’ ตัวแปรเพียงเล็กๆ ก็อาจทำลายแผนใหญ่ได้” เขาสูดลมหายใจ “ตัวแปรมีเป็นร้อยๆ และเราก็ยังรู้อะไรน้อยเกินไป”

     

    เดวิดเอียงศีรษะ มองอาเธอร์ที่ตอนนี้ดูนิ่งสงบ ไม่ขี้เล่นเหมือนเคย แต่ก็ไม่ตึงเครียดเกินไป ราวชายที่ผ่านร้อนหนาวมานับไม่ถ้วน “แล้วนายจะทำยังไง?”

     

    อาเธอร์ยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายด้วยความท้าทาย “มีตัวแปรหนึ่งที่ไม่มีใครคาดถึง ใหญ่ยิ่งกว่าพายุทะเลทรายหรืออุกกาบาตเสียอีก” เขาชี้ไปที่ตัวเองและเดวิด “ก็พวกเราสองคนนี่ไง! เราเป็นตัวแปรที่อยู่นอกสมการของทุกคน และนั่นคือสิ่งที่จะพลิกสงครามนี้!”

     

    พออาเธอร์พูดจบเขาหันหลัง เดินต่อไปโดยไม่รอคำตอบ เดวิดยืนนิ่งครู่หนึ่ง มองตามแผ่นหลังของอาเธอร์ ‘เจ้านี่…อาการเบียวเริ่มกำเริบอีกแล้วรึไง’ เขาคิดในใจ ถอนหายใจเบาๆ แต่เมื่อลืมตาขึ้น รอยยิ้มเล็กๆ ผุดที่มุมปาก เล็กจนแทบมองไม่เห็น มันปรากฏและหายไปในพริบตา

     

    เดวิดก้าวตามอาเธอร์ไปเงียบๆ แสงแดดทอดเงายาวของทั้งสองลงบนถนนฝุ่น ขณะที่เมืองทารอนรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า พร้อมปริศนาและสงครามที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

     

     

    คล้ายกับเรื่องอาณาจักรนิรันต์ ที่คุณอ่าน