พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 31 เหตุเพลิงไหม้อันน่าสะพรึง

            “ฟิ้วๆ...”

            ชายกระโปรงถูกลมพัดไปมา ทำให้นางเหน็บหนาวสั่นสะท้านจนเหอตังกุยเสียการทรงตัวไปชั่วขณะก่อนจะล้มลงกองกับพื้น สายตาพลันเหลือบเห็นเหตุการณ์ประหลาด จู่ ๆ ไฟก็ดับลงกะทันหัน

            ทันใดนั้นก็มีมือหนาสองข้างคว้าให้นางลุกจากพื้น มือด้านซ้ายคือต้วนเสี่ยวโหลว ส่วนมือด้านขวาคือ... มือใหญ่ของเกาเจวี๋ย เหอตังกุยผู้รอดพ้นจากความตายครุ่นคิดในใจ... มิแปลกใจที่เมื่อวานต้วนเสี่ยวโหลวบอกว่าพวกเขามีความสามารถในการดับไฟ ที่แท้กำลังภายในของพวกเขาก็มีลมหนาวเย็นขั้นรุนแรงแฝงอยู่ด้วย ได้ยินว่ามีสองสำนักในใต้หล้าเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีพลัง “ฝ่ามือเย็น” เช่นนั้นพวกเขามาจากสำนักอู่เจียนแห่งเต๋ออันหรือสำนักหงเหมินแห่งต้าหลี่ล่ะ?

            “แม่นาง เป็นเยี่ยงไรบ้าง? บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?” ต้วนเสี่ยวโหลวถามอย่างร้อนใจ พลางเขย่าร่างนางน้อยๆ

            “อ๊ะ?” เหอตังกุยได้สติกลับมา ก่อนคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยขอโทษชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าทำให้งานของพวกท่านพังเสียแล้ว ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” เบื้องลึกในใจของนางยังมีร่องรอยความหวาดกลัวประทับอยู่ หากเนื้อหนังสัมผัสเปลวเพลิงจะเจ็บปวดมากหรือไม่?

            “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือไม่ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” ต้วนเสี่ยวโหลวเขย่าร่างนางราวกับจะดูว่ายังแข็งแรงดีหรือไม่ ยังรู้สึกตัวหรือเปล่า

            เหอตังกุยพยายามดิ้นออกจากมือของเขา พลางยิ้มขมขื่น “ข้าถูกเขย่าจนเวียนหัวไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”

            เกาเจวี๋ยปล่อยมือเหอตังกุยทันทีที่นางลุกขึ้น ก่อนจะยืนข้างนางเงียบ ๆ ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เมื่อต้วนเสี่ยวโหลวได้ยินเหอตังกุยบอกว่าเวียนหัว เสียง “เปรี๊ยะ” ก็ดังขึ้นที่หลังมือเขาอย่างรุนแรง ต้วนเสี่ยวโหลวมองเกาเจวี๋ยด้วยสายตาโกรธเคือง “ความผิดเจ้าคนเดียว เหตุใดจึงไม่รอให้พวกข้าไปก่อนค่อยจุดไฟ? เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าวันนี้ลมแรง?”

            เกาเจวี๋ยเงยหน้าแผดเสียงลั่น “จับพวกนางมัดให้หมด ห้ามไปไหนแม้แต่คนเดียว”

            เหอตังกุยที่อยู่ด้านข้างถูกเสียงตะคอกดังราวกับเสียงฟ้าผ่าเสียดแทงแก้วหูจนต้องยกมือขึ้นปิดหูไว้ แล้วหันหน้าไปด้านข้าง... แม่ชีกลุ่มหนึ่งซึ่งมีแม่ชีไท่ซั่นเป็นผู้นำกำลังล้อมเป็นวงกลมพลางค้นหาบางอย่างในกองกระดาษนั้น

            เจ้าหน้าที่ชุดสีฟ้าสิบกว่าคนพุ่งมาจากด้านหลังเมื่อได้รับคำสั่ง แม่ชีกลุ่มหนึ่งได้ยินดังนั้นก็วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ทว่าเจ้าหน้าที่ชุดสีฟ้าทุกคนล้วนมีวรยุทธ์ พวกเขาก้าวเท้าด้วยฝีเท้าแปลกประหลาด ทุกครั้งที่ออกหมัด แม่ชีเหล่านั้นก็จะล้มลงกับพื้นทันที เพียงไม่นานก็จับแม่ชีหกคนที่กำลังแย่งของเมื่อครู่มัดด้วยเชือกสำเร็จ เหล่าแม่ชีที่มุงดูอย่างมีความสุขก่อนหน้านี้ก็ตกใจวิ่งหนีเตลิดเพราะกลัวจะติดร่างแห

            อีกด้านหนึ่ง ต้วนเสี่ยวโหลวสำรวจร่างกายของเหอตังกุย ขณะเดียวกันก็ชี้ไปที่หัวเข่าแล้วเอ่ยถาม “แม่นาง ตรงนี้มันสกปรก ด้านในบาดเจ็บหรือไม่?” จากนั้นก็ชี้ไปที่แขนเสื้อแล้วกล่าวต่อ “ตรงนี้มีรอยไหม้ ด้านในมีแผลหรือไม่?” สุดท้ายก็ชี้ไปที่หน้าอกของเหอตังกุย “ตรงนี้มีรอยขาด ด้านใน...”

            เหอตังกุยเอ่ยแทรกทันที “ขอบคุณเจ้าค่ะ กลับไปแล้วข้าจะตรวจสอบอย่างดี”

            ต้วนเสี่ยวโหลวไม่พอใจท่าทีปล่อยผ่านเมื่อครู่ของนางอย่างยิ่ง เขาจ้องมองส่วนที่ขาดเป็นรูบนชุดกระโปรงสีเหลืองราวกับต้องการมองทะลุผ่านรูนั้นว่าด้านในบาดเจ็บหรือไม่

            แม่ชีไท่ซั่นและแม่ชีอีกห้าคนที่นอนอยู่บนพื้นส่งเสียงคร่ำครวญราวกับหมูถูกเชือด หนึ่งในนั้นมองเหอตังกุยคาดหวังให้นางช่วยเหลือ ก่อนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงน่าเวทนา “คุณหนูเหอ ช่วยด้วยๆ มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ช่วยพวกเราได้” คนอื่น ๆ ต่างมองมาที่นางพลางร้องขอความช่วยเหลือเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่แม่ชีไท่ซั่น นางลืมเรื่องชั่วร้ายก่อนหน้าที่ผลักเหอตังกุยใส่กองเพลิงจนหมดสิ้น

            เหอตังกุยนึกขำในใจ นางกลายเป็นเทพผู้ช่วยเหลือชีวิตคนตั้งแต่เมื่อไรกัน ไม่ว่าใครเกิดเรื่องหรือปัญหาอะไรต่างก็ร้องขอความช่วยเหลือจากนาง แทนที่จะร้องขอจากพระโพธิสัตว์ กลับกันในขณะที่นางกำลังจะถูกไฟแผดเผา นางไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แม้แต่น้อย จะเอาปัญญาที่ไหนช่วยเหลือคนอื่น?

            ครั้งนี้ต้วนเสี่ยวโหลวไม่ให้โอกาสเหอตังกุยปฏิเสธ เขาโอบเอวของนางแล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังคา

            เจินจิ้งที่กำลังนั่งยอง ๆ ซักเสื้อผ้าอยู่ในลานเงยหน้ามองท้องฟ้าโดยไม่ตั้งใจ เมื่อเห็นเหอตังกุยอยู่ในอ้อมแขนของต้วนเสี่ยวโหลวก็พลันตกใจ ทั้งสองกระโดดลงจากหลังคา เจินจิ้งโยนไม้ตีผ้าทิ้งทันที ก่อนจะวิ่งไปอย่างรีบร้อนแล้วเอ่ยถาม “เสี่ยวอี้ เจ้าเป็นอะไร? ไม่สบายอีกแล้วหรือ?” ตอนออกจากประตูเมื่อเที่ยงยังเดินออกไปแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับนอนมาเสียอย่างนั้น

            เหอตังกุยผละจากอกที่มีกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกลี่ฮวา[1] ก่อนจะหันไปทางหน้าอกแผงใหญ่ของชายหนุ่มพลางเอ่ยเป็นรอบที่ห้า “คุณชายต้วน ข้าเดินได้จริง ๆ เจ้าค่ะ โปรดวางข้าลงเถิด” ต้วนเสี่ยวโหลวจึงค่อย ๆ วางนางลง เมื่อเหอตังกุยลงถึงพื้นก็อธิบายกับเจินจิ้งด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นอะไร เมื่อครู่ข้าไม่ระวังจึงหกล้ม ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน เจินจิ้ง เจ้ารีบไปหากระบอกไม้ไผ่ตักน้ำที่มีฝาปิดมาสองกระบอก พรุ่งนี้พวกเราจะต้องใช้มัน”

            กระบอกไม้ไผ่ตักน้ำ? เจินจิ้งเบิกตากว้าง นางเข้าใจผิดว่าเหอตังกุยอยากไล่ตนออกไปเพื่อจะได้อยู่กับคุณชายต้วนสองต่อสอง ดังนั้นเจินจิ้งจึงตอบรับฉะฉาน “หากระบอกไม้ไผ่หรือ? ได้ ๆ แต่มันหายากมาก อาจใช้เวลาสักสองสามชั่วยาม ข้าคงไม่กลับมาเร็ว ๆ นี้ พวกเจ้าคุยกันในห้องได้เรื่อย ๆ ข้าจะกลับมาตอนฟ้ามืดก็แล้วกัน” กล่าวจบก็เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เหอตังกุยพูดไม่ออกชั่วขณะ เบื้องบนเป็นพยานได้ว่านางต้องการกระบอกไม้ไผ่จริง ๆ

            ต้วนเสี่ยวโหลวมีความจำเป็นเลิศจึงยังไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เขาจ้องหน้าอกแบนราบของนางไม่ละสายตาพลางเอ่ยถาม “น้องเหอ ดูเสื้อที่ขาดของเจ้าสิ ด้านใน...”

            เหอตังกุยกลอกตา ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ด้านในสบายดี”

            ทว่าต้วนเสี่ยวโหลวก็ยังคงไม่สบายใจ “เจ้ายังไม่ดูจะรู้ได้อย่างไรว่าสบายดี? ตรวจดูเสียหน่อยดีกว่า”

            เหอตังกุยเอ่ยตอบเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้ารู้ตัวเองดี ไม่จำเป็นต้องตรวจเจ้าค่ะ”

            ภายหลัง “เหตุเพลิงไหม้อันน่าสะพรึง” ความอึดอัดใจระหว่างพวกเขาก็ลดลงไปไม่น้อย ทั้งสองเลือกจะลืมอดีตที่ต้วนเสี่ยวโหลวเคยขอเหอตังกุยแต่งงานแต่นางกลับปฏิเสธ เริ่มพูดคุยและยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ดูสนิทสนมมากกว่าตอนยังไม่ได้เอ่ยสู่ขอเสียอีก

            “จริงสิคุณชายต้วน ป่านนี้ท่านก็ยังไม่ได้พูดชัดเจน สิ่งที่ใต้เท้าเกาเผาเมื่อครู่คืออะไรกันแน่? แม่ชีไท่ซั่นถึงขั้นยอมเอาชีวิตเข้าแลก ทั้งยังจะเอาชีวิตน้อย ๆ ของข้าไปอีก” เมื่อเห็นท่าทางพูดไม่ออกของต้วนเสี่ยวโหลว เหอตังกุยก็ยิ่งรู้สึกสงสัย “เอ่อ...เป็นความลับที่น่าตกใจในวัดสุ่ยซัง คงพูดไม่ได้กระมัง?”

            ต้วนเสี่ยวโหลวกระแอมหนึ่งที ก่อนจะอธิบาย “สิ่งที่แม่ชีไท่ซั่นต้องการแย่งคืนคือใบเสร็จที่นางปล่อยเงินกู้ แม้เมื่อคืนนี้พวกเราจะค้นเจอใบเสร็จจำนวนหนึ่งแต่ก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร จึงหยิบไปหนึ่งใบแล้วนำส่วนที่เหลือไว้ที่เดิม เมื่อแม่ชีไท่ซั่นกลับมาที่ห้อง นางอาจจะไม่ทันสังเกตว่ามีอะไรหายไปหรือไม่ คงจะเอาแต่นึกว่าตนโชคดีที่หลบเลี่ยงการค้นหาได้ วันนี้ลู่เจียงเป่ยจึงนำใบเสร็จมาตรวจดู พบว่าเป็นใบเสร็จกู้เงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงจนน่าตกใจ น้องเหออาจยังไม่รู้ กฎหมายของต้าหมิงนั้น แม้จะอนุญาตให้ปล่อยเงินกู้ส่วนตัว แต่ดอกเบี้ยจะต้องอยู่ที่สี่เท่าครึ่งของร้านเงินทั่วไป ทว่าดอกเบี้ยที่แม่ชีไท่ซั่นกำหนดนั้นสูงกว่าหลายเท่า ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “รับดอกเบี้ยเละ” ”

            เหอตังกุยพยักหน้า เรื่องแม่ชีไท่ซั่นปล่อยดอกเบี้ยสูงนั้น นางเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าชาติที่แล้วแม่ชีไท่ซั่นคิดค่าเช่านาของครอบครัวเจินจิ้งสูงมาก เห็นได้ชัดว่าดอกเบี้ยสูงลิ่ว นางเอ่ยต่อจากต้วนเสี่ยวโหลว “ฉะนั้นวันนี้พวกท่านจึงไปคิดบัญชีย้อนหลังกับแม่ชีไท่ซั่น โดยนำใบเสร็จทั้งหมดของนางมาเผาเพื่อลงโทษ แม่ชีเหล่านั้นอาจมีข้อตกลงเรื่องผลประโยชน์ร่วมกับแม่ชีไท่ซั่นก็เป็นได้ จึงช่วยนางแย่งชิงใบเสร็จเหล่านั้น แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้และถูกจับ” ฮ่า ๆ ภาพ “ทหารจับแม่ชี” เมื่อครู่ช่างเป็นภาพที่น่าขันยิ่งนัก

            ต้วนเสี่ยวโหลวคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ย “น้องเหอฉลาดจริง ๆ พูดได้ถูกต้อง เช้าวันนี้ตอนที่ข้ายึดใบเสร็จเหล่านั้น แม่ชีไท่ซั่นตาลีตาเหลือกตะโกนเรียกลูกศิษย์ของนาง “ฟังข้า หากใครแย่งใบเสร็จมาได้ ข้ามีรางวัลให้สิบตำลึงและจะเลื่อนตำแหน่งให้ดูแลห้องโถง” แม่ชีเหล่านั้นจึงใช้สิทธิประโยชน์ของการเป็นสตรีเพศวิ่งกรูเข้ามาแย่งใบเสร็จไปจำนวนหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง ข้าไม่อยากทำร้ายพวกนาง ถึงอย่างไรพวกนางก็ถูกแม่ชีไท่ซั่นใช้ประโยชน์ แต่เกาเจวี๋ยชั่วร้ายผู้นั้นกลับทำร้ายพวกนางเพื่อนำใบเสร็จกลับมา ทั้งยังชี้หน้าด่าข้าว่าข้าไม่มีประโยชน์ เฮอะ แม้แต่สตรีเขาก็ยังกล้าลงมือ ช่างเป็นคนไม่มีความรู้สึก ไม่มีคุณธรรมเสียจริง...”

            เหอตังกุยคลี่ยิ้ม “แม่ชีส่วนใหญ่ในวัดแห่งนี้ล้วนเป็นสตรีในป่าในเขา แต่ไหนแต่ไรไม่เคยพบเห็นยอดฝีมือ จึงอาศัยคนมากคิดว่าจะเอาชนะพวกท่านได้ พวกนางไม่รู้ว่าความจริงแล้วในสายตาของเหล่ายอดฝีมือ พวกนางเปรียบเสมือนฝุ่นเม็ดเล็ก เพียงยกมือก็สลัดออกได้” เหอตังกุยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “พวกนางได้รับบทเรียนไม่น้อย แม้จะขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แต่ถึงอย่างไรพวกนางก็เป็นเพียงคนโง่เขลากลุ่มหนึ่ง พวกท่านคงไม่ลงโทษพวกนางรุนแรงใช่หรือไม่?”

            ต้วนเสี่ยวโหลวมองนางด้วยสายตาอบอุ่น พลางเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าคิดจะขอร้องแทนพวกนางอย่างนั้นหรือ?” เสียงหัวเราะทำให้แผงอกของเขาสั่นไหว กลิ่นลี่ฮวาอ่อน ๆ พลันอบอวลขึ้นมา

            เหอตังกุยไม่อยากจะเชื่อ ทันใดนั้นก็คิดถึงเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่ง "จริงสิ เมื่อครู่นอกจากใบเสร็จของแม่ชีไท่ซั่นแล้ว ยังมีสมุดมากมายที่ถูกเผาไปด้วย เป็นสมุดบัญชีลับที่นางบันทึกไว้หรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นก็น่าแปลก... ไม่มากเกินไปหน่อยหรือ?"

            ต้วนเสี่ยวโหลวลังเลครู่หนึ่งก่อนเอ่ยความจริง “สมุดเหล่านั้นคือหนังสือชุนกง[2] ค้นเจอในห้องทำสมาธิของแม่ชี”

            “อ้อ...” เหอตังกุยกระอักกระอ่วนเล็กน้อย หากนางรู้แต่แรกคงไม่ถามละเอียดถึงเพียงนี้

            เมื่อเห็นสีหน้า “เขินอาย” ของนางเป็นครั้งแรก ต้วนเสี่ยวโหลวก็ยิ้มอย่างมีความสุขพลางเอ่ย “จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องปกติที่จะพบหนังสือเช่นนี้ในบ้านของทุกคน แต่อย่างไรที่นี่ก็เป็นวัด การซ่อนหนังสือเช่นนี้ไว้ในวัดทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต้องแปดเปื้อน เว่ยเหวินโจวผู้นำการค้นหาเมื่อคืนเป็นคนเคร่งครัดมาก จึงยึดหนังสือเหล่านั้นมาทั้งหมด นับแล้วมีสองร้อยเล่ม”

            เหอตังกุยกะพริบตาปริบ ๆ “เช่นนั้นหรือ เป็นถึงแม่ชีแต่ไม่เคารพศีลธรรม พวกนางมีกฎของตนก็ควรใช้กฎเหล่านี้จัดการ มิสู้เชิญแม่ชีไท่ซีมาควบคุมดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง พวกท่านจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบการลงโทษนี้อีก ดีหรือไม่?”

            ในเวลานี้เหอตังกุยเข้าใจแล้วว่าเหตุใดก่อนหน้านี้แม่ชีไท่ซั่นจึงเกรงใจนางถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็ต้องการให้นางออกหน้าช่วยเหลือเรื่องฉาวโฉ่เช่นนี้ หากเรื่องที่วัดสุ่ยซังมีหนังสือชุนกงซ่อนไว้ถึงสองร้อยเล่มแพร่ออกไป ที่นี่อาจไม่มีผู้แสวงบุญมากราบไหว้บูชา สุดท้ายก็จะเปลี่ยนเป็นซ่องโสเภณี อย่างไรเสีย แม่ชีไท่ซั่นกับนางยังคงต้องพึ่งพาอาศัยกัน เมื่อนางบรรลุเป้าหมาย นางก็จะช่วยเหลือแม่ชีเหล่านั้นสักครั้ง

            ต้วนเสี่ยวโหลวขมวดคิ้วงาม สายตาฉายแววรู้สึกผิด “คนอื่นข้าไม่สน แต่แม่ชีไท่ซั่นผู้นั้นใจคอโหดเหี้ยมนัก ข้าจะทำให้นางได้บทเรียนสักครั้ง”

            เหอตังกุยไหวไหล่พลางเอ่ยวิเคราะห์อย่างใจเย็น “แม่ชีไท่ซั่นปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูง บทลงโทษสูงสุดคือ “ทำลายใบเสร็จ” และพวกท่านได้ทำสิ่งนั้นไปแล้ว ก่อนหน้านี้แม่ชีไท่ซั่นลากข้าเข้ากองเพลิง แต่ข้าไม่ได้รับบาดเจ็บ การกระทำของนางจึงถือว่าเป็น “การพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นแต่ไม่สำเร็จ” นางสามารถโต้แย้งได้ว่าตนเพียงรีบร้อนอยากจะดับไฟจนลืมปล่อยมือข้า ท้ายที่สุดนางก็จะอ้าง “สิทธิ์สามข้อใหญ่ของนักบวช” ทำให้ “การลงโทษอาญาล่าช้าออกไป” ฮ่า ๆ ๆ มากที่สุดก็เสียเงินค่าปรับ แม้แต่คุกก็คงไม่ต้องเข้าเสียด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น พวกท่านเผาหลักฐานการกู้เงินดอกเบี้ยสูงของนางไปแล้ว ทำให้นางต้องสูญเสียเงินก้อนใหญ่ นางอาจพุ่งเป้าไปที่ครอบครัวชาวนาที่เช่านาทำมาหากิน เรียกเก็บเงินคนเหล่านั้นเพิ่ม เรียกว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปลาเล็กกินกุ้งฝอย”

            ต้วนเสี่ยวโหลวมองเด็กสาวร่าเริงตรงหน้าเอ่ยเจื้อยแจ้ว อดที่จะลูบศีรษะของนางมิได้ ก่อนจะเอ่ยปลอบใจ “เจ้าไม่ต้องกังวล แม้ไม่มีข้อกล่าวหาใดทำร้ายแม่ชีไท่ซั่นได้ แต่ข้าจะทำให้นางได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาสม”

            “ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ” เหอตังกุยรั้งชายแขนเสื้อของเขาพลางห้ามปราม “คุณชายต้วนฟังข้าให้ดี ข้าไม่ต้องการให้ท่านใช้อำนาจของจิ่นอีเว่ยจัดการเรื่องนี้ และไม่ต้องการให้ช่วยข้าจัดการแม่ชีไท่ซั่น” สิ่งที่นางติดค้างข้า ข้าจะใช้วิธีการของข้าเอามันกลับคืนมา ข้าไม่อยากยืมมือของใครและไม่อยากติดค้างน้ำใจของเจ้าไปมากกว่านี้ ข้าเข้าใจดีว่าติดค้างเงินนั้นคืนง่าย แต่ติดค้างน้ำใจนั้นชดใช้ยาก




    --------------------------------------------------------------------------------


            [1] ดอกลี่ฮวา หมายถึงดอกสาลี่

            [2] หนังสือชุนกง หมายถึงหนังสือภาพลามกอนาจารของชายหญิง


    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน