ทางด้านไป๋เฉียนฉิงได้รับการช่วยเหลือจากองครักษ์มือดีในตระกูลไป๋ที่พ่อของไป๋เฉียนฉิงได้สั่งการลงไปให้ตามหานางให้พบ ถึงแม้ว่าตอนที่พวกเขามาพบจะเจอนางอยู่บนต้นไม้สภาพร่อแร่ เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล พวกเขาจึงได้รีบพานางกลับไปรักษาที่จวน
พอมาถึงจวนสาวใช้ทุกคนก็พากันวิ่งวุ่นเพื่อพลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและช่วยกันทำความสะอาดร่างกายของไป๋เฉียนฉิง ที่ตอนนี้สภาพแทบจะดูไม่ได้ นางนั้นได้สลบไปนานแล้ว
"เร็วรีบรักษาลูกข้า ท่านหมอ"
เสนาไป๋มองดูลูกสาวอย่างเวทนา นางไปทำอีท่าไหนจึงกลับมาสภาพเหมือนศพเช่นนี้
"ให้ข้าขอดูอาการก่อน"
หมอจับชีพจร และดูบาดแผลฉกรรจ์ ก่อนจะพยักหน้า
"บาดแผลลึกมาก มียาตัวหนึ่งช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง และจะช่วยไม่ให้มีแผลเป็น ต้องใช้เวลานานกว่าแผลจะสมานกัน แต่ยาตัวนี้ค่อนข้างมีราคาแพงมาก"
หมอหานหันไปกล่าวกับเสนาไป๋
"จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ข้าก็ยินดีจ่าย"
ขอแค่ลูกสาวของเขาปลอดภัยต่อให้ต้องใช้เงินจนหมดจวนเขาก็ยอม
ยาที่ท่านหมอหานบอกนั้นคือยาที่ทำมาจากดอกไม้พันราตรีซึ่งมีแต่ร้านของฟางเหม่ยหลิงเท่านั้นที่ขายยาชนิดนี้ และราคายาชนิดนี้ค่อนข้างแพงมาก
"หนึ่งเม็ด ราคายา 10,000 ตำลึง"
หมอหานบอกราคายา เพราะเขาเคยเข้าไปถามราคายาตัวนี้มาแล้ว
"ราคาแพงขนาดนี้เชียวหรือ"
เสนาไป๋อึ้งกับราคายา แต่แม้จะแพงถ้ามันช่วยลูกสาวเขาได้ เขาก็ยินดี เขาไม่อยากให้ลูกสาวต้องมีแผลเป็นไปตลอดชีวิต
"ข้ายินดีจ่ายท่านหมอนำยามาให้ลูกข้ากินเถิด"
"เสนาไป๋ที่ข้าไม่มียาตัวนี้หรอก ต้องไปซื้อที่ร้านยาตระกูลฟางเท่านั้น มีขายแค่ที่เดียว"
"เพ้ย นี่ข้าจะต้องไปซื้อยาจากตระกูลนี้หรือ"
เขายังแค้นไม่หายเพิ่งทะเลาะกับตาเฒ่าตระกูลฟางไปหยกๆเรื่องที่ไป๋เฉียนฉิงหายตัวไป และทั้งสองตระกูลนั้นเกลียดกันมากจะให้เขาไปซื้อยาจากตระกูลนี้ได้อย่างไร
"ท่านหมอมีวิธีอื่นหรือไม่ ยาตัวอื่นที่ใช้ได้ดี"
หมอหานนั้นพอจะรู้อยู่บ้างว่าทั้งสองตระกูลนี้ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่
"มีแต่มันสรรพคุณไม่เทียบเท่ากัน อาจจะใช้เวลารักษานานมากหน่อย อาจจะมีแผลเป็น"
"แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร ข้าไม่อยากไปขอซื้อยาจากตระกูลนั้น"
เสนาไป๋รู้สึกหงุดหงิด
"เอาอย่างนี้แล้วกันท่านเสนา ข้าจะเป็นคนออกหน้าไปซื้อยานี้เอง พวกเขาไม่รู้หรอกว่าข้าซื้อยามาให้ท่าน"
"ขอบคุณมากท่านหมอหาน ข้าขอรบกวนท่านด้วย"
เท่านี้เขาก็ค่อยโล่งใจหน่อย
.........................
ฟางเหม่ยหลิงเองหลังจากกลับมาจากป่านางก็นอนพักผ่อนร่างกาย มีหมอหลวงเข้ามาดูอาการจัดยาให้นางตามคำสั่งขององค์ชายแปด พวกเขานั้นไม่กล้าขัดและดูแลนางเป็นอย่างดี ส่วนเสี่ยวไป๋นั้นไม่อยู่เขาไปจำศีลในถ้ำยังไม่กลับมา เลียงลี่กับเหมียนมี่ช่วยกันดูแลทายาและทำแผลให้กับเธอ ตอนที่ทุกคนที่จวนเห็นสภาพเธอตอนที่กลับมา ก็พากันตกใจกับสภาพที่เหมือนกับขอทานของเธอ แต่ทุกคนก็โล่งใจที่เธอกลับมาอย่างปลอดภัย ท่านปู่เข้ามาลูบหัวของเธออย่างอ่อนโยน เลียงลี่กับเหมียนมี่ก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น
"หลิงเอ๋อ สีหน้าเจ้าดีขึ้นมากเลยนะ"
"สบายมากเพคะ ได้กินยาที่ทำจากดอกไม้พันราตรีแล้วยิ่งรู้สึกว่าดีขึ้นมากเพคะ"
"เก่งจังนะ ตอนทำแผลก็ไม่ร้องเลย"
"ทนได้เพคะ"
"งั้นเจ้านอนหลับพักผ่อนซะเถอะแล้วข้าจะมาเยี่ยมอีก"
"เพคะ องค์ชาย"
..............................
ผ่านไปหลายวันอาการของนางดีขึ้นมากถึงแม้จะไม่หายสนิทเพราะแผลมันต้องใช้เวลานานถึงจะสมานกัน แต่เธอก็ไม่อยากอยู่ว่างๆ นั่งๆนอนๆมาหลายวัน หลังจากที่เธอกลับมาถึงที่จวนเธอก็ได้เอาพืชสมุนไพรทุกอย่างในกำไลมิติออกมาและให้ สองสาวใช้ช่วยกันสั่งงานให้บ่าวรีบเอาไปปลูก ก่อนที่เธอจะมานอนแหง็กที่เตียง วันนี้เป็นวันที่อากาศดีเธอจึงอยากมาดูแปลงสมุนไพรที่เก็บออกมาจากป่าว่าพวกมันเป็นอย่างไรกันบ้าง สมุนไพรหลากหลายชนิด หลากหลายพันธุ์ ถูกปลูกไว้จนเต็มสวนไม่มีต้นไหนตาย พวกมันได้รับการดูแลอย่างดีดินน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่ละพันธุ์ล้วนหายากเพราะเธอเก็บมาจากในป่าลึกที่ไม่มีใครกล้าเข้าไป
การขายยาทำให้เธอร่ำรวยและเงินทองที่ขายยาได้เธอเก็บมันไว้ในห้องลับจนตอนนี้มีเงินทองมากมายอยู่หลายหีบเลยทีเดียวและเมื่อไม่นานมานี้ร้านของเธอก็เพิ่งขายยาลูกกลอนที่ทำจากดอกพันราตรีไปได้ ได้เงินมา 10,000 ตำลึง เธอจึงได้ให้บ่าวช่วยขยายแปลงพืชสมุนไพรมากยิ่งขึ้นเพื่อจะได้ปลูกสมุนไพรให้มีครบครันมากกว่านี้จะได้ไม่ต้องไปซื้อจากที่อื่นให้เปลืองเงิน เพราะบางทีสมุนไพรมีไม่พอเธอจึงต้องรับซื้อจากที่อื่นด้วย แต่ตอนนี้เธอจะหาสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงยาทุกชนิดมาไว้ที่จวนของเธอให้หมด สาวใช้และบ่าวในจวนของเธอที่เก่งๆนั้นมีหลายคน ที่สามารถปรุงยาง่ายๆได้แล้วเธอจึงใช้จวนของเธอเป็นโรงงานนรกใช้ผลิตยาและนำไปจำหน่ายที่ร้าน ตอนนี้ร้านยาของเธอจึงเป็นร้านยาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเลยก็ว่าได้ เพราะใครๆต่างก็รู้จัก ร้านยาตระกูลฟาง
"ต่อเติมร้านเพิ่มสักหน่อยดีกว่า"
เธอคิดว่าพื้นที่ยังเหลืออยู่เยอะทำให้ร้านใหญ่ไปเลยดีกว่า
"เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ เพราะยังมีพื้นที่ข้างๆเหลืออยู่ถ้าต่อเติมอีกนิดร้านก็จะใหญ่ขึ้นมากเลยเจ้าค่ะ"
เหมียนมี่เองก็เห็นด้วย
"เหมียนมี่เจ้าไปจัดการให้ทีนะ"
"เจ้าค่ะ"
เหมียนมี่นั้นเวลาเธอใช้งานอะไรไปก็จะได้ดั่งใจทุกครั้งตอนนี้ร้านของเธอกำลังมีคนงานมาก่อสร้างต่อเติมร้านให้ใหญ่กว่าเดิมซึ่งเธอปิดร้านชั่วคราว และระหว่างที่กำลังต่อเติมร้าน เธอก็ให้ทุกคนผลิตยาเตรียมไว้และคอยสอนการปรุงยาให้ทุกคนได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้นเพิ่มระดับความยากไปทีละนิด เธอนั้นประทับใจกับคนในจวนของเธอมากเพราะทุกคนนั้นหัวไว อาจเป็นเพราะพวกเขาเป็นแค่สาวใช้เป็นแค่บ่าวไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ได้เรียนการปรุงยาเหมือนลูกคุณหนู จึงทำให้พวกเขาดูต่ำต้อยไร้ค่าดูไม่มีความรู้ แต่ถ้าสอนพวกเขาสักหน่อยให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ พวกเขาก็สามารถเก่งได้ทำได้ไม่แพ้คุณชาย คุณหนูตระกูลใดเลย เผลอๆอาจจะเก่งกว่าบางคนด้วยซ้ำ
นอกจากจะสอนคนอื่นแล้วตัวเองก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมากนอกจากเรียนและปรุงยาไว้ขายแล้วเธอก็ยังต้องคอยต้อนรับองค์ชายแปดที่แวะมาเยี่ยมเธอทุกวัน พร้อมกับหมอหลวงและยาบำรุงอีกสารพัด จนเธอกินแทบไม่ไหว
"โสมนี่เจ้าให้คนเอาไปต้มดื่มนะจะได้แข็งแรง"
วันนี้เขาก็มาอีกตามเคยพร้อมของบำรุง
"กินไม่ไหวแล้วเพคะ"
"ไม่ได้เจ้าต้องกินให้หมดนะ มันมีประโยชน์มาก"
"จะพยายามนะเพคะ"
เธอได้แต่ทำเอือมกับของบำรุงที่กินแทบทุกวันจนอยากจะอ๊วก
"ข้าคงไม่ได้มาหาเจ้าหลายวัน เพราะต้องไปปราบโจรตามรับสั่งของเสด็จพ่อ เจ้าดูแลตัวเองดีๆนะ"
"ระวังพระองค์ด้วยนะเพคะ"
เธอรู้สึกห่วงเขาขึ้นมา
"ข้าจะรีบกลับมานะ"
เขาดึงมือของเธอเข้าไปหอมก่อนจะเดินยิ้มออกไป เธอได้แต่อมยิ้มกับการกระทำของเขา
เพียงไม่กี่วันจากการต่อเติมร้านก็เสร็จสิ้นร้านจึงได้เปิดทำการอีกครั้ง คราวนี้ร้านยาของเธอใหญ่โตกว่าเดิมถือได้ว่าเป็นร้านยาที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นเหลียงเลย ผู้คนในเมืองต่างพูดกันว่าตอนนี้ตระกูลฟางร่ำรวยมากเพราะมีร้านยาใหญ่โต และยังต่อเติมร้านเพิ่มอีก คงไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหนแล้ว
ตอนนี้นอกจากจะขายยาให้คนในแคว้นเธอยังขยายตลาดขายยาให้กับทุกแคว้นจะมีเถ้าแก่จากร้านยาในเมืองหลวงของแคว้นอื่นๆมาติดต่อขอซื้อยาของเธอเพื่อนำไปขายที่แคว้นตัวเอง การค้าขายของเธอจึงขยายขอบเขตมากยิ่งขึ้น และสามารถกระจายสินค้าไปตีตลาดยังแคว้นอื่นได้เป็นผลสำเร็จ ช่วงนี้จึงจะเห็นได้ว่ามีพ่อค้าแม่ค้าแวะเวียนเข้ามาที่ร้านยาตระกูลฟางกันเยอะมากขึ้น เพราะยาของเธอนั้นมีราคาไม่แพงจึงทำให้พวกเขาพึงพอใจมาก เพราะสามารถนำไปขายบวกกำไรเพิ่มได้
ถ้าเรื่องยาแล้วแคว้นเหลียงถือว่าเป็นหนึ่ง ถ้าเรื่องเครื่องประดับแคว้นซ่งถือว่าเป็นหนึ่ง ถ้าเรื่องเสื้อผ้าแพรพรรณต้องยกให้แคว้นเว่ยเป็นหนึ่ง แต่ละแคว้นก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ทั้งสามแคว้นล้วนเป็นพันธมิตรกันและแลกเปลี่ยนค้าขายกันมานาน
.............................
ที่พำนักชั่วคราว ของจวินเถา
"หึย ทำไมพวกมันยังไม่ตายอีก"
หลังจากที่ออกจากป่านางก็ต้องมาเก็บตัวเงียบเพื่อรักษาบาดแผล เพราะนางไม่อยากให้ใครรู้ว่านางบาดเจ็บเพราะอะไร นางจึงไม่ได้สำนักวังบาดาลมาหลายวันโดยแจ้งกับทางสำนักว่านางไม่สบาย
"คุณหนูอย่าเพิ่งโมโหไป จิบน้ำชาก่อนเจ้าค่ะ"
ถังลี่สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากเมืองซ่งค่อยๆรินชาให้
"พวกมันยังไม่ตาย จะให้ข้าใจเย็นอยู่ได้เช่นไร"
"แต่ตอนนี้ได้ยินข่าวลือว่าพวกนางบาดเจ็บหนักจนอาจจะมีแผลเป็นไปตลอดชีวิตก็ได้นะเจ้าค่ะ ทีนี่ก็จะไม่มีใครงดงามกว่าคุณหนูของบ่าวแล้วเจ้าค่ะ"
''ขอให้มันจริงเถอะ ข้าจะได้สุขสมหวังดั่งใจสักที''
จวินเถาคาดหวังขอให้ข่าวลือนี้คือเรื่องจริง
...........................
ตำหนักองค์ชายสี่หลงเป่าเฟย
"ท่านแม่เมื่อไหร่ท่านพ่อจะเลิกกักบริเวณข้าสักที ข้าเบื่อเต็มทน"
หลงเป่าเฟยหลังจากที่เขาได้ทำการลักพาตัวฟางเหม่ยหลิงแต่ไม่สำเร็จ หลงเจี่ยนหยางก็ได้บุกมาถล่มถึงตำหนักของเขาและพยายามจะสังหารเขาเกิดการต่อสู้กันขึ้น จนเป็นเหตุให้องค์จักรพรรดิต้องมาสงบศึกด้วยตัวเอง หลงเจี่ยนหยางจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นเสด็จพ่อฟัง องค์จักรพรรดิพอได้ฟังเรื่องทั้งหมดจึงได้คาดคั้นสอบถามความจริงจากหลงเป่าเฟย จนในที่สุดเขาก็ต้องยอมรับออกมา จึงทำให้องค์จักรพรรดิโกรธและต้องทำโทษเขาโดยการกักบริเวณแบบไม่มีกำหนดและห้ามออกจากตำหนักไปไหนจนกว่าจะได้รับอนุญาติโดยองค์จักพรรดิเองก็ได้ขอหลงเจี่ยนหยางว่าอย่าได้ฆ่าฟันกันเลย ถึงเขาจะทำผิดแต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นองค์ชายเป็นพี่น้องกับเขาเป็นลูกของเสด็จพ่อเหมือนกัน หลงเจี่ยนหยางเห็นแก่เสด็จพ่อเขาจึงได้กลับออกมา โดยไม่ได้สังหารหลงเป่าเฟย
เขาโดนกักบริเวณนานมากจนชักเริ่มเบื่อและอยากออกไปข้างนอกเต็มทีจึงได้อ้อนวอนขอร้องเสด็จแม่ของเขาให้ช่วยทูลขอเสด็จพ่อ เลิกกักบริเวณเขาได้แล้ว
"เอาเถอะ แม่จะลองไปอ้อนวอนขอเสด็จพ่อเจ้าดู แต่สำเร็จหรือไม่นั้นแม่ไม่รู้นะ"
"นานขนาดนี้แล้วข้าว่าเสด็จพ่อคงหายโกรธข้าแล้วละ"
"ก็ไม่แน่หรอกเสด็จพ่อของเจ้ารักแต่หลงเจี่ยนหยางอะไรๆก็ตามใจไปหมดเสียทุกอย่าง"
"ใช่ ลูกก็เป็นลูกของเสด็จพ่อเช่นกัน แต่เหตุใดเสด็จพ่อถึงลำเอียงเข้าข้างแต่หลงเจี่ยนหยางตลอด"
เขาเองก็รู้สึกไม่ใคร่พอใจนัก
"แต่อย่างไรลูกของแม่ก็จะได้ขึ้นครองบัลลังก์แน่นอน แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าได้เป็นองค์จักรพรรดิ"
"ข้าจะได้เป็นจักรพรรดิก็ต่อเมื่อหลงเจี่ยนหยางตายเท่านั้น"
"ต้องมีสักวันที่มันเป็นวันของเราสองแม่ลูก"
พระสนมไฉ่เหรียนมองสบตากันกับลูกชาย
........................
ตำหนักขององค์จักรพรรดิ์
"ฝ่าบาทหม่อมฉันมาทูลขอร้องฝ่าบาท ให้เลิกกักบริเวณเป่าเฟยได้แล้วเพคะ เขานั้นโดนทำโทษมานานพอแล้ว ตอนนี้เขาอยากจะออกไปข้างนอกบ้าง"
"ถ้าเขาสัญญาว่าจะไม่ไปก่อเรื่องอีก ข้าก็จะยกเลิกกักบริเวณ"
จักพรรดิ์หลงฉีวางแว่นตาลงก่อนจะหันไปพูดกับพระสนมไฉ่เหรียน
"แน่นอนเพคะ ข้าได้บอกเป่าเฟยแล้ว เขาจะไม่สร้างความเดือดร้อนอีกแล้ว"
"เช่นนั้นก็ได้"
"ขอบพระทัยเพคะ"
พระสนมไฉ่เหรียนยิ้มอย่างยินดี
.................................
จวนตระกูลฟาง
"เหมียนมี่เจ้ารู้จักโรงประมูลไหนบ้างที่อยู่ในแคว้นเรา"
ตอนนี้เธอสนใจเรื่องการนำยาประมูลขายเธอก็ไม่ได้หวังกำไรอะไรมากแต่ที่ทำเช่นนี้ เพื่อโปรโมทร้านของเธอให้โด่งดังมากยิ่งขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเองมากยิ่งขึ้น ถ้าได้ประมูลละก็ร้านยาของเธอจะต้องเป็นที่แรกๆที่คนนึกถึงแน่
"รู้เจ้าค่ะ โรงประมูลเฟิงอี้ เป็นโรงประมูลใหญ่ที่สุดในแคว้นเจ้าค่ะ"
นางนั้นรู้จักร้านรวงโรงประมูลต่างๆทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในแคว้น ไม่มีอะไรที่นางไม่รู้
''ข้าต้องการให้เจ้านำยาไปประมูล"
"ยาอะไรหรือเจ้าคะ ถึงกับต้องเอาไปประมูล"
"ยารักษาโรคหัวใจ"
"คุณหนูปรุงมันขึ้นมาหรือเจ้าคะ ข้าเคยได้ยินว่าถ้าใครเป็นโรคหัวใจ ก็ไม่มีทางรักษาได้ต้องตายสถานเดียว"
"ใช่ เพราะสมุนไพรที่จะใช้ปรุงยามันหายากมากนะสิ"
แต่เธอกลับเจอมันขึ้นอยู่ในป่าลึกหลังสำนักวังบาดาลถึงได้มาไม่กี่ต้นแต่เธอก็นำมาลงดินปลูกเพื่อขยายพันธ์แล้วบางส่วน ตอนนี้เธอใช้เพียงหนึ่งต้น สามารถทำยารักษาโรคหัวใจได้หนึ่งเม็ด มันเป็นของล้ำค่ามากในตำรายามีบอกไว้ว่า มันช่วยรักษาโรคหัวใจได้แค่เพียงต้นเดียวนำมาปรุงยา เมื่อกินเข้าไปก็จะหายทันที เป็นสมุนไพรที่วิเศษมาก เธอเจอมันตอนออกมาจากถ้ำที่มีงูยักษ์เฝ้ากำไลอยู่ นับว่าเป็นโชคดีโดยแท้
"สมุนไพรจันทร์โลหิต ข้าเจอมันในป่า ข้านำมาปรุงยาได้ในระดับสาม มีหนึ่งเม็ด เจ้าเอาเข้าโรงประมูลที"
"เจ้าค่ะ"
เธอให้จื่อหวินที่ตอนนี้ยังอยู่ที่จวนของเธอตามคำสั่งขององค์ชายแปด ติดตามไปกับเหมียนมี่ด้วยเพราะยาตัวนี้มีราคามาก เธอเลยต้องป้องกันไว้ก่อนและเธอก็อยากให้ทั้งสองคนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย
............................
โรงประมูลเฟิงอี้
ในโรงประมูลคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังนั่งประจำตามจุดต่างๆที่ทางโรงประมูลจัดไว้ให้ โดยโรงประมูลแห่งนี้ถือว่าใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง โรงประมูลมีสองชั้น ชั้นแรกสำหรับลูกคุณหนูคุณชายทั่วไปบุคคลธรรมดาที่พอจะมีเงินมาประมูลของ มีโต๊ะสำหรับให้นั่งและด้านหน้าเป็นเวทีประมูล
ชั้นสองมีไว้สำหรับบุคคลพิเศษเท่านั้น แขกชนชั้นสูง ราชนิกุล คุณหนู คุณชายตระกูลใหญ่ ที่ร่ำรวยมาก แบ่งเป็นห้องๆ แต่ละห้องจะมีม่านบังเอาไว้ไม่ให้ใครเห็นบุคคลภายในได้
วันนี้มีคนมาที่โรงประมูลเยอะเหมือนดั่งเช่นเคย ทำให้เถ้าแก่โรงประมูลเฟิงอี้ยิ้มไม่หุบ เพราะในวันนี้เขามียาวิเศษที่เพิ่งได้รับมาเข้าประมูลด้วย ยาลูกกลอนจันทร์โลหิต วันนี้จะต้องทำให้คนฮือฮาได้แน่ แล้วโรงประมูลของเขาก็จะต้องมีชื่อเสียงยิ่งๆขึ้นไปอีก
โรงประมูลกำลังประมูลสินค้าไปเรื่อยๆแต่ก็ไม่มีอะไรทำให้หวือหวามากนักจนผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
"วันนี้โรงประมูลของเรามีสินค้าชิ้นพิเศษมานำเสนอให้กับแขกพิเศษของเราในวันนี้ นั่นคือ ยาลูกกลอนจันทร์โลหิต ระดับสาม ที่รักษาโรคหัวใจได้ พวกท่านคงทราบกันดีว่ายาตัวนี้หายากมากเพราะสมุนไพรจันทร์โลหิตที่ใช้ในการปรุงยาใช่ว่าจะหาเจอได้ง่ายๆ"
ยาลูกกลอนจันทร์โลหิตที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือถูกนำมาวางไว้ตรงกลางของแท่นประมูล
"ยาลูกกลอนตัวนี้ถูกปรุงโดยศิษย์สำนักวังบาดาล ศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก คุณหนูฟางเหม่ยหลิง และเป็นเจ้าของร้านยาตระกูลฟางนั่นเอง ยาลูกกลอนจันทร์โลหิตเราเปิดประมูลที่ 1000 ตำลึง"
"ข้าให้ 2000 ตำลึง"
"ข้าให้ 3500 ตำลึง"
"ข้าให้ 4000 ตำลึง"
"ข้าให้ 5000 ตำลึง"
"ข้าให้ 6000 ตำลึง"
"ข้าให้ 7000 ตำลึง"
"10,000 ตำลึง"เสียงของหญิงวัยกลางคนดังออกมาจากห้องชั้นสอง
ฮูหยินวัยกลางคนที่อยู่ชั้นสองยิ้มอย่างพึงพอใจที่ใบหน้าของนางมีน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม นางใช้ผ้าเช็ดหน้าค่อยๆซับน้ำตา นางดีใจที่สามารถประมูลยานี้มาได้ ไม่คิดเลยว่าวันนี้นางจะโชคดีลูกชายของนางป่วยเป็นโรคหัวใจมานานแล้ว เขาที่เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลกับมาเจ็บออดๆแอดๆ นางพยายามหาหมอมารักษาและทำทุกวิธีทางยาทุกอย่างที่ว่าดีนางก็เสาะแสวงหามาให้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อาการของเขาดีขึ้นเลย คู่หมั้นของเขาที่เห็นเขาเจ็บออดๆแอดๆก็เลยถอนหมั้นไป แต่งงานกับคนอื่น ทำให้เขาเสียใจและพยายามจะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่นางก็ห้ามเอาไว้ได้ วันนี้นางก็ตั้งใจมาหายาดีๆที่โรงประมูลเหมือนเช่นเคย เพราะหวังว่าจะมียาตัวใดพอช่วยได้บ้าง แต่วันนี้นางกับได้โชคใหญ่มียาที่รักษาโรคหัวใจได้มาประมูลพอดี ต้องขอบคุณคุณหนูตระกูลฟางจริงๆ ลูกชายของนางรอดตายแล้ว
"มีคนประมูลได้แล้ว"
"ราคาแพงมากทีเดียว ข้าคงไม่มีปัญญาประมูล"
"คุณหนูฟางเหม่ยหลิงเก่งจริงๆ สมแล้วที่ได้เป็นศิษย์สำนักวังบาดาล"
"ยาตัวนี้หายากมากเลยนะ ไม่คิดว่าคุณหนูฟางเหม่ยหลิงจะปรุงมันมาได้"
"นั่นสิ ข้าเคยได้ยินว่าถ้าใครป่วยเป็นโรคหัวใจก็จะต้องตายเพราะไม่มียาตัวใดรักษาได้ นอกจากจันทร์โลหิต"
"ไม่รู้ว่านางไปหาสมุนไพรมาจากไหนนะ"
ทุกคนในโรงประมูลต่างพากันฮือฮากับยาตัวนี้มาก
การประมูลเสร็จสิ้นลงไปด้วยดี ทางเถ้าแก่เจ้าของโรงประมูลหักค่าประมูลไป1000ตำลึง
"ถ้าคุณหนูฟางเหม่ยหลิงมีอะไรให้โรงประมูลรับใช้อีกก็บอกได้เลยนะขอรับ"
เถ้าแก่เฟิงอี้ต้องการผูกมิตรกับตระกูลฟางเพื่อจะได้ยาดีๆมาประมูลขายอีก นอกจากจะได้ส่วนแบ่งแล้วโรงประมูลของเขาก็จะมีชื่อเสียงอีกด้วย
"แน่นอนเถ้าแก่คุณหนูของข้าต้องเอายามาให้ท่านประมูลอีกแน่"
นางรีบบอกทันควัน
"ดีๆเลยข้าจะรอนะ"
เถ้าแก่ยิ้มแก้มแทบปริ
เหมียนมี่หอบเงิน9000ตำลึงอย่างระมัดระวัง นางเดินกลับจวนอย่างมีความสุข นางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับเงินที่ได้มา
"เจ้าดูจะชอบเงินมากเลยนะ"
จื่อหวินอดที่จะเอ็นดูนางไม่ได้
"แน่นอนเมื่อก่อนจวนของเรายากจนมากข้าเพิ่งเคยจับเงินเยอะๆแบบนี้ก็ตอนที่คุณหนูทำให้พวกเรามีเงินทองใช้กันนี่ละ"
"ละ..แล้วระหว่างข้ากับเงินเจ้าชอบอันไหนมากกว่ากัน"
เขาอยากรู้ให้แน่ชัดว่าเธอชอบเขามากหรือปล่าว
"ก็ต้องท่านอยู่แล้ว"
นางตอบแบบไม่ลังเล พร้อมทั้งยิ้มให้เขา เขาเองก็ยิ้มดีใจที่นางชอบเขามาก
"แล้วถ้าข้าจะไปขอเจ้ากับคุณหนูละ เจ้าจะว่ายังไง"
เขาพูดไปพร้อมกับเกาท้ายทอยอย่างเขินๆ
"ทะ...ท่านพูดจริงหรือ"
นางคิดว่านางหูฟาดไป
"ถ้าเจ้าไม่รังเกียจข้า ข้าก็จะไปขอเจ้ากับคุณหนู"
เขาพูดไปยิ้มไปอย่างอายๆ
"ไม่รังเกียจเลย ข้าเองก็ชอบเจ้ามาก"
นางเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันนี้
"แล้วคุณหนูเจ้าจะว่าอะไรหรือปล่าว"
เขากลัวว่าคุณหนูจะไม่ยกเหมียนมี่ให้
"คุณหนูของข้าเป็นคนดี ถ้าข้าชอบใครนางก็จะสนับสนุนเต็มที่"
ก็เหมือนตอนที่คุณหนูรู้ว่านางชอบเขา คุณหนูก็ยังช่วยสนับสนุนและทำให้นางสดุดจนได้ไปชนกับเขา และได้รู้จักกันมาจนถึงทุกวันนี้
"ถ้าอย่างนั้น"
เขายื่นมือไปที่นาง นางก็ยื่นมือมาจับมือเขาเอาไว้ทั้งสองคนเพิ่งจะได้จับมือกันเป็นครั้งแรก จึงพากันหน้าแดงด้วยความเขิน