ฟางเหม่ยหลิง เจ้าหัวใจจอมบัลลังก์

    ตอนที่45 ยาลูกกลอนจันทร์โลหิต


     ทางด้านไป๋เฉียนฉิงได้รับการช่วยเหลือจากองครักษ์มือดีในตระกูลไป๋ที่พ่อของไป๋เฉียนฉิงได้สั่งการลงไปให้ตามหานางให้พบ ถึงแม้ว่าตอนที่พวกเขามาพบจะเจอนางอยู่บนต้นไม้สภาพร่อแร่ เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล พวกเขาจึงได้รีบพานางกลับไปรักษาที่จวน 


     

    พอมาถึงจวนสาวใช้ทุกคนก็พากันวิ่งวุ่นเพื่อพลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและช่วยกันทำความสะอาดร่างกายของไป๋เฉียนฉิง ที่ตอนนี้สภาพแทบจะดูไม่ได้ นางนั้นได้สลบไปนานแล้ว


     


     

    "เร็วรีบรักษาลูกข้า ท่านหมอ"  


     

    เสนาไป๋มองดูลูกสาวอย่างเวทนา นางไปทำอีท่าไหนจึงกลับมาสภาพเหมือนศพเช่นนี้


     


     

    "ให้ข้าขอดูอาการก่อน"


     

    หมอจับชีพจร และดูบาดแผลฉกรรจ์ ก่อนจะพยักหน้า


     


     

    "บาดแผลลึกมาก มียาตัวหนึ่งช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง และจะช่วยไม่ให้มีแผลเป็น ต้องใช้เวลานานกว่าแผลจะสมานกัน แต่ยาตัวนี้ค่อนข้างมีราคาแพงมาก"


     

    หมอหานหันไปกล่าวกับเสนาไป๋


     


     

    "จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ข้าก็ยินดีจ่าย"


     

    ขอแค่ลูกสาวของเขาปลอดภัยต่อให้ต้องใช้เงินจนหมดจวนเขาก็ยอม


     

    ยาที่ท่านหมอหานบอกนั้นคือยาที่ทำมาจากดอกไม้พันราตรีซึ่งมีแต่ร้านของฟางเหม่ยหลิงเท่านั้นที่ขายยาชนิดนี้ และราคายาชนิดนี้ค่อนข้างแพงมาก


     


     

    "หนึ่งเม็ด ราคายา 10,000 ตำลึง"


     

    หมอหานบอกราคายา เพราะเขาเคยเข้าไปถามราคายาตัวนี้มาแล้ว


     


     

    "ราคาแพงขนาดนี้เชียวหรือ"


     

    เสนาไป๋อึ้งกับราคายา แต่แม้จะแพงถ้ามันช่วยลูกสาวเขาได้ เขาก็ยินดี เขาไม่อยากให้ลูกสาวต้องมีแผลเป็นไปตลอดชีวิต


     

    "ข้ายินดีจ่ายท่านหมอนำยามาให้ลูกข้ากินเถิด"


     

    "เสนาไป๋ที่ข้าไม่มียาตัวนี้หรอก ต้องไปซื้อที่ร้านยาตระกูลฟางเท่านั้น มีขายแค่ที่เดียว"


     

    "เพ้ย นี่ข้าจะต้องไปซื้อยาจากตระกูลนี้หรือ"


     

    เขายังแค้นไม่หายเพิ่งทะเลาะกับตาเฒ่าตระกูลฟางไปหยกๆเรื่องที่ไป๋เฉียนฉิงหายตัวไป และทั้งสองตระกูลนั้นเกลียดกันมากจะให้เขาไปซื้อยาจากตระกูลนี้ได้อย่างไร


     

    "ท่านหมอมีวิธีอื่นหรือไม่ ยาตัวอื่นที่ใช้ได้ดี"


     

    หมอหานนั้นพอจะรู้อยู่บ้างว่าทั้งสองตระกูลนี้ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่


     

    "มีแต่มันสรรพคุณไม่เทียบเท่ากัน อาจจะใช้เวลารักษานานมากหน่อย อาจจะมีแผลเป็น"


     

    "แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร ข้าไม่อยากไปขอซื้อยาจากตระกูลนั้น"


     

    เสนาไป๋รู้สึกหงุดหงิด


     

    "เอาอย่างนี้แล้วกันท่านเสนา ข้าจะเป็นคนออกหน้าไปซื้อยานี้เอง พวกเขาไม่รู้หรอกว่าข้าซื้อยามาให้ท่าน"


     

    "ขอบคุณมากท่านหมอหาน ข้าขอรบกวนท่านด้วย"


     

    เท่านี้เขาก็ค่อยโล่งใจหน่อย


     


     

    .........................


     


     

    ฟางเหม่ยหลิงเองหลังจากกลับมาจากป่านางก็นอนพักผ่อนร่างกาย มีหมอหลวงเข้ามาดูอาการจัดยาให้นางตามคำสั่งขององค์ชายแปด พวกเขานั้นไม่กล้าขัดและดูแลนางเป็นอย่างดี ส่วนเสี่ยวไป๋นั้นไม่อยู่เขาไปจำศีลในถ้ำยังไม่กลับมา เลียงลี่กับเหมียนมี่ช่วยกันดูแลทายาและทำแผลให้กับเธอ ตอนที่ทุกคนที่จวนเห็นสภาพเธอตอนที่กลับมา ก็พากันตกใจกับสภาพที่เหมือนกับขอทานของเธอ แต่ทุกคนก็โล่งใจที่เธอกลับมาอย่างปลอดภัย ท่านปู่เข้ามาลูบหัวของเธออย่างอ่อนโยน เลียงลี่กับเหมียนมี่ก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น


     

    "หลิงเอ๋อ สีหน้าเจ้าดีขึ้นมากเลยนะ"


     

    "สบายมากเพคะ ได้กินยาที่ทำจากดอกไม้พันราตรีแล้วยิ่งรู้สึกว่าดีขึ้นมากเพคะ"


     

    "เก่งจังนะ ตอนทำแผลก็ไม่ร้องเลย"


     

    "ทนได้เพคะ"


     

    "งั้นเจ้านอนหลับพักผ่อนซะเถอะแล้วข้าจะมาเยี่ยมอีก"


     

    "เพคะ องค์ชาย"


     


     

    ..............................


     


     

    ผ่านไปหลายวันอาการของนางดีขึ้นมากถึงแม้จะไม่หายสนิทเพราะแผลมันต้องใช้เวลานานถึงจะสมานกัน แต่เธอก็ไม่อยากอยู่ว่างๆ นั่งๆนอนๆมาหลายวัน หลังจากที่เธอกลับมาถึงที่จวนเธอก็ได้เอาพืชสมุนไพรทุกอย่างในกำไลมิติออกมาและให้ สองสาวใช้ช่วยกันสั่งงานให้บ่าวรีบเอาไปปลูก ก่อนที่เธอจะมานอนแหง็กที่เตียง วันนี้เป็นวันที่อากาศดีเธอจึงอยากมาดูแปลงสมุนไพรที่เก็บออกมาจากป่าว่าพวกมันเป็นอย่างไรกันบ้าง สมุนไพรหลากหลายชนิด หลากหลายพันธุ์ ถูกปลูกไว้จนเต็มสวนไม่มีต้นไหนตาย พวกมันได้รับการดูแลอย่างดีดินน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่ละพันธุ์ล้วนหายากเพราะเธอเก็บมาจากในป่าลึกที่ไม่มีใครกล้าเข้าไป


     


     

    การขายยาทำให้เธอร่ำรวยและเงินทองที่ขายยาได้เธอเก็บมันไว้ในห้องลับจนตอนนี้มีเงินทองมากมายอยู่หลายหีบเลยทีเดียวและเมื่อไม่นานมานี้ร้านของเธอก็เพิ่งขายยาลูกกลอนที่ทำจากดอกพันราตรีไปได้ ได้เงินมา 10,000 ตำลึง เธอจึงได้ให้บ่าวช่วยขยายแปลงพืชสมุนไพรมากยิ่งขึ้นเพื่อจะได้ปลูกสมุนไพรให้มีครบครันมากกว่านี้จะได้ไม่ต้องไปซื้อจากที่อื่นให้เปลืองเงิน เพราะบางทีสมุนไพรมีไม่พอเธอจึงต้องรับซื้อจากที่อื่นด้วย แต่ตอนนี้เธอจะหาสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงยาทุกชนิดมาไว้ที่จวนของเธอให้หมด สาวใช้และบ่าวในจวนของเธอที่เก่งๆนั้นมีหลายคน ที่สามารถปรุงยาง่ายๆได้แล้วเธอจึงใช้จวนของเธอเป็นโรงงานนรกใช้ผลิตยาและนำไปจำหน่ายที่ร้าน ตอนนี้ร้านยาของเธอจึงเป็นร้านยาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเลยก็ว่าได้ เพราะใครๆต่างก็รู้จัก ร้านยาตระกูลฟาง


     

    "ต่อเติมร้านเพิ่มสักหน่อยดีกว่า"


     

    เธอคิดว่าพื้นที่ยังเหลืออยู่เยอะทำให้ร้านใหญ่ไปเลยดีกว่า


     

    "เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ เพราะยังมีพื้นที่ข้างๆเหลืออยู่ถ้าต่อเติมอีกนิดร้านก็จะใหญ่ขึ้นมากเลยเจ้าค่ะ"


     

    เหมียนมี่เองก็เห็นด้วย


     

    "เหมียนมี่เจ้าไปจัดการให้ทีนะ"


     

    "เจ้าค่ะ"


     

    เหมียนมี่นั้นเวลาเธอใช้งานอะไรไปก็จะได้ดั่งใจทุกครั้งตอนนี้ร้านของเธอกำลังมีคนงานมาก่อสร้างต่อเติมร้านให้ใหญ่กว่าเดิมซึ่งเธอปิดร้านชั่วคราว และระหว่างที่กำลังต่อเติมร้าน เธอก็ให้ทุกคนผลิตยาเตรียมไว้และคอยสอนการปรุงยาให้ทุกคนได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้นเพิ่มระดับความยากไปทีละนิด เธอนั้นประทับใจกับคนในจวนของเธอมากเพราะทุกคนนั้นหัวไว อาจเป็นเพราะพวกเขาเป็นแค่สาวใช้เป็นแค่บ่าวไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ได้เรียนการปรุงยาเหมือนลูกคุณหนู จึงทำให้พวกเขาดูต่ำต้อยไร้ค่าดูไม่มีความรู้ แต่ถ้าสอนพวกเขาสักหน่อยให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ พวกเขาก็สามารถเก่งได้ทำได้ไม่แพ้คุณชาย คุณหนูตระกูลใดเลย เผลอๆอาจจะเก่งกว่าบางคนด้วยซ้ำ


     


     

    นอกจากจะสอนคนอื่นแล้วตัวเองก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมากนอกจากเรียนและปรุงยาไว้ขายแล้วเธอก็ยังต้องคอยต้อนรับองค์ชายแปดที่แวะมาเยี่ยมเธอทุกวัน พร้อมกับหมอหลวงและยาบำรุงอีกสารพัด จนเธอกินแทบไม่ไหว


     

    "โสมนี่เจ้าให้คนเอาไปต้มดื่มนะจะได้แข็งแรง"


     

    วันนี้เขาก็มาอีกตามเคยพร้อมของบำรุง


     

    "กินไม่ไหวแล้วเพคะ"


     

    "ไม่ได้เจ้าต้องกินให้หมดนะ มันมีประโยชน์มาก"


     

    "จะพยายามนะเพคะ"


     

    เธอได้แต่ทำเอือมกับของบำรุงที่กินแทบทุกวันจนอยากจะอ๊วก


     

    "ข้าคงไม่ได้มาหาเจ้าหลายวัน เพราะต้องไปปราบโจรตามรับสั่งของเสด็จพ่อ เจ้าดูแลตัวเองดีๆนะ"


     

    "ระวังพระองค์ด้วยนะเพคะ"


     

    เธอรู้สึกห่วงเขาขึ้นมา


     

    "ข้าจะรีบกลับมานะ"


     

    เขาดึงมือของเธอเข้าไปหอมก่อนจะเดินยิ้มออกไป เธอได้แต่อมยิ้มกับการกระทำของเขา


     


     

    เพียงไม่กี่วันจากการต่อเติมร้านก็เสร็จสิ้นร้านจึงได้เปิดทำการอีกครั้ง คราวนี้ร้านยาของเธอใหญ่โตกว่าเดิมถือได้ว่าเป็นร้านยาที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นเหลียงเลย ผู้คนในเมืองต่างพูดกันว่าตอนนี้ตระกูลฟางร่ำรวยมากเพราะมีร้านยาใหญ่โต และยังต่อเติมร้านเพิ่มอีก คงไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหนแล้ว


     

    ตอนนี้นอกจากจะขายยาให้คนในแคว้นเธอยังขยายตลาดขายยาให้กับทุกแคว้นจะมีเถ้าแก่จากร้านยาในเมืองหลวงของแคว้นอื่นๆมาติดต่อขอซื้อยาของเธอเพื่อนำไปขายที่แคว้นตัวเอง การค้าขายของเธอจึงขยายขอบเขตมากยิ่งขึ้น และสามารถกระจายสินค้าไปตีตลาดยังแคว้นอื่นได้เป็นผลสำเร็จ ช่วงนี้จึงจะเห็นได้ว่ามีพ่อค้าแม่ค้าแวะเวียนเข้ามาที่ร้านยาตระกูลฟางกันเยอะมากขึ้น เพราะยาของเธอนั้นมีราคาไม่แพงจึงทำให้พวกเขาพึงพอใจมาก เพราะสามารถนำไปขายบวกกำไรเพิ่มได้ 


     

    ถ้าเรื่องยาแล้วแคว้นเหลียงถือว่าเป็นหนึ่ง ถ้าเรื่องเครื่องประดับแคว้นซ่งถือว่าเป็นหนึ่ง ถ้าเรื่องเสื้อผ้าแพรพรรณต้องยกให้แคว้นเว่ยเป็นหนึ่ง แต่ละแคว้นก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ทั้งสามแคว้นล้วนเป็นพันธมิตรกันและแลกเปลี่ยนค้าขายกันมานาน


     


     

    .............................


     


     

    ที่พำนักชั่วคราว ของจวินเถา


     

    "หึย ทำไมพวกมันยังไม่ตายอีก"


     

    หลังจากที่ออกจากป่านางก็ต้องมาเก็บตัวเงียบเพื่อรักษาบาดแผล เพราะนางไม่อยากให้ใครรู้ว่านางบาดเจ็บเพราะอะไร นางจึงไม่ได้สำนักวังบาดาลมาหลายวันโดยแจ้งกับทางสำนักว่านางไม่สบาย


     

    "คุณหนูอย่าเพิ่งโมโหไป จิบน้ำชาก่อนเจ้าค่ะ"


     

    ถังลี่สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากเมืองซ่งค่อยๆรินชาให้


     

    "พวกมันยังไม่ตาย จะให้ข้าใจเย็นอยู่ได้เช่นไร"


     

    "แต่ตอนนี้ได้ยินข่าวลือว่าพวกนางบาดเจ็บหนักจนอาจจะมีแผลเป็นไปตลอดชีวิตก็ได้นะเจ้าค่ะ ทีนี่ก็จะไม่มีใครงดงามกว่าคุณหนูของบ่าวแล้วเจ้าค่ะ"


     

    ''ขอให้มันจริงเถอะ ข้าจะได้สุขสมหวังดั่งใจสักที''


     

    จวินเถาคาดหวังขอให้ข่าวลือนี้คือเรื่องจริง


     


     

    ...........................


     


     

    ตำหนักองค์ชายสี่หลงเป่าเฟย


     

    "ท่านแม่เมื่อไหร่ท่านพ่อจะเลิกกักบริเวณข้าสักที ข้าเบื่อเต็มทน"


     

    หลงเป่าเฟยหลังจากที่เขาได้ทำการลักพาตัวฟางเหม่ยหลิงแต่ไม่สำเร็จ หลงเจี่ยนหยางก็ได้บุกมาถล่มถึงตำหนักของเขาและพยายามจะสังหารเขาเกิดการต่อสู้กันขึ้น จนเป็นเหตุให้องค์จักรพรรดิต้องมาสงบศึกด้วยตัวเอง หลงเจี่ยนหยางจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นเสด็จพ่อฟัง องค์จักรพรรดิพอได้ฟังเรื่องทั้งหมดจึงได้คาดคั้นสอบถามความจริงจากหลงเป่าเฟย จนในที่สุดเขาก็ต้องยอมรับออกมา จึงทำให้องค์จักรพรรดิโกรธและต้องทำโทษเขาโดยการกักบริเวณแบบไม่มีกำหนดและห้ามออกจากตำหนักไปไหนจนกว่าจะได้รับอนุญาติโดยองค์จักพรรดิเองก็ได้ขอหลงเจี่ยนหยางว่าอย่าได้ฆ่าฟันกันเลย ถึงเขาจะทำผิดแต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นองค์ชายเป็นพี่น้องกับเขาเป็นลูกของเสด็จพ่อเหมือนกัน หลงเจี่ยนหยางเห็นแก่เสด็จพ่อเขาจึงได้กลับออกมา โดยไม่ได้สังหารหลงเป่าเฟย


     


     

    เขาโดนกักบริเวณนานมากจนชักเริ่มเบื่อและอยากออกไปข้างนอกเต็มทีจึงได้อ้อนวอนขอร้องเสด็จแม่ของเขาให้ช่วยทูลขอเสด็จพ่อ เลิกกักบริเวณเขาได้แล้ว


     

    "เอาเถอะ แม่จะลองไปอ้อนวอนขอเสด็จพ่อเจ้าดู แต่สำเร็จหรือไม่นั้นแม่ไม่รู้นะ"


     

    "นานขนาดนี้แล้วข้าว่าเสด็จพ่อคงหายโกรธข้าแล้วละ"


     

    "ก็ไม่แน่หรอกเสด็จพ่อของเจ้ารักแต่หลงเจี่ยนหยางอะไรๆก็ตามใจไปหมดเสียทุกอย่าง"


     

    "ใช่ ลูกก็เป็นลูกของเสด็จพ่อเช่นกัน แต่เหตุใดเสด็จพ่อถึงลำเอียงเข้าข้างแต่หลงเจี่ยนหยางตลอด"


     

    เขาเองก็รู้สึกไม่ใคร่พอใจนัก


     

    "แต่อย่างไรลูกของแม่ก็จะได้ขึ้นครองบัลลังก์แน่นอน แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าได้เป็นองค์จักรพรรดิ"


     

    "ข้าจะได้เป็นจักรพรรดิก็ต่อเมื่อหลงเจี่ยนหยางตายเท่านั้น"


     

    "ต้องมีสักวันที่มันเป็นวันของเราสองแม่ลูก"


     

    พระสนมไฉ่เหรียนมองสบตากันกับลูกชาย


     


     

    ........................


     


     

    ตำหนักขององค์จักรพรรดิ์


     

    "ฝ่าบาทหม่อมฉันมาทูลขอร้องฝ่าบาท ให้เลิกกักบริเวณเป่าเฟยได้แล้วเพคะ เขานั้นโดนทำโทษมานานพอแล้ว ตอนนี้เขาอยากจะออกไปข้างนอกบ้าง"


     

    "ถ้าเขาสัญญาว่าจะไม่ไปก่อเรื่องอีก ข้าก็จะยกเลิกกักบริเวณ"


     


     

    จักพรรดิ์หลงฉีวางแว่นตาลงก่อนจะหันไปพูดกับพระสนมไฉ่เหรียน


     

    "แน่นอนเพคะ ข้าได้บอกเป่าเฟยแล้ว เขาจะไม่สร้างความเดือดร้อนอีกแล้ว"


     

    "เช่นนั้นก็ได้"


     

    "ขอบพระทัยเพคะ"


     

    พระสนมไฉ่เหรียนยิ้มอย่างยินดี


     


     

    .................................


     

    จวนตระกูลฟาง


     

    "เหมียนมี่เจ้ารู้จักโรงประมูลไหนบ้างที่อยู่ในแคว้นเรา"


     

    ตอนนี้เธอสนใจเรื่องการนำยาประมูลขายเธอก็ไม่ได้หวังกำไรอะไรมากแต่ที่ทำเช่นนี้ เพื่อโปรโมทร้านของเธอให้โด่งดังมากยิ่งขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเองมากยิ่งขึ้น ถ้าได้ประมูลละก็ร้านยาของเธอจะต้องเป็นที่แรกๆที่คนนึกถึงแน่


     

    "รู้เจ้าค่ะ โรงประมูลเฟิงอี้ เป็นโรงประมูลใหญ่ที่สุดในแคว้นเจ้าค่ะ"


     

    นางนั้นรู้จักร้านรวงโรงประมูลต่างๆทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในแคว้น ไม่มีอะไรที่นางไม่รู้


     

    ''ข้าต้องการให้เจ้านำยาไปประมูล"


     

    "ยาอะไรหรือเจ้าคะ ถึงกับต้องเอาไปประมูล"


     

    "ยารักษาโรคหัวใจ"


     

    "คุณหนูปรุงมันขึ้นมาหรือเจ้าคะ ข้าเคยได้ยินว่าถ้าใครเป็นโรคหัวใจ ก็ไม่มีทางรักษาได้ต้องตายสถานเดียว"


     

    "ใช่ เพราะสมุนไพรที่จะใช้ปรุงยามันหายากมากนะสิ"


     

    แต่เธอกลับเจอมันขึ้นอยู่ในป่าลึกหลังสำนักวังบาดาลถึงได้มาไม่กี่ต้นแต่เธอก็นำมาลงดินปลูกเพื่อขยายพันธ์แล้วบางส่วน ตอนนี้เธอใช้เพียงหนึ่งต้น สามารถทำยารักษาโรคหัวใจได้หนึ่งเม็ด มันเป็นของล้ำค่ามากในตำรายามีบอกไว้ว่า มันช่วยรักษาโรคหัวใจได้แค่เพียงต้นเดียวนำมาปรุงยา เมื่อกินเข้าไปก็จะหายทันที เป็นสมุนไพรที่วิเศษมาก เธอเจอมันตอนออกมาจากถ้ำที่มีงูยักษ์เฝ้ากำไลอยู่ นับว่าเป็นโชคดีโดยแท้


     

    "สมุนไพรจันทร์โลหิต ข้าเจอมันในป่า ข้านำมาปรุงยาได้ในระดับสาม มีหนึ่งเม็ด เจ้าเอาเข้าโรงประมูลที"


     

    "เจ้าค่ะ"


     

    เธอให้จื่อหวินที่ตอนนี้ยังอยู่ที่จวนของเธอตามคำสั่งขององค์ชายแปด ติดตามไปกับเหมียนมี่ด้วยเพราะยาตัวนี้มีราคามาก เธอเลยต้องป้องกันไว้ก่อนและเธอก็อยากให้ทั้งสองคนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย


     


     

    ............................


     


     

    โรงประมูลเฟิงอี้


     

    ในโรงประมูลคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังนั่งประจำตามจุดต่างๆที่ทางโรงประมูลจัดไว้ให้ โดยโรงประมูลแห่งนี้ถือว่าใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง โรงประมูลมีสองชั้น ชั้นแรกสำหรับลูกคุณหนูคุณชายทั่วไปบุคคลธรรมดาที่พอจะมีเงินมาประมูลของ มีโต๊ะสำหรับให้นั่งและด้านหน้าเป็นเวทีประมูล


     

    ชั้นสองมีไว้สำหรับบุคคลพิเศษเท่านั้น แขกชนชั้นสูง ราชนิกุล คุณหนู คุณชายตระกูลใหญ่ ที่ร่ำรวยมาก แบ่งเป็นห้องๆ แต่ละห้องจะมีม่านบังเอาไว้ไม่ให้ใครเห็นบุคคลภายในได้


     

    วันนี้มีคนมาที่โรงประมูลเยอะเหมือนดั่งเช่นเคย ทำให้เถ้าแก่โรงประมูลเฟิงอี้ยิ้มไม่หุบ เพราะในวันนี้เขามียาวิเศษที่เพิ่งได้รับมาเข้าประมูลด้วย ยาลูกกลอนจันทร์โลหิต วันนี้จะต้องทำให้คนฮือฮาได้แน่ แล้วโรงประมูลของเขาก็จะต้องมีชื่อเสียงยิ่งๆขึ้นไปอีก


     

    โรงประมูลกำลังประมูลสินค้าไปเรื่อยๆแต่ก็ไม่มีอะไรทำให้หวือหวามากนักจนผ่านไปหนึ่งชั่วยาม


     

    "วันนี้โรงประมูลของเรามีสินค้าชิ้นพิเศษมานำเสนอให้กับแขกพิเศษของเราในวันนี้ นั่นคือ ยาลูกกลอนจันทร์โลหิต ระดับสาม ที่รักษาโรคหัวใจได้ พวกท่านคงทราบกันดีว่ายาตัวนี้หายากมากเพราะสมุนไพรจันทร์โลหิตที่ใช้ในการปรุงยาใช่ว่าจะหาเจอได้ง่ายๆ"


     

    ยาลูกกลอนจันทร์โลหิตที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือถูกนำมาวางไว้ตรงกลางของแท่นประมูล


     

    "ยาลูกกลอนตัวนี้ถูกปรุงโดยศิษย์สำนักวังบาดาล ศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก คุณหนูฟางเหม่ยหลิง และเป็นเจ้าของร้านยาตระกูลฟางนั่นเอง ยาลูกกลอนจันทร์โลหิตเราเปิดประมูลที่ 1000 ตำลึง"


     

    "ข้าให้ 2000 ตำลึง"


     

    "ข้าให้ 3500 ตำลึง"


     

    "ข้าให้ 4000 ตำลึง"


     

    "ข้าให้ 5000 ตำลึง"


     

    "ข้าให้ 6000 ตำลึง"


     

    "ข้าให้ 7000 ตำลึง"


     

    "10,000 ตำลึง"เสียงของหญิงวัยกลางคนดังออกมาจากห้องชั้นสอง


     

    ฮูหยินวัยกลางคนที่อยู่ชั้นสองยิ้มอย่างพึงพอใจที่ใบหน้าของนางมีน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม นางใช้ผ้าเช็ดหน้าค่อยๆซับน้ำตา นางดีใจที่สามารถประมูลยานี้มาได้ ไม่คิดเลยว่าวันนี้นางจะโชคดีลูกชายของนางป่วยเป็นโรคหัวใจมานานแล้ว เขาที่เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลกับมาเจ็บออดๆแอดๆ  นางพยายามหาหมอมารักษาและทำทุกวิธีทางยาทุกอย่างที่ว่าดีนางก็เสาะแสวงหามาให้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อาการของเขาดีขึ้นเลย คู่หมั้นของเขาที่เห็นเขาเจ็บออดๆแอดๆก็เลยถอนหมั้นไป แต่งงานกับคนอื่น ทำให้เขาเสียใจและพยายามจะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่นางก็ห้ามเอาไว้ได้ วันนี้นางก็ตั้งใจมาหายาดีๆที่โรงประมูลเหมือนเช่นเคย เพราะหวังว่าจะมียาตัวใดพอช่วยได้บ้าง แต่วันนี้นางกับได้โชคใหญ่มียาที่รักษาโรคหัวใจได้มาประมูลพอดี ต้องขอบคุณคุณหนูตระกูลฟางจริงๆ ลูกชายของนางรอดตายแล้ว


     


     

    "มีคนประมูลได้แล้ว"


     

    "ราคาแพงมากทีเดียว ข้าคงไม่มีปัญญาประมูล"


     

    "คุณหนูฟางเหม่ยหลิงเก่งจริงๆ สมแล้วที่ได้เป็นศิษย์สำนักวังบาดาล"


     

    "ยาตัวนี้หายากมากเลยนะ ไม่คิดว่าคุณหนูฟางเหม่ยหลิงจะปรุงมันมาได้"


     

    "นั่นสิ ข้าเคยได้ยินว่าถ้าใครป่วยเป็นโรคหัวใจก็จะต้องตายเพราะไม่มียาตัวใดรักษาได้ นอกจากจันทร์โลหิต"


     

    "ไม่รู้ว่านางไปหาสมุนไพรมาจากไหนนะ"


     

    ทุกคนในโรงประมูลต่างพากันฮือฮากับยาตัวนี้มาก


     


     

    การประมูลเสร็จสิ้นลงไปด้วยดี ทางเถ้าแก่เจ้าของโรงประมูลหักค่าประมูลไป1000ตำลึง 


     

    "ถ้าคุณหนูฟางเหม่ยหลิงมีอะไรให้โรงประมูลรับใช้อีกก็บอกได้เลยนะขอรับ"


     

    เถ้าแก่เฟิงอี้ต้องการผูกมิตรกับตระกูลฟางเพื่อจะได้ยาดีๆมาประมูลขายอีก นอกจากจะได้ส่วนแบ่งแล้วโรงประมูลของเขาก็จะมีชื่อเสียงอีกด้วย


     


     

    "แน่นอนเถ้าแก่คุณหนูของข้าต้องเอายามาให้ท่านประมูลอีกแน่"


     

    นางรีบบอกทันควัน


     

    "ดีๆเลยข้าจะรอนะ"


     

    เถ้าแก่ยิ้มแก้มแทบปริ


     

    เหมียนมี่หอบเงิน9000ตำลึงอย่างระมัดระวัง นางเดินกลับจวนอย่างมีความสุข นางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับเงินที่ได้มา


     

    "เจ้าดูจะชอบเงินมากเลยนะ"


     

    จื่อหวินอดที่จะเอ็นดูนางไม่ได้


     

    "แน่นอนเมื่อก่อนจวนของเรายากจนมากข้าเพิ่งเคยจับเงินเยอะๆแบบนี้ก็ตอนที่คุณหนูทำให้พวกเรามีเงินทองใช้กันนี่ละ"


     

    "ละ..แล้วระหว่างข้ากับเงินเจ้าชอบอันไหนมากกว่ากัน"


     

    เขาอยากรู้ให้แน่ชัดว่าเธอชอบเขามากหรือปล่าว


     

    "ก็ต้องท่านอยู่แล้ว"


     

    นางตอบแบบไม่ลังเล พร้อมทั้งยิ้มให้เขา เขาเองก็ยิ้มดีใจที่นางชอบเขามาก


     

    "แล้วถ้าข้าจะไปขอเจ้ากับคุณหนูละ เจ้าจะว่ายังไง"


     

    เขาพูดไปพร้อมกับเกาท้ายทอยอย่างเขินๆ


     

    "ทะ...ท่านพูดจริงหรือ"


     

    นางคิดว่านางหูฟาดไป


     

    "ถ้าเจ้าไม่รังเกียจข้า ข้าก็จะไปขอเจ้ากับคุณหนู"


     

    เขาพูดไปยิ้มไปอย่างอายๆ


     

    "ไม่รังเกียจเลย ข้าเองก็ชอบเจ้ามาก"


     

    นางเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันนี้


     

    "แล้วคุณหนูเจ้าจะว่าอะไรหรือปล่าว"


     

    เขากลัวว่าคุณหนูจะไม่ยกเหมียนมี่ให้


     

    "คุณหนูของข้าเป็นคนดี ถ้าข้าชอบใครนางก็จะสนับสนุนเต็มที่"


     

    ก็เหมือนตอนที่คุณหนูรู้ว่านางชอบเขา คุณหนูก็ยังช่วยสนับสนุนและทำให้นางสดุดจนได้ไปชนกับเขา และได้รู้จักกันมาจนถึงทุกวันนี้


     

    "ถ้าอย่างนั้น"


     

    เขายื่นมือไปที่นาง นางก็ยื่นมือมาจับมือเขาเอาไว้ทั้งสองคนเพิ่งจะได้จับมือกันเป็นครั้งแรก จึงพากันหน้าแดงด้วยความเขิน


     


     



    คล้ายกับเรื่องฟางเหม่ยหลิง เจ้าหัวใจจอมบัลลังก์ ที่คุณอ่าน