ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 114 ไปแจ้งตระกูลหวงหลงให้มาพบข้า
ขั้นตอนการเข้าเมืองค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร แม้จะมาจากสมาคมการค้าก็ใช่ว่าจะเข้าไปได้ง่ายๆ
เมืองขนาดใหญ่เป็นจุดศูนย์รวมของกองกำลังขนาดใหญ่ ขุมกำลังที่ยึดครองอำนาจภายในเมืองขนาดใหญ่เหล่านี้ บางทีก็เป็นกองกำลังย่อยหรือตระกูลสาขาจากมหานคร เพราะฉะนั้นทั้งเมืองขนาดใหญ่และมหานครล้วนต้องเกื้อกูลกัน
การเข้าไปในสถานที่ที่มีแต่ผู้ทรงอิทธิพลเช่นนี้ย่อมต้องมีการคัดกรองที่เข้มงวด หากไม่ใช่พลเมืองภายในเมืองใหญ่อยู่แล้ว ก็ต้องเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากพอจึงจะผ่านเข้าออกได้โดยง่าย
คาลอสขมวดคิ้วมุ่นยามเมื่อเห็นขั้นตอนทั้งหมด ขบวนของเขาถูกกักอยู่ด้านนอกมานานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว
การตรวจสอบเข้มงวดมากยิ่งกว่าที่คิดเอาไว้ในตอนแรก ดูเหมือนจะมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นแม้การตรวจคนเข้าเมืองจะเข้มงวด แต่ก็ไม่ควรเข้มงวดถึงขนาดนี้
ภายใต้หน้าฉากอันราบเรียบเหมือนผิวน้ำอันนิ่งสงบ เหมือนจะมีคลื่นใต้น้ำขนาดใหญ่ก่อตัวอยู่ เหล่าทหารประจำการพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติ แต่ความเข้มงวด ความเคร่งเครียดบนใบหน้านั้นบ่งบอกออกมาอย่างชัดเจน
คาลอสแอบสังเกตอยู่ในขณะรอขั้นตอนหลายๆ อย่าง เขารู้ว่ามีเรื่องตึงเครียดเกิดขึ้นแน่ๆ เพียงแต่ตัวเขาไม่มีอำนาจพอจะทราบเรื่องที่เกิดขึ้น
จะเป็นข่าวการก่อกบฏที่เคยได้ยินแว่วๆ มาช่วงก่อนหน้านี้? สมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬเข้ามาสร้างเรื่องราว? การแทรกแซงจากเขตอื่น? หรือเป็นเรื่องอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปกครองเขต C เลย?
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่ไม่มีวี่แววที่เขาจะสามารถเข้าไปภายในได้แม้แต่น้อย ขบวนรถหลายกลุ่มถูกไล่กลับออกไป มีเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าไปด้านในได้หลังถูกตรวจสอบเป็นเวลานาน
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีแดงแอบสังเกตว่ากลุ่มที่เข้าไปได้มักจะได้รับการรับรองจากกลุ่มคนด้านใน แต่ละคนที่มารับบุคคลภายนอกไปล้วนมีมาดของผู้มีอำนาจอยู่ คาลอสเดาว่าคนเหล่านี้จะต้องเป็นคนของขุมอำนาจใหญ่ภายในเมือง C-04 ถึงได้ดูมีสิทธิพิเศษมากมายเหลือเกิน
ขบวนรถที่สามารถผ่านเข้าไปได้ ส่วนใหญ่มักจะมีคนภายในที่ดูมีอำนาจมารับรอง ไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นขบวนรถของผู้มีอำนาจเองจึงจะผ่านเข้าไปได้
ดวงตาของคาลอสหรี่เล็ก มองสิ่งเหล่านี้ไว้ตลอด ตอนนี้เขาอยู่ในภารกิจสำคัญ ต้องเก็บรายละเอียดภาพรวมให้ดี ไม่อาจสะเพร่าให้เสียการเสียงาน
หลังจากรออยู่อีกพักใหญ่ นายทหารชั้นผู้น้อยสองสามคนก็เดินมาทางขบวนรถของคาลอส
“พวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเมืองตอนนี้ โปรดวกขบวนรถกลับไปเถิด ขออภัยที่ทำให้เสียเวลา” นายทหารที่เดินนำหน้ากล่าวบอกออกมาด้วยใบหน้านิ่งเฉย ไม่แจ้งแม้แต่เหตุผลให้ฟัง
“แต่…” ผู้คุมขบวนรถพยายามจะแย้ง แต่อีกฝ่ายก็ขัดขึ้นก่อน
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น หากไม่มีธุระสำคัญห้ามเข้าเมืองในช่วงนี้ ถ้าต้องการทำการค้าขายให้มาอีกครั้งในเดือนหน้า!” นายทหารคนเดิมกระแทกเสียงจนผู้คุมขบวนรถของคาลอสต้องหยุดพูดไป
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คาลอสขมวดคิ้วมุ่น เขาจำเป็นต้องเข้าไป! จะต้องไม่มีคำว่าวกกลับ บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์รอช่วงเวลานี้มานานแล้ว จะให้แผนการทั้งหมดล้มเหลวไม่ได้
สมองของชายหนุ่มพยายามประมวลผลอย่างเต็มที่ คิดหาวิธีที่จะพาตัวเองเข้าไปด้านในกำแพงเมือง
“หยุดก่อน! ข้าเป็นตัวแทนจากตระกูลพีไรซ์ และตระกูลหวงหลงต้องการจะพบข้าโดยด่วน หากถูกกักกันเอาไว้ด้านนอกเช่นนี้ตระกูลหวงหลงจะต้องเดือดดาลเป็นแน่ และท้ายที่สุดคนที่จะเดือดร้อนก็คือพวกเจ้า!” คาลอสตะโกนใส่อีกฝ่ายทันทีในตอนที่เห็นว่าตนเองกำลังจะถูกไล่ตะเพิดออกไป
ทหารประจำการทั้งสามคนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนหันมองหน้ากัน นายทหารคนหน้าสุดค่อยๆ ส่ายศีรษะแล้วจ้องเขม็งตรงมาที่คาลอสอย่างเอาเรื่อง
“หยุดพูดจาไร้สาระ ตระกูลหวงหลงจะต้องการพบคนชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าได้อย่างไร จะพูดจาโอ้อวดอะไรก็ให้มีขอบเขตเสียบ้าง หากยังกล้าโกหกต่อหน้าข้า พวกเจ้าจะไม่ใช่แค่ถูกไล่ออกจากที่นี่ แต่ข้าจะทำให้พวกเจ้ารู้ซึ้งว่าการโป้ปดต่อทางการนั้นต้องพบจุดจบเช่นไร!” นายทหารคนเดิมหรี่ตามองคาลอสอย่างจับผิด แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร
แม้ว่าเรื่องที่ชายหนุ่มตรงหน้าพูดมาจะไร้สาระอย่างยิ่ง ดูเชื่อถือไม่ได้ อย่างไรก็เป็นแค่พวกชนชั้นต่ำที่โป้ปดหวังจะเข้าไปด้านในเมืองขนาดใหญ่ ทว่านายทหารเหล่านี้ก็ไม่อาจประมาทได้ เพราะทหารชนชั้นผู้น้อยอย่างพวกมันแทบไม่มีอะไรรับประกันความเป็นความตายให้ได้เลย หากทำเรื่องขัดใจกลุ่มทรงอิทธิพล มันก็มีแต่เสียกับเสีย ไม่มีทางที่มันจะต้านอำนาจของกลุ่มคนที่มีอำนาจมากกว่าได้เลย
“เฮ่อะ ข้าหรือจะโกหกเจ้า หากข้าเป็นคนชั้นต่ำอย่างที่เจ้าว่า คิดจริงๆ หรือว่าข้าจะกล้าพูดออกไปเช่นนั้นเพื่อให้ตนเองประสบกับความโกรธเคืองของตระกูลใหญ่ หากข้ากล้าพูดอย่างมั่นใจ นั่นหมายความว่าข้าก็มั่นใจในสิ่งที่พูดจริงๆ!” คาลอสแสดงท่าทางเหมือนเหล่าคุณชายที่เอาแต่ใจ สร้างความรู้สึกไม่แน่ใจให้อีกฝ่ายก่อนจะพูดต่อไป
“ไปแจ้งตระกูลหวงหลงให้มาพบข้า! เมื่อได้ยินว่าตระกูลพีไรซ์ต้องการมาหา ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะต้องรีบวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าข้าอย่างแน่นอน ไป! ไปแจ้งตระกูลหวงหลงว่าข้า คาลอส ตัวแทนจากตระกูลพีไรซ์มาขอพบ แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าคำพูดของข้าจริงหรือเท็จประการใด!”
พูดจบชายหนุ่มชุดแดงก็แสยะยิ้ม พร้อมกับกอดอกมองไปยังทหารทั้งสามคนโดยไม่มีเสียความมั่นใจแม้แต่น้อย คำพูดที่กล่าวออกมาดูอวดดีราวกับคุณชายผู้เย่อหยิ่ง สร้างความสับสนให้ทหารตรงหน้าไม่น้อย
คนในขบวนของคาลอสเองก็ประหลาดใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของคาลอส อีกฝ่ายดูอวดดีจริงๆ หากไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันมากว่าหนึ่งสัปดาห์ในการเดินทาง พวกเขาคงเชื่ออย่างสนิทใจว่าอีกฝ่ายเป็นบุตรชายสุดที่รักของผู้มีอำนาจใหญ่คนไหนสักคน ไม่ใช่คาลอสจากตระกูลในเมืองชนบทอันแสนห่างไกล
นายทหารที่อยู่ด้านหน้าที่ตอนแรกมั่นใจว่าคาลอสเพียงแค่พูดพล่อยๆ ออกไปเพราะหวังจะเข้าไปด้านใน เริ่มรู้สึกลังเลไม่แน่ใจ
หรือบางทีเจ้าหมอนี่จะรู้จักกับคนในตระกูลหวงหลงจริงๆ? แล้วคนตระกูลหวงหลงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมันจนถึงขนาดรีบส่งคนมารับเลยจริงๆ หรือ?
ยิ่งคิด นายทหารที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดก็ไม่มั่นใจและไม่กล้าเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ หันไปมองนายทหารอีกสองคนด้านหลัง แต่พวกมันก็ดูจะไม่กล้าขับไล่คนกลุ่มนี้ออกไปเสียยิ่งกว่าตัวเอง
การมีอำนาจอยู่ในมือต่ำ...มันช่างน่ากลัวเสียจริงๆ ลมปากของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คำก็อาจเป่าเจ้าหลุดออกจากตำแหน่งหน้าที่ได้ง่ายๆ และมากสุดอาจจะพรากชีวิตเจ้าไปตลอดกาลหากอีกฝ่ายชื่นชอบกระทำการอย่างไรเหตุผล
นายทหารทั้งสองยืนนิ่งไม่ตอบโต้คาลอสอยู่ครู่ใหญ่ ความมั่นใจของพวกมันถูกคาลอสสั่นคลอนจนไม่อาจใช้อำนาจอันน้อยนิดของตนเองข่มขวัญอีกฝ่ายได้อีกต่อไป นั่นทำให้พวกมันเลือกที่จะเงียบ
ทั้งสองฟากฝั่งจ้องหน้ากันเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ ไม่มีใครยอมใคร
ในที่สุดก็เป็นฝ่ายของทหารทั้งสามคนที่ยอมถอยให้กับคาลอสหนึ่งก้าว เพราะความมั่นใจของอีกฝ่ายที่มากล้นจนพวกมันไม่อาจจะหาความผิดปกติใดๆ ได้ จิตใจของพวกมันจึงเอนเอียงคิดไปว่าอีกฝ่ายอาจมีความเกี่ยวข้องกับขุมอำนาจใหญ่อย่างตระกูลหวงหลงจริงๆ
ซึ่งถูกต้องอย่างยิ่งที่พวกมันจะหาความผิดปกติใดๆ จากคาลอสไม่พบ นั่นเพราะคาลอสมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าตระกูลหวงหลงจะต้องรีบวิ่งหน้าตั้งมาถึงที่นี่แน่ๆ หากรู้ว่ามีคนจากตระกูลพีไรซ์มารอพบพวกมัน
คาลอสไม่รู้เลยว่าพวกมันจะทำหน้าอย่างไรเวลาที่เจอผู้ที่สร้างความอับอายให้ตระกูลของมันอย่างเขา มันคงเป็น...ภาพที่ตลกน่าดูชมทีเดียวเชียว
กลุ่มนายทหารทั้งสามคนค่อยๆ ถอนตัวออกไป เลิกขับไล่ขบวนรถของคาลอสออกจากพื้นที่รอคอยชั่วคราว
หนึ่งในทหารแยกตัวออกไปส่งเรื่องให้ตระกูลหวงหลงทราบ ส่วนทหารอีกสองนายที่เหลือก็ไปทำหน้าที่อื่นๆ รอการกลับมาของพรรคพวก
ภายในใจของมันตั้งธงเอาไว้แล้วว่า หากอีกฝ่ายกล้าปั้นเรื่องโกหกขึ้นมาหลอกพวกมันให้เสียเวลา รวมถึงเสี่ยงสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มกองกำลังชั้นนำของเมือง C-04 พวกเขาจะเล่นงานกลุ่มคาลอสให้หนัก เอาให้จดจำไปชั่วชีวิต ต่อไปจะได้ไม่กล้าทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดนายทหารที่แยกตัวออกไปก็เดินกลับมา
ใบหน้าของมันดูซีดเซียว อารมณ์ดูหม่นหมองพอสมควร กำลังย่ำเท้าเดินนำกลุ่มคนราวสี่ห้าคนมาด้วยความเร่งรีบ
คนด้านหลังเหล่านั้นล้วนสวมใส่ชุดคลุมสีทอง ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่าทุกคนมาจากตระกูลหวงหลง อดีตกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองภายในเมือง C-04 แต่ปัจจุบันตกต่ำจนร่วงลงไปอยู่ราวอันดับห้า...ซึ่งทั้งหมดอาจจะไม่เกิดขึ้น และอาจหาโอกาสพลิกฟื้นสถานการณ์จนกลับมาเป็นปกติได้ หากไม่มีตระกูลพีไรซ์ยื่นมือเข้ามาสอด
ใบหน้าของสมาชิกตระกูลหวงหลงที่เดินตามนายทหารมาล้วนบึ้งตึง แต่ละคนปลดปล่อยจิตสังหารออกมา มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป นั่นคงเป็นเหตุให้นายทหารที่เดินนำหน้ารู้สึกโดนกดดันอยู่ตลอดเวลาก็เป็นได้
แทบไม่น่าเชื่อว่าตระกูลหวงหลงจะให้ความสำคัญกับชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่งคนนั้นมากขนาดนี้ ถึงกับส่งคนออกมาทันทีที่ได้ยินรายงานจากเขา ไหนจะยังจำนวนคนที่ส่งไปรับนี่อีก...เพียงแค่คนเดียวก็มากพอจะรับรองกลุ่มคนให้เข้าไปในเมืองได้แล้ว นี่ถึงกับส่งคนออกมาห้าคน! ตระกูลพีไรซ์อะไรนั่นต้องสำคัญมากขนาดไหนกัน?
นายทหารไม่แน่ใจเรื่องความสัมพันธ์หรืออำนาจของตระกูลพีไรซ์มากสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่น่าแปลกตอนนี้คือแรงกดดันที่ส่งออกมาตลอดเวลาจากกลุ่มคนที่ด้านหลัง เหมือนตัวมันไปทำให้อะไรให้อีกฝ่ายแค้นเคืองอย่างไรอย่างนั้น เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหลังของนายทหารนำทางจนชุดที่ใส่อยู่ชุ่มเป็นวง
ไม่นาน กลุ่มคนทั้งหกก็เดินมาถึงจุดตรวจสอบคนเข้าเมือง นายทหารคนที่แยกตัวออกไปกลับมารวมตัวกับพรรคพวกที่เหลือ แต่สีหน้ายังคงไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก
คาลอสที่นั่งรออยู่ภายในเกวียนก็เดินออกมาทันทีที่เห็นกลุ่มคนของตระกูลหวงหลงเดินมาหา ชายหนุ่มประสานมือไว้ด้านหน้า เผยรอยยิ้มที่ดูจริงใจแต่ก็แฝงความเยาะเย้ยส่งไปให้อีกฝั่ง
ภายในกลุ่มคนทั้งห้าที่เดินทางออกมาจากตระกูลหวงหลงครั้งนี้ มีถึงสองคนที่เคยได้รับภารกิจบุกทำลายตระกูลพีไรซ์ นั่นทำให้พวกมันจดจำคาลอสได้ตั้งแต่แรกเห็น
“เป็นเจ้า!!” เสียงสองเสียงตะโกนออกมาพร้อมกัน แววตาเบิกกว้าง คนหนึ่งยกมือขึ้นชี้ไปที่ด้านหน้า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสามเดือนก่อนไม่ได้เนิ่นนานอะไรนัก ทั้งยังสร้างบาดแผลใหญ่ไว้บนศักดิ์ศรีของผู้คนตระกูลหวงหลง เป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกในภารกิจโจมตีตระกูลพีไรซ์จะไม่อาจจำจดชายหนุ่มที่สร้างความเจ็บแสบไว้ให้มันจนถึงขีดสุด
มาเหยียบถึงหน้าประตูบ้านอีกฝ่ายดั่งราชสีห์ แต่กลับถูกอีกฝ่ายไล่ตะเพิดกลับไปอย่างกับหมูกับหมา ตระกูลที่เคยยิ่งใหญ่ต้องวิ่งหนีกลุ่มคนชั้นต่ำพวกนั้น เป็นใครก็ต้องอับอายจนแทบคลั่ง!
ชายทั้งสองคนที่จำคาลอสได้ยังคงประหลาดใจไม่หาย ส่วนสมาชิกตระกูลหวงหลงอีกสามคนที่เหลือก็ทำความเข้าใจได้จากปฏิกิริยาของพรรคพวกทั้งสอง ว่าเป้าหมายของพวกเขาในครั้งนี้ถูกต้องแล้ว