บทที่52 คำนับอาจารย์
“ข้าจะให้เจ้าได้ชดใช้ ในสิ่งที่สหายเจ้าได้ก่อไว้”
“พวกเรา จัดการมัน”
ฟิ้ววว เสียงร่างของคนทั้งสิบพุ่งฝ่าอากาศเข้าหาหลงเหอ ทำให้ชายหนุ่มต้องปลดอาร์พีจีออกมาอย่างรวดเร็วก่อนคนจะกระโดดม้วนตัวกลับหลังเลียบไปตามพื้นแล้วลุกนั่งชันเขาข้างเดียว พร้อมทั้งพาดอาร์พีจีไว้บนบ่ากระสุนที่เหลือเพียงห้านัดบัดนี้กำลังจะเหลือเพียงสี่นัดแล้ว
“รับไปซะ อาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมาร”
วี๊ดดดดดดด ตูมมมมมมมม…. อ้าาาา!!!อาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมารของหลงเหอเมื่อยิงออกไปส่งให้สองในสิบคนถึงกับกระเด็นลอยไปไกลอวัยวะของมันทั้งสองบ้างขาดแหว่ง บ้างแหลกละเอียดเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่ง เมื่อเหตุการณ์ปรากฏออกมาเช่นนั้นจึงส่งผลให้ที่เหลืออีกแปดต้องหยุดยั้งสภาวะการพุ่งจู่โจมลงพวกมันต่างมองหน้ากันเลิ่กลักมิอาจเชื่อสายตาว่าอาวุธที่ดูแปลกประหลาดทื่อด้านไร้พิษสงกลับมีอานุภาพที่เหนือธรรมชาติถึงเพียงนี้ แต่ทว่าแม้อาวุธจะมีอานุภาพน่าเกรงขาม แต่เจ้าของกลับไร้ซึ่งพลังญาณใดๆเช่นนั้นหนึ่งในแปดคนพลันกล่าวขึ้น
“ชิงอาวุธของมันมาให้ได้”
อีกผู้ก็กล่าวสนับสนุน “ใช่แล้ว หากมันไร้ซึ่งอาวุธประหลาดนั่น มันก็คงมิต่างจากมดปลวกตัวนึง”
“แยกกันจู่โจม ดูซิมันจะใช้อาวุธนั่นโจมตีพวกเราได้เช่นไร”
กล่าวจบคนทั้งแปดก็เคลื่อนกายแยกกันปิดล้อมหลงเหอ ก่อนยกเหยียดฝ่ามือออกมาส่งพลังญาณรูปทรงกลมสีเหลืองอ่อนพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มจากสี่ทิศแปดทาง
ด้วยพลังของคนทั้งแปดก่อเกิดเป็นพลังกดข่มจนยากจะต่อต้านได้ หลงเหอที่มิได้เป็นผู้ฝึกญาณแต่อย่างใดพยายามจะยกอาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมารยิงออกไปอีกครั้ง แต่แรงกดดันที่หนักหน่วงยิ่งกว่าขุนเขาจากผู้ฝึกญาณที่มีระดับด่านญาณไม่ต่ำกว่าเฟยหลงส่งให้อาร์พีจีในมือของมันหนักอึ้งยิ่งนัก ทั้งพลังดังกล่าวยังกดดันคุกคามจนคนต้องทิ้งเข่าทั้งสองข้างลงพื้นเสียงดังตึง แม้มันจะพยายามลุกขึ้นเพียงใด ก็มิอาจจะลุกขึ้นได้ เช่นนั้นหลงเหอจึงได้แต่กัดฟันเตรียมรับคลื่นพลังทั้งแปดสายโดยมิอาจจะต้านทานปากก็กล่าวเสียงรอดออกมาจากไรฟัน
“สวรรค์ ท่านส่งให้ข้ามายังที่นี่ เหตุใดจึงให้ข้าเป็นได้เพียงขยะตนนึงเช่นนี้”
…..
…..
ฟิ้วววววว
แกร๊ก แกร็ก แกร็ก แกร็ก แกร็ก……. เสียงแกร็กดังติดต่อกันถึงแปดครั้งคลื่นพลังอันเย็นยะเยียบไม่ทราบที่มาสายหนึ่ง พลันแผ่ลามไปทั่วบริเวณโดยรอบ ทั้งยังเย็นยะเยือกแทรกซึมไปจนถึงกระดูกสันหลังหลงเหอที่เมื่อครู่ถูกพลังกดดันคุกคามจนขยับตัวแทบมิได้ ตอนนี้กลับถูกพลังอันหนาวเหน็บสายนี้แทรกซึมเข้าสู่ขั้วหัวใจจนแทบแช่แข็งร่างของมันให้แข็งทื่อ แต่นี่ยังไม่ทำให้ชายหนุ่มต้องตื่นตระหนก เพราะสิ่งที่ทำให้มันต้องตื่นตระหนกและตะลึงค้างกลับเป็นร่างประติมากรรมทั้งแปดที่ถูกสรรค์สร้างจากน้ำแข็งอันใสกระจ่างแวววาวไร้มลทินร่างประติมากรรมทั้งแปดหากจ้องมองให้ดีพวกมันกลับเป็นกลุ่มคนทั้งแปดที่จู่โจมหลงเหอเมื่อครู่นั่นเองแต่บัดนี้พวกมันต่างยืนทอดร่างไร้ชีวิตเป็นรูปปั้นน้ำแข็งอันวิจิตรงดงามไปเสียแล้วขณะที่หลงเหอกำลังตะลึงค้างกับเหตุการณ์เบื้องหน้า ที่ด้านข้างของชายหนุ่มพลันมีเสียงบุรุษที่คุ้นหูอย่างยิ่งกล่าวขึ้น
“สวรรค์มิได้ส่งให้เจ้ามาเป็นขยะ แต่ขยะเป็นสิ่งที่เจ้าเลือกเป็นต่างหาก…...ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะก้าวข้ามมันออกมา”
ณ วังมังกรฟ้า หนึ่งในค่ายพรรคหรือสำนักใหญ่ทั้งเก้าของแผ่นดินใหญ่
ที่เก๋งหลังเล็กกลางบึงบัวยืนไว้ด้วยบุรุษชราผู้หนึ่ง มันทอดสายตามองเหล่าดอกบัวน้อยใหญ่ที่บ้างเบ่งบาน บ้างตูมเต่งท่ามกลางสายน้ำที่ใสสะอาดจนแทบจะมองเห็นก้นสระกอปรกับสายลมธรรมชาติที่พัดเอื่อยส่งให้บัวเหล่านี้ไหวลู่ไปตามทิศทางของลม ช่างเป็นทัศนียภาพอันวิจิตรแก่สายตาผู้ที่ชมดูยิ่งบุรุษชราได้แต่ทอดถอนใจชมเชยคนคล้ายนึกคิดถึงสิ่งใด แล้วปากก็กล่าวออกมาอย่างพึมพรำแผ่วเบา
“ดอกบัวแม้จะงดงามเพียงใดย่อมมีวันที่ต้องเหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา วันนี้อาจชูช่อสวยงามรุ่งโรจน์ วันหน้าย่อมโรยราไร้ราศีมนุษย์ก็เฉกเช่นเดียวกัน”
บุรุษชราอีกผู้ที่หากไม่สังเกตุมองให้ดีจะมิทราบว่ามันดำรงอยู่ที่นั่น แต่บัดนี้มันได้เปิดปากกล่าวตอบขึ้น
“ท่านเจ้าวังกล่าวได้มิผิดเพราะทุกอย่างย่อมเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ไม่เว้นแม้แต่พลังอำนาจ”
ผู้ที่ถูกเรียกขานว่าเจ้าวังพลันละสายตามาจากดอกบัวเหล่านั้น ก่อนหันมาทางบุรุษชราดังกล่าว แล้วเอ่ยขึ้น
“เจ้าว่าดอกบัวทั้งเก้านี้ดอกใดที่ใกล้เหี่ยวเฉาโรยรามากที่สุด”
“อันดอกบัวทั้งเก้าในสระใหญ่แห่งนี้หากกล่าวตามตรงย่อมดูได้ยากว่าดอกใดใกล้อับเฉา แต่หากมองจากหลายมุมและหลายปัจจัย เป็นดอกบัวที่อยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่บอบบางมากที่สุด”
“เจ้าคิดได้ต้องใจข้านัก”
“เช่นนั้นเป้าหมายของท่านก็คงหนีไม่พ้น….”
ทั้งสองกล่าวออกมาโดยพร้อมเพรียง“ตำหนักเทพสรรพวุธ”
“ว่าแต่ท่านเจ้าวังมีแผนการแล้วหรือ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า อย่าลืมข้ามีไพ่ตายอยู่ที่หลังเขา”
“ชนเผ่ามารทมิฬ…..ราชันย์มารมันจะยอมมาหรือ”
“หากเป็นที่อื่นมันย่อมไม่ยินยอมมาคงเพียงแค่ส่งกองกำลังมาช่วยตามที่เคยทำข้อตกลงร่วมกันไว้เมื่อคราก่อน แต่หากเป็นตำหนักเทพสรรพวุธมันต้องมาด้วยตนเองเป็นแน่เพราะมีสิ่งที่มันต้องการอยู่ที่นั่น…… นี่จึงเป็นปัจจัยหลักที่ข้าเลือกตำหนักเทพสรรพวุธ”
“ท่านเจ้าวังช่างคิดอ่านได้ลึกล้ำยิ่ง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
“นับแต่ หยางเค่อบรรลุด่านญาณถึงระดับระดับกตญาณ (กะ-ตะ-ยาน) ขั้นที่สาม (ขั้นจิตแห่งเทพ) คนก็เอาแต่คลั่งไคล้คิดไขว่คว้าหาพลังที่อยู่จุดสูงสุดตอนนี้มันก็มีพลังญาณอยู่ในระดับเดียวกับผู้นำค่ายพรรค สำนักใหญ่ทั้งหมดแล้ว หากมันกลับมาช่วยวังมังกรฟ้าเราคงเป็นกำลังสำคัญให้วังมังกรฟ้ามีเปรียบเพิ่มมากขึ้น เห็นควรเรียกตัวมันกลับมาหรือไม่”
“เจ้าผิดแล้ว ศิษย์เอกของข้าผู้นี้อีกไม่นานมันต้องบรรลุถึงระดับสูงสุดที่ไม่เคยมีผู้ฝึกญาณผู้ใดบรรลุถึงมาก่อนเป็นแน่และเมื่อถึงตอนนั้นดอกบัวที่ได้ชื่อว่า วังมังกรฟ้า จะไม่มีวันอับเฉาลงอย่างแน่นอนฉะนั้นปล่อยให้มันได้แสวงหาวิถีแห่งฟ้าจนพึงพอใจ อย่าริอาจไปรบกวนสมาธิของมันโดยเด็ดขาด”
“ทราบแล้ว”
ท่ามกลางเหล่ารูปปั้นน้ำแข็งที่เย็นเยือกได้มีเสียงของบุรุษชราอันคุ้นหูดังขึ้นส่งให้หลงเหอต้องหันควับไปมองยังต้นเสียงทันที ปรากฏบุรุษชราผู้หนึ่งพลันก้าวเดินออกมาอย่างเนิบช้าเมื่อหลงเหอเห็นผู้มาได้อย่างชัดตา คนต้องอดอุทานขึ้นมามิได้
“เป็นท่าน”
ผู้มากลับเป็นบุรุษชราขอทานผู้ที่มันเคยพบเจอระหว่างวิ่งขึ้นบันใดศิลานั่นเองหลงเหอจ้องมองบุรุษชราขอทาน ก่อนเบนสายตาไปจ้องมองรูปปั้นน้ำแข็ง และก็กลับมาจ้องมองบุรุษชราขอทานเบื้องหน้าอีกครั้งทำเช่นนี้ไปมาอยู่หลายรอบคนค่อยกล่าวขึ้น
“เป็นฝีมือท่านหรือ”
“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นฝีมือของผู้ใด”
หลงเหอแทบมิอาจเชื่อสายตาตนเองแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าของมันนี้ แม้อาจจะทำใจเชื่อได้ยาก แต่หากจะมิเชื่อก็คงไม่ได้แล้วเช่นนั้นมันจึงประสานมือขึ้นแล้วกล่าว “ขอบพระคุณที่ท่านยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”
“คำขอบคุณของเจ้าข้ายังมิต้องการ ในตอนนี้ข้าเพียงอยากได้คำตอบเท่านั้น”
“คำตอบ?จากข้า…… คำตอบอะไรหรือ”
“เจ้าต้องการจะก้าวข้ามจากขยะไร้ค่าหรือไม่”
หลงเหอมีท่าทีที่ครุ่นคิดชายชราขอทานเบื้องหน้าแม้ลักษณะภายนอกจะดูไร้สง่าราศี แต่ชายหนุ่มกลับมีความรู้สึกในส่วนลึกว่าชายชราขอทานผู้นี้มีบางอย่างที่พิเศษกว่าลักษณะภายนอกที่แสดงออกมาแม้ตอนนี้จะตอบไม่ได้ว่าคืออะไร แต่ชายหนุ่มกลับมีความเชื่อมั่นขึ้นมาอย่างยิ่งยวด
“หรือสวรรค์จะส่งชายชราขอทานผู้นี้มาเพื่อชี้ทางแห่งวิถีเซียนให้กับเรา” ได้คิดเช่นนั้นหลงเหอก็ไม่รอช้า คนทิ้งร่างคุกเข่าลงต่อหน้าชายชราขอทานหลงเหอไม่ลังเลรีรอหรือคิดหน้าคิดหลังแม้แต่น้อย เพราะมันถือเป็นบุรุษยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเป็นคนยุคใหม่ที่กล้าได้กล้าเสีย ไม่มัวคิดเล็กคิดน้อยเหมือนคนในยุคอดีต เมื่อมีโอกาสโดยไม่ว่าโอกาสนั้นจะจริงหรือเท็จ มันก็ต้องรีบกระโดดคว้าเอาไว้ก่อน หากเป็นโอกาสที่ไม่ดีมันย่อมปลีกตัวหนีทีหลังก็ยังไม่สายเมื่อผลออกมาเช่นนี้ส่งให้ชายชราขอทานต้องรู้สึกเหนือความคาดหมายกอปรกับรู้สึกแปลกใจขึ้นมาอยู่มิน้อยก่อนคนจะหัวเราะร่าออกมา แล้วกล่าว
“ดีดี นิสัยที่กล้าได้กล้าเสียเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกถูกชะตาเจ้าขึ้นมาอีกนิดแล้ว”
“แสดงว่าท่านจะรับข้าเป็นศิษย์และสอนวิธีฝึกญาณให้กับข้า”
“ย่อมแน่นอนแต่ขอเตือนไว้ก่อนนะว่าวิธีการอบรมศิษย์ของข้านั้นหนักหน่วงยิ่ง จงเตรียมตัวเตรียมใจให้จงดี”
หลงเหอโขกศีรษะลงยังพื้นสามคราตามวิธีที่พระเอกในนิยายกำลังภายในที่มันอ่านชอบกระทำกันเมื่อกราบอาจารย์ เสร็จแล้วมันก็เงยหน้าขึ้นกล่าว
“ต่อให้บุกน้ำลุยไฟขึ้นเขาลงห้วยศิษย์ก็จะกระทำโดยมิปริปากบ่น”
ชายชราขอท่านยกยิ้มอ่อนละมุนก่อนเข้าไปพยุงร่างของหลงเหอให้ลุกขึ้น ก่อนกล่าว “ศิษย์อันประเสริฐของข้า…เช่นนั้นเจ้าจงลงไปที่ตีนเขา แล้ววิ่งขึ้นบันใดศิลามาอีกรอบ”
“หาาาา”หลงเหอถึงกลับสะดุ้งโหยง เพราะว่ามันเข็ดขยาดกับบันใดศิลาแห่งนี้เป็นอย่างยิ่งและมันก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องลับลมคมนัยน์ที่เกิดกับบันใดศิลาย่อมมาจากอาจารย์ของมันผู้นี้นั่นเอง
“นี่เพียงบททดสอบแรกเจ้าก็จะไม่เชื่อวาจาของอาจารย์แล้วหรือ เช่นนั้นก็แล้วกันไปเถอะ พิธีการรับศิษย์เมื่อครู่เจ้าก็ลืมมันไปแล้วกัน”กล่าวจบชายชราขอทานก็หันควับกลับไป เป็นหลงเหอที่ต้องรีบวิ่งไปเบื้องหน้าและกล่าวทัดทานไว้
“อาจารย์ ศิษย์จะไปเดี๋ยวนี้”
“ประเสริฐ ศิษย์อันประเสริฐอาจารย์จะรอเจ้าบนนี้ เมื่อเจ้าขึ้นมาได้….......”
ชายชราขอทานหยุดกล่าววาจาเล็กน้อยก่อนเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่จากนั้นมันพลันตวัดนิ้วชี้ออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อปลายนิ้วชี้จรดลงยังพื้นผิวของต้นไม้พลังธรรมชาติรอบต้นไม้ใหญ่นี้จากที่เคยนิ่งสงบก็เกิดการปั่นป่วนฉีกกระชาก อุณหภูมิของบรรยากาศโดยรอบลดต่ำลงจนเย็นยะเยือกจับจิตส่วนต้นไม้ใหญ่จากที่เคยมีสีเขียวขจี บัดนี้กลับบังเกิดเสียงดังแกร็กใหญ่ก่อนจะกลายเป็นต้นไม้น้ำแข็งที่ใสกระจ่างแวววาวดั่งภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ถูกจิตรกรมือหนึ่งแห่งแผ่นดินบรรจงแกะสลักออกมาให้เป็นรูปต้นไม้น้ำแข็งนี้ ชายชราขอทานดึงมือกลับมาก่อนกล่าวต่อ
“เมื่อเจ้าขึ้นมาได้ อาจารย์จะถ่ายทอดเคล็ดวิชา เอกดรรชนีเหมันต์นิรันดร์ให้แก่เจ้า..... แต่หากเจ้าขึ้นมาไม่สำเร็จ ก็ให้ลืมเรื่องนี้ไปเสียเถอะ”
หลงเหอปากอ้าตาค้างบัดนี้มันนับว่าได้เชื่อจนสนิทใจแล้วว่าชายชราขอทานเบื้องหน้าหรือก็คืออาจารย์ของมันคือผู้ที่ลงมือต่อคนทั้งแปดนั่นจริงๆและจากคำพูดของอาจารย์ที่ว่าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาอันพิสดารลึกล้ำเมื่อครู่ให้กับมัน คนก็ดูเหมือนจะมีกำลังใจเพิ่มอักโขเช่นนั้นคนจึงทะยานร่างวิ่งลงจากอารามอวู่ยี่ไปในทันที เมื่อหลงเหอวิ่งหายไปจากครองจักษุสายตาของชายชราขอทานไปแล้วชายชราอีกคนที่ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อใด พลันกล่าวขึ้น
“เหตุใดจึงต้องทดสอบมันอีกทั้งที่เจ้าก็รับมันเป็นศิษย์แล้ว หรือว่าเจ้าอยากรู้เรื่องก่อนหน้า”
“มิผิด ข้ายังมีความสงสัยมิเสื่อมคลายว่าเหตุใดผู้ที่ไร้พลังญาณเช่นมันกลับสามารถทำลายค่ายกลที่ข้าสร้างขึ้นได้ เมื่อครู่ข้าก็ลองค้นหาเลสนัยนี้จากตัวมันแต่ก็ไม่พบความแปลกพิสดารอันใด”
“เจ้าจึงต้องส่งมันลงไปเพื่อทดสอบดูอีกครั้งสินะ”
“ถูกต้อง ข้าเพียงต้องการเห็นพลังที่ซ่อนเร้นของมันจะได้ชี้แนะการฝึกได้อย่างถูกวิธีและฝึกให้มันได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด เจ้าก็รู้ที่ข้าเร่งรีบเช่นนี้เพราะเวลาของข้าเริ่มเหลือน้อยลงไปทุกทีแล้ว”
ชายชราอีกผู้ทอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนสาดประกายตาอันเจิดจ้าจ้องมองไปยังท้องนภาที่กว้างใหญ่ไพรศาล แล้วพึมพรำออกมาอย่างแผ่วเบา
“เมื่อถึงตอนนั้นข้าก็ไม่รู้ว่าจะสามารถช่วยเหลืออะไรได้หรือไม่แต่ข้าคงตอบได้เพียงว่า จะพยายามจนสุดความสามารถ”