เพล้ง!
เสียงบางอย่างแตกกระจายดังขึ้นท่ามกลางสติที่กำลังดับวูบร่างกายราวกับถูกฉุดกระชากอย่างแรง ดวงตาสีเทาพลันเบิกกว้างพร้อมกับผุดลุกขึ้นแต่เพราะร่างกายเหมือนถูกโจมตีจากภายในทำให้ร่างของเขาโอนเอนจนเซไปชนกับผนังหินมือเรียวยกขึ้นกุมศีรษะอย่างปวดหนึบ หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนยามที่เม้มปากก็ััได้ถึงกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้ง เขาทรุดตัวลงนั่งอีกครั้งเอนหลังพิงผนังอย่างเหนื่อยอ่อน แขนทั้งสองข้างทิ้งลงข้างตัวเงยหน้าขึ้นมองเพดานหิน้าอย่างเหม่อลอย
เขาหลุดออกมาจากวงกตมายาแล้วอย่างนั้นหรือ
ภาพในวงกตมายาปรากฏขึ้นในหัวเขาอีกครั้งวิชามายาจะสัมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อจิตใจของผู้ที่ถูกวิชาอ่อนแอวิชานั้นจะแทรกซึมเข้าไปในจิตใจและสร้างสิ่งที่จิตใจหวาดกลัวที่สุดออกมาเป็รูปร่างฉางลี่อินรู้สึกกลัวและกำลังเ็ปจากภาพที่เห็น แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจทำไมเขาถึงเห็นภาพพวกนั้น เขาไม่เคยสังหารครอบครัวนั้น ไม่เคยเจอพวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาเป็ใคร และไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกหวาดกลัวและเ็ปเช่นนี้
ภาพมายาที่ถูกสร้างควรจะเกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกวิชาแต่คนพวกนั้นเขาล้วนไม่รู้จักและไม่เกี่ยวข้องด้วยทำไมวงกตมายาจึงทำให้เขาเห็นภาพพวกนั้น มันเป็เพราะอะไรกัน
และยังสถานที่แห่งนั้นถังเหมิน คนที่เขาเห็นพวกเขาอยู่ในถังเหมิน เช่นนั้นพวกเขาก็ถูกคนของถังเหมินสังหาร…..
สังหารพวกเดียวกัน…..
เขาสะบัดหน้าสองสามทีนั่นคือวงกตมายา ฉางลี่อินรู้ตัวดีว่าเขากลัวที่จะต้องสังหารครอบครัวของบางคนหรือพรากชีวิตที่กำลังจะเติบโตโดยไร้สาเหตุที่ผ่านมาเขาไม่เคยสังหารครอบครัวของใครและถังเหมินจะไม่สังหารเด็กอย่างเด็ดขาดแม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเป้าหมาย หากจำเป็ที่จะต้องสังหารเด็กคนนั้นพวกเขาจะรอให้เด็กน้อยนั้นโต หากเด็กคนนั้นเดินทางสายเดียวกับสายเืของเขาและตั้งตนเป็ภัยในอนาคต พวกเขาจึงจะสังหารในภายหลังย่อมไม่มีทางที่จะสังหารทั้งที่ยังไม่รู้ความเด็กที่เขาเห็นยังเป็เพียงทารกแรกเกิด ย่อมไม่ทางที่จะถูกสังหารเป็แน่
มันเป็เพียงภาพมายาเท่านั้นหาใช่ความจริงไม่
เขาล้วงเอาน้ำมาดื่มก่อนจะพรมหน้าเพื่อเรียกสติฉางลี่อินมองสำรวจไปรอบๆ เขาอยู่บนทางเดินอีกชั้นั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้และไม่รู้ด้วยว่าออกมาจากวงกตมายาได้อย่างไร หรือว่าเพราะเขาหมดสติจึงออกมาได้การปิดกั้นประสาทััทั้งหมดอาจทำให้วิชามายาไม่ทำงาน แต่อย่างไรเสียก็ผ่านมันมาได้แล้วขากลับค่อยคิดหาวิธีที่จะฝ่าออกไปอีกที หรืออาจจะมีทางออกอื่นซ่อนอยู่ก็ได้
ฉางลี่อินสำรวจร่างกายตัวเองอีกครั้งความรู้สึกแย่ๆหายไปแล้วหลังจากที่ได้นั่งพัก สภาพในตอนนี้เละเทะเป็อย่างมากทั้งเสื้อผ้าขาดไปหลายส่วน มีรอยเือยู่ที่แขน อาวุธหลายชิ้นพังไม่มีชิ้นดีชั้นที่ห้าเขาต้องประมือกับหุ่นไล่ล่า เขาจึงจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ถอดเสื้อผ้าชุดเดิมทิ้งไปแล้วเอาชุดใหม่มาสวมทำแผลที่แขน รวบผมที่กระเซอะกระเซิงให้เข้าที่ทิ้งอาวุธที่ใช้การไม่ได้ไปและอัญเชิญอาวุธมาเพิ่มเพื่อเตรียมพร้อมเมื่อเตรียมตัวเองเสร็จฉางลี่อินจึงก้าวไปยังชั้นที่ห้าและพบกับห้องโถงขนาดใหญ่ที่เมื่อหากเขาไปยืนตรงกลางคงจะมองเห็นเขาเล็กนิดเดียวเท่านั้น
ห้องโถงนี้คล้ายกับห้องโถงของเรือนใหญ่ที่ถังเหมินนัก
เขายืนอยู่ตรงทางเข้าห้องโถงภายในห้องโถงนั้นว่างเปล่า แต่ฉางลี่อินรู้ว่ามันไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่ตาเห็นสายตาของเขาเหลือบไปเห็นตราหน้ากากที่เป็ตราประจำถังเหมินทำให้เขารู้ว่าผู้ที่สร้างชั้นที่ห้าขึ้นมาคือคนจากถังเหมินเขาไม่ได้แปลกใจอะไรนัก แม้ว่าเขาจะถูกสั่งห้ามศึกษาเื่ค่ายกลแต่เขาก็รู้ว่านานๆหนก็จะมีการจ้างวานให้สร้างค่ายกลเพื่อปกป้องบางสิ่งเข้ามาที่พรรคสถานที่แห่งนี้คงเป็หนึ่งในภารกิจสร้างค่ายกลที่ทางพรรครับมา ดูจากบริเวณโดยรอบที่นี่เพิ่งจะสร้างได้แค่สามสิบหรือสี่สิบปีเท่านั้น กลไกยังใหม่อยู่ และดูจากร่องรอยหลังจากที่สร้างที่นี่เสร็จก็ไม่มีคนเข้ามาอีกเลยนั่นหมายถึงกลไกที่ถูกสร้างเอาไว้ยังไม่เคยถูกใช้งานกลไกนี้เป็กลไกที่ถูกสร้างก่อนที่เขาจะเกิดแม้จะเป็กลไกลที่ถังเหมินเป็คนสร้างเขาก็ประมาทไม่ได้
ยามเมื่อเท้าััลงที่พื้นหินฉางลี่อินก็รับรู้แล้วว่ากลไกเริ่มทำงานที่ผนังทั้งสองด้านค่อยๆเลื่อนขึ้นจนเผยให้เห็นเส้นทางต่างๆมากมายมันจะเป็ทั้งทางที่ไว้ใช้หลบหนีและทางสำหรับให้หุ่นไล่ล่าไล่ล่าเป้าหมายหากเลือกทางเดินพลาดก็จะเจอกับดักอีกชั้นที่ซ่อนเอาไว้ขึ้นชื่อว่าเป็พรรคมือสังหารที่ออกแบบกลไก กลไกนั้นย่อมมีไว้เพื่อสังหารเท่านั้น
ฟุบ!
ฉางลี่อินะโหลบศรที่พุ่งเข้ามาก่อนจะวิ่งไปยังเส้นทางสายหนึ่งเพื่อค้นหาจุดที่ปลอดภัยไว้สำหรับซุ่มยิงหุ่นไล่ล่าเขาะโขึ้นไปหมอบอยู่บนเพดาน้าเพื่อมองหาหุ่นไล่ล่าเสียงฝีเท้าหนักๆดังขึ้นที่ห้องโถงหุ่นไล่ล่าคงจะตัวใหญ่มิใช่น้อยเมื่อฟังจากฝีเท้าแล้วชั่วขณะนั้นความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นไปทั่วไขสันหลังเขาพลิกตัวหลบหมัดหนักๆที่พุ่งเข้ามาหุ่นไล่ล่าเคลื่อนไหวร่างอย่างเงียบเชียบมาอยู่ที่ด้านหลังของฉางลี่อินั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้เพดานที่ฉางลี่อินหลบอยู่เมื่อครู่ร่วงกรูลงมาทั้งๆที่เพดานหินนั้นทั้งแข็งทั้งหนามองจากพละกำลังนั้นแล้วฉางลี่อินสามารถตายได้เพียงแค่การโจมตีเดียว
พลั่ก!
เศษหินกระเด็นมาเฉียดข้างแก้มฉางลี่อินจนเป็รอยแผลเืซิบหุ่นไล่ล่าอีกตัวโผล่มาที่ด้านหลังของฉางลี่อินก่อนจะทิ้งหมัดหนักๆลงมายังพื้นที่ฉางลี่อินยืนอยู่เมื่อครู่ขนาดตัวของหุ่นไล่ล่าทั้งสองใหญ่กว่าตัวเขาประมาณสี่เท่าไม่ใช่ขนาดที่จะรับมือได้ด้วยตัวคนเดียวมิหนำซ้ำการเคลื่อนไหวยังเร็วมากผิดกับขนาดตัวหากหลบไม่ทันร่างคงได้แหลกเหลวอยู่ภายใต้หมัดหนักใหญ่ๆนั่น
หากไม่รู้ให้ได้ว่าหุ่นไล่ล่าสองตัวนี้มีกลไกการทำงานและตรวจจับเป้าหมายอย่างไรแม้เขาจะหนีสุดฝีเท้ายังไงก็หนีไม่พ้น
ลมหายใจ พลัง ความร้อนการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหวจะต้องมีสักอย่างที่หุุ่นพวกนี้ใช้ตรวจจับเขาและทำให้รู้ที่อยู่ของเขา
แต่ยังไม่ทันที่จะได้คิดทดสอบหุ่นพวกนี้ฉางลี่อินก็ถูกมันปัดกระเด็นไปติดกับผนังโชคยังดีที่ไม่ได้ถูกแรงปัดโดนตรงๆเขาจึงพลิกตัวกลับมายืนได้และหลบการโจมตีต่อไปทัน
เป็แบบนี้คงไม่มีเวลาไปหาทางเชื่อมไปยังชั้นหกแน่แค่ตัวเดียวยังลำบากแล้ว นี่มีถึงสองตัวทันทีที่หลบการโจมตีของตัวหนึ่งได้อีกตัวก็จะโจมตีตามทำให้จังหวะที่จะหลบมีน้อยมากนอกจากนั้นหุ่นไล่ล่าสองตัวนี้ยังสามารถรีดเร้นพลังเพื่อโจมตีได้เหมือนกับมนุษย์ที่ถังเหมินก็มีหุ่นฝึกแบบนี้อยู่ไม่น้อยแต่ประสิทธิภาพมีไว้เพื่อการฝึกเท่านั้นฉางลี่อินเหมือนกำลังสู้อยู่กับมนุษย์ที่มีขนาดใหญ่โตกว่าเขายิ่งเขาเคลื่อนไหวเร็วหุ่นไล่ล่าจะยิ่งเร็วขึ้นเพื่อตามเขาให้ทันเขาจึงต้องเร่งความเร็วให้มากขึ้นเพื่อที่จะหลบการโจมตีของหุ่นไล่ล่าจนมาหยุดอยู่หลังผนังหินเขาหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะรีบหยุดจังหวะการหายใจให้เป็ปกติในตอนนี้เขารู้แล้วว่าหุ่นไล่ล่าพวกนั้นใช้การหายใจและการเต้นของหัวใจของสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาในนี้ในการตรวจจับหาเป้าหมายยิ่งหายใจเร็วเท่าไหร่หัวใจยิ่งเต้นแรง พวกมันยิ่งรู้ตัวเร็วมากเท่านั้น
หุ่นไล่ล่าไม่มีหัวใจไม่ต้องหายใจ เื่นี้มันพื้นๆอยู่แล้วในการที่สร้างพวกมันให้ตรวจจับเป้าหมายด้วยสิ่งนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือปรับลมหายใจให้เบาที่สุดและสร้างเกราะอำพรางเสียงเต้นของหัวใจให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้และเขาจะต้องย้อนกลับไปที่ห้องโถงใหญ่อีกครั้งเพื่อหาเส้นทางที่จะเชื่อมต่อไปยังชั้นที่หก
“อึก!”ในระหว่างที่กำลังวางแผนการอยู่ในหัวจู่ๆฉางลี่อินก็ยกมือขึ้นปิดปาก หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้แข้งขาพลันรู้สึกอ่อนแรง เขาเอนตัวยืนพิงผนังลมหายใจของเขาเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆและแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาเม้มปากแน่นในเวลาแบบนี้….!
มือซ้ายเอื้อมไปด้านข้างเพื่อล้วงหายาระงับออกมาจากกระเป๋าแต่ควานหาอยู่นานกลับไม่เจอ เขาจึงปลดกระเป๋าออกมาดู คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นนี่ไม่ใช่กระเป๋าใส่ยาของเขาแม้รูปร่างจะเหมือนกันแต่อย่างไรเสียก็เป็ของที่ตัวเองเคยใช้อยู่ประจำอย่างไรก็ต้องจำได้อย่างแน่นอน และเขาจำได้ด้วยว่านี่เป็กระเป๋าของเนี่ยฟง!
“บัดซบ!”ฉางลี่อินกัดฟันกรอดจะต้องเป็จังหวะที่เนี่ยฟงเดินมาตบบ่าเขาแล้วฉวยโอกาสนั้นสับเปลี่ยนเอากระเป๋าของเขาไปความหงุดหงิดพลันปะทุขึ้นมา ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้นถี่ขึ้นทุกขณะเขากลิ้งตัวหลบการโจมตีที่พุ่งเข้ามาแต่ในเมื่อเขาควบคุมตัวเองไม่ได้เขาก็ไม่สามารถควบคุมการหายใจของตัวเองได้เช่นกันริมฝีปากบางเผยอขึ้นเพื่อหอบหายใจ ใบหน้าสวยแดงก่ำ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจเขายังคงพยายามวิ่งเท่าที่ร่างกายจะวิ่งไหว เท้ามือเพื่อหยุดหายใจอยู่เป็ระยะแต่ไม่นานก็ต้องหยุดวิ่งเพราะเขาวิ่งต่อไปไม่ไหว
“อื้อ!”มือเรียวกำเข้าหากันแน่น พยายามหยุดอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้นอย่างช้าๆใน่เวลาที่กำลังหนีแบบนี้ไม่มีเวลาให้เขาได้จัดการตัวเองก่อนสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อดังนั้นยาระงับจึงสำคัญมากออกไปได้เมื่อไหร่เขาจะฆ่าเนี่ยฟงเสีย!
ดวงตาสีเทามองไปยังหุ่นไล่ล่าที่พุ่งตรงมาหาเขามือของเขาสั่นระริกยามที่ยกหน้าไม้ขึ้นเล็งแม้แต่แรงดีดของหน้าไม้เขายังรับเอาไว้ไม่ไหวจนถอยไปชนกับผนังแต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เขารอดไปจากเงื้อมือของหุ่นไล่ล่าแต่อย่างใด
พรึ่บ!
ชั่วจังหวะที่ฉางลี่อินกำลังจะถูกหุ่นไล่ล่าโจมตีร่างของเขาก็ถูกกระชากลงไปที่พื้นอย่างแรงพื้นหินที่เขายืนอยู่พลันเปิดออกทำให้เขาร่วงหล่นไปเขากลิ้งตัวลุกขึ้นมายืนได้ทันเวลาภายใต้พื้นที่เขาอยู่จนถึงเมื่อครู่ยังมีห้องลับอีกแห่งแต่ทว่ามันกลับมืดสลัวจนเกือบจะมองไม่เห็นอะไร แผ่นหินที่เคยเปิดอยู่กลับเลื่อนปิดทำให้ภายในห้องแห่งนั้นยิ่งมืดมากกว่าเดิมยังไม่ทันที่เขาจะปรับสายตาให้ชินกับความมืดตัวของเขาก็ถูกใครบางคนคว้าเอาไว้จนหงายหลังลงไปนั่งกับพื้น
“อุ้บ!”แผ่นหลังคล้ายกับัักับบางสิ่งริมฝีปากของเขาถูกปิดเอาไว้ด้วยมือของใครบางคนแขนทั้งสองข้างถูกจับรวบไปไว้ด้านหลังพร้อมกับของเส้นบางๆที่มัดข้อมือของเขาเอาไว้ยามเมื่อขยับตัวไปมาจึงทำให้รู้ว่าเขากำลังนั่งติดอยู่กับคนผู้หนึ่งแล้วยังนั่งอยู่ระหว่างขาของคนผู้นั้นอีกด้วย
ลมหายใจที่อยู่ภายใต้ฝ่ามือนั้นหอบถี่มากขึ้นคนที่อยู่ซ้อนหลังจึงปล่อยมือออกจากริมฝีปากเพื่อให้เขาหายใจได้ถนัดฉางลี่อินรู้สึกตาลายพร่าในตอนนี้เขาไม่สามารถที่จะควบคุมลมหายใจหรือร่างกายให้เป็ปกติได้ไม่แม้แต่จะสามารถหันไปถามคนที่อยู่ด้านหลังด้วยซ้ำว่าเขาเป็ใครสติทั้งหมดถูกอารมณ์ที่กำลังลุกโชนโหมเข้าใส่ไม่มีสติถึงขั้นว่าหากยังหอบหายใจอยู่แบบนี้พวกหุ่นไล่ล่าจะรู้ว่าเขาอยู่ข้างล่าง
“อึก!”ดวงตาสีเทาบีบแน่นเมื่อคนด้านหลังรั้งตัวเขาเข้าไปแนบชิดริมฝีปากร้อนแนบลงมาที่ซอกคอก่อนจะไล้ขึ้นลง เปิดปากขบเม้มไปตามลำคอความร้อนที่แผ่กระจายมาจากริมฝีปากนั้นทำให้ฉางลี่อินรู้สึกดีเขาเอนตัวติดกับคนด้านหลัง เอียงคอไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนข้างหลังได้ซุกไซร้มากขึ้นมือหนาภายใต้ถุงมือไล้มือมาตามลำคอ ไล่ไปจนถึงแผงอกที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงบีบนวดเน้นหนักสลับเบาอย่างช้าๆ คนที่ถูกััส่งเสียงสั่นเครือแอ่นกายตอบรับััและเรียกร้องเอามากขึ้น
“อื้อ~~”มือหนาข้างหนึ่งไล้จากหน้าท้องลงไปที่ต้นขาผลักขาทั้งสองข้างของคนที่ตัวอ่อนออกจากกันร่างโปร่งตัวสั่นระริกเมื่อมือนั้นไล้ไปตามต้นขาด้านในลูบขึ้นลงราวกับจะยั่วให้เขาขาดใจมือหนาเอื้อมปลดชุดหนังที่ฉางลี่อินสวมอยู่ก่อนจะกระชากทิ้งอย่างไม่ไยดีร่างกายเปลือยเปล่าที่ัักับความเย็นทำให้ร่างนั้นสั่นน้อยๆคนที่อยู่ด้านหลังจับฉางลี่อินให้หันมาเผชิญหน้ากับตนโดยที่ร่างโปร่งนั่งคร่อมตักเอาไว้ภายในนี้มืดมาก และฉางลี่อินไม่มีสติแม้แต่จะมองว่าเป็ใครที่กำลังััเขาอยู่
“อ่า…..”ใบหน้างามเชิดขึ้นเมื่อใบหน้าของคนที่ััเขาอยู่โน้มลงมาขบกัดที่ยอดอกมือหนาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าอย่างช้าๆกดร่างของคนที่กำลังครวญครางให้แนบชิดกับริมฝีปากมากขึ้นไล้มือลงไปที่สะโพกมนก่อนจะบีบเต็มมืออย่างหมั่นเขี้ยว
“อ๊า!”ร่างกายเปลือยเปล่าสะดุ้งเฮือกเอนกายแนบชิดกับอีกคนอย่างอ่อนแรงเมื่อสิ่งหนึ่งกำลังลุกล้ำเข้ามายังช่องทางด้านหลังใบหน้าของคนที่เขาคร่อมตัวอยู่เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะประกบริมฝีปากเข้ากับเขาลิ้นร้อนแทรกตัวเข้ามาเกี่ยวกระหวัดกับเขาก่อนจะดูดดึงอย่างออกรสเขาโน้มตัวลงเพื่อให้ััแนบชิดขึ้นพร้อมทั้งเกี่ยวลิ้นใหญ่เอาไว้และดูดดึงตอบสนองกลับมือหนาประคองท้ายทอยขาวเอาไว้ในขณะที่อีกข้างกำลังสำรวจอยู่ภายในตัวคนที่กำลังมัวเมาในราคะ
“อึก!อื้อ!” ร่างกายของคนที่อยู่้าขยับขึ้นลงตามจังหวะของนิ้วมือที่กำลังแทรกตัวอยู่ภายในริมฝีปากหนาผละออกจากคน้าก่อนจะขบเม้มไปตามซอกคอ ฉางลี่อินกำลังถูกราคะมอมเมาจนไม่หลงเหลือสติให้นึกคิดได้อีกปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำปล่อยให้ร่างกายถูกััอย่างไม่คิดที่จะต่อต้านแม้เพียงนิดเผยอปากครางกระเส่าอย่างพึงพอใจ คนด้านล่างละมือออกลูบไล้สะโพกพร้อมนวดคลึงอย่างเร้าอารมณ์ พรมจูบกดเม้มตามแนวไหล่จนถ้าหากตรงนี้มีแสงสว่างมันคงจะมีรอยแดงปรากฏเป็ทางยาวให้เห็น
“อ๊ะ!อ๊า!!” สะโพกมนถูกกดให้กลืนกินแท่งร้อนที่กำลังผงาดอยู่เบื้องล่างความร้อนที่กำลังแทรกตัวเข้ามาทำให้ฉางลี่อินต้องสั่นสะท้าน แอ่นตัวอย่างรัญจวนและสุขสมยามเมื่อทั้งร่างกลืนกินกายใหญ่จนมิดริมฝีปากบางก็ถูกกลืนกินด้วยริมฝีปากหนาเสียงจาบจ้วงของปลายลิ้นดังอยู่ท่ามกลางความมืดยิ่งชวนให้รู้สึกกระสันร่างกายเปลือยเปล่าบดเบียดเข้าหาอีกร่างพร้อมทั้งสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดลิ้นใหญ่อย่างโหยหายามเมื่อเขาขยับร่างกายสิ่งที่คั่งค้างอยู่ภายในก็ดันตัวลึกเข้ามาอีกทำให้ฉางลี่อินรู้สึกดียิ่งนัก
“อ่า…อืม”มือที่ถูกมัดเอาไว้ทำให้ไม่สามารถหาที่ยึดเหนี่ยวร่างเอาไว้ได้กระนั้นร่างโปร่งก็ขยับกายขึ้นลงตามจังหวะที่คนด้านล่างส่งมาเสียงลมหายใจและเสียงครางต่ำจากอีกคนทำให้ฉางลี่อินอดไม่ได้ที่จะโน้มตัวลงไปประกบจูบกับอีกฝ่ายอีกครั้งเสียงหยาบโลนเพราะการเคลื่อนไหวที่ยังไม่ลื่นไหลนักดังเข้ามาในหัวแต่พอขยับไปได้สักพักทุกอย่างก็พลันลื่นไหลง่ายขึ้น
“อ๊ะๆ!อื้อ!” ริมฝีปากหนาผละตัวออกไปชั่วครู่ก่อนจะประกบเข้าไปใหม่กลืนกินเสียงครางกระเส่าพร้อมทั้งขยับกายเพื่อตอบสนองคน้าอย่างเอาใจกายร้อนที่สวนเข้าออกหนักๆทำให้ร่างโปร่งแทบจะละลายหายไปกับความร้อนนั้นยามเมื่อร่างกายทั้งสองเสียดสีกันยิ่งทำให้อารมณ์กระสันเพิ่มพูนเท่าทวีจังหวะกระแทกกระทั้นเข้าออกเริ่มเร็วมากขึ้น ร่างกายคน้าไหวโยกไปตามแรงกระแทกขยับตัวรับจังหวะอย่างว่าง่ายเสียงคำรามต่ำอย่างพึงพอใจดังขึ้นจากร่างที่กำลังโหมแรงใส่
“อ่า…..อ๊ะ!อ๊า!!” ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเมื่อกายใหญ่กระแทกโดนจุดหนึ่งซ้ำๆมือหนาทั้งสองข้างกระชับสะโพกขาวเอาไว้ก่อนจะสวนกายขึ้นลงถี่ยิบเสียงครางดังระงมภายในห้องที่เย็นเฉียบและเกือบจะมืดสนิท ดวงตาคู่งามหลับพริ้มซึมซับััที่อีกฝ่ายมอบให้เชือกที่รัดข้อมืออยู่ถูกตัดขาดก่อนที่ร่างโปร่งจะถูกประคองให้นอนลงร่างนั้นตามลงมาทาบทามพร้อมทั้งแยกขาเรียวออกจากกันสวนกายเข้าออกถี่รัวจนััได้ถึงความชื้นที่ด้านหลังร่างโปร่งกรีดร้องอย่างสุขสมเมื่ออารมณ์พุ่งขึ้นสูง ยกมือขึ้นเกาะกุมไหล่หนาที่กำลังโหมกายใส่เขาขาเรียวหนีบเอวสอบเอาไว้ ร่างกายกระตุกเกร็ง ความอุ่นร้อนเปรอะไปทั่วหน้าท้องแต่กระนั้นร่างที่ทาบทามเขาอยู่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดอีกฝ่ายยังคงสวนกายเข้าออกราวกับว่ายังไม่พอเพียงแค่นี้
“อ๊ะ!เ้า!” พอร่างกายได้ถูกปลดปล่อยไปครั้งหนึ่งแล้วฉางลี่อินก็เหมือนจะได้สติกลับมาบ้างแต่ััที่กระแทกตัวลึกเข้าไปทำให้ร่างกายของเขาสั่นระริกเขายกมือขึ้นปิดปากตัวเองเพื่อกลั้นเสียงเอาไว้แต่เหมือนอีกคนที่ััร่างกายของเขามาแล้วเกือบทุกส่วนมีหรือจะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเขาถึงจะเปิดปาก
“อ๊า!”กายร้อนกระแทกเข้าใส่จุดหนึ่งจนฉางลี่อินต้องเปิดปากเพื่อส่งเสียงร้องคน้าฉวยจังหวะนั้นโน้มกายลงมาประกบปากกับเขาสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวลิ้นเล็กในขณะที่่ล่างกำลังขยับกายเข้าออกถี่ยิบสติที่เพิ่งจะฟื้นคืนกลับมาถูกอีกฝ่ายกระชากทิ้งอีกครั้ง แขนแกร่งทั้งสองข้างโอบกอดคนใต้ร่างเอาไว้อย่างทะนุถนอมและนำพาเขาไปสู่ความหฤหรรษ์ที่ราวกับจะไม่จบสิ้น
ก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบไปมือเรียวยกขึ้นประคองใบหน้านั้นท่ามกลางความมืด เอ่ยพึมพำอะไรบางอย่างซึ่งมีเสียงหัวเราะอย่างเอ็นดูดังขึ้นเบาๆพร้อมกับน้ำเสียงนุ่มละมุนที่เอ่ยกระซิบที่ข้างหู
“ข้ากลับมาแล้วลี่อิน”
ดวงตาสีเทากะพริบถี่ยามเมื่อรู้สึกตัวภาพที่เห็นไม่ใช่ความมืดของห้องลับใต้พื้น แต่เป็ทางเดินของชั้นที่หนึ่งที่เขาใช้ความเร็วฝ่าเข้ามา มือเรียวภายใต้ถุงมือสีดำยกขึ้นนวดขมับเขาก้มลงมองสำรวจตัวเองอย่างเหนื่อยๆแล้วพบว่าเขาได้สวมชุดสำรองชุดใหม่อีกชุดที่เตรียมมาเมื่อมองไปที่มือขวาก็มีหีบมรกตขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่ในมือเขา ไม่ใช่แค่นั้นร่างของเขายังถูกโอบล้อมเอาไว้ด้วยอาณาเขตฟื้นฟูที่ใครสักคนสร้างเอาไว้เขายังคงนั่งพิงผนังอยู่แบบนั้นแล้วมองหีบมรกตในมือ
เขาไม่ได้ไปถึงชั้นที่หกแล้วชั้นที่ห้ายังฝ่าไปไม่ได้ เช่นนั้นแล้วคงไม่ใช่ใครอื่นที่เอาหีบมรกตนี้มาให้
หลังจากที่พินิจวิเคราะห์เื่ราวอยู่สักพักโคจรลมปราณตรวจร่างกายตัวเองแล้ว ทุกอย่างกลับมาเป็ปกติอารมณ์กำหนัดที่รุนแรงก่อนหน้านี้หายไปราวกับสายลมแต่เขาก็รู้ดีว่าสาเหตุที่มันหายไปไม่ใช่เพราะยาระงับเขาถอนหายใจยามเมื่อมองซ้ายมองขวาแล้วหาหน้ากากที่เขาใส่ตอนที่เข้ามาไม่เจอแต่ตอนนี้เขาเหนื่อยแล้ว แม้แต่อารมณ์ที่จะไปจัดการเนี่ยฟงยังไม่มี
ฉางลี่อินลุกขึ้นยืนภายในทางเดินชั้นที่หนึ่งเส้นด้ายที่คมกริบพวกนั้นถูกสะบั้นขาดไปทั้งหมดแล้วกลไกภายในชั้นนี้ยังถูกทำลาย เมื่อก้าวออกจากอาณาเขตฟื้นฟูอาณาเขตนั้นก็หายไปเขาเดินเนิบๆอย่างไม่เร่งรีบออกไปจากทางเดิน เดินฝ่าหมอกควันสีดำออกมาที่ด้านนอกเขามองเห็นเนี่ยฟงที่วิ่งเข้ามาหาเพราะความร้อนใจ แต่ไฉนเลยฉางลี่อินจะสนใจปฏิกิริยานั่นเขาโยนหีบสมบัติที่เป็เป้าหมายของภารกิจครั้งนี้ให้เนี่ยฟงพร้อมกับที่จะเดินจากไปแต่เนี่ยฟงรีบคว้าแขนเอาไว้
“เ้าเป็อะไรหรือเปล่าหน้ากากของเ้าเล่า” สำหรับถังเหมินนั้นหน้ากากนั้นมีความสำคัญพอๆกับต่างหูและสำหรับฉางลี่อินเขาเหมือนจะทำของสำคัญทั้งสองอย่างหายไปแล้วทั้งคู่เสียด้วย
“ปล่อย”ร่างโปร่งไม่ตอบคำถามเนี่ยฟงสังเกตเห็นรอยแดงๆที่ต้นคอและหลังหูของฉางลี่อิน รอยนั้นยังใหม่อยู่ที่สำคัญชุดที่ฉางลี่อินสวมยังเป็คนละชุดกับที่ตอนใส่ตอนเข้าไปแต่กระนั้นเขาก็ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นร่องรอยพวกนั้น
อีกฝ่ายรู้ว่าฉางลี่อินแต่งกายอย่างไรเพราะแบบนั้นถึงจงใจสร้างรอยเอาไว้ในที่ที่เสื้อผ้าปิดไม่มิด
เจ็บใจนัก…..
“ข้าบอกให้ปล่อย”
“เ้าโกรธอะไรข้ากันข้าก็นั่งรออยู่เฉยๆไม่ได้ไปรบกวนเ้าเสียหน่อย” เนี่ยฟงเอ่ยราวกับว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรเอาไว้ฉางลี่อินจึงจับมืออีกฝ่ายออกก่อนจะบิดไปอีกทางแต่ไม่ได้ออกแรงมากแม้ว่าจะอยากบิดให้หักไปเลยก็ตามริมฝีปากบางเอ่ยอย่างเ็า
“เห็นแก่ของที่ได้มาข้าจะปล่อยเ้าไปสักครั้ง” ว่าแล้วก็สะบัดมือนั้นทิ้งเร้นกายหายไปจากตรงนั้น เนี่ยฟงมองเข้าไปยังค่ายกลที่มีหมอกสีดำปกคลุมเอาไว้มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเืไหลดวงตาสีเทามีแต่จิตสังหารแต่ไม่อาจบอกได้ว่ามุ่งเป้าไปที่ใคร
ภายในชั้นที่หกของค่ายกลร่างสูงเอนกายเอกเขนกอยู่บนแท่นวางสมบัติอย่างอารมณ์ดีเรือนผมสีแดงพลิ้วไหวเล็กน้อยไปตามเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำเพราะแรงะเิจากแก่นพลังที่ใช้ขับเคลื่อนหุ่นไล่ล่ามือหนาปลดหน้ากากสีเงินออกจากใบหน้าก่อนจะจูบแ่เบาลงที่ด้านในของหน้ากากมุมปากยกยิ้มยามเมื่อริมฝีปากัักับหน้ากากนั้น
สิบปีที่ห่างหายร่างกายนั้นยังคงจำััของเขาได้แม้จะฉวยโอกาสไปบ้างเพราะอีกฝ่ายกำลังเผชิญอยู่กับอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้กระนั้นร่างสูงก็ยินยอมที่จะรับผิดชอบอย่างเต็มใจและพร้อมที่จะประกาศตัวทุกเมื่อ
เขาลุกขึ้นจากแท่นวางสมบัติค่ายกลที่นี่ไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่นัก แต่เห็นมือสังหารคนงามสนใจเขาจึงแอบตามมาเงียบๆ ยามที่เรือนร่างนั้นพลิ้วกายอยู่บนอากาศช่างงดงามเสียจริงและแน่นอนว่ายามที่อีกฝ่ายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเขาก็สั่งให้หน่วยลับทั้งหมดหลับตาลงเสียทั้งๆที่เป็คนที่ระมัดระวังตัวแต่เื่แบบนี้กลับไม่สนใจที่จะใส่ใจเสียอย่างนั้น
ไม่รู้หรอกรึว่าตัวเองดึงดูดเพศเดียวกันแค่ไหนคนที่ตามดูพลันจะหัวใจวายเอาง่ายๆ
สมบัติที่ฉางลี่อินได้ไปสำหรับสวี่ชิงเค่อแล้วไม่ได้น่าสนใจนักค่ายกลนี้ไม่ได้คณามือเขาด้วยซ้ำแต่กลับฉางลี่อินเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่รบกวนจิตใจของอีกฝ่าย และฉางลี่อินไม่เคยทะลวงค่ายกลมาก่อนมีอยู่หลายครั้งที่สวี่ชิงเค่อคิดว่าฉางลี่อินจะไม่รอดเอาแต่ก็รอดมาได้เสียทุกทีแต่ภายในวงกตมายามันทำให้เขาเป็ห่วงมาก สวี่ชิงเค่อไม่รู้ว่าฉางลี่อินเห็นอะไร ฉางลี่อินไม่ได้ปิดกั้นััทั้งหมดจึงถูกภาพมายาเล่นงานทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในชั้นที่สี่จู่ๆแขนของฉางลี่อินก็มีเืไหล ทั้งยังทรุดตัวลงอาเจียนอย่างหนักสวี่ชิงเค่อจึงบุกเข้าไปยังใจกลางของวงกตมายาแล้วทำลายมันทิ้ง จากนั้นก็พาอีกฝ่ายออกมาสีหน้าที่ทรมานของฉางลี่อินทำให้เขากังวลยามที่ฟื้นก็เหมือนกับว่าสติจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวหลังจากนั้นสวี่ชิงเค่อจึงตามประกบอยู่ข้างตัวตลอด ยิ่งเมื่อฉางลี่อินอาการไม่ดีเขาก็ไม่ลังเลที่จะช่วยอีกฝ่ายออกมาในทันที
สวี่ชิงเค่อเดินออกมาจากชั้นที่หกที่เขาลากหุ่นไล่ล่าจากชั้นที่ห้ามาะเิทิ้งที่นี่เดินผ่านชั้นที่สี่ที่เป็วงกตมายาแต่มันถูกทำลายจนแตกกระจายเป็เสี่ยงๆแล้วเดินขึ้นมายังชั้นที่สามที่มีร่างแมงมุมอสรพิษนอนตายอยู่แต่มันถูกเผาจนเกรียมร่างที่ตายจึงไม่อาจปล่อยพิษออกมาได้ เดินมาอย่างไม่รีบร้อนระหว่างทางก็เก็บเอาอาวุธที่น่าสนใจกลับมาด้วยฉางลี่อินเป็คนรับภารกิจทะลวงค่ายกลนี้ ดังนั้นของทั้งหมดนี้จึงเป็ของฉางลี่อินแต่เพราะสวี่ชิงเค่อถล่มค่ายกลจนมันไม่อาจกลับมาใช้งานได้อีกร่างสูงจึงจะเอาอาวุธและกลไกที่น่าสนใจในค่ายกลกลับไปให้ฉางลี่อินเพื่อเป็การไถ่โทษโดยเฉพาะเข็มพิษลูกกลอนนอกจากนั้นยังมีอาวุธหลายอย่างที่จะเป็ประโยชน์กับร่างโปร่งในอนาคตสวี่ชิงเค่อก็ขนกลับไปทั้งหมด เดินสบายอารมณ์ผ่านชั้นที่สองที่เป็กลไกถ่วงน้ำหนักแต่สวี่ชิงเค่อจัดการรื้อถอนกลไกชั้นนี้ออกหมดแล้วเขาจึงเดินผ่านมันไปอย่างง่ายดายหรือแม้แต่ชั้นที่หนึ่งที่มีกลไกของด้ายสีเงินคมกริบเคยขึงพาดอยู่เขาก็สะบั้นมันทิ้งทั้งหมดและถอนกลไกชั้นนี้ออกไปด้วยเพื่อพาตัวฉางลี่อินมาหลับอยู่ที่นี่และตอนนี้ร่างโปร่งก็ไม่อยู่ที่นี่แล้ว
กลับไปแล้วกระมัง
เขายักไหล่ สวี่ชิงเค่อสร้างอาณาเขตฟื้นฟูให้ฉางลี่อินแล้วป่านนี้คงจะกลับไปอัดคนที่ชื่อเนี่ยฟงจนกระอักเืไปแล้วกระมัง
ส่วนเนี่ยฟงนั้นหนนี้เขาจะปล่อยไปก่อนแต่หากคิดไม่ซื่อเป็ครั้งที่สองหัวที่ใช้คิดความคิดเ้าเล่ห์พวกนั้นก็ไม่ต้องอยู่บนบ่าแล้ว
“เหนือหัว”สวี่ชิงเค่อหันไปตามเสียงเรียกคนสนิทของเขาชี้ไปที่ด้านหลังที่มีหีบมากมายใส่ของในค่ายกลเอาไว้ ก็ได้มากโขอยู่
“ส่งไปที่นั่น”คนสนิทรับคำพวกเขาขนของทั้งหมดส่งไปที่เรือนของรองประมุขแห่งถังเหมินที่ตอนนี้ยังไม่กลับถึงเรือนสวี่ชิงเค่อเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเป็สีน้ำเงินจางๆ
หากกลับไปที่เรือนแล้วฉางลี่อินไม่เจอแมวน้อยสีส้มรออยู่คงจะเป็ห่วงเป็แน่ เช่นนั้นรีบกลับก่อนเขาจะกลับถึงเรือนจะดีกว่า
หรือเดินไปรับเขาที่เพิ่งกลับมาจากการทำภารกิจก็คงทำให้ประทับใจได้ไม่น้อยระหว่างกลับหาดอกไม้สวยๆสักดอกไปด้วยก็แล้วกัน