“หลิ่งอี้ ข้าต้องบอกเจ้าไว้สิ่งหนึ่ง แม้ว่าตัวข้ามาจากตระกูล‘เฟย’ ก็จริง ทว่าสถานะของข้าในยามนี้กลับถูกตามล่าหมายเอาชีวิตจากผู้นำหมู่บ้านคนปัจจุบันซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงข้า เหตุผลเพียงเพราะข้าเริ่มฝึกยุทธ์เมื่อหลายเดือนก่อน” หลิ่งอี้ที่ยืนสดับรับฟังอยู่เงียบๆพลันขมวดคิ้วขึ้นเป็นปม “เหตุใดกัน ลุงของเจ้า…ทำไมต้องจ้องกำจัดเจ้าเพียงเพราะเริ่มฝึกยุทธ์” สีหน้าหลิ่งอี้แสดงออกอย่างไม่เข้าใจ “นี้ก็เป็นสิ่งที่ข้าต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ข้าต้องปลอมแปลงทุกสิ่งก่อนเข้าสำนัก” น้ำเสียงเฟยซุนแฝงไปด้วยความกังวลใจ “ข้ามาที่สำนักแห่งนี้เพื่อหวังเพียงรอดพ้นจากการคุกคามจากการตามล่าของคนในตระกูลข้า”
“สิ่งที่เจ้ากังวลคือ หากออกพ้นบริเวณสำนัก อาจสุ่มเสี่ยงต่อต้องถูกพบตัว” รอยยิ้มหลิ่งอี้ปรากฏขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้ามีวิธีที่ให้เจ้ารอดพ้นจากสายตาคนในตระกูลเจ้าเจ้าอย่าลืมสิ ท่านพ่อข้าก็เป็นจอมโจรที่มีชื่อ ตัวข้าพอมีความรู้เรื่องปลอมแปลงบ้าง”หลิ่งอี้ยกมือถูปลายจมูก กล่าวน้ำเสียงชัดเจน
เฟยซุนเลิ่กคิ้วทั้งสองขึ้นสูงพลันจ้องมองหลิ่งอี้ด้วยสายตาประหลาดใจ“เจ้าปลอมแปลงใบหน้าเป็นอย่างงั้นเหรอ” หลิ่งอี้เหล่ตามองเฟยซุนก่อลอบถอนหายใจ“ฮืม…ใช่…ซุน…แต่เดียวนะ แซ่ปลอมเจ้าใช้ฮุ่ย เหตุใดท่านผู้อาวุโสฮุ่ยเหมยถึงยอมรับเจ้าเป็นญาติ” หลิ่งอี้จ้องมองมันด้วยสายตาอย่างไม่ไว้วางใจ “เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างข้าและนาง” เฟยซุนกล่าวขึ้นด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ “เหอ เหอ ที่แบบนี้ เก็บไว้เป็นความลับ…แต่ข้าก็ไม่อยากยุ่งเรื่องของเจ้าของฉายา บุบผาสีชาด งั้นเจ้าเล่าต่อหลังจากเจ้าเป็นศิษย์สายตรงมาแล้วเหตุใดถึงหายไปเกือบอาทิตย์”
“ถ้าเดาได้เลย…สิ่งที่ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังต่อไปนี้เจ้าต้องไม่เชื่อแน่นๆ เพราะขนาดตัวข้ายังแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวข้านั้นสามารถผ่านมันมาได้” เฟยซุนกล่าวขึ้นด้วยนัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวภายในใจหลิ่งอี้ยังคงสงบเรียบนิ่ง “หลังจากที่ข้า ตอบรับเป็นศิษย์สายตรง ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ข้าถูกท่านอาจารย์ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งความยากแต่ละวันที่ฝึกปรือกลับเพิ่มทบทวีคูณทุกวัน ฝึกทั้งร่างกายและเพิ่มเติมการท่องจำฝึกปรือจนแทบจะลืมวันลืมคืนเวลาพักผ่อนจากเดิมที่เคยมีถูกลดบั่นทอนจนแทบไม่มีเวลาพักฟื้นข้าต้องฝึกช่วงล่างจนแทบไม่รู้วันเวลาว่าผ่านไปเพียงใด สิ่งที่ข้าพอรับรู้ได้คือเมื่อศิษย์พี่ทั้งสองเสร็จกิจที่ต้องรับผิดชอบต่างแวะเวียนมาเป็นคู่ซ้อมให้ข้านั้นหมายถึงช่วงเวลาราตรี ครั้งแรกศิษย์พี่ทั้งสองต่างออมมือ…จนศิษย์พี่ทั้งสองถูกท่านอาจารย์ตำหนิตั้งแต่วันแรกนับแต่นั้นสายตาศิษย์พี่ทั้งสองพลันเปลี่ยนเป็นดั่งสัตว์ร้ายจากคู่ฝึกซ้อมพลันเปลี่ยนแปลงเป็นกระสอบทรายให้ศิษย์พี่ปลดปล่อยฝีมือข้าทำได้เพียงอดทนปัดป้องอย่างสุดกำลัง เมื่อยามข้าไม่อาจฝืนทนจนสลบคาที ข้าจะถูกจับแช่ถังน้ำผสมยารักษาตัวให้ฟื้นกลับเพื่อฟื้นคืนกำลังให้เร็วที่สุดสุดส่วนในร่างล้นสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจนเวลาพักฟื้นแทบไม่มี ข้าแทบจะต้องกินนอนอยู่ทีเดิมตลอดเจ็ดวันและยิ่งในส่วนของการทั้งท่องจำก็ยากที่จดจำ ดีที่ท่านอาจารย์ให้คำชี้แนะบางประการจนสามารถย่นเวลาได้พอสมควรเมื่อการฝึกปรือแล้วเสร็จ ท่านอาจารย์จึงอนุญาตให้ข้ากลับมาฝึกได้ตามปกติ ทว่าหากการฝึกฝนกับทางหมู่ตึกจบลงข้าคงต้องกลับไปฝึกฝนกับท่านอาจารย์ทุกเย็น” ช่วงเวลาที่เฟยซุนได้กล่าวออกมา หลิ่งอี้ที่ยืนด้านข้างมันกลับเงียบสงบไร้ซึ่งเสียงลมหายใจ มันหน้ามองหน้าหลิ่งอี้ช้าๆ หลิ่งอี้แม้ยังคงตื่นตระหนกกับทุกเรื่องที่มันเอ่ยขึ้นมันกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจจนสามารสงบใจได้
“ซุน ในเมื่อพื้นฐานถูกขัดเกลาโดยท่านอาจารย์ ข้าว่าตอนนี้เจ้ารีบกลับมิติของเจ้าเถิดเร่งรีบค้นหาทักษะประจำมิติของเจ้าให้เร็วที่สุดจะดีกว่า” เฟยซุนผงกศีรษะ “ข้าก็คิดเช่นนั้น ข้ากลับไปดูมิติข้าหน่อยเสียดีกว่า ข้าไม่ได้เข้าไปนาน…ไม่รู้ปานนี้ภายมันจะปั่นป่วนเพียงไหน” เฟยซุนเตรียมพุ่งทะยานออกไป “แล้วเจอกัน” ไม่กี่อึดใจเฟยซุนก้าวพ้นออกจากประตูมิติของหลิ่งอี้ภายนอกเงียบสงบไร้ผู้คน เฟยซุนก้าวเดินไปยังประตูมิติตัวเองในระหว่างที่มันก้าวเดินออกมามีสายตาทั้งสองคู่จับจ้องจากชั้นสามอย่างเงียบงัน
“เอ๋! ศิษย์พี่เฉียวเห็นอย่างที่ข้าเห็นไหม ศิษย์น้องผู้นี้ยังมิได้ตกตายคงเป็นดั่งที่ศิษย์พี่เฉียวคาดเดา สายลมหอบเมื่อครั้งนั้นคงท่านอาจารย์ศิษย์น้องผู้นี้ต้องถูกท่านอาจารย์ช่วยไว้ในคราวนั้นแน่นอน ” ไฉยี่พลันชี้นิ้วไปยังเบื้องล่าง “ฮืม…ดูท่าเราคงมีศิษย์น้องร่วมสายตรงเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว” ศิษย์พี่เฉียวที่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นเหยียบกลับสร้างความประหลาดใจให้กลับศิษย์น้องอย่างมาก “เอ๋ ! ศิษย์พี่เฉียวจะบอกว่าเจ้าศิษย์น้องคนนี้…ท่านอาจารย์รับมันไว้เป็นศิษย์สายตรงอย่างนั้นเหรอ” ดวงตาไฉยี่เบิกโผล่งด้วยความตกตะลึง “พลังยุทธ์มันอยู่เพียงชั้นลมปราณก่อตั้งขั้นสี่ แม้จะสามารถต่อกรกับหนานจิ้งได้แต่ทำได้เพียงปัดป้องอย่างเต็มกลืนเหตุใดท่านอาจารย์ถึงรับมันเป็นศิษย์สายตรง วันนี้ข้าต้องไปไต่ถามเอาคำตอบจากท่านอาจารย์ให้จงได้” ไฉยี่กล่าวเสร็จดั่งคุณหนูที่เอาแต่ใจพลันหายตัวไปอย่างไรร่องรอยศิษย์พี่เฉียวแม้บางครั้งจะดูเย็นชาไม่สนอะไร แต่มันก็ไม่อาจไม่ใส่ใจศิษย์น้องหญิงผู้นี้ได้มันลอบถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
ระหว่างที่เฟยซุนที่ก้าวข้ามเข้าประตูมิติของมันก็ยังมีสายตาศิษย์พี่เฉียวที่ยังคงจ้องมองอย่างไม่เข้าใจเหตุผลจนมันหลบลับเข้าไปในมิติ ภายในมิติของมันปรากฏพื้นหญ้าเขียวขจีเรียงตัวสม่ำเสมอตลอดทาง เฟยซุนเยื้องเท้าก้าวอย่างระมัดระวังปลดปล่อยสัมผัสไปอย่างระแวง‘จะมีตัวอะไรโผล่ออกมาอีกไหมเนี่ย’ การพบปรากฎการแต่ละครั้งมันยังคงจำฝังใจมิอาจลืมเลื่อนเมื่อมันไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลงปลอมพลันเร่งฝีเท้าเข้าที่พักโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจได้ยืนอยู่หน้าบ้านไม้หลังเก่าดันประตูไม้ผุๆเข้าไปอย่างคุ้นเคยไม่ว่ากี่ครั้งมันก็ยังคงตะลึงกับความงามภายในมิติที่ทับซ้อนอยู่เหมือนเช่นเคยด้วยที่มันยังคงเปิดประตูมิติค้างไว้สายลมอ่อนพัดพากลิ่นหญ้าเข้ามาภายในมิติ ‘แม้ไม่มาหลายวัน ทุกสิ่งล้วนไม่เปลี่ยนแปลง’ มันหันมองรอบบริเวณก็ไม่พบจุดผิดสังเกตหรืออะไรที่แปลกตา‘โอ๊ย ! ข้าก็ลืมถามเจ้าหลิ่งอี้จนได้ ไอทักษะที่ว่ามันต้องเริ่มหาจากไหนละเนี่ย’ เฟยซุนยกมือตีหน้าผากเบาๆ ก่อนใช้มือซ้ายถูกมือขวาอย่างแช่มช้าอย่างไม่รู้ตัวว่าแหวนยังคงอยู่บนร่างกายมันเมื่อเนื้อผิวสัมผัสกับแหวนที่มนกลมมันรีบยกมือที่สวมแหวนขึ้นมาสำรวจอย่างสนใจ “เจ้าแหวนวงนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ข้าต้องเกิดเรื่องวุ่นวายทั้งหมดไหนขอดูหน่อยสิว่าเจ้าทำไรอะไรบ้าง” เฟยซุนพยายามถอดแหวนออกจากนิ้วอย่างจริงจัง ทว่ามันใช้แรงมากเพียงใดก็ไม่อาจทำให้แหวนหลุดออกจากนิ้วมันได้มันพลิกหน้าพลิกหลังก็ยังไม่อาจหาวิธีดึงแหวนออกจากนิ้วได้ บนหัวแหวนที่มนกลมราวกับไข่มุกใต้มหาสมุทรไม่ว่ามันลูบจะกดก็ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆตอบสนองทว่าเกิดความคิดประหลาดแวบเข้าภายในหัว ทดสอบปล่อยปราณเข้าใส่ตัวแหวน แหวนกับตอบสนองต่อปราณของมันเกิดแสงพริบไปมา
“มาถูกทางละ ไหนขอลองอีกที” ครั้งนี้มันถ่ายปราณเข้าสู่แหวนอย่างหนาแน่น แหวนที่สวมใส่คล้ายเกิดปฏิกิริยาคืนสภาพเดิมคล้ายงูลมไหลออกจากนิ้วลอยเคว้งอยู่กลางอากาศงูลมที่ลอยเคว้งกลางอากาศคล้ายขยับไหลเลื่อยอยู่กลางอาการเพียงเสี้ยวอึดใจกลับสามารถแหวกว่ายกลางอากาศอย่างแช่มช้าเฟยซุนแม้จะประหลาดใจทว่ามันกลับไม่ลังเลที่ติดตามงูลมตัวนั้นไป งูลมที่มุ่งหน้าเข้าไปสู่ทิศทางของเขตป่าทึบทำให้มันต้องหวนนึกถึงคำพูดของหลิ่งอี้“หวังว่าข้าคงไม่อับโชคต้องพบเจอสัตว์ร้ายประจำมิติหรอกนะ” แม้มันจะหวั่นวิตกอย่างมาก แต่ยังไม่มีท่าทีจะผ่อนฝีเท้าแต่อย่างใดมันยังมุ่งหน้าติดตามเส้นทางที่งูลมแหวกว่ายกลางอากาศด้วยความเร็วที่แช่มช้าอย่างคงที่เวลาผ่านไปสามสิบนาทีทิวทัศน์รอบข้างผลันแปรเปลี่ยนเป็นป่าทึบอับแสงมันถึงพึ่งรู้สึกตัวของการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศรอบมันกาย สัญชาตญาณของมันบ่งบอกว่าที่นี้อันตรายยิ่งนักทุกฝีก้าวมันที่มันก้าวของกลับแฝงไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ด้วยลักษณะป่านี้ปิดกั้นแสงสว่างที่สาดส่องไม่ทั่วถึงกลิ่นอับชื่นฟุ้งกระจายอย่างหนาแน่น งูลมยังคงมุ่งหน้าไปอย่างไม่ลดละ “แท้จริงแล้ว เจ้างูลมตัวนี้มันจะมุ่งหน้าไปที่ใดกันแน่น” สายที่ระแวดระวังถูกสาดส่องไปรอบบริเวณทว่าสิ่งที่ผิดสังเกตอย่างที่สุดคือรอบบริเวณกลับไม่พบสิ่งมีชีวิตใดๆ ฝีเท้าที่ติดตามยังลงก้าวไม่หยุดงูลมที่แหวกว่ายกลางอากาศมุ่งหน้าไปอย่างแช่มช้า ทิวทัศน์เบื้องหน้าล้วนผันแปรเปลี่ยน
ซุ่ ซุ่
ป่าทึบเดิมที่เงียบสงบพลันปรากฏเสียงประหลาดดังออกเป็นระยะงูลมยังมุ่งสู่ทิศทางต้นเสียงนั้นส่งกลิ่นอับชื้นเริ่มตีจมูกมันขึ้นอย่างหนาแน่น ทุกโสตสัมผัสเพ่งเล็งไปด้านหน้าโดยเฉพาะทว่าด้านหน้าดูคล้ายทางออกปรากฏแสงสาดส่องจนสายตาพร่ามั่ว เพียงมันก้าวแสงแดงแรงส่องเข้าสู่ใบหน้าจนไม่อาจมองเห็นไปชั่วขณะงูลมจากเดิมที่ติดตามมาอย่างไม่คาดสายตา เพียงเสี้ยววินาทีสายตามันตัดขาดจากการมองเห็นต้องใช้เวลาอยู่หลายอึดใจกว่าจะกลับมาปกติดังเดิมบัดนี้ได้เป้าหมายได้หายไปจากสายตามัน มันเร่งรีบกางสัมผัสเชิงยุทธ์ออกรอบบริเวณแต่สภาพแวดล้อมบริเวณล้วนไม่เป็นมิตร
ซุ่ ซู่ ซู่
เบื้องหน้ามันปรากฏน้ำตกขนาดใหญ่ส่งเสียงดังอย่างต่อเนื่อง‘เจ้างูลมหายไปไหนแล้วเนี่ย’ เฟยซุนพลันหันรีหันขว้างอย่างตื่นตัวทว่านัยน์ตามันกลับไปหยุดที่บริเวณกึ่งกลางตกน้ำบริเวณนั้นคล้ายเกิดคลื่นพลังแหวกน้ำตกเป็นรูกลมและกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยนัยน์ตาเฟยซุนสั่นสะท้านปฏิกิริยาร่างกายตอบสนองในทันทีปลายเท้าจิกพื้นดินจนยุบพุ่งทะยานปานสายฟ้าฟาดภายใต้รอยแยกปรากฎงูลมตัวที่คุ้นเคยกำลังเล็ดลอดเข้าไปในอุโมงค์น้ำตก เสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นงูลมได้ลอดผ่านอุโมงค์น้ำสำเร็จเดิมอุโมงค์น้ำที่เคยปรากฏบัดนี้คล้ายปราณได้เริ่มเสื่อมสลาย เฟยซุนที่พุ่งทะยานมาได้มาครึ่งทางกลับต้องพบแรงดันน้ำตกอันมหาศาลที่กำลังร่วงหล่นใส่ร่างเฟยซุนมันตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีพลันพลิกตัวม้วนกลางอากาศเอี้ยวตัวไปทางซ้ายซัดฝ่ามืออัคคีออกไปอย่างหนานแน่นปราณอัคคีพุ่งออกอย่างเกี้ยวกราดเกิดเป็นแรงผลักดันส่งตัวมันหมุ่นพุ่งทะยานเข้าไปราวกับลูกข่าง ตูบ ตูบเฟยซุนกลิ้งกระแทกพื้นอย่างแรงอย่างไม่ทันตั้งตัวไปกับพื้นดินที่อุ้มน้ำ มันฝืนดันตัวขึ้นจากพื้นดินที่อุ้มน้ำนัยน์ตาทั้งสองข้างเริ่มสาดส่องสำรวจไปรอบบริเวณ แต่มันไม่อาจพบกับสิ่งที่คาดหวังเพราะเบื้องหน้ามันกับพบเพียงแสงส่องทางสลัว
มันยืนครุ่นคิดด้วยใบหน้าเคร่งเครียดมันหันหลังกลับไปพบกับกำแพงวารีที่ไหลอย่างเกรี้ยวกราด ด้านหน้าเมื่อเข้าไปก็ไม่รู้ต้องเผชิญกับสิ่งใดงูลมที่มันติดตามมาตั้งแต่แรกก็กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยภายในอุโมงค์น้ำแห่งนี้ วินาทีที่มันขยับร่างเป็นสัญญาณของการตัดสินใจ สองเท้าเริ่มขยับก้าวเดินหน้า สายตามันแม้จะมองเห็นในความมืดทว่าภายในอุโมงค์แห่งนี้คล้ายมีชั้นพลังขว้างกั้นอยู่จึงไม่อาจเห็นเบื้องหน้าได้ชัดเจนมือขวายกขึ้นมาอย่างแช่มช้านิ้วชี้ปรากฎเปลวไฟดวงเล็กส่องแสงไปรอบบริเวณ
ทุกฝีก้าวที่เยื้อย่างแฝงไปด้วยความระแวดระวังสุดขีดบรรยากาศรอบตัวมีแต่เสียงน้ำที่หยดลงพื้นดินอย่างเป็นธรรมชาติกับเสียงลมหายใจอันแผ่วเบาของมันเส้นทางภายนั้นอุโมงค์น้ำนั้นกลับทำให้มันสนใจอย่างยิ่งสถานที่แห่งนี้คล้ายถูกบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตทะลวงเข้าในที่เดียวมากกว่าสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อผ่านไปทุกยี่สิบอึดใจร่างกายมันสามารถรับรู้ได้ว่าคล้ายมีสายลมอ่อนๆที่พัดผ่านร่างมันไปอย่างแช่มช้าทว่าสายลมนี้กับทำให้ทั่วร่างมันเย็นเหยียบสั่นสะท้านไปทั่งร่าง ด้วยความที่ไม่มีทางให้มันล่าถอยกลับไปได้อีกทำได้แต่เพียงมุ่งเดินไปข้างหน้าอย่างจำใจ
สิบนาทีผ่านไปลมจากเดิมที่แผ่วเบากลับกลายจับกลุ่มอย่างหนาแน่นระยะทางที่ผ่านมาเพียงสิบนาทีสายลมนี้กับเริ่มสร้างภาระให้กับร่างกายพอสมควร ทุกๆสิบอึดใจมันต้องเริ่มหมอบราบติดพื้นเพื่อหลีกเลี่ยงแรงปะทะของสายลมด้วยสัญชาตญาณบ่งบอกว่าด้านหน้าต้องมีอันตรายอย่างยิ่งรอมันอยู่ทุกฝีก้าวที่มันก้าวออกหลังจากนี้ที่แฝงไปด้วยความตื่นตัวอยู่ตลอดเพียงชั่วพริบตาที่มันกำลังก้าวต่อ ทว่ามันรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ตึก ตักตึก ตึกตัก ! “ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน”
เสียงหัวใจเต้นรั่ว สองเท้ามันชะงัดเพียงครู่แต่ก็ยังไม่อาจหยุดด้วยภาวะของอสูรเร้นกายที่มีขีดจำกัดเพียงสิบก้าวและต้องหยุดพักกว่าสิบอึดใจก่อนใช้ได้อีกครั้งทุกครั้งที่ยิ่งเข้าไปลึกขึ้นสายลมที่พัดผ่านโหมกระหน่ำใส่ร่างอย่างฝืนทน จนมันต้องเริ่มเสาะหาสิ่งยึดเหนี่ยวเกาะกุมไว้อย่างทุลักทุเลบัดนี้เส้นทางคตเคี้ยวปรากฎขึ้นตรงหน้า โดยเส้นทางที่มีลักษณะคล้ายทางโค้งที่ไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนเฟยซุนตัดสินใจรอสายลมหอบพัดมาอีกระลอกก่อนตัดสินใจลุยต่อ
ฟิว ฟิววววววว…
ไม่ต้องรั้งรอนานสายลมหอบพัดมาราวลูกกระสุนปืนใหญ่ในเสี้ยววินาทีนั้นเองมันหมอบราบไปกับพื้นอย่างทันควัน มือและเท้าเกาะกุมพื้นดินอย่างเหนี่ยวแน่นสายลมหอบคลื่นลูกใหญ่ทะลวงผ่านเหนือร่างมันไปอย่างเฉียดฉิว ปฏิกิริยามันตอบสนองอย่างทันควันมันพุ่งทะยานออกไปนับสิบก้าวด้วยความชำนาญก่อนพ้นทางโค้งทักษะเร้นกายถูกใช้ออกมาอย่างเชียวชาญ ‘อสูรเร้นกาย’ ร่างกายผสมกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมราวกับมันไม่เคยตัวตนด้วยความเร่งรีบในครั้งนี้ส่งผลให้มันไม่ทันได้ระแวดระวังก่อน ด้วยทุกอย่างต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วก่อนที่สายลมหอบใหญ่จะแวะเวียนมาอีกครั้ง
เพียงก้าวที่ห้าภายใต้ทักษะอสูรเร้นกายมันต้องหยุดชะงัดอย่าฉับพลันทั่วร่างมันต่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มือทั้งสองเกร็งแข็งทื่อไม่อาจขยับเปลวไฟจากนิ้วสลายหายไปในพริบตา ตึก ตักตึก ตึกตัก ตักตึก เสียงหัวใจมันเต้นรัวไม่อาจควบคุม …