มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 34 ฝึกฝน

            แต่เวลาภายในห้องกาลเวลาที่กังหลงใช้ไปอย่างแท้จริงนั้นทั้งสิ้นสี่พันวัน เทียบเท่ากับกังหลงได้ฝึกฝนในห้องกาลเวลาถึงสิบสองปีกับแปดเดือนกว่า


            สภาพภายในห้องการเวลาเปรียบเสมือนโลกจำลองอีกใบหนึ่ง มีต้นไม้ สมุนไพร สัตว์อสูร มากมาย มีป่าไม้ แม่น้ำ ภูเขา เฉกเช่นโลกภายนอก เหมือนอีกมิติหนึ่ง


            ภายในห้องการเวลา มีที่พักที่ทำด้วยศิลานิลกาลจน์อยู่ห้องหนึ่งไว้สำหรับพักอาศัย ภายในห้องมีแท่นศิลานิลกาลจน์ขนาดเท่าแท่นศิลานิลกาลจน์ในห้องโถงรวมที่กังหลงใช้ฝึกฌานและพักผ่อนเช่นเดียวกัน


            นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ในช่วงเวลาทั้งสี่สิบเจ็ดวันตอนที่กังหลงออกมาด้านนอก หลังจากกังหลงได้เข้าไปฝึกยังห้องกาลเวลา ยามกลับออกมาก็เข้าไปฝึกในห้องโอสถโดยไม่เคยใช้แท่นศิลานิลกาลจน์ในห้องโถงเลย 

     

            การฝึกในห้องโอสถกังหลงได้เรียนรู้เรื่องสมุนไพร การใช้พลังปราณยุทธเรียกไฟ การบังคับเปลวไฟ สูตรโอสถ การปรุงโอสถและการฝึกฝนพลังจิตวิญญาณ นับเป็นความรู้ที่มากมาย


            จากเดิมนั้นกังหลงเคยฝึกฝนกับผู้เป็นบิดาผู้เป็นนักปรุงโอสถสมัครเล่นระดับต้นจึงพอมีความรู้เรื่องสมุนไพรมาบ้าง


            แต่หากเทียบกับความรู้ที่เฒ่าเทียนคงผู้เป็นอาจารย์ได้ทิ้งไว้ กลับมากมายและมีประโยชน์ห่างกันดุจฟ้ากับเหว ทำให้เวลาทั้งสี่สิบเจ็ดวันที่กังหลงได้หมกมุ่นอยู่ในห้องโอสถนั้นมีประโยชน์ยิ่ง


            บัดนี้กังหลงเริ่มมีความช่ำชองจนสามารถปรุงโอสถระดับสองระดับต่ำได้สำเร็จ พลังจิตวิญญาณก็เพิ่มสูงขึ้นเกือบหนึ่งเท่าจนกังหลงยากจะเชื่อได้ถ้าหากไม่ได้พบเจอกับตัวเอง

     

            ส่วนการฝึกปราณยุทธในห้องกาลเวลานั้น เวลาสิบสองปีกับแปดเดือนกว่า ได้ทำให้กังหลงมีความชำนาญในการใช้ปีกฟ้าวายุคำรณโบยบิน การป้องกัน การพรางตัวและโจมได้อย่างช่ำชองตามใจนึก


            การฝึกฌานบนแท่นศิลานิลกาลจน์เป็นเวลาสิบสองปีกับแปดเดือนกว่าได้ทำให้ระดับปราณยุทธของกังหลงสูงขึ้นจนถึงระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุด  เท่ากับเวลาเฉลี่ยสองปี กังหลงสามารถยกระดับพลังฝีมือขึ้นหนึ่งช่วงระดับใหญ่ !!

     

            กังต้องตกตะลึงเมื่อเห็นผลที่ตนได้รับ ห้องกาลเวลาช่างมีประสิทธิภาพที่แสนวิเศษยิ่ง หากบุคคลอื่นได้ทราบว่ามีสถานที่เช่นนี้ไม่ทราบจะเกิดเหตุโกลาหลขนาดไหน


            เมื่อระดับปราณยุทธเข้าสู่ระดับปราณขุนพลระดับแปดขึ้นสุด กังหลงเริ่มสังเกตุได้ว่า

    การฝึกฌานเพื่อเสริมสร้างพลังปราณได้เริ่มเชื่องช้าลง  พลังปราณเริ่มถูกกลั่นกรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    จนกลายเป็นหยดพลังบริสุทธิ์สะสมเติมเต็มเข้าไปยังจุดตันเถียนทีละน้อย 

     

            ก่อนหน้านี้กังหลงสัมผัสได้ว่าก่อนจะก้าวข้ามระดับยุทธแต่ละขั้นย่อย

    จากระดับปราณขุนพลระดับแปดขึ้นที่หนึ่งไปสู่ระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นที่สองนั้น

    จุดตันเถียนของตนเพียงต้องสะสมหยดพลังบริสุทธิ์ของพลังปราณที่ผ่านการกลั่นกรอง

    จนเต็มจุดตันเถียนก่อน


            หลังจากนั้นหยดพลังบริสุทธิ์จะเริ่มไหลผ่านเส้นชีพจรไปยัง

    จุดชีพจรทั่วร่างเพื่อเสริมสร้างและผลัดเปลี่ยนจุดเส้นชีพจร  กระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อของตน

    ให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ พลังบริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องไปสะสมที่จุดจักระ

     

            แต่ถ้าหากจะก้าวข้ามผ่านไปสู่ระดับใหญ่ จากระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุด

    ไปสู่ระดับปราณขุนพลระดับเก้าขั้นหนึ่งได้นั้นจะต้องใช้หยดพลังบริสุทธิ์มากถึงสองเท่า

    หยดพลังบริสุทธิ์เมื่อสะสมจนเต็มจุดตันเถียนแล้วต้องเติมเต็มจุกจักระทั้งเจ็ดด้วย

    จึงจะยกระดับปราณก้าวขึ้นไปได้

     

            ทุกครั้งที่เกิดการยกระดับปราณยุทธไม่ว่าจะเป็นระดับปราณยุทธขั้นย่อย

    หรือการยกระดับปราณยุทธขั้นใหญ่ จุดตันเถียนจะมีการขยายขนาดขึ้นและพลังบริสุทธิ์

    ในจุดตันเถียนและในจุดจักกระจะถูกใช้จนเหือดแห้งไปเพื่อเสริมสร้างและผลัดเปลี่ยนจุดเส้นชีพจร 

    กระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อของตนให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ


            ดังนั้นการจะเลื่อนระดับฝีมือแต่ละขั้นจึงต้องกลั่นพลังบริสุทธิ์

    ให้เติมเต็มจุดตันเถียน จุดจักระ ก่อนจึงจะเลื่อนระดับพลังฝีมือได้ การจะผ่านกระบวนการเหล่านี้ได้

    ต้องสิ้นเปลืองเวลาในการฝึกฌาน สิ้นเปลืองพลังยุทธ สิ้นเปลืองทรัพยากรมากมาย

    เส้นทางแห่งการเป็นยอดยุทธหาใช่ง่ายดายไม่


            เมื่อการฝึกฌานอย่างเดียวทำให้ยกระดับปราณยุทธเชื่องช้าลงกังหลงจึงเริ่มทบทวนความรู้ต่างๆ

    ที่อาจารย์ของตนได้กลั่นมอบให้  มีความรู้ด้านโอสถ มีโอสถหลายชนิดที่สามารถช่วยยกระดับการฝึกปรือให้
    มีความรุดหน้าได้รวดเร็วขึ้น


            ก่อนหน้านี้กังหลงมุ่งแต่การฝึกฌานเพียงอย่างเดียวเพื่อต้องการยกระดับพลังฝีมือ

    ให้ถึงระดับที่สามารถปลดผนึกม้วนคัมภีร์ระดับดีเยี่ยมเพื่อเรียนรู้ได้ เมื่อมาเจออุปสรรคที่พอระดับยุทธยิ่งสูง

    การจะก้าวข้ามจะยิ่งยากลำบากขึ้น เขาจึงเริ่มมองดูวิธีการอื่นที่จะมาช่วยเพิ่มเสริมให้การฝึกปราณยุทธ

    ก้าวไปสู่จุดที่ต้องการ  


            ด้านพื้นฐานปราณยุทธหรือพละกำลังตอนนี้กังหลงมีเพียงพอ แต่ยังขาดเคล็ดวิชาหรือทักษะยุทธ 

    แม้แต่ทักษะยุทธธรรมดาของตระกูลก็ยังไม่มี



            เนื่องจากในตระกูลจะเปิดให้คนในตระกูลสามารถเรียนรู้ได้

    ตอนมีอายุครบสิบหกปีหรือผู้ที่ฝึกฝนจนปราณยุทธถึงระดับปราณขุนพลระดับสามจึงจะมีสิทธิ์ได้เข้าไปศึกษา

    ในหอคัมภีร์ของตระกูล


            ก่อนนั้นกังหลงเป็นเพียงขยะของตระกูลที่ระดับปราณยุทธติดอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุด

    หลังจากออกมาฝึกฝนครานี้ระดับปราณยุทธพุ่งขึ้นสู่ระดับปราณขุนพลระดับแปดขึ้นสุด

    คุณสมบัติการเรียนรู้ทักษะของตระกูลนับว่าเกินพอ แต่กังหลงรับรู้ว่าทักษะยุทธประจำตระกูลนั้น

    ระดับสูงสุดเป็นเพียงระดับดีเด่นเท่านั้น


            ตอนนี้ในตำหนักนิลกาลจน์มีทักษะยุทธที่มีระดับสูงมากกว่าทักษะยุทธ

    ของตระกูลมากมาย แต่ก็ไม่สามารถฝึกฝนได้เนื่องจากยังไม่มีพลังฝีมือเปิดผนึกคัมภีร์ยุทธเหล่านั้นได้

    จำเป็นต้องรีบยกพลังฝีมือ


            การฝึกฌานเพียงอย่างเดียวเพื่อยกระดับปราณยุทธนั้นเป็นผลให้ตอนนี้การเลื่อนระดับเริ่มยากขึ้น จึงย่อมต้องหาวิธีอื่นมาช่วยเสริมเพื่อให้สามารถเลื่อนระดับต่อไปได้ง่ายขึ้น



            ขณะนี้โอสถถือเป็นตัวเลือกชั้นเลิศในการช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้แต่ด้วยพื้นฐานด้านโอสถในปัจุบัน กังหลงเพียงสามารถ

    ฝึกปรุงโอสถระดับสองระดับต่ำได้เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้กังหลงได้แต่รำพึงกับตัวเอง

    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน