แต่เวลาภายในห้องกาลเวลาที่กังหลงใช้ไปอย่างแท้จริงนั้นทั้งสิ้นสี่พันวัน เทียบเท่ากับกังหลงได้ฝึกฝนในห้องกาลเวลาถึงสิบสองปีกับแปดเดือนกว่า
สภาพภายในห้องการเวลาเปรียบเสมือนโลกจำลองอีกใบหนึ่ง มีต้นไม้ สมุนไพร สัตว์อสูร มากมาย มีป่าไม้ แม่น้ำ ภูเขา เฉกเช่นโลกภายนอก เหมือนอีกมิติหนึ่ง
ภายในห้องการเวลา มีที่พักที่ทำด้วยศิลานิลกาลจน์อยู่ห้องหนึ่งไว้สำหรับพักอาศัย ภายในห้องมีแท่นศิลานิลกาลจน์ขนาดเท่าแท่นศิลานิลกาลจน์ในห้องโถงรวมที่กังหลงใช้ฝึกฌานและพักผ่อนเช่นเดียวกัน
นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ในช่วงเวลาทั้งสี่สิบเจ็ดวันตอนที่กังหลงออกมาด้านนอก หลังจากกังหลงได้เข้าไปฝึกยังห้องกาลเวลา ยามกลับออกมาก็เข้าไปฝึกในห้องโอสถโดยไม่เคยใช้แท่นศิลานิลกาลจน์ในห้องโถงเลย
การฝึกในห้องโอสถกังหลงได้เรียนรู้เรื่องสมุนไพร การใช้พลังปราณยุทธเรียกไฟ การบังคับเปลวไฟ สูตรโอสถ การปรุงโอสถและการฝึกฝนพลังจิตวิญญาณ นับเป็นความรู้ที่มากมาย
จากเดิมนั้นกังหลงเคยฝึกฝนกับผู้เป็นบิดาผู้เป็นนักปรุงโอสถสมัครเล่นระดับต้นจึงพอมีความรู้เรื่องสมุนไพรมาบ้าง
แต่หากเทียบกับความรู้ที่เฒ่าเทียนคงผู้เป็นอาจารย์ได้ทิ้งไว้ กลับมากมายและมีประโยชน์ห่างกันดุจฟ้ากับเหว ทำให้เวลาทั้งสี่สิบเจ็ดวันที่กังหลงได้หมกมุ่นอยู่ในห้องโอสถนั้นมีประโยชน์ยิ่ง
บัดนี้กังหลงเริ่มมีความช่ำชองจนสามารถปรุงโอสถระดับสองระดับต่ำได้สำเร็จ พลังจิตวิญญาณก็เพิ่มสูงขึ้นเกือบหนึ่งเท่าจนกังหลงยากจะเชื่อได้ถ้าหากไม่ได้พบเจอกับตัวเอง
ส่วนการฝึกปราณยุทธในห้องกาลเวลานั้น เวลาสิบสองปีกับแปดเดือนกว่า ได้ทำให้กังหลงมีความชำนาญในการใช้ปีกฟ้าวายุคำรณโบยบิน การป้องกัน การพรางตัวและโจมได้อย่างช่ำชองตามใจนึก
การฝึกฌานบนแท่นศิลานิลกาลจน์เป็นเวลาสิบสองปีกับแปดเดือนกว่าได้ทำให้ระดับปราณยุทธของกังหลงสูงขึ้นจนถึงระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุด เท่ากับเวลาเฉลี่ยสองปี กังหลงสามารถยกระดับพลังฝีมือขึ้นหนึ่งช่วงระดับใหญ่ !!
กังต้องตกตะลึงเมื่อเห็นผลที่ตนได้รับ ห้องกาลเวลาช่างมีประสิทธิภาพที่แสนวิเศษยิ่ง หากบุคคลอื่นได้ทราบว่ามีสถานที่เช่นนี้ไม่ทราบจะเกิดเหตุโกลาหลขนาดไหน
เมื่อระดับปราณยุทธเข้าสู่ระดับปราณขุนพลระดับแปดขึ้นสุด กังหลงเริ่มสังเกตุได้ว่า
การฝึกฌานเพื่อเสริมสร้างพลังปราณได้เริ่มเชื่องช้าลง พลังปราณเริ่มถูกกลั่นกรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกลายเป็นหยดพลังบริสุทธิ์สะสมเติมเต็มเข้าไปยังจุดตันเถียนทีละน้อย
ก่อนหน้านี้กังหลงสัมผัสได้ว่าก่อนจะก้าวข้ามระดับยุทธแต่ละขั้นย่อย
จากระดับปราณขุนพลระดับแปดขึ้นที่หนึ่งไปสู่ระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นที่สองนั้น
จุดตันเถียนของตนเพียงต้องสะสมหยดพลังบริสุทธิ์ของพลังปราณที่ผ่านการกลั่นกรอง
จนเต็มจุดตันเถียนก่อน
หลังจากนั้นหยดพลังบริสุทธิ์จะเริ่มไหลผ่านเส้นชีพจรไปยัง
จุดชีพจรทั่วร่างเพื่อเสริมสร้างและผลัดเปลี่ยนจุดเส้นชีพจร กระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อของตน
ให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ พลังบริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องไปสะสมที่จุดจักระ
แต่ถ้าหากจะก้าวข้ามผ่านไปสู่ระดับใหญ่ จากระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุด
ไปสู่ระดับปราณขุนพลระดับเก้าขั้นหนึ่งได้นั้นจะต้องใช้หยดพลังบริสุทธิ์มากถึงสองเท่า
หยดพลังบริสุทธิ์เมื่อสะสมจนเต็มจุดตันเถียนแล้วต้องเติมเต็มจุกจักระทั้งเจ็ดด้วย
จึงจะยกระดับปราณก้าวขึ้นไปได้
ทุกครั้งที่เกิดการยกระดับปราณยุทธไม่ว่าจะเป็นระดับปราณยุทธขั้นย่อย
หรือการยกระดับปราณยุทธขั้นใหญ่ จุดตันเถียนจะมีการขยายขนาดขึ้นและพลังบริสุทธิ์
ในจุดตันเถียนและในจุดจักกระจะถูกใช้จนเหือดแห้งไปเพื่อเสริมสร้างและผลัดเปลี่ยนจุดเส้นชีพจร
กระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อของตนให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ
ดังนั้นการจะเลื่อนระดับฝีมือแต่ละขั้นจึงต้องกลั่นพลังบริสุทธิ์
ให้เติมเต็มจุดตันเถียน จุดจักระ ก่อนจึงจะเลื่อนระดับพลังฝีมือได้ การจะผ่านกระบวนการเหล่านี้ได้
ต้องสิ้นเปลืองเวลาในการฝึกฌาน สิ้นเปลืองพลังยุทธ สิ้นเปลืองทรัพยากรมากมาย
เส้นทางแห่งการเป็นยอดยุทธหาใช่ง่ายดายไม่
เมื่อการฝึกฌานอย่างเดียวทำให้ยกระดับปราณยุทธเชื่องช้าลงกังหลงจึงเริ่มทบทวนความรู้ต่างๆ
ที่อาจารย์ของตนได้กลั่นมอบให้ มีความรู้ด้านโอสถ มีโอสถหลายชนิดที่สามารถช่วยยกระดับการฝึกปรือให้
มีความรุดหน้าได้รวดเร็วขึ้น
ก่อนหน้านี้กังหลงมุ่งแต่การฝึกฌานเพียงอย่างเดียวเพื่อต้องการยกระดับพลังฝีมือ
ให้ถึงระดับที่สามารถปลดผนึกม้วนคัมภีร์ระดับดีเยี่ยมเพื่อเรียนรู้ได้ เมื่อมาเจออุปสรรคที่พอระดับยุทธยิ่งสูง
การจะก้าวข้ามจะยิ่งยากลำบากขึ้น เขาจึงเริ่มมองดูวิธีการอื่นที่จะมาช่วยเพิ่มเสริมให้การฝึกปราณยุทธ
ก้าวไปสู่จุดที่ต้องการ
ด้านพื้นฐานปราณยุทธหรือพละกำลังตอนนี้กังหลงมีเพียงพอ แต่ยังขาดเคล็ดวิชาหรือทักษะยุทธ
แม้แต่ทักษะยุทธธรรมดาของตระกูลก็ยังไม่มี
เนื่องจากในตระกูลจะเปิดให้คนในตระกูลสามารถเรียนรู้ได้
ตอนมีอายุครบสิบหกปีหรือผู้ที่ฝึกฝนจนปราณยุทธถึงระดับปราณขุนพลระดับสามจึงจะมีสิทธิ์ได้เข้าไปศึกษา
ในหอคัมภีร์ของตระกูล
ก่อนนั้นกังหลงเป็นเพียงขยะของตระกูลที่ระดับปราณยุทธติดอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุด
หลังจากออกมาฝึกฝนครานี้ระดับปราณยุทธพุ่งขึ้นสู่ระดับปราณขุนพลระดับแปดขึ้นสุด
คุณสมบัติการเรียนรู้ทักษะของตระกูลนับว่าเกินพอ แต่กังหลงรับรู้ว่าทักษะยุทธประจำตระกูลนั้น
ระดับสูงสุดเป็นเพียงระดับดีเด่นเท่านั้น
ตอนนี้ในตำหนักนิลกาลจน์มีทักษะยุทธที่มีระดับสูงมากกว่าทักษะยุทธ
ของตระกูลมากมาย แต่ก็ไม่สามารถฝึกฝนได้เนื่องจากยังไม่มีพลังฝีมือเปิดผนึกคัมภีร์ยุทธเหล่านั้นได้
จำเป็นต้องรีบยกพลังฝีมือ
การฝึกฌานเพียงอย่างเดียวเพื่อยกระดับปราณยุทธนั้นเป็นผลให้ตอนนี้การเลื่อนระดับเริ่มยากขึ้น จึงย่อมต้องหาวิธีอื่นมาช่วยเสริมเพื่อให้สามารถเลื่อนระดับต่อไปได้ง่ายขึ้น
ขณะนี้โอสถถือเป็นตัวเลือกชั้นเลิศในการช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้แต่ด้วยพื้นฐานด้านโอสถในปัจุบัน กังหลงเพียงสามารถ
ฝึกปรุงโอสถระดับสองระดับต่ำได้เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้กังหลงได้แต่รำพึงกับตัวเอง