เมื่อได้ตอบรับคำเชิญของหญิงงามแล้วเฟยหรงถูกดูแลและปรณนิบัตรเป็นอย่างดีจากบรรดาคนรับใช้แต่ชายหนุ่มกลับบอกให้พวกนางออกไปก่อนจะนอนลงและครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เขาคิดถึงมากที่สุดในตอนนี้คือเฟิงเสวียและลูกในท้องของนางนั่นเอง
"เห้อ เวลาหนึ่งปีผ่านไปเร็วจริงๆเฟิงเสวียคงจะคลอดแล้วสินะ ข้าชั่งเป็นสามีและพ่อที่ไม่เอาไหนอย่างแท้จริง"เฟยหรงถอนหายใจยาว เวลานี้หากตามจริงเขาควรที่จะอยู่และคอยดูแลเฟิงเสวียอย่างใกล้ชิดแต่กลับต้องเดินทางตามหาความแข็งแกร่งเพื่อทวงคืนมารดา นี่มันทำให้เขารู้สึกผิดต่อนางและลูกมากเลยทีเดียว
ในระหว่างที่เฟยหรงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ที่ตระกูลเฟิงทวีปศักดิ์สิทธิ์ในเวลานี้กำลังเกิดการโกลาหลครั้งใหญ่ซึ่งไม่ใช่เรื่องใดแต่เป็นเรื่องของเฟิงเสวียที่กำลังจะคลอดนั่นเอง ช่วงเวลาการคลอดนี้เหล่าบรรดาผู้อาวุโสของตระกูลได้พากันคุ้มกันอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ไม่เกิดสิ่งผิดพลาดใดๆในการคลอดในครั้งนี้ หน้าห้องในคฤหาสน์ใหญ่ชายหนุ่มที่ดูหล่อเหลาและหญิงสาวผุ้งดงามคู่หนึ่งกำลังเดินไปเดินมาด้วยความกังวลใจ พวกเขาไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากพ่อแม่แท้ๆของเฟิงเสวีย เฟิงหลินเทียน และเฟิงจื่อเหมยนั่นเอง
ในตอนแรกที่ลูกสาวของพวกเขากลับมาและได้อุ้มท้องกลับมาเฟิงหลินเทียนและเฟิงจื่อเหมยโกรธมากจนแทบอยากจะฆ่าคนที่ทำลูกสาวเขาท้องแต่พอได้รับรู้ว่านางเป็นคนวางยาชายหนุ่มนั่นทำให้ทั้งสองคนแทบพูดไม่ออกและพากันดูแลเอาใจใส่หญิงสาวและลูกในท้องเป็นอย่างดี จนในที่สุดก็มาถึงวันนี้วันที่ผู้เป็นบุตรสาวของพวกนางได้คลอดหลานตัวน้อยให้พวกเขา
"ท่านพี่ เสวียเอ๋อต้องไม่เป็นอะไร"เฟิงจ่ือเหมยกล่าวออกไปเช่นนั้นพร้อมโอบกอดสามีที่กำลังร้อนรน ในขณะที่พวกเขากำลังลุ้นกับการคลอดครั้งนี้อยู่นั้นบริเวณเมืองเกิดปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์ให้คนทั่วทั้งเมืองได้ประจักษ์แก่สายตา อยู่ดีๆท้องฟ้ายามค่ำคืนก็เต็มไปด้วยดวงดารานับล้านร่างเงาสีทองสองสายปรากฏขึ้นมาจากท้องฟ้ารูปลักษณ์คล้ายวิหคและมังกร
ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองอย่างเหม่อลอยของทุกคนในตระกูลเฟิงและในเมืองขนาดใหญ่เงาวิหคและมังกรคู่นั้นก็มาลอยวนอยู่เหนือคฤหาสน์ใหญ่ของตระกูลเฟิงราวกับเทพประทานพร ทันใดนั้นเสียงร้องของเด็กทารกก็พลันดังขึ้นจากในห้องใหญ่เป็นสัญญานว่าเขาได้คลอดออกมาแล้ว ร่างเงาสีวิหคมังกรสีทองก็พุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าและย้อมท้องฟ้ายามราตรีของทั้งเมืองให้กลายเป็นสีทองราวกับเฉลิมฉลองให้กับการเกิดของบุตรแห่งพระเจ้า
"ช่างน่าอัศจรรย์นัก! นี่คือนิิมิตสวรรค์"เฟิงหลินเทียนกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึงในใจ ก่อนที่จะพุ่งตัวเข้าไปด้านในห้องใหญ่อย่างรวดเร็วพร้อมกับภรรยา ก่อนที่พวกเขาจะเห็นเฟิงเสวียนอนหมดแรงอยู่แต่ยังคงโอบกอดทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน
"เป็นหญิงเจ้าคะ"หมอหญิงกล่าวออกมาด้วยความเคารพ เฟิงหลินเทียนและเฟิงจื่อเหมยเดินเข้ามาหาลูกและหลานสาวด้วยความเป็นห่วงโดยเฉพาะเฟิงหลินเทียนเมื่อเข้ามาแล้วเขารีบถ่ายทอดปราณเพื่อรักษาความเหนื่อยหล้าและความเจ็บปวดเบื้องต้นของลูกสาวในทันทีก่อนที่จะมองไปที่ทารกน้อยด้วยความรักและความอบอุ่น
"ท่านพ่อ ในเมื่อพ่อของเด็กคนนี้ไม่สามารถตั้งชื่อให้เด็กคนนี้ได้ในเวลานี้ท่านช่วยตั้งเชื่อให้นางหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ"เฟิงเสวียกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่นางรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถในการตั้งชื่อมากนักหากตั้งออกมาได้ไม่ดีเกรงว่าสามีอย่างเฟยหรงจะตำหนินางได้ดังนั้นนางจึงตัดสินใจให้ผู้เป็นพ่อที่เคยตั้งชื่อให้นางได้ตั้งชื่อให้หลานสาวคนนี้ของเขาเช่นกัน
"ดะ ได้สิ"เฟิงหลินเทียนกล่าวพร้อมส่งปราณที่อ่อนโยนเข้าไปที่ทารกน้อย ทันใดนั้นเขากลับต้องชะงักค้างอย่างช่วยไม่ได้ทารกน้อยลืมตาตื่นขึ้นสีแดงฉานราวกับดวงตาของวิหคเพลิงอมตะ ร่างกายกลับมีส่วนผสมระหว่างมังกรและวิหคเพลิงได้อย่างลงตัวจนแทบหน้าอัศจรรย์ราวกับเด้กคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นตัวแทนของสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น เมื่อเป็นทุกอย่างในตัวของหลานสาวเช่นนี้ผู้เป็นตาเช่นเขาจะไม่ตื่นตะลึงได้อย่างไร
"เสวียเอ๋อพอจบเรื่องนี้เราต้องพูดคุยกันถึงพ่อของหลานสาวคนนี้เสียหน่อยแล้ว"เฟิงหลินเทียนกล่าวขึ้น เฟิงเสวียยกยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะพยักหน้ารับก่อนจะกล่าว "ท่านพ่อท่านยังไม่ได้ตั้งชื่อให้นางเลยนะเจ้าคะ"
"อ๊ะ....ข้าลืมไป"ชายหนุ่มหันไปมองที่หน้าต่าง ในเวลานี้ดวงดาวและแสงสีทองได้หายไปแล้วเหลือเพียงดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่ลอยเด่นกับหมู่เมฆที่มีอยู่เล็กน้อย ชายหนุ่มเมื่อเห็นดังนั้นเขากล่าวออกมาเพียงสองคำนั่นคือ หยุนเยว่ และนั่นคือนามของหลานสาวคนนี้ของเขานั่นเอง
เมื่อธิดาแห่งตระกูลเฟิงกำเนิดขึ้นมางานฉลองของตระกูลเฟิงก็ได้เริ่มขึ้นโดยกินเวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มๆในช่วงระยะเวลานี้มีแต่คนพูดถึงการกำเนิดอันหน้าอัศจรรย์ของหลานสาวผู้นำตระกูลกันไปทั่วเมืองใหญ่ เหล่าขุมกำลังในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายล้วมมาแสดงความยินดีกันอย่างคับคั้งจนคฤหาสน์ของตระกูลเฟิงแทบจะไม่เว้นว่างแม้แต่วันเดียว
ตัดกลับมาที่เฟยหรงที่เขาไม่ได้รู้เรื่องการเกิดของลูกสาวตัวเองเลยแม้แต่น้อยเจ็ดวันในขณะที่ตระกูลเฟิงกำลังมีงานเฉลิมฉลองกัน เด็กหนุ่มก็ยังคงอยู่ในพระราชวังชั้นในของราชวงศ์ฮั่วในฐานะของแขกคนสำคัญ ในเวลาเจ็ดวันมานี้เด็กน้อยฮั่วหลินเฉินเมื่อกลับมาเดินได้แล้วก็จะมาหาเขาทุกวันให้ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟังและยังมองเฟยหรงด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความประทับใจราวกับได้เห็นคนที่เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตอย่างไรอย่างนั้น
"พี่ชายข้ามาแล้ว!"
ในวันนี้เฟยหรงนั่งลงอยู่ริมหน้าต่างไม่ได้ไปไหนเหมือนเดิม หนุ่มน้อยวัยสิบสามขวบวิ่งเข้ามาหน้าตั้งด้านหลังมีหยิงสาวเดินตามมาและนั่นไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากฮั่วหลิงหลิงและฮั่วหลินเฉินนั่นเอง
"เจ้าเด็กคนนี้ ตั้งแต่เจ้าเดินได้ก็ซุกซนมากทีเดียว"เมื่อหลินเฉินได้วิ่งมาหยุดที่ข้างเฟยหรง ชายหนุ่มก็กล่าวขึ้นมาด้วยความเอ็นดูก่อนที่ลูบหัวเด็กน้อยหลินเฉินอย่างแผ่วเบา
"พี่ชายวันนี้ท่านจะเล่าเรื่องอะไรให้ข้าฟังอีกหรือเปล่าขอรับ เรื่องของแม่ทัพสวรรค์ที่ท่านเล่าสนุกมาก"เด็กน้อยกล่าวถาม เฟยหรงได้แต่ยกยิ้มก่อนจะอุ้มหลินเฉินมานั่งที่ตักเหมือนดังทุกครั้งที่เขามาก่อนจะเล่าเรื่องการผจญภัยของเขาหลังจากกลับชาติมาเกิดให้ได้ฟัง ซึ่งเด็กน้อยก็นั่งฟังด้วยดวงตาเป็นประกายใบหน้าเต็มไปด้วยความสนใจที่มากล้น
แต่การเล่าของเฟยหรงก็ต้องชะงักลงเพราะมีคนเปิดประตูเข้ามาและนั่นคือองค์จักรพรรดิแห่งอาณาจักรนี้และองค์ราชินีนั่นเอง
"ลมอะไรหอบท่านมาละเนี้ยท่านจัดการปัญหาของท่านได้แล้วหรือ"เฟยหรงเมื่อเห็นก็กล่าวออกมาด้วยความสงสัยแต่สิ่งที่ได้คือสีหน้าที่เคร่งเครียดขององค์จักรพรรดิและองค์ราชินีที่ปรากฏออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"เกิดอะไรขึ้น!!"เฟยหรงเมื่อสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติกล่าวถามทันที ในเวลานี้ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้นที่สงสัย แม้แต่ฮั่วหลิงหลิงและฮั่วหลินเฉินเองก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
"ขะ ข้าทำอะไรพวกมันไม่ได้!!"จักรพรรดิกล่าวขึ้นพร้อมกำหมัดแน่น ในเวลานี้เขาเหมือนกับคนมีความแค้นแต่ไม่อาจชำระได้เรียกได้ว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างแท้จริง
"ทำไม?"เฟยหรงกล่าวสั้นๆจักรพรรดิฮั่วจึงเริ่มกล่าวถามสาเหตุ "ที่ข้าทำอะไรมันไม่ได้เพราะพวกมันมีหุบเขาเทพสุริยันหนุนหลังอยู่ พอข้าสืบดูก็เลยได้รู้ว่าลูกชายคนโตของมันคือศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสลำดับที่สองของหุบเขาเทพสุริยัน ดังนั้นข้าจึงทำอะไรมันไม่ได้ไม่เช่นนั้นทวีปอัคคีจะต้องลุกเป็นไฟ"
"หุบเขาเทพสุริยันอีกแล้ว!! ดูเหมือนเจ้าพวกนี้มักจะทำเรื่องชั่วช้าไม่น้อยเลยทีเดียว"
"ตอนนี้ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทุกอย่างมันมืดแปดด้านไปหมดข้าเองก็อยู่เพียงระดับนักบุญไร้ผู้หนุนหลัง หากทำอะไรไปเกรงว่าจะส่งผลกระทบเป็นแน่แท้"องค์จักรพรรดินั่งลงถอนหายใจยาว องค์ราชินีเองรู้สึกเหนื่อยใจไม่แพ้ ในเวลานี้ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นใจให้แม่ทัพเลวคนนั้นไปเสียหมดทุกอย่าง
"เห้อ ช่วยไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นข้าจะช่วยท่านสักคราก็แล้วกัน แต่ข้าจะนำลูกสาวกับลูกชายท่านไปด้วยและให้ท่านแสร้งทำเป็นโกรธแค้นข้าและส่งทหารออกค้นหา"เฟยหรงวางแผนการทั้งหมด อย่างรวดเร็วทำให้จักรพรรดิฮั่วและราชินีถึงกับตกตะลึง พวกเขาไม่คิดว่าเฟยหรงจะช่วยพวกเขามากขนาดนี้แต่ก็มีจุดที่พวกเขาสงสัยเช่นกัน
"แล้วเจ้าจะพาลูกๆของข้าไปที่ใดกันละ เจ้าคงไม่คิดจะใช้โอกาสนี้กลืนกินลูกสาวสุดที่รักของข้าใช่หรือไม่"คำพูดนี้ของจักรพรรดิฮั่วทำให้ฮั่วหลิงหลิงหน้าแดงระเรื้อ ยืนบิดไปบิดมาด้วยความเขินอายส่วนเฟยหรงนั้นเขาแทบสำลักน้ำลายของตนเองก่อนจะกล่าวออกมาอย่างจริงจังว่า
"ท่านไม่ต้องกังวล หากนางไม่ยินยอมข้าจะไม่กลืนกินนางและที่ๆข้าจะพานางและหลินเฉินน้อยไปคือหอคอยกระบี่ดาวตก เพราะข้าจะไปทดสอบที่นั่นอยู่พอดี"เฉินเฟยกล่าวออกไปเช่นนั้น จักรพรรดิฮั่วที่ได้ยินก็ถึงกับโล่งใจ ในเวลานี้เขาเชื่อใจเฟยหรงอย่างสุดซึ้งเนื่องจากตลอดระยะเวลาเจ็ดวันที่ผ่านมาชายหนุ่มคนนี้อยู่ในสายตาของเขามาโดยตลอด ที่สำคัญฮั่วหลินเฉินหายเป็นปกติได้ก็เป็นเพราะเขาแถมเขายังให้วิชาบ่มเพาะที่ทรงพลังกับลูกชายของเขาอีกต่างหาก ด้วยข้อเท็จจริงเหล่านี้มันก็เพียงพอที่จะให้เขาเชื่อใจชายหนุ่มคนนี้แล้ว เชื่อใจถึงขนาดที่ว่าหากฮั่วหลิงหลิงและเฟยหรงชอบพอกันพวกเขาก็ย่อมสนับสนุนอย่างแน่นอน