การรายงานตัวในทุก ๆ เช้ากลายเป็กิจวัตรประจำวันของมู่ไห่เฉินไปแล้ว วันนี้เขาได้รับแจ้งให้ไปเตรียมตัว เขาได้รับภารกิจคุ้มครองขบวนขนส่งสินค้าของพ่อค้า จะเริ่มออกจากสำนัก่บ่ายวันนี้
มู่ไห่เฉินมองดูรายงานคราว ๆ ครั้งนี้มีศิษย์ขั้นฝึกปราณแปดคน ศิษย์ขั้นทะลวงชีพจรสองคน โดยมีเฮยอิงเป็คนนำในภารกิจนี้
แค่ได้เห็นชื่อเฮยอิงก็ทำให้รู้สึกบรรยากาศอึดอัดขึ้นมาก ภารกิจนี้ใช้เวลาหลายวัน มู่ไห่เฉินเพียงแค่คิดก็รู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
มู่ไห่เฉินกลับห้องเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจ ทุกนาทีที่ผ่านไปไม่สามารถสลัดความรู้สึกอัดแน่นนี้ออกไปได้ แค่ได้เดินผ่านเห็นหน้ากับพรรคพวกเฮยอิงก็น่ารำคาญเพียงพอแล้ว นี่อย่างไรกันต้องเดินทางด้วยกันหลายวัน คงจะได้อกแตกได้เป็แน่
อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้น เมื่อเวลามาถึงมู่ไห่เฉินก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาไปรวมตัวกันที่ประตูสำนัก
เมื่อไปถึงเขาก็เดินไปท้ายขบวน เมื่อเช็กชื่อเหล่าศิษย์ มู่ไห่เฉินก็สบกับเฮยอิงเล็กน้อย แต่นั่นก็ผ่านไปได้ด้วยดี เฮยอิงเพียงตรวจเช็กจำนวนศิษย์แล้วก็นำเหล่าศิษย์ออกเดินทาง
ในบรรดาศิษย์ก็มีเพียงหลงฮัวที่เป็พรรคพวกเฮยอิงที่เห็นประจำ อีกทั้งยังเดินตามหลังเฮยอิงอยู่ด้านหน้า อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับว่ายังเป็การเดินทางที่ราบรื่นอยู่ หากเป็เช่นนี้ต่อไปต่างคนต่างอยู่ก็คงจะดีไม่น้อย
การเดินทางลงเขาแม้ราบรื่นแต่บรรยากาศกลับเงียบสงบ ต่างจากการลงเขาครั้งก่อนที่มากับไป๋ซูหลิง
เข้าใจว่าเฮยอิงผู้นำรอบนี้คงเข้มงวดกว่ามาก เหล่าศิษย์เองเหมือนจะเข้าใจกันดี ต่างคนก็ต่างสงบเงียบเป็ระเบียบ
เหล่าศิษย์เดินทางกันมาเป็ชั่วยามกว่าก็มาถึงเมืองซีเยว่ เมืองที่มีแม่น้ำไหลผ่าน ที่นี่ครึกครื้นยิ่งนัก ผู้คนเดินทางไปมาให้พอมองเห็นถึงความวุ่นวายเล็ก ๆ ในเมืองนี้
เฮยอิงนำศิษย์ทุกคนเข้าไปในเมือง ก่อนจะมุ่งตรงไปยังบ้านพักของสำนัก
ที่พักแห่งนี้ด้านหน้าติดป้ายดาราพักพิง นี่คงจะเป็สถานที่ทางสำนักซื้อเอาไว้สำหรับเหล่าศิษย์ที่ต้องออกเดินทางลงเขา
เหล่าศิษย์ที่เดินทางมาด้วยกันได้รับคำแนะนำจากศิษย์สำนักที่เฝ้าที่นี่ พวกเขาแนะนำให้ไปยังห้องพักทางตะวันตก โดยห้องพักแต่ละห้องสามารถเข้าพักได้สามคน
เหล่าศิษย์ต่างจับกลุ่มและเดินเข้าห้องพัก แน่นอนว่ามู่ไห่เฉินที่ไม่รู้จักใครก็เดินเข้าห้องพักเพียงลำพัง นั้นก็เพราะเหลือห้องท้ายทางริมสุดไม่มีใครเดินเข้าไป
เหล่าศิษย์ล้วนไปจับจองห้องพัก ส่วนเฮยอิงเดินแยกตัวออกไปกับศิษย์ในสำนักผู้หนึ่งที่อยู่ที่นี่ คาดว่าคงจะไปคุยเื่ภารกิจของวันพรุ่งนี้
่เย็นหลังจากมู่ไห่เฉินออกไปอาบน้ำและกลับมายังห้องพักของตนเอง และทันทีที่เปิดประตูออกก็ต้องใ ในห้องนั้นกลับเจอเฮยอิงอยู่ในห้อง
“ห้องเ้าเองหรือ ข้าเห็นว่าที่นอนห้องเ้ายังว่าง เลยจะมานอนด้วยคงไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
มู่ไห่เฉินเองก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับและเดินตรงไปยังที่นอนของตนเอง ส่วนทางเฮยอิงเองก็เดินจากไปเพื่อไปอาบน้ำ
นี่โชคชะตาเล่นตลกหรือไร มู่ไห่เฉินได้แต่คิดวกวนไปมา
ทำใจให้สบาย มู่ไห่เฉินได้แต่ย้ำกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่แล้วจนกระทั้งเฮยอิงกลับมา มู่ไห่เฉินได้แต่หลบหน้าไม่สบตา
“มู่ไห่เฉินสินะ”
เสียงเรียกสุดแสนจะธรรมดา แต่เมื่อมู่ไห่เฉินได้ยินกลับรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก อย่างไรก็ดีมู่ไห่เฉินก็ได้ขานรับออกไปอยู่ดี
เฮยอิงกล่าวว่าดีแล้วที่ทั้งสองคนได้คุยกันตามลำพังเสียที เขากล่าวชื่นชมความก้าวหน้าของมู่ไห่เฉิน อีกทั้งยังกล่าวขอโทษต่อสิ่งที่ผ่านมา
เฮยอิงอธิบายว่าสิ่งต่าง ๆ ล้วนเกิดจากความหวังดีของคนที่ติดตามเขา พวกเขาแค่อยากแสดงบางสิ่งเพื่อเอาใจตัวเฮยอิงเท่านั้น แท้จริงแล้วเื่รักใคร่สำหรับเฮยอิงนั้นปล่อยผ่านไปตั้งนานแล้ว
เฮยอิงกล่าวทิ้งท้ายว่า เขานั้นได้ตำหนิเหล่าศิษย์ผู้ติดตามไปแล้วหลายหล แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลมากน้อยเพียงใด หวังว่าหลังจากนี้พวกเขาจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
มู่ไห่เฉินที่ได้ยินก็ประหลาดใจมาก เขาไม่คิดว่าคำพูดเหล่านี้จะออกมาจากปากของเฮยอิงได้ แต่แล้วการสนทนาทั้งสองก็ถูกขัดโดยศิษย์ผู้หนึ่งที่มาเรียกให้ทั้งสองไปทานมื้อเย็น
ทั้งสองตอบรับก่อนที่เฮยอิงจะลุกและนำไปก่อนและกล่าวให้มู่ไห่เฉินรีบตามไปโดยเร็ว เดี๋ยวคนอื่นจะรอนาน
มู่ไห่เฉินตอบรับก่อนจะค่อย ๆ พิจารณาสิ่งที่เฮยอิงพูดเมื่อสักครู่ หากนึกย้อนกลับไปก็เหมือนจะเป็เช่นนั้นอยู่จริง ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เฮยอิงจะมองด้วยสายตาเ็ามาบ้าง แต่ก็ไม่ได้กลั่นแกล้งเขาโดยตรงเลยสักครั้ง มีเพียงพรรคพวกที่ติดตามเท่านั้นที่ค่อยกลั่นแกล้งตลอดเวลา
คิดแล้วก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คงต้องดูหลังจากนี้ว่าจะเป็เช่นไร มู่ไห่เฉินลุกจากที่นอนและเดินไปร่วมกลุ่มเพื่อนทานมื้อเย็น
ทุกคนมานั่งรายล้อมพูดคุยทั่วไป ไม่นานนักเฮยอิงก็ได้เริ่มอธิบายเกี่ยวกับงานคุ้มกันสินค้าในวันพรุ่งนี้
หากดู ๆ แล้วเฮยอิงผู้นี้ก็มีทักษะความเป็ผู้นำได้ดี การพูดการจาก็ล้วนเข้าใจง่ายและมีเหตุมีผล พอเช่นนี้มู่ไห่เฉินเองก็พอสบายใจขึ้นมาได้บ้าง
หลังจากกินข้าวเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกทำภารกิจแต่เช้า ทางมู่ไห่เฉินเมื่อถึงห้องก็ล้มตัวนอนเพียงลำพัง ก่อนที่สักพักใหญ่เฮยอิงจะตามมา
แต่เช้ามืดเฮยอิงก็พาศิษย์สำนักไปรอพ่อค้าที่ประตูเมือง และไม่นานนักก็มีขบวนพ่อค้าออกมา นี่เป็ขบวนพ่อค้าขนาดเล็ก มีเพียงเกวียนม้าสองคัน แต่ก็น่าแปลกที่ขบวนพ่อค้านี้แม้จะมีสำนักเจ็ดดาราสะท้านภพคอยคุ้มกันแล้ว แต่ก็ยังมีคนพกดาบอีกหกคนติดตามมาด้วย
เฮยอิงเองสงสัยเช่นนั้น แต่ทว่าก็เป็ไปได้ที่คนเหล่านี้จะเป็คนติดตามของตัวพ่อค้าเอง ซึ่งก็พบเจอได้บ่อย ถึงแม้จะสะกิดใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้แปลกใจมากนัก
มู่ไห่เฉินตรวจสอบดูแล้วคนติดตามของพ่อค้ามีเพียงพวกฝีมือขั้นฝึกกาย ไม่แปลกใจที่ต้องให้สำนักช่วยค่อยคุ้มกันสินค้าเดินทางไปด้วย
หากฟังจากที่เฮยอิงอธิบายเมื่อวาน การคุ้มกันสินค้าจะเริ่มจากประตูเมืองซีเยว่ไปยังประตูเมืองอู๋หนานชุน หากเดินทางแต่เช้ามืด ่หัวค่ำก็จะไปถึงเมืองอู๋หนานชุนพอดี
เฮยอิงยังกล่าวอีกว่างานคุ้มกันนี้ไม่น่าจะมีอะไรมาก ปกติแล้วสินค้าทั่วไปไม่ค่อยมีโจรออกปล้น ยิ่งมีการว่าจ้างสำนักต่าง ๆ ค่อยดูแล ดังนั้นการเดินทางนี้ควรจะราบรื่น
แม้จะเป็เช่นนั้น เมื่อถึงเวลาเดินทางจริง ๆ เฮยอิงก็เคร่งครัด ให้ทุกคนค่อยระมัดระวังให้ดี
เฮยอิงนำขบวนอยู่เบื้องหน้า ศิษย์ขั้นทะลวงชีพจรอีกคนค่อยปิดท้าย ส่วนศิษย์ที่เหลือก็ประกบซ้ายขวา
การเดินทางนั้นราบรื่นตลอดทั้งเช้า บรรยากาศสองข้างทางร่มรื่น มู่ไห่เฉินได้พบเจอขบวนพ่อค้าสวนทางไปมา ยิ่งออกเดินทางยิ่งรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วโลกใบนี้ก็กว้างใหญ่มากเลยทีเดียว
หลังจากเดินทางมาตลอดทั้งเช้าก็ถึงเวลาพักเท้าและทานมื้อเที่ยง ถึงจะอย่างนั้นศิษย์แต่ละคนก็กินหมั่นโถวและนั่งสอดส่องไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
หลังจากพักได้ครู่หนึ่งทั้งหมดก็เริ่มออกเดินทางต่อผ่านหุบเขาและเส้นทางป่าไม้ แม้จะมีแดดแรงแต่ยามลมพัดผ่านอากาศก็เย็นสดชื่น
แต่แล้ว
“พิ้ว !!”
เสียงลูกศรแหวกอากาศออกมาเป็ชุดนับสิบดอก เฮยอิงและศิษย์สำนักต่างปัดลูกธนูและหาที่กำบัง
หลังจากที่ปัดลูกธนูชุดแรกเสร็จก็ตามออกมาอีกหนึ่งชุด
“หาที่กำบัง !!”
เสียงเฮยอิงะโพร้อมกับพุ่งตัวไปหาศิษย์สำนักคนหนึ่งที่ถูกลูกธนูปักที่ขาเคลื่อนไหวไม่ได้ เขายื่นขวางปัดลูกธนูก่อนจะลากศิษย์คนนั้นไปหลบหลังที่กำลัง
เฮยอิงตรวจเช็ดสถานการณ์ก็พบว่าศิษย์สำนักาเ็สองคน คนติดตามพ่อค้าตายไปสาม หากปล่อยไว้เช่นนี้คงไม่ดี
เฮยอิงสบตากับศิษย์ขั้นทะลวงชีพจรอีกคน ทั้งสองเหมือนจะเข้าใจกันดี ทั้งสองพุ่งตัวออกไปตามทิศทางของลูกธนู และนั้นก็เป็การเปิดฉากต่อสู้ คนชุดดำหลายสิบคนก็วิ่งสวนออกมา
เหล่าศิษย์สำนักเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ออกไปร่วมศึก ทิ้งไว้มู่ไห่เฉินยังอยู่ที่เดิมไม่รู้จะทำเช่นไรดี ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วไม่อาจตั้งตัว
เสียงโลหะกระทบกันดังระงมไปทั่วหุบเขา กลบแม้กระทั่งเสียงลมที่เคยพัดผ่านอย่างสงบเมื่อสักครู่จนหมดสิ้น
ควันฝุ่นจากพื้นดินที่ถูกเหยียบย่ำลอยคลุ้งจนแสบตา กลิ่นเืจาง ๆ เริ่มปะปนกับกลิ่นดินและกลิ่นเหงื่อ ทำให้บรรยากาศรอบด้านหนักอึ้งจนน่าหายใจไม่ออก
“ระวังด้านซ้าย!”
เสียงะโดังขึ้นแทบจะพร้อมกับเสียงกรีดร้องของคนติดตามพ่อค้าผู้หนึ่งที่ถูกฟันล้มลงต่อหน้าเกวียนม้า ม้าทั้งสองตัวแตกตื่น ส่งเสียงร้องและพยายามกระชากเชือกจนเกวียนสั่นะเื
เงาร่างชุดดำพุ่งเข้าออกดั่งภูตผี กระบี่สะท้อนแสงแดดวาบวับ ทุกการเคลื่อนไหวรวดเร็วและโเี้ ไม่มีผู้ใดคิดออมมือ
มู่ไห่เฉินยืนแข็งอยู่ชั่วขณะ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบทะลุอก
นี่ไม่ใช่การประลองในสำนัก ไม่ใช่การฝึกซ้อม
แต่คือการฆ่าฟันจริง ๆ
ชายชุดดำผู้หนึ่งคำรามก่อนจะฟันดาบลงมา มู่ไห่เฉินสะดุ้งได้สติ รีบใช้วิชาตัวเบาถอยหลบ ปลายดาบเฉือนชายแขนเสื้อขาดกระจุย
เขายื่นมือออกไปโดยแทบไม่ทันคิด วิชาคว้าดาราถูกใช้ออก มือมู่ไห่เฉินฉุดกระชากดาบในมือศัตรูจนเสียจังหวะ มู่ไห่เฉินสืบเท้าก้าวเข้าใกล้ก่อนที่ฝ่ามือนั้นซัดออกไปเต็มแรง
ร่างชายชุดดำกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น แต่เสียงกระแทกนั้นกลับไม่ทำให้การต่อสู้หยุดลงแม้แต่น้อยรอบด้านยังคงวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม
ศิษย์สำนักผู้หนึ่งร้องลั่นเมื่อถูกมีดสั้นแทงเข้าที่สีข้าง อีกคนฟาดกระบี่สวนกลับอย่างดุเดือดจนเืสาดเป็เส้นโค้งกลางอากาศ
“ฆ่ามัน! อย่าลังเล!”
เสียงของหลงฮัวดังแทรกผ่านความโกลาหล เขาฟันศัตรูจนล้มลงแทบเท้า เืสดหยดจากปลายกระบี่โดยที่เ้าตัวไม่แม้แต่จะหันมามอง
มู่ไห่เฉินกำด้ามกระบี่แน่น มือสั่นเล็กน้อย ชายชุดดำที่เขาซัดล้มเมื่อครู่ยังไม่ตาย กลับฝืนลุกขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง ก่อนจะพุ่งเข้ามาหาเขาพร้อมมีดสั้นในมือ
เพียงชั่วพริบตา มู่ไห่เฉินก็เข้าใจความจริงข้อหนึ่งอย่างชัดเจน
หากเขาไม่ลงมือคนที่จะตาย…อาจเป็ตัวเขาเองและคนในสำนักของเขาเอง