ในตอนแรกเธอคิดจะมาหาโจเพื่อขอความช่วยเหลือบางอย่าง แต่เธอไม่คิดเลยว่าจู่ๆอุณหภูมิบริเวณอาคารสูงขึ้นจนผิดปกติและก่อนที่เธอจะได้ทำอะไรนั้นอาคารก็ระเบิดและเธอคิดว่ามีการก่อการร้ายและเตรียมที่จะจัดการตรงนั้น ทว่าสิ่งเธอเห็นกลับเป็นชายหนุ่มที่ยืนเปลือยกายล่อนจ้อนแถมตาของเธอยังไปเห็นอสูรกายของเขาเต็มสองตา
ชั่ววินาทีนั้นเธอคิดว่ามันช่างใหญ่ เอ้ย มันช่างอุจาดตาและเธอก็กรีดร้องพร้อมกับชี้ไม้ชี้มือด่าเขาว่าไอ้โรคจิต
ในส่วนของโจ เขาตกตะลึงครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ผู้คนในองค์กรจะเริ่มมาดู หลังจากวิ่งหนีและแอบไม่ให้ใครเห็น จนสุดท้ายเขาได้ชุดทำงานขององค์กรจากห้องพัสดุ
ชุดทำงานขององค์กรคล้ายเสื้อโค้ทสีดำแต่ดูทันสมัยกว่าบวกกับคอปกที่ตั้งตรงรอบคอ กางเกงยาวสีดำกับรองเท้าคัทชูสีดำ นี่เป็นชุดของพนักงานระดับล่าง
โจมองดูตัวเองในกระจกพร้อมกับพยักอย่างพอใจ “หล่อไม่เปลี่ยนไปเลยเรา”
เมื่อโจเดินออกมาจากห้องพัสดุเขาได้พบกับชายคนหนึ่งที่ใส่ชุดเหมือนตัวเองทว่ามีป้ายประจำตัวหัวหน้าติดเอาไว้
“เฮ้นาย หน้าไม่คุ้นเลย เด็กใหม่เหรอ?” เขาเอ่ยถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ผม…” ก่อนที่โจจะพูดนั้นก็โดนชายคนนั้นขัดขึ้นมาว่า “พอดีเลย ช่วยเอาเอกสารนี่ไปส่งให้ฝ่ายสนับสนุนกองกำลังฟิวเจอร์ที”
“กองกำลังฟิวเจอร์?” โจเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาเพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก
“สมกับเป็นเด็กใหม่จริงๆ กองกำลังฟิวเจอร์ก็กลุ่มคนที่เพิ่งกลับมาจากสงครามในอวกาศนั่นยังไงล่ะ นี่เป็นชื่ออย่างเป็นทางการของกองกำลังนี้และเป็นแนวหน้าอีกด้วย” จากนั้นชายคนนี้ก็เดินเข้ามาพลางกระซิบว่า “จำเอาไว้ว่าหากเจอคนเหล่านั้นนายห้ามเสียมารยาทเด็ดขาด พวกเขามีอำนาจสูงสุดและอยู่ใต้เพียงคุณหนูมายด์เท่านั้น”
โจรู้สึกแปลกประหลาด เขากลับไปห้องได้ครึ่งวันก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น นี่เขาพลาดอะไรไปกันนะ?
“ส่วนฝ่ายสนับสนุนก็ตามชื่อนั่นแหละ เป็นกองกำลังสนับสนุนที่คอยจัดการเรื่องจุกจิกของกองกำลังฟิวเจอร์ ถึงจะเป็นกองกำลังสนับสนุนแต่ได้ยินมาว่าการคัดเลือกเข้มงวดสุดๆ และดูเหมือนว่าตอนนี้ยังคงมีการคัดเลือกกันอยู่ เอาล่ะนายเอาเอกสารพวกนี้ให้กับหัวหน้ากองกำลังสนับสนุนที่ชื่อ มาร์ คนหัวโล้นๆน่ะ”
“ ไม่มีคำถามอะไรแล้วใช่มั้ย? ไปได้แล้ว หากนายทำพลาดฉันจะไล่นายออกด้วยตัวเอง” จากนั้นหัวหน้าคนดังกล่าวก็เดินไขว้แขนจากไป
โจ “…”
นายไม่ปล่อยให้ฉันพูดแล้วยังมีหน้ามาถามว่ามีคำถามอะไรอีกมั้ย…
โจมองเอกสารในมือและยักไหล่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่ต้องไปส่งเอกสาร แต่ก็ดีเขาจะได้ถือโอกาสไปดูว่ากองกำลังที่หัวหน้าคนนั้นพูดถึงเป็นยังไง
หลังจากถามทางอยู่พักหนึ่งเขาก็ได้มาถึงเขตทหาร พื้นที่นี้เป็นของกองกำลังทหารทั้งหมดแน่นอนว่าที่นี่จะต้องเต็มไปด้วยทหาร หากคนทั่วไปหรือพวกระดับล่างในองค์กรย่างกายเข้ามาที่นี่พวกเขาจะรู้สึกได้ถึงความกดดันของบรรยากาศอันเข้มงวด
พื้นที่นี้ถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงหนาเป็นสี่เหลี่ยม และมีทางเข้าทางเดียว บริเวณประตูมีทั้งรถถัง ป้อมปืนและทหารเกือบร้อยนายประจำการเฝ้าระวัง
ราวกับว่าที่นี่เป็นเขตต้องห้ามอย่างไรอย่างนั้น
“พวกเขาสร้างขึ้นมาตอนไหนกันเนี่ย?” โจอุทานด้วยความตกใจ เมื่อหลายปีก่อนยังไม่มีพื้นที่แห่งนี้ นี่หมายความว่าที่นี่ถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้และจัดให้เป็นเขตทหารอย่างสมบูรณ์
โจยกย่องปู่ของมายด์อย่างจริงใจ เขาช่างมีวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง และมองเห็นว่าอนาคตจะต้องมีผู้มีพลังเพิ่มขึ้นและทหารจะเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนความอยู่รอดของมนุษยชาติ
นี่เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เมื่อสิ่งมีชีวิตใดๆก็ตามมีการวิวัฒนาการ โลกที่พวกมันจะมองเห็นนั้นจะกว้างใหญ่ขึ้น แน่นอนว่าจะต้องได้พบกับศัตรูตัวใหม่ไม่อาจเลี่ยงได้ สิ่งเดียวที่จะอยู่รอดท่ามกลางศัตรูตัวใหม่นั่นคือความแข็งแกร่ง แต่คนๆเดียวไม่สามารถทำอะไรได้ นั่นจึงมีสิ่งที่เรียกว่าทหารถือกำเนิดขึ้นมา
จำนวนคนความแข็งแกร่งและวิทยาการอาวุธทางทหารจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงชัยชนะและความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ในอนาคต
“หยุด!! มีธุระอะไรที่นี่?” ก่อนที่โจจะได้เดินเข้าไปใกล้ประตูพวกทหารที่ประจำการอยู่ก็เดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับยืนขวางไม่ให้เข้าไปใกล้มากกว่านี้
โจเข้าใจว่านี่เป็นการรักษาความปลอดภัยทางการทหารเขาจึงไม่ได้รู้สึกไม่พอใจพร้อมกับชูเอกสารในมือพลางกล่าวว่า “ผมเอาเอกสารมาส่งให้กับหัวหน้ากองกำลังสนับสนุน หัวหน้ามาร์”
“ตามมา” ทหารนายหนึ่งพูดขึ้นและเดินนำเขาไป
เมื่อมาถึงหน้าประตู มันมีเครื่องสแกนฝ่ามือตรงเสาป้อมยาม
“สแกนฝ่ามือ” ทหารที่นำโจมาพูดขึ้นห้วนๆ โจกังวลเล็กน้อยเขาไม่รู้ว่าในระบบจะมีตัวตนของเขาหรือไม่ หากมันไม่มีขึ้นมาล่ะจะเกิดอะไรขึ้น? คงไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่จะหันกระบอกปืนมาหาเขาหรอกนะ?
อย่างไรก็ตามเขาคิดมากเกินไป เครื่องสแกนได้ยืนยันตัวตนของโจเรียบร้อยเขานึกถึงความเป็นไปได้ว่ามายด์ทำการใส่ตัวตนของเขาไว้ในระบบแล้ว
โชคดีที่ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น
หลังจากนั้นนายทหารคนเดิมก็นำทางโจไปยังส่วนของกองกำลังสนับสนุน ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นหนึ่งในคนของกองกำลังนี้เช่นกัน บางทีคนที่ประจำการเฝ้ายามอาจจะเป็นคนของกองกำลังสนับสนุนก็เป็นได้
“รอตรงนี้” นายทหารกล่าวกับโจเมื่อมาถึงประตูทางเข้าห้องเล็กๆ จากนั้นนายทหารก็เดินเข้าไป
ไม่นานนักนายทหารคนเดิมก็ออกมาพร้อมกับกล่าวว่า “เข้าไปได้และอย่าทำตัวเสียมารยาทล่ะ” จากนั้นนายทหารคนนั้นก็เดินจากไป
โจไม่ได้รู้สึกถึงความกดดันเมื่อต้องเข้าไปในห้องของหัวหน้ากองกำลัง เขาเดินเข้าไปอย่างสบายๆ ภายในเป็นห้องเล็กๆสี่เหลี่ยมและมีชายอายุเกือบสามสิบปีหัวโล้นนั่งจัดการเอกสารบนโต๊ะที่กองสุมเท่าภูเขา
เขาคนนี้เป็นหัวหน้ากองกำลังสนับสนุนชื่อ มาร์
“ไหนล่ะเอกสาร?” มาร์เอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง
โจไม่คิดมากวางเอกสารลงบนโต๊ะของมาร์
จากนั้นมาร์ก็หยิบมันขึ้นมาแล้วอ่านอยู่สักครู่ก่อนจะเงยหน้ามองโจและกล่าวว่า “ต้องใช้เวลาเตรียมการเล็กน้อย นายออกไปเดินเล่นแถวนี้ก่อนก็ได้” เขาพูดจบก็ก้มลงเคลียร์งานบนโต๊ะต่อไปโดยไม่สนใจโจอีก
โจหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไป
เขาได้แต่สงสัยว่าเตรียมการคือเตรียมอะไร? เขาไม่ได้อ่านเอกสารดังนั้นจึงไม่รู้อะไรเลย อย่างไรก็ตามเขาไม่ใส่ใจมากนักและรออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะรู้เองว่ามันคืออะไร
แต่ตอนนี้เขารู้สึกสนใจพื้นที่เหล่านี้มาก มันดูเป็นระเบียบไปหมดไม่ว่าจะเป็นอาคาร บ้านพัก หรือแม้แต่สถานฝึกซ้อม ทุกอย่างดูเป็นระบบ
โจเดินเล่นอยู่ราวสิบนาทีเขาได้มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง มันเป็นอาคารขนาดใหญ่และมีป้ายเขียนตัวเบ้อเร่อว่า ศูนย์บัญชาการทหารกองสนับสนุน
ตรงลานกว้างเต็มไปด้วยคนจำนวนหลายพันกำลังยืนรออย่างเป็นระเบียบและด้านหน้ามีนายทหารหลายนายกำลังเอ่ยถามคนที่อยู่หัวแถวและพิมพ์บางอย่างลงในแล็ปท็อป
“นี่คงจะเป็นสถานที่หัวหน้าคนนั้นพูดถึง? กำลังสมัครเข้ากองกำลังสนับสนุนกันอยู่?” โจพึมพำ