ตอนที่28 แจ้งผลการรับสมัคร
อีกด้านหนึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปในห้องพร้อมกับสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเธอตั้งใจที่จะศึกษามันนั่นเอง ซึ่งฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ยอมให้เธอศึกษามันเงียบๆ คนเดียว ส่วนฟู่เหมี่ยวก็ไม่ได้เข้าไปในห้องเช่นกันโดยเธอได้ตามออกไปเล่นข้างนอกกับฟู่ซินและฟู่เซินแทน
ฟู่เยี่ยนจึงได้ล็อคประตูและเข้าไปในดินแดนต่างมิติทันทีเพราะเธอจำได้ว่าบรรพบุรุษของเธอได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องรางต่าง ๆ เอาไว้เธอจึงจำเป็นต้องเข้าไปดูมันที่นั่น
หลังจากที่เข้าไปดินแดนต่างมิติแล้วเธอก็ได้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งหินพร้อมกับเริ่มอ่านมันอย่างละเอียด
และในช่วงบ่ายของวันนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้พบวิธีแก้ปัญหานี้แล้วซึ่งเธอจำเป็นที่จะต้องหามีดแกะสลักอันเล็ก ๆมาแกะสลักวงกลมนำโชควงใหม่ลงไปบนสร้อยข้อมือเส้นนี้นั่นเอง
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็คิดถึงวิธีที่จะล้างมันด้วยน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้เธอจึงได้ตักน้ำขึ้นมา และทันทีที่น้ำถูกเทลงไปบนสร้อยข้อมือเส้นนั้นใครจะไปคาดคิดว่าจู่ ๆ ก็ได้มีควันสีดำลอยออกมา
เมื่อมองไปยังสร้องข้อมือไม้กฤษณาอีกครั้งพลังของยันต์กลืนกินโชคลาภก็ดูจะลดลงไปเกือบครึ่ง
ซึ่งฟู่เยี่ยนไม่คิดเลยว่าน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จะใช้ได้ผลด้วยเธอจึงได้เติมน้ำลงไปในอ่างจนเต็มก่อนจะโยนสร้องข้อมือไม้กฤษณาลงไปในนั้นโดยไม่ได้คิดอะไรมาก ก่อนจะนั่งรออย่างใจเย็น
เมื่อรออยู่เฉยๆ เธอจึงรู้สึกเบื่อขึ้นมา ดังนั้นเธอจึงได้ออกไปหาพ่อของเธอข้างนอกและขอให้เขาช่วยหากระดาษสีเหลืองพร้อมกับชาดแดงมาให้เธอเพื่อที่เธอจะได้วาดยันต์
ทันใดนั้นเองฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลูกสาวของเขาจะมีทักษะนี้ด้วยเขาจึงรีบไปหาสิ่งของที่เธอต้องการทันที
ซึ่งกระดาษสีเหลืองและชาดนั้นไม่ได้มีขายตามร้านค้าทั่วไปดังนั้นเข้าจึงได้เข้าไปที่หมู่บ้านเพื่อตามหาฟู่เฉิง และถามว่าพอจะหาซื้อมันได้จากที่ไหนบ้าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เฉิงก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีจึงได้เอ่ยถามฟู่ต้าหย่งไปว่าเขาจะเอามันมาทำอะไรฟู่ต้าหย่งจึงบอกกับเขาไปว่าฟู่เยี่ยนนั้นต้องการที่จะวาดยันต์
หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา ฟู่เฉิงก็เชื่อในความสามารถของฟู่เยี่ยนมาก ๆเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาจึงได้ถามอีกครั้งว่าต้องการมันมากน้อยแค่ไหน
ฟู่ต้าหย่งไม่รู้ว่าลูกสาวของเขาต้องการเยอะขนาดไหนดังนั้นเขาจึงซื้อมันมาเยอะที่สุดเท่าที่เขาจะทำมันได้
พ่อของเธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ไม่เพียงแค่เขาจะสามารถหาซื้อชาดและกระดาษสีเหลืองมาได้เท่านั้นเขายังได้เอามีดแกะสลักอันเล็ก ๆ ของเขามาให้เธออีกด้วยโดยบอกว่าเขาเคยใช้มันตอนที่เขายังเป็นเด็ก
จากนั้นฟู่ต้าหย่งก็ได้ช่วยฟู่เยี่ยนตัดกระดาษเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและพับมันทีละแผ่นพร้อมกับวางมันลงบนโต๊ะซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ออกไปจากห้องแต่อย่างใด และได้ยืนอยู่ด้านข้างเพื่อคอยดูฟู่เยี่ยนวาดยันต์เงียบๆ นั่นเอง
ฟู่เยี่ยนผสมชาดกับน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเธอก่อนจะทำสมาธิอยู่ครู่หนึ่งเธอพยายามนึกถึงรูปแบบของยันต์แคล้วคลาดขึ้นมาในใจของเธอ และดึงพลังนั้นออกมาเขียนสายตาของเธอเพ่งมองไปยังกระดาษสีเหลืองอย่างมุ่งมั่นพร้อมกับวาดมันให้เสร็จภายในการจรดปากกาเพียงครั้งเดียว
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนยกปลายปากกาของเธอขึ้นมาฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกราวกับว่าสายตาของเขาพร่ามัวไปครู่หนึ่งโดยเขามองเห็นแสงสีทองแวบผ่านขึ้นมาบนยันต์แผ่นนั้นนั่นเอง
เขารีบขยี้ตาของตัวเองก่อนจะมองไปที่ยันต์แผ่นนั้นอีกครั้งนี่ยันต์แผ่นนั้นเปล่งแสงอันอบอุ่นออกมาได้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ
“เสี่ยวฮั่ว มันคือยันต์อะไรอย่างนั้นเหรอ ? นี่เป็นยันต์แผ่นแรกที่ลูกวาดมัน พ่อขอได้หรือเปล่า ? ” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
แม้แต่ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกตื่นเต้นมากเช่นกันเพราะเธอก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเธอจะวาดมันสำเร็จในการวาดครั้งแรกแบบนี้
“พ่อคะนี่เป็นแค่ยันต์แคล้วคลาดขั้นพื้นฐานเท่านั้นเอาไว้รอให้จิตใจของหนูสงบมากกว่านี้ก่อน หนูจะวาดยันต์ขัันที่สูงกว่านี้ให้กับพ่อใหม่ก็แล้วกันนะคะ”
“มีแบ่งขั้นด้วยเหรอ? ” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง
“ใช่แล้วค่ะยันต์ขั้นพื้นฐานสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวในขณะที่ยันต์ระดับสูงสามารถใช้ได้ถึงสามครั้ง
หากมันถูกสลักเอาไว้บนหยกพลังของมันก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นอีกหลายเท่าเลยละค่ะ ! ” ฟู่เยี่ยนอธิบายเรื่องนี้ให้กับพ่อของเธอฟังอย่างละเอียด
“หยก ? ” หลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ฟู่ต้าหย่งก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ฟู่เยี่ยนไม่รอช้าเพราะตอนนี้เธอยังคงจำความรู้สึกตอนที่วาดยันต์ได้ดังนั้นเธอจึงพยายามวาดยันต์แคล้วคลาดขั้นพื้นฐานออกมาอีกจำนวนหนึ่งก่อนจะพยายามวาดยันต์ระดับสูงขึ้นมาหลายแผ่น เพื่อที่จะมอบมันให้กับทุกคนในครอบครัวของเธอนั่นเอง
เมื่อถึงเวลาทานมื้อเย็นฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบยันต์แคล้วคลาดออกมาและมอบมันให้กับทุกคนซึ่งตอนนี้สมาชิกในครอบครัวของเธอก็ได้อยู่กันพร้อมหน้าแล้ว
ฟู่เหมี่ยวรับมันมาพลางรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่นัก เนื่องจากมันมีขนาดที่ใหญ่เกินไปดังนั้นในตอนกลางคืนเธอจึงได้เย็บถุงผ้าใบเล็ก ๆขึ้นมาเพื่อที่จะใส่มันเอาไว้ข้างใน และเธอยังได้ปักรูปดอกไม้เล็ก ๆ เอาไว้อีกด้วย
ส่วนฟู่เซินที่เห็นเช่นนั้นจึงได้รีบขอให้น้องสาวของเขาทำให้เช่นกันดังนั้นฟู่เหมี่ยวจึงใช้เวลาทั้งคืนในการเย็บถุงผ้า
เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา อีกไม่นานพี่ใหญ่ของเธอก็จะต้องไปเข้ากรมแล้วดังนั้นเธอจึงอยากจะเย็บยันต์แคล้วคลาดเอาไว้บนเสื้อผ้าของเขา ซึ่งสิ่งนี้ฟู่เยี่ยนตั้งใจที่จะทำมันด้วยตัวเอง
จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้บอกความคิดนี้ให้กับหวังซู่เหมยซึ่งแม่ของเธอก็เห็นดีเห็นงามด้วยเช่นกัน ทว่าฟู่ต้าหย่งก็ได้ห้ามสองแม่ลูกเอาไว้เพราะการเป็นทหารนั้น ทางกองทัพได้จัดเตรียมเสื้อผ้าให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันแล้ว
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากล้มเลิกความตั้งใจนี้ไป
เช้าวันรุ่งขึ้นฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติของเธออีกครั้งเพื่อที่จะไปดูว่าสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเป็นอย่างไรบ้างก่อนจะพบว่ายันต์กลืนกินโชคลาภนั้นได้ถูกแช่เอาไว้ในน้ำจนเลือนหายไปหมดแล้ว
เธอจึงได้หยิบมันขึ้นมาพร้อมกับเอามันไปตากให้แห้งเพื่อที่จะได้แกะสลักยันต์นำโชคลงไป
แต่ก่อนที่เธอจะได้ลงมือทำไป๋โม่เฉินก็ได้มาที่บ้านของเธอเสียก่อนโดยช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ เขาได้เข้าไปที่เทศมณฑลเพื่อส่งโทรเลขซึ่งตอนนี้เขาก็ได้กลับมาเพื่อเตรียมตัวจะไปส่งหลี่หงอี้ที่สถานีรถไฟส่วนเขายังคงต้องอยู่ที่นี่ต่ออีก 2-3 วัน
เขาได้นำขนมอบนมข้าวบาเลย์ และผ้าอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเขาหอบข้าวของพวกนั้นมาดูพะรุงพะรังไปหมดโดยเขาเอามันมามอบให้กับฟู่เยี่ยนนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนรับมันมาอย่างไม่เกรงในตอนนี้เธอยังไม่ได้แกะสลักยันต์ลงบนสร้อยข้อมือให้กับเขาเพียงแค่มอบยันต์แคล้วคลาดให้เขาไป 3 แผ่นเท่านั้น
เมื่อหลี่หงอี้ออกเดินทางเขายังไม่ลืมที่จะหยิบถังเหล้าที่ฟู่ต้าหย่งมอบให้ติดมือไปด้วย โดยเขาตั้งใจเอาไว้ว่าจะมอบมันเป็นของฝากให้กับผู้อาวุโส
ไป๋โม่เฉินไปส่งหลี่หงอี้ที่สถานีรถไฟก่อนที่ตัวเขาเองจะกลับไปที่หมู่บ้านอันผิงอีกครั้ง ซึ่งเขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านของหลี่หงอี้ เพื่อที่จะรอให้ฟู่เยี่ยนแก้ไขยันต์บนสร้อยข้อมือให้กับเขา
ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้ปล่อยให้เขารอนานจนเกินไปหลังจากที่หลี่หงอี้กลับไปที่กองทัพสามวันให้หลัง สร้อยข้อมือไม้กฤษณาก็ได้ถูกแกะสลักยันต์นำโชคลงไปจนเสร็จสมบูรณ์
“ในตอนนี้สร้อยข้อมือเส้นนี้ได้กลายเป็นวงแหวนแห่งความโชคดีแล้วค่ะต่อไปนี้มันจะส่งเสริมโชคลาภของพี่”
“ฉันได้แกะสลักยันต์นำโชคเอาไว้ด้านในของลูกปัดพี่เฉิน หากไม่จำเป็นอย่าให้ใครเห็นมันอย่างเด็ดขาดเลยนะคะ”
“ถ้าคนที่รู้เรื่องนี้พายามทำร้ายพี่อีกครั้งฉันคงจะควบคุมมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะท้ายที่สุดแล้วฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยพี่ไปได้ตลอดหรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนพูดเตือนไป๋โม่เฉินถึงข้อควรระวัง
ไป๋โม่เฉินพยักหน้ารับเบาๆ เพื่อบ่งบอกว่าเขาเข้าใจแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนยังคงมอบยันต์แคล้วคลาดให้กับเขาเพิ่มอีก 2-3 แผ่น เพื่อที่มันอาจจะเป็นประโยชน์กับเขาในอนาคต
“ในเมื่อสร้อยข้อมือได้ถูกแก้ไขแล้ว ฉันเองก็คงต้องกลับแล้วเหมือนกันก่อนหน้าที่ฉันได้ส่งโทรเลขไปบอกกับพ่อของฉันแล้วล่ะว่าฉันจะเข้าร่วมกองทัพในเดือนตุลาคมนี้”
ชีวิตของไป๋โม่เฉินนั้นเรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการนั่งรถไฟเหาะไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็มักจะตัดสินใจอย่างกะทันหันอยู่เสมอ
ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เขาบอกเรื่องนี้กับครอบครัวของเธอแต่ในที่สุดเธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเพื่อนกันเลย!
ทันใดนั้นเองฟู่เซินก็พูดด้วยความอิจฉาว่า “ว้าวเยี่ยมไปเลย ! พี่ใหญ่ของผมก็กำลังจะเข้าร่วมกองทัพเหมือนกันบางทีพี่ทั้งสองคนอาจได้พบกันอีกครั้งก็ได้นะ ! ”
“ใช่แล้วล่ะบางทีเราอาจจะได้แบ่งปันโชคลาภด้วยกันก็ได้ ! ”
ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับยิ้มออกมาในความเป็นจริง เขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองและฟู่ซินนั้นจะต้องไม่ได้เจอกันอย่างแน่นอนเพราะเขาตัดสินใจเข้าร่วมกับกองกำลังพิเศษนั่นเอง
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็พยายามค้นหาบางอย่างอยู่นานก่อนที่จะหยิบเอายันต์แคล้วคลาดระดับสูงออกมา พร้อมกับยื่นมันให้กับไป๋โม่เฉิน
“นี่เป็นยันต์แคล้วคลาดขั้นสูงที่ฉันวาดขึ้นมามันสามารถปกป้องพี่จากภัยอันตรายต่าง ๆ ได้สามครั้งฉันหวังว่าจะช่วยพี่ได้บ้างไม่มากก็น้อย ! ”
“เสี่ยวฮั่ว ฉันต้องขอบคุณเธอมากจริง ๆ เอาไว้ฉันจะเขียนจดหมายถึงเธอนะ! ” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูเคร่งขรึม
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตอบเขากลับไปพร้อมกับรอยยิ้มว่า“อืมฉันเองก็จะตอบจดหมายของพี่เหมือนกัน ! ”
ขณะที่พวกเขากำลังบอกลากันอยู่นั้นจู่ ๆ ก็ได้มีเสียงของใครบางคนตะโกนมาจากข้างนอก
“ฟู่ซิน ! ฟู่ซิน ! มีจดหมายถึงนายด้วยล่ะ ! มันเป็นหนังสือจากทางการ! ” บุรุษไปรษณีย์ตะโกนเรียกอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
ทันใดนั้นเอง ฟู่เซินก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วก่อนจะพูดออกไปว่า “พี่ใหญ่ จดหมายของพี่มาถึงแล้ว ! ! ”
ด้วยเสียงตะโกนนี้จึงทำให้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยที่อยู่ในห้องได้ยินด้วยเช่นกัน
เมื่อรู้ว่ามีจดหมายมาถึงฟู่ซินที่กำลังหลับอยู่ก็ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความตื่นเต้นจากนั้นเขาก็ได้เปิดจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา
“พี่ใหญ่ รีบอ่านเร็ว ๆ เข้าสิ ตรงนั้นไงมันเขียนว่าอะไรอย่างนั้นเหรอ ? ”
“มันได้ถูกเขียนเอาไว้ว่า ให้ฉันไปรายงานตัวภายใน15 วัน ! และในนี้ก็ยังมีเงิน 20 หยวนสำหรับซื้อตั๋วรถไฟอีกด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมากจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่และพูดไม่ออก
เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไปหมู่บ้านอันผิงจึงได้เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันทีแม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านและหัวหน้าฝ่ายปกครองก็ได้แวะมาแสดงความยินดีกับพวกเขาด้วย
ในตอนนี้ทุกคนต่างก็อิจฉาความโชคดีของตระกูลฟู่ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหกเดือนที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้
“ฟู่ต้าหย่งพ่อของเขาได้จัดการเรื่องนี้ให้อย่างเงียบ ๆ เพื่อที่จะให้เขาเข้าร่วมกับกองทัพฉันได้ยินมาว่าเขาเป็นทหารที่มีการศึกษา จึงไม่ต้องไปตรวจร่างกายที่กองทัพก่อน”
“จริงเหรอ ? แล้วทำไมฟู่ต้าหย่งถึงได้มีความสัมพันธ์ที่ดีแบบนั้นกับทางกองทัพกันล่ะ? ทำไมถึงไม่ต้องผ่านการตรวจร่างกายอย่างนั้นเหรอ ? ”
“ดูเหมือนว่าจะต้องเข้ากองทัพก่อนแล้วค่อยเข้ารับการตรวจร่างกายทีหลังแต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีทางที่ฟู่ซินจะไม่ผ่านการทดสอบหรอกเด็กคนนั้นมีส่วนสูงถึง 185 เซนติเมตรเลยด้วยซ้ำ ! ”
เรื่องนี้เป็นที่พูดคุยกันอย่างกว้างขวางของชาวบ้านซึ่งหนิวชุ่ยฮวาก็ได้เดินถือตะกร้ามาพอดีจึงทำให้เธอได้ยินทุกคนกำลังพูดถึงการเกณฑ์ทหารกันอยู่
“เฮ้ ชุ่ยฮวา ครอบครัวของคุณกำลังมีข่าวดีใช่ไหม! หลานชายคนโตของคุณกำลังจะได้เป็นทหารนี่นา ! ” ทันใดนั้นเองก็ได้มีคนพูดเรื่องนี้กับหนิวชุ่ยฮวา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิวชุ่ยฮวาก็รู้สึกสับสนขึ้นมาว่าคนๆ นั้นเป็นใคร ? หลานชายของเธออย่างนั้นเหรอ ?
“ก็เสี่ยวจิน ลูกชายคนโตของฟู่ต้าหย่งยังไงล่ะผลประกาศเพิ่งจะออกมาวันนี้นี่เอง ซึ่งเขาได้เข้าร่วมกองทัพแล้วด้วยนะ ! ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหนิวชุ่ยฮวาจึงได้เดินจากไปพร้อมกับตะกร้าในมือด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย
ทันใดนั้นเหล่าผู้หญิงหลายคนที่อยู่ด้านหลังของเธอก็เริ่มซุบซิบกัน
“เธอพูดบ้าอะไรกัน นั่นไม่ใช่หลานชายแท้ ๆของเธอสักหน่อย พวกเขาไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันเลยไม่ใช่เหรอ ? และด้วยการกระทำของเธอยังยากที่จะบอกว่าจู่จื่อลูกชายของเธอจะหาภรรยาได้อยู่หรือเปล่า ! ”
“จริงเหรอ ? ฉันรู้สึกขยะแขยงกับสิ่งที่เธอทำจริงๆ ! ”
ทว่าหนิวชุ่ยฮวาได้ยินเสียงซุบซิบนินทานั้นเข้าพอดี จึงทำให้ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความเกลียดชังแต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเส้นทางนี้เธอเป็นคนเลือกเองตั้งแต่แรก
เธอครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่งและคิดว่าฟู่ต้าหย่งไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้อย่างแน่นอนเป็นไปได้ไหมว่าฟู่ต้าจวงจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้ ?
ก่อนหน้านี้ชายชราได้เขียนจดหมายถึงเขาแล้วไม่ใช่หรือเขาไม่ได้รับมันหรืออย่างไร ? ต้องมีบางอย่างผิดพลาดไปอย่างแน่นอน ! ? ไม่ได้จะต้องรีบเอาเรื่องนี้ไปบอกกับชายชรา และให้เขาเขียนจดหมายถึงลูกชายและลูกสาวของเขา