จารึกที่ 19 : วิกฤตการณ์สามเส้า : ผู้พิทักษ์ทมิฬและแก่นศิลา
ความหนาวเหน็บกัดกินลึกไปถึงขั้วหัวใจท่ามกลางความมืดมิดที่ควบแน่นจนแทบกลายเป็เนื้อเดียวกับอากาศใน ยามอิ๋นทว่า ณ ใจกลางชั้นที่สามของหอจารึกา กลับสว่างไสวด้วยแสงสีฟ้าเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากวัตถุหนึ่งซึ่งลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
"นั่นมัน..." อาเจียตาค้าง ลมหายใจสะดุด "แก่นศิลา... า?"
เบื้องหน้าของพวกเขาคือโถงทรงโดมขนาดมหึมา ผนังทุกด้านจารึกด้วยอักขระโบราณที่เรืองแสงวูบวาบตามจังหวะการเต้นของ "ผลึกแก้วสีฟ้าคราม" ขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ที่หมุนคว้างอยู่กลางอากาศ มันส่งเสียง วิ้ง... วิ้ง... แ่เบา แต่ทุกครั้งที่ส่งเสียง คลื่นปราณมหาศาลจะกระเพื่อมออกมาจนเส้นผมของอาเจียปลิวไสว
[อย่าเพิ่งดีใจไปเ้าศิษย์โง่...] มู่เฉิน เตือนเสียงเครียด [มองดูข้างล่างนั่นให้ดี]
อาเจียเลื่อนสายตาลงต่ำ แล้วก็ต้องกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ใต้แก่นศิลานั้น มีร่างของ "ทวารบาลศิลาทมิฬ" ยืนสงบนิ่งอยู่ มันสูงกว่าสองจ้าง (ราว 6 เมตร) สวมชุดเกราะโลหะดำทั้งตัว ในมือถือดาบั์ที่ยาวเท่าเสาเรือน แม้จะยังไม่ขยับเขยื้อน แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นหนักอึ้งราวก้อนหินทับอก
"ตัวใหญ่ขนาดนี้... ยันต์ะเิข้าคงเหมือนเอาประทัดไปปาใส่กำแพงเมือง" อาเจียประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว (และขี้ขลาด) "แม่นางหลิน... ข้าว่าเราถอยไปตั้งหลัก..."
ปัง! โครม!
ประตูหินด้านหลังพวกเขาถูกกระแทกจนแตกเป็เสี่ยงๆ ฝุ่นหินฟุ้งกระจาย พร้อมกับร่างของบุรุษหนุ่มในชุดสีเพลิงที่พุ่งเข้ามาพร้อมจิตสังหารอันรุนแรง
"อาเจีย! วันนี้เ้าหนีไม่พ้นแน่!" เฟิงอี้หราน คำรามลั่น ใบหน้าเปื้อนเขม่าไฟ ผมเผ้ายุ่งเหยิงจากกับดักบันได แต่ดวงตายังคงลุกโชนด้วยไฟแค้น "ส่งสมบัติที่เ้าขโมยมาคืนข้าเดี๋ยวนี้!"
"อุ๊ย... ตัวหารมาแล้ว" อาเจียสะดุ้ง แต่สมองอันฉับไวกลับแสยะยิ้มมุมปากทันที 'มาได้จังหวะพอดีเลยพ่อคุณ!'
ทันใดนั้น ดวงตาของทวารบาลศิลาทมิฬก็สว่างวาบเป็สีแดงฉาน! มันหันขวับไปหาต้นตอของ "จิตสังหาร" ที่รุนแรงที่สุดในห้อง... ซึ่งก็คือเฟิงอี้หราน!
"ััผู้บุกรุก... ตรวจพบจิตสังหารระดับสูง... กำจัด!"
เสียงศิลาบดเบียดดังสนั่นหวั่นไหว ทวารบาลศิลาพุ่งตัวเข้าหาเฟิงอี้หรานด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัว ดาบั์ฟาดฟันลงมาแหวกอากาศเกิดเสียงหวีดหวิว!
"บัดซบ! อะไรวะเนี่ย!" เฟิงอี้หรานหน้าถอดสี รีบยกกระบี่เพลิงขึ้นรับ
เปรี้ยง!!!
แรงปะทะส่งร่างเฟิงอี้หรานปลิวไปกระแทกผนังจนยุบเป็หลุม เืสดๆ กระอักออกมาคำโต
"โอกาสทอง!" อาเจียกระซิบกับหลินชิงเสวี่ย "แม่นาง เ้าแกล้งตายอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวข้าจะไปกู้โลก... เอ้ย กู้สมบัติแป๊บหนึ่ง!"
อาเจียอาศัยจังหวะชุลมุน ใช้วิชาตัวเบา (ที่เน้นหนีมาทั้งชีวิต) ย่องไปตามเงามืดเลียบผนัง เขาควักหมึกออกมาวาด วงล้อสูญตา (O) ขนาดใหญ่ครอบคลุมร่างกาย...
ทันทีที่อักขระ 'หลิง (ศูนย์)' เริ่มหมุนวน มันทำหน้าที่ 'ปฏิเสธ' กฎแห่งการรับรู้... แสงสว่าง กลิ่นอาย และร่องรอยการคงอยู่ของเขาถูกความว่างเปล่ากลืนกินจนสิ้น ส่งผลให้ร่างเนื้อเลือนหายไปดุจดั่งอากาศธาตุ
"วิชาลับ... จิ้งจกเปลี่ยนสี!"
อาเจียเรียกมันตามสภาพที่เห็น (แต่ในตำราของมู่เฉิน มันคือวิชาชั้นสูงนามว่า 'มายาไร้ลักษณ์' ที่ลบได้แม้กระทั่งกลิ่นอายิญญา)
ขณะที่เฟิงอี้หรานกำลังรับมือกับทวารบาลศิลาอย่างดุเดือด ("ไอ้หุ่นบ้า! ไปตีเ้าหัวขโมยนั่นสิโว้ย! มาตีข้าทำไม!") อาเจียก็ค่อยๆ คืบคลานเข้าไปใกล้แท่นแก่นศิลาทีละนิด... ทีละนิด...
ดวงตาของเขาจ้องมองผลึกสีฟ้าด้วยความรักใคร่ 'รอป๋าก่อนนะลูกจ๋า... ป๋าจะพาไปขายให้เศรษฐีใจดี... เอ้ย พาไปดูแลอย่างดี!'
ทว่า... เมื่อมือของอาเจียเอื้อมไปััรัศมีของแก่นศิลา ทวารบาลศิลาที่กำลังไล่ต้อนเฟิงอี้หรานก็ชะงักกึก! ส่วนหัวของมัน หมุนกลับหลังอย่างผิดธรรมชาติ จ้องมองอาเจียเขม็ง
"ััหัวขโมย... กลิ่นอายโลภะรุนแรงเสียดฟ้า... เป็ภัยคุกคามสูงสุด... สังหาร!"
"อ้าวเฮ้ย! มี ค่ายกลวัดความโลภ ด้วยเรอะ!" อาเจียร้องเสียงหลง
ดาบั์เปลี่ยนทิศทาง พุ่งแหวกอากาศมาหาอาเจียทันที!
[ใช้แก่นศิลาที่เ้าได้จากชั้นล่างสิ!] มู่เฉินะโ [มันเป็กุญแจยับยั้ง!]
อาเจียตาเหลือกรีบควัก "ดวงจิตศิลาสีดำ" ออกมา แล้วประทับลงใส่ร่องที่ฐานของแท่นบูชาอย่างรวดเร็ว
กริ๊ก!
ทันใดนั้น การทำงานของอักขระทั้งห้องก็หยุดชะงัก ทวารบาลศิลาค้างนิ่งท่ามกลางอากาศ ดาบั์หยุดห่างจากจมูกอาเจียเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
"รอด..." อาเจียเข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้น หอบหายใจแฮกๆ "เกือบได้ไปขายถ่านเมืองผีแล้วไหมล่ะ..."
แต่ในความเงียบสงัดนั้น เสียงปรบมือ แปะ... แปะ... ดังขึ้นจากมุมมืด พร้อมกับร่างของใครบางคนที่เดินออกมาจากเงามืดด้านหลังเฟิงอี้หรานที่าเ็
"ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมมาก อาเจีย" เสียงเย็นเยียบนั้นทำให้อาเจียขนลุกซู่ "ขอบใจเ้ามากที่ช่วย คลายผนึกค่ายกลป้องกัน ให้ข้า..."
อาเจียหันขวับไปมอง และต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยยิ้มอำมหิตบนใบหน้าของคนที่เขาไม่คาดคิด...