เมื่อจางหนี่หวังกล่าวจบ ไป่ฉีก็ปรากฏตัวขึ้นจากบริเวณที่อากาศบิดเบี้ยวข้างจางหนี่หวัง เขาเดินมาหยุดข้าง ๆ จางหนี่หวัง เสียงฮือฮากลับไม่ได้น้อยลง แต่กลับมากขึ้น เพราะตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าพวกเขาบางคนรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ค่อยสะดวก ส่วนประมุขตำหนักเทพต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง บางคนถึงกับทำจอกน้ำชาหล่นทันที
“บ...บะ...บ้าน่า พลังปราณที่รุนแรงขนาดนี้ แต่กลับบอกไม่ได้ว่าทั้ง 2 คนนั้นอยู่ในระดับใด” หลงสุ่ยลุกขึ้นยืนและมองลงไปยังสนามประลองจากห้อง VIP ของตำหนักเทพมังกรคราม
“หรือว่า คลื่นพลังปราณรุนแรงเมื่อวันก่อนเป็นประมุขจางกับท่านอวี้กง ที่สำเร็จการทะลวงชั้นปราณ อย่างนั้นพวกเขาทั้ง 2 คนก็ต้องอยู่ในระดับ…....” หลงเทียนหมิงไม่อยากจะเชื่อ อวี้กงนั้นตั้งแต่ปรากฏตัวขึ้นในยุทธภพ มีระดับพลังปราณน้อยกว่าใครหลาย ๆ คนในยุทธภพ แต่เพียงไม่กี่เดือน ระดับพลังปราณกลับพุ่งทะยานจนมาถึงจุดที่แม้แต่ประมุขตำหนักเทพต่างไม่สามารถอาจเอื้อมไปมีเรื่องกับเขาได้แล้ว
“ราชันย์ทรราช ไม่ผิดแน่” หลงสุ่ยกล่าวขึ้นหลังจากลองตรวจสอบดู
คนของตำหนักเทพมังกรครามต่างตกตะลึงกับสิ่งที่ออกมาจากปากของหลงสุ่ย แน่นอนว่ามีบางคนฉุกคิดถึงคลื่นพลังปราณได้ว่าไม่ได้มีเพียง 2 สาย หากแต่มีถึง 3 สายด้วยกัน
“แต่คลื่นพลังเมื่อวันก่อนมีถึง 3 สาย นั่นหมายความว่ายังมีอีกคนหนึ่งที่มีพลังปราณถึงระดับราชันย์ทรราช แต่ที่นี่ผมยังไม่เห็นคนคนนั้น จะว่าไป ก่อนหน้าประมุขจางกับท่านอวี้กงจะออกมา พวกเราสัมผัสถึงพลังปราณพวกเขาไม่ได้แม้แต่น้อย หรือว่าพวกเขาสามารถพรางพลังได้” หลงเทียนหมิงพยายามคิดถึงสิ่งที่พอจะเป็นไปได้
“เป็นไปได้ ไม่แน่ว่าอีกคนก็คงอยู่ที่นี่ด้วย เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร” หลงสุ่ยกล่าว
ด้านตำหนักเทพเต่ามังกร อู่กุยหลงจินยืนขึ้นด้วยความตกตะลึง สำหรับเขาแล้วประมุขจางนั้นไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ ด้วยเพราะสมาคมการค้าตะวันจันทรามีทรัพยากรมากอยู่แล้ว แต่อวี้กงนั้นกลับก้าวขึ้นสู่ปราณชั้นนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย นับว่าน่ากลัวยิ่งนัก
“ท่านอวี้กงน่ากลัวจริง ๆ ไม่คิดว่าเพียงไม่กี่เดือนจะสามารถสำเร็จลมปราณชั้นนี้ได้” อู่กุยเหวินป๋อกล่าว ในใจแม้ไม่อยากยอมรับความจริงตรงหน้าก็ตาม เพราะเขาเคยแต่ได้รับการยกยอจากคนในยุทธภพว่าเป็น 1 ในอัจฉริยะรุ่นใหม่
“ที่น่ากลัวกว่าก็คือ อีกคนหนึ่งที่สำเร็จปราณราชันย์ทรราช ยังคงซ่อนพลังของตนเอาไว้ และถ้าพ่อเดาไม่ผิด เขาจะต้องอยู่ที่นี่แน่” อู่กุยหลงจินกล่าว
ฝั่งตำหนักเทพวิหคสีชาด เฟิงจินหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา เพราะเขาเป็น 1 ในคนที่เคยมีเรื่องกับอวี้กงมาก่อน แม้ทางนั้นบอกว่าจะไม่เอาเรื่องแล้วก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ของเขากับอวี้กงก็ถือว่าไม่สู้ดีนัก ส่วนเฟิงหลงเองก็ถอนหายใจ โชคดีที่เขาได้ทำการชำระความเรื่องลูกชายของเขาไปแล้ว
“โชคดีที่ครั้งนั้นเราชำระความกับเขาไปแล้ว ไม่อย่างนั้น แกตายแน่” เฟิงหลงกล่าวกับเฟิงจิน
“ขอโทษครับ” เฟิงจินก้มหน้า เขาสำนึกผิดกับการกระทำคราวนั้นจริง ๆ ที่จริงเขาไม่อยากมาการประลองนี้ด้วยซ้ำ เขาอยากออกไปตามหาซือเหนียงมากกว่า ขนาดส่งคนออกตามหามานานยังไม่พบแม้แต่เบาะแส ทำให้เขาร้อนใจมาก
ตำหนักเทพพยัคฆ์ขาว หู่หยุนก็นั่งไม่ติด เขาพยายามประเมินระดับพลังปราณของทั้งคู่ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ ด้วยเพราะพลังปราณของจางหนี่หวังกับอวี้กงได้สูงล้ำเกินกว่าเขาไปแล้ว
“ท่านพ่อ ท่านอวี้กงสุดยอดเลย” หู่เสี่ยวปิงหันไปหาพ่อของเธอ ดวงตาเป็นประกาย ฉายแววซุกซน แม้จะได้รับผลกระทบจากพลังปราณที่อวี้กงกับจางหนี่หวังแผ่ออกมา แต่เธอก็ยังคงท่าทีร่าเริงได้ราวกับไม่รู้สึกอะไร
“อย่าได้เผลอไปล่วงเกินท่านอวี้กงเข้าล่ะ ตอนนี้แค่เขาซัดทีเดียว เกรงว่าแม้แต่ท่านพ่อก็ไม่อาจต้านทานพลังของเขาได้” หู่จิ้งกำชับลูกสาวของเขาทันที
“บู ไม่สนุกเลย ท่านอวี้กงไม่ทำแบบนั้นหรอก ออกจะใจดี หล่อด้วย” หู่เสี่ยวปิงกล่าว
“เธอไม่รู้อะไร ล่าสุดเขาร่วมการกวาดล้างพรรคตะวันดับกับหลงเทียนหมิง ทำให้ตอนนี้ทั้งทวีปเทพมังกรครามไม่มีพรรคสาขาของพวกตะวันดับตั้งอยู่เลย จะมีก็แต่คนของพวกมันเท่านั้น ที่ยังแฝงตัวอยู่ คนที่เข้าร่วมการกวาดล้างในครั้งนั้นไม่เห็นอะไรนอกจากเปลวเพลิงที่เผาทุกอย่างจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้าด้วยซ้ำ” หู่จิ้งพูดถึงสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา
“หงะ น่ากลัวเกินไปแล้ว” หู่เสี่ยวปิงกล่าว
ด้านตำหนักเทพกิเลน ประมุขจี๋หลินเวิ่นเทียนกำหมัดแน่น เขาไม่คิดเลยว่าพลังปราณของบุคคลทั้ง 2 ที่เคยไปเป็นแขกในงานประลองจัดอันดับภายในของตำหนักเทพกิเลน จะสามารถทำลายคอขวดที่ยากจะทะลวงผ่านได้ เขานึกเสียดายที่ไม่สามารถทำให้ทั้ง 2 คนนี้กลายเป็นคนในตระกูลจี๋หลินได้
“สุดยอดไปเลย ท่านอวี้กงแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว ประมุขน้อยท่านดูสิ” เต๋อเทียนกล่าว
“สำรวมหน่อยเต๋อเทียน รักษาหน้าท่านประมุขบ้าง” ไท่หยางกล่าวเตือน
“ไม่เป็นไรหรอก พวกนายเพิ่งเคยมางานใหญ่แบบนี้เป็นครั้งแรก จะตื่นเต้นก็ไม่แปลกอะไร” เฟิงเทียนกล่าว
“แต่ประมุขน้อย ท่านก็มางานประลองนี้ครั้งแรกนะครับ” เต๋อเทียนกล่าว
“แต่เคยมางานประมูลแล้วครั้งหนึ่งแล้ว” เฟิงเทียนตอบกลับ
“น่าเสียดาย พวกเจ้าทั้ง 2 ได้โอกาสปรนนิบัติท่านอวี้กงแท้ ๆ กลับไม่สามารถรั้งท่านอวี้กงไว้ได้” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าวตำหนิไท่หยางกับเต๋อเทียน
“ท่านประมุข พวกเราบอกไปแล้วว่าท่านอวี้กงไม่ใช่พวกต้วนซิ่ว เขาไม่สนใจพวกผมแม้แต่น้อย” ไท่หยางกล่าว
“ฮึ่ย” จี๋หลินเวิ่นเทียนไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่นั่งดูต่อเงียบ ๆ
ทางด้านซือซือที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ เธอจ้องมองใบหน้าของอวี้กงไม่วางตา เพราะต้องการจดจำใบหน้าของเขาให้ได้ แต่ด้วยความร้อนใจเธอรีบค้นรูปจิตแพทย์ที่มีฝีมือเท่าที่เธอเคยได้ยินชื่อ เมื่อลงเทียบดูจากส่วนสูงแล้วเธอก็พบว่ามีเพียง 2-3 คนเท่านั้นที่สูงพอ ๆ กับอวี้กง
‘หน้าไม่คล้าย แสดงว่าหน้าที่ใช้อยู่ตอนนี้ไม่ใช่หน้าที่แท้จริงของเขา’ ซือซือคิด
ทางด้านตระกูลไป๋ ไป๋หู่จ้องไป่ฉี ตาไม่กระพริบ ซ้ำยังทำแก้มป่องไม่พอใจที่ไป่ฉีไม่ยอมบอกเขาว่าบรรลุถึงปราณชั้นราชันย์ทรราชแล้ว ถ้ารู้อย่างนี้ เขาขอให้ไป่ฉีสอนวิธีบ่มเพาะให้ดีกว่า
“เขาแข็งแกร่งขึ้นมาก ไม่เจอกันแป๊บเดียว ระดับปราณกลับเพิ่มขึ้นขนาดนี้” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว เธอนึกถึงมี่หมิงที่ได้รับเคล็ดบ่มเพาะจากไป่ฉี ระดับปราณของมี่หมิงนั้นเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก แสดงให้เห็นว่าไป่ฉีมีเคล็ดบ่มเพาะที่ทรงพลังอย่างมาก ขนาดมี่หมิงเพิ่งฝึกได้ไม่นาน ระดับพลังปราณก็รุดน่าเข้าสู่ปราณปฐพีแล้ว
ด้านตระกูลหลี่ หลี่โจวหม่า มองดูไป่ฉีด้วยมือที่สั่นเทา เธอรู้ว่าไป่ฉีเป็นคนที่ค่อนข้างพิเศษ ด้วยเคล็ดบ่มเพาะที่เขามี ย่อมมีแต่คนอยากฝากตัวเป็นศิษย์เขาด้วยกันทั้งนั้น นับว่าเหลนของเธอฉลาดพอที่จะคบหาคนอย่างไป่ฉีเป็นสหาย
“ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนลงมาที่ลานประลองแห่งนี้เดี๋ยวนี้เลย” อวี้กงใช้เสียงผสานพลังปราณพูดออกไป
เหล่าตัวแทนของสำนักต่าง ๆ ลงมายังลานประลองกันจนแน่นไปหมด ด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้จะคัดกันยังไง ทุกคนต่างจับจ้องไปที่เทพกระบี่ เพื่อดูว่าเทพกระบี่จะจัดการยังไง
เมื่อไป่ฉีเห็นว่าผู้เข้าแข่งขันมาอยู่ที่สนามประลองกันหมดแล้ว จึงส่งสัญญาณให้ผู้อาวุโสสมาคมการค้าเปิดม่านพลังคลุมสนามทันที สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมและผู้เข้าแข่งขัน พวกเขาไม่เคยเห็นม่านพลังที่แข็งแกร่งระดับนี้มาก่อน พลังที่แผ่ออกมาราวกับมันจะไม่มีวันแตกหัก
“พวกเจ้าทุกคนจงดูนี่” ไป่ฉีกระทืบเท้าทีหนึ่ง พื้นสนามประลองก็บังเกิดซุ้มประตูขึ้น กรอบซุ้มประตูนี้มีอักขระลมปราณสลักเอาไว้ ทุกคนต่างคิดกันไปว่าประตูนี้ใช้ทำอะไร มีเพียงเฟิงเทียน ไท่หยางและเต๋อเทียนเท่านั้นที่รู้ว่ามันคืออะไร ด้วยอักขระหลายตัวพวกเขาคิดว่ามันเหมือนกับสิ่งที่พวกเขาใช้ฝีกซ้อมกระบวนท่ามาก แต่ก็มีบางจุดที่ต่างออกไป
“รอบแรก ทุกคนจะต้องเข้าไปภายในนั้นทีละคน ๆ แต่ละคนจะเข้าไปอยู่ยังห้องกว้าง จากนั้นจะมีเหล่าศัตรูปรากฎตัวขึ้น ภายในห้องนั้นพวกเจ้าจะใช้พลังปราณไม่ได้ มีเพียงแค่กระบวนท่าของพวกเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยพวกเจ้าได้ แต่เราขอเตือนไว้อย่างหนึ่ง จงจัดสรรค์พลังให้เพียงพอ เพราะศัตรูจะมาราวกับคลื่นซัดใส่ชายหาด กฎง่ายมาก ขอเพียงแค่พวกเจ้าอยู่จนถึง 30 นาทีหลังเริ่มการคัดเลือกรอบนี้ได้ พวกเจ้าถึงจะได้ผ่านไปยังรอบสอง” ไป่ฉีอธิบายกฎ
“บัดซบ มีกฎบ้า ๆ แบบนี้ด้วยเหรอ” ชายคนหนึ่งที่เข้าร่วมการแข่งขันกล่าว
“หากใช้ปราณไม่ได้ แล้วจะไปสู้กับศัตรูจำนวนมากขนาดนี้ได้ยังไงกัน” ชายอีกคนก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“ไม่ต้องพูดอะไรมาก เราได้ทำการปรับแต่งให้ทุกคนมีระดับความแข็งแรงของร่างกายเท่ากัน หากสามารถผ่านมาได้ นับว่าพวกเจ้าเป็นคนที่มีไหวพริบ และความสามารถในการเอาตัวรอดพอที่จะทำให้ผู้ชมที่นี่ได้รับชมการประลองที่ไม่น่าเบื่อเหมือนปีก่อน ๆ ที่เอาแต่ซัดพลังปราณเข้าใส่กันเป็นว่าเล่น ใครพลังปราณสูงกว่าก็ชนะไป ดังนั้นในปีนี้เราจึงคัดเฉพาะคนที่อาศัยฝีมือเท่านั้น มิได้พึ่งพลังปราณเป็นหลัก” ไป่ฉีกล่าว
“มีอย่างนี้ด้วยเหรอเนี่ย” หญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มผู้เข้าร่วมประลองกล่าวขึ้น
“พวกเราเป็นผู้หญิงนะ จะไปสู้พวกผู้ชายได้ยังไงกัน” หญิงสาวอีกคนกล่าว
“เราบอกไปแล้วว่าปรับความแข็งแรงของร่างกายให้เท่ากัน อีกข้อที่เจ้าพูดว่าเจ้าเป็นหญิง เราขอถามหน่อย เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่จะฆ่าเจ้า เจ้าบอกศัตรูเจ้าว่าเจ้าเป็นผู้หญิง ดังนั้นช่วยเบา ๆ มือหน่อย อย่าทำร้ายฉัน หรือ อย่าฆ่าฉัน งั้นเหรอ เจ้าจะโลกสวยเกินไปหน่อยล่ะมั้ง” ไป่ฉีชี้ไปที่หญิงสาวทั้งสองและกล่าวสั่งสอนพวกเธอทันที
“เช่นนั้นเริ่มการทดสอบได้ เดินเข้าไปทีละคน” ไป่ฉีคอยควบคุมการเข้าไปยังสนามคัดเลือก
ผู้เข้าร่วมประลองเริ่มเดินผ่านซุ้มประตูทีละคน เมื่อเดินเข้าไปพวกเขาก็หายไปราวกับเป็นอากาศธาตุ ไป่ฉีเรียกแผ่นศิลาลมปราณขนาดใหญ่ขึ้นมา ในแผ่นศิลาลมปราณนั้นเหมือนกับจอทีวีขนาดใหญ่ มีจอเล็ก ๆ อยู่มากมาย แต่ละจอฉายให้เห็นผู้เข้าประลอง 1 คน
“ตอนนี้ทุกคนพร้อมแล้ว เริ่มรอบที่ 1 ของการประลองประจำปีได้” ไป่ฉีประกาศเริ่มงานประลองประจำปีอย่างเป็นทางการ
ภายในหน้าจอใหญ่ตอนนี้ปรากฏเงาสีดำจำนวนมากในแต่ละจอย่อย พุ่งเข้าหาเหล่าผู้เข้าร่วมประลอง เพียง 5 นาทีหลายสิบคนถูกส่งออกมา และมีตามมาอีกหลายสิบคนอย่างต่อเนื่อง
“พวกเจ้าไม่แม้แต่จะสามารถป้องกันตนเองได้ ขนาดศัตรูยังมีไม่มาก พวกเจ้ายังถูกพวกมันฆ่าตาย กลับบ้านหรือสำนักของเจ้าไปซะ และไปฝึกฝนให้หนักยิ่งขึ้น” ไป่ฉีมองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ตอนนี้เขาคือผู้คุมกฎการประลอง และจะไม่ยอมให้โอกาสแก่คนที่ไม่มีความสามารถมากพอ
ภาพตรงหน้าของผู้ชมทั้งหลายล้วนตื่นตาตื่นใจ ภาพที่ผู้เข้าร่วมประลองต้องเค้นฝีมือทั้งหมดออกมาเพื่อป้องกันและโจมตี เมื่อไม่มีพลังปราณคอยช่วย หลายคนถูกฆ่าและถูกส่งกลับมายังลานประลองแห่งนี้ พร้อมกับโดนอวี้กงตัดสินให้ถูกคัดออก เสียงร้องของผู้เข้าประลองดังเป็นระยะ ๆ สร้างความหวาดเสียวตื่นเต้นให้กับผู้ชม แม้กระทั่งซือซือเองก็เช่นกัน เธอเคยเห็นการประลองมาก็มาก แต่การประลองแบบนี้เธอเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเช่นกัน
____________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
