หลังจากอำลาจากอาจารย์ซ่ง (宋长老) เจี้ยนหลิน (剑林) ก็มิได้กลับไปยังเรือนพักศิษย์นอกในทันที คำชี้แนะที่แฝงปริศนาของผู้อาวุโสท่านนั้นยังคงก้องอยู่ในห้วงคำนึง ดวงตาของเขาทอประกายมุ่งมั่นขณะทอดมองไปยังหอตำรา (书阁) ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล
เขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังที่แห่งนั้นในทันที แม้จะเป็นเวลากลางวันที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่ความปรารถนาที่จะค้นหาคำตอบเกี่ยวกับนาม อู๋หมิง (无名) และพลังลึกลับภายในกายนั้นรุนแรงเกินกว่าจะรั้งรอได้
ระหว่างทางเดินที่ทอดผ่านลานฝึกฝนและสวนหย่อมของเขตศิษย์ใน เจี้ยนหลินสัมผัสได้ถึงสายตาจำนวนนับไม่ถ้วนที่จับจ้องมายังเขา ข่าวลือเรื่องการกลับมาของเขาและศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิง (月清灵) คงจะแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว ศิษย์บางคนมองมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ บางคนแฝงแววอิจฉา และบางคนก็มีประกายแห่งความไม่เป็นมิตรฉายชัด โดยเฉพาะกลุ่มที่สวมอาภรณ์ของหออัคคีเมฆา
‘ดูเหมือนว่าการกลับมาของข้าในครั้งนี้ จะมีผู้ชมมากกว่าที่คาดไว้เสียอีก ช่างเป็นเกียรติที่ต้องหาทางเก็บงานประกาย (藏拙) ให้แนบเนียนกว่าเดิมเสียแล้ว’
เขามิได้แสดงท่าทีใดๆ ตอบโต้ ยังคงก้าวเดินต่อไปด้วยท่วงทีที่สงบและเยือกเย็น เก็บงำกลิ่นอายพลังปราณขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ของตนเองไว้จนแทบไม่ต่างจากศิษย์นอกทั่วไปที่มีพลังปราณสูงกว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงเบื้องหน้าหอตำรา อาคารไม้โบราณที่สูงใหญ่หลายชั้นแห่งนี้แผ่กลิ่นอายแห่งความเก่าแก่และความรู้ที่สั่งสมมานานนับศตวรรษ เด็กหนุ่มก้าวเท้าเข้าไปภายในอย่างแผ่วเบา บรรยากาศเงียบสงัดและอบอวลไปด้วยกลิ่นของม้วนตำราเก่าๆ และฝุ่นผงที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในลำแสง
ภายในหอตำราชั้นแรก มีศิษย์หลายคนกำลังนั่งค้นคว้าตำราอย่างขะมักเขม้น เจี้ยนหลินกวาดตามองอย่างรวดเร็ว พยายามจะไม่ดึงดูดความสนใจของผู้ใด เขาเดินตรงไปยังส่วนที่ลึกและเงียบสงัดที่สุดของหอตำรา มุ่งหน้าไปยังชั้นตำราที่อาจารย์ซ่งได้บอกใบ้ไว้
ด้วยความทรงจำและสัญชาตญาณ เจี้ยนหลินค่อยๆ ค้นหาไปตามชั้นหนังสือที่สูงตระหง่านและเต็มไปด้วยม้วนตำราที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบแต่ก็ดูจะถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา ขาวน้อย (小白) ที่ซุกอยู่ในอกเสื้อค่อยๆ โผล่หัวเล็กๆ ออกมา มันใช้จมูกดมกลิ่นฟุดฟิดไปในอากาศ แล้วส่งเสียง "คิก" แผ่วเบา ราวกับจะชี้ทางไปยังทิศทางที่ถูกต้อง
ในที่สุด เขาก็มาถึงชั้นตำราทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แถวที่สามจากด้านบนตามที่อาจารย์ซ่งได้กล่าวไว้ ม้วนตำราในแถบนี้ดูเก่าแก่และมีฝุ่นจับหนาเตอะกว่าบริเวณอื่นอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกว่ามิได้มีผู้ใดมาแตะต้องมันเป็นเวลานานแล้ว
เจี้ยนหลินค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วไล่ไปตามสันของม้วนตำราแต่ละม้วน การหยั่งรู้ถึงพฤกษา (草木之触) ของเขาถูกแผ่ออกไปอย่างเงียบงัน พยายามจะสัมผัสถึงกลิ่นอายหรือพลังงานที่อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่
ทันใดนั้น ปลายนิ้วของเขาก็พลันหยุดชะงักที่ม้วนตำราเล่มหนึ่ง มันเป็นม้วนตำราที่ทำจากหนังสัตว์โบราณที่เขาไม่รู้จัก ผิวของมันแห้งกรอบและมีรอยปริแตกเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุด คือความรู้สึกสั่นสะเทือนอันแผ่วเบาที่ส่งผ่านมายังปลายนิ้วของเขา มันคือการสั่นพ้องกับหน่ออ่อนแห่งกระบี่ (剑之嫩芽) ภายในห้วงทะเลจิตของเขา
เขาค่อยๆ หยิบม้วนตำราเล่มนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง บนปกมิได้มีชื่อเรื่องใดๆ ปรากฏอยู่ มีเพียงสัญลักษณ์รูปรากไม้ที่ขดพันกันเป็นเกลียวจางๆ ที่เขาเคยเห็นในบันทึกโบราณที่หุบเขาเร้นเมฆาเท่านั้นที่สลักไว้
เจี้ยนหลินค่อยๆ คลี่ม้วนตำรานั้นออกอย่างช้าๆ เนื้อหาภายในมิได้บันทึกเคล็ดวิชาที่ทรงอานุภาพหรือประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับเป็นบันทึกส่วนตัวของใครบางคนที่เขียนด้วยอักขระโบราณที่อ่านได้ยากยิ่ง
เขาพยายามจะเพ่งอ่านและตีความอย่างสุดความสามารถ และแล้วสายตาของเขาก็พลันจับจ้องไปยังประโยคหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยหมึกที่ดูจะเข้มกว่าส่วนอื่น
สงครามบรรพกาล (太古之战) ทำให้ทุกสิ่งแตกสลาย มรดกอันยิ่งใหญ่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง กลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนที่กระจัดกระจายไปทั่วหล้า รอคอยวันที่จะหยั่งรากในผืนดินที่เหมาะสม เพื่อจะผลิบานขึ้นอีกครั้ง
‘มรดกอันยิ่งใหญ่ หยั่งรากในผืนดินที่เหมาะสม’ เจี้ยนหลินทวนคำเหล่านั้นในใจอย่างช้าๆ แม้ข้อความจะคลุมเครือและมิได้กล่าวถึงนามอู๋หมิงโดยตรง แต่มันกลับสั่นพ้องกับความรู้สึกภายในของเขาอย่างรุนแรง
เขากำลังจะอ่านต่อไป แต่แล้วขาวน้อยก็ส่งเสียงร้อง "คิก คิก" แหลมเล็กออกมาอีกครั้ง คราวนี้มันชี้ไปยังหน้าสุดท้ายของม้วนตำราที่ดูเหมือนจะถูกพับซ่อนไว้ เจี้ยนหลินค่อยๆ คลี่หน้านั้นออกอย่างระมัดระวัง
สิ่งที่ปรากฏมิใช่อักขระ แต่เป็นภาพวาดลายเส้นที่เรียบง่ายภาพหนึ่ง
มันเป็นภาพของรากไม้ที่กำลังชอนไชออกจากแก่นกลางของศิลาที่ปริแตก และที่ปลายสุดของรากไม้นั้น กำลังมีหน่ออ่อนเล็กๆ ผลิบานขึ้นอย่างทรหด
เจี้ยนหลินจ้องมองภาพนั้นนิ่งงัน ภาพของรากไม้ที่หยั่งออกมาจากศิลา และหน่ออ่อนที่กำลังผลิบาน มันช่างคล้ายคลึงกับสภาวะภายในตัวเขาอย่างน่าประหลาด รากไม้ที่หยั่งลึกคือความเข้าใจในวิถีพฤกษาที่เขาสั่งสมมา ศิลาที่ปริแตกคือร่างกายที่เคยอ่อนแอและถูกทำลาย และหน่ออ่อนที่ผลิบานนั้น ก็คือหน่ออ่อนแห่งกระบี่ที่กำลังเติบโตอยู่ในทะเลจิตของเขา
‘หรือว่านี่คือ วิถีที่ข้ากำลังจะเดินไปงั้นรึ การปลูกชีวิตลงบนความว่างเปล่า การสร้างกระบี่จากแก่นแท้แห่งพฤกษา’
แม้จะยังเป็นเพียงเงื่อนงำที่คลุมเครือ แต่บันทึกและภาพวาดนี้ก็ได้มอบทิศทางและความมั่นใจให้กับเจี้ยนหลินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้สึกได้ว่าตนเองกำลังก้าวเข้าใกล้ความจริงของพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในมากขึ้นทีละน้อย
(จบตอนที่ 184)