ที่พักกับกองถ่ายค่อนข้างไกลกัน พี่เชี่ยนซึ่งก็คือผู้จัดการต้องแบกเสิ่นม่านซูเดินไปกว่าสองกิโลเมตรกว่าจะหาโรงพยาบาลเจอ
หลังจากให้น้ำเกลือไข้จึงค่อยๆ ลดลง
พี่เชี่ยนบอกกับเสิ่นม่านซูว่าเป็นหวัดน่ะเรื่องเล็ก แต่ถ้าเป็นไข้นี่เรื่องใหญ่ คนเราน่ะไข้ขึ้นจนสมองพังได้จริงๆ
กว่าเสิ่นม่านซูจะคว้าตำแหน่งราชินีภาพยนตร์มาได้สำเร็จนั้นใช้เวลาดิ้นรนกว่าหลายปี ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะทำให้พี่เชี่ยนที่คอยสนับสนุนและเชื่อมั่นในตัวนางมาตลอดได้สบายใจ ทว่ากลับเกิดอุบัติเหตุ แล้วมาโผล่ยังโลกแห่งนี้เสียก่อน
ไม่รู้ว่าพี่เชี่ยนจะเป็นอย่างไรบ้าง…
“คุณหนู จะนอนแล้วหรือเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินเสียงของเจ๋อหลัน เสิ่นม่านซูก็ฝืนลืมตาอย่างยากลำบาก แล้วตอบ ‘อือ’ ในลำคอแผ่วเบา จากนั้นสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ขวดหยกขาวในมือของเจ๋อหลัน
นางเงยหน้าถาม “อะไรหรือ”
“ท่านหมอเทวดาไป๋ให้ไป๋จี๋เอามาส่ง บอกว่าให้ท่านดื่มก่อนนอนเจ้าค่ะ” เจ๋อหลันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเสริมว่า “เขาบอกว่านี่เป็นค่าตอบแทนขนมเจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูพยักหน้าอย่างเลื่อนลอย
ที่แท้ก็เป็นของที่ต้นขาทองคำไป๋ให้มานี่เอง
อืม ของที่ต้นขาทองคำไป๋ทำ จะต้องเป็นของดีแน่นอน
เสิ่นม่านซูคิดเช่นนั้นก่อนจะเปิดจุกขวดแล้วดื่มยารวดเดียวหมด
เจ๋อหลันยืนอึ้งอยู่กับที่
คุณหนูเชื่อใจอีกฝ่ายเกินไปแล้ว ถึงกับดื่มง่ายๆ เช่นนี้!
หลังจากเสิ่นม่านซูดื่มแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติในปากขมปนหวานเล็กน้อย จากนั้นกระแสอุ่นสายหนึ่งก็ไหลผ่านแขนขาและอวัยวะทั่วร่าง ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
ความร้อนผ่าวทั่วร่างก็ค่อยๆ ลดลงช้าๆ
ภายในจวนองค์ชายเจ็ด จวินมั่วหานมองซูฉินที่แต่งกายเป็นสาวใช้ตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร
ซูฉินในตอนนี้ยอมเดิมพันทุกอย่าง นางคว้ามือขององค์ชายเจ็ดไว้ก่อนจะกล่าวทั้งน้ำตาคลอเบ้า “องค์ชาย ข้าเกือบจะไม่ได้พบท่านอีกแล้ว! เพราะเรื่องวันนี้ คนของจวนแม่ทัพคิดว่าข้าทำให้จวนแม่ทัพเสียหน้า จึงตั้งใจจะส่งข้าไปอยู่ที่จวนพักชนบท แล้วให้ข้า...แต่งกับชาวนาเจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ” รูม่านตาของจวินมั่วหานหดลงทันที
เขาพินิจมองหยาดน้ำตาที่หางตาของซูฉิน รวมถึงความตื่นตระหนกและความน้อยใจในดวงตาคู่นั้น ถึงแม้จะสงสัย แต่สีหน้ากับน้ำเสียงกลับค่อยๆ อ่อนลง
“ฉินเอ๋อร์ เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ ค่อยๆ พูด”
เมื่อเห็นว่าองค์ชายเจ็ดยังปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยน ซูฉินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก นางกัดริมฝีปากแล้วกล่าวอย่างน่าสงสาร “พวกเขา..ไม่อยากให้ข้าแต่งกับท่าน ข้าไม่เข้าใจเรื่องในราชสำนัก ข้าจึงไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมให้ข้าอยู่กับท่าน...”
เรื่องในราชสำนัก?
เสิ่นเจิ้นกวงหรือ!
แววเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาขององค์ชายเจ็ด
ไอ้แก่สารเลวนั่น ไม่ยอมยกเสิ่นม่านซูให้เขาไม่พอ ตอนนี้ยังจะส่งฉินเอ๋อร์ไปจวนพักชนบทอีก
ถึงแม้จวินมั่วหานจะโกรธ แต่เขายังจำเรื่องที่ซูฉินจงใจทำลายแผนของเขาเมื่อตอนกลางวันได้ เขาบีบคางนางอย่างแรง ทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนโยนอย่างยิ่ง “ฉินเอ๋อร์ ตอนกลางวัน เหตุใดเจ้าถึงกระโดดลงน้ำเล่า”
แม้น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะอ่อนโยน แต่ซูฉินกลับหนาวสะท้านและรับรู้ถึงอันตรายบางอย่างขึ้นมาทันที
ชายผู้นี้อันตราย ฉลาด แข็งแกร่ง และยังเจ้าเล่ห์ไม่น้อย มิฉะนั้นคงไม่แย่งชิงบัลลังก์สำเร็จ และขึ้นนั่งตำแหน่งนั้นได้หรอก
ซูฉินมองจวินมั่วหานด้วยท่าทีน่าสงสาร ก่อนจะกัดฟันตัดสินใจพูดออกมา “องค์ชาย คืนก่อนข้าฝัน ฝันว่าท่านกับเสิ่นม่านซูตกลงไปในน้ำพร้อมกัน นางคิดจะทำร้ายท่าน ตอนนั้นข้าร้อนใจ จึงกระโดดลงไปช่วยท่านเจ้าค่ะ!”
จวินมั่วหานชะงัก เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าตอนอยู่ริมทะเลสาบ เสิ่นม่านซูดูระแวดระวังเขาอย่างมาก รวมถึงตอนอยู่ในน้ำ ทั้งที่นางใกล้ตายอยู่แล้ว แต่กลับยังสามารถหนีไปได้
หากจะบอกว่าเสิ่นม่านซูมีไม้ตายอะไรบางอย่างที่อาจเป็นภัยต่อเขา ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อเห็นจวินมั่วหานลังเล ซูฉินก็รู้ทันทีว่าโอกาสมาถึงแล้ว!
บทที่ 62 หยั่งรู้อนาคตล่วงหน้า?
ซูฉินรีบคว้าแขนเสื้อของจวินมั่วหานไว้ทันที ก่อนจะกล่าวอย่างร้อนรน “เป็นเรื่องจริงนะเจ้าคะ องค์ชาย บางครั้งเวลาข้าฝัน ข้าจะฝันเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคต!”
“ไม่นับเรื่องของวันนี้ ก่อนหน้านี้ไม่นาน ข้ายังฝันอีกว่าอุทกภัยทางใต้จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นฝ่าบาทจะส่งท่านไปบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติเจ้าค่ะ!”
ครั้งนี้แววตาของจวินมั่วหานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
เพราะช่วงนี้มีข่าวลือเช่นนี้อยู่จริงๆ
ว่ากันว่าอุทกภัยทางใต้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสด็จพ่อกำลังคิดจะเลือกโอรสสองคนจากบรรดาองค์ชายให้ไปบรรเทาทุกข์ด้วยกัน
ได้ยินมาว่าพรุ่งนี้จะตัดสินแล้วว่าเสด็จพ่อจะส่งใครไป!
หากซูฉินมีความสามารถหยั่งรู้อนาคตจริง...
สายตาของจวินมั่วหานเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน เขาค่อยๆ เช็ดน้ำตาที่หางตาของซูฉิน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “ฉินเอ๋อร์ เจ้าฝันว่าเสด็จพ่อเลือกข้าไปจริงหรือ”
“จริงเจ้าค่ะ องค์ชาย เมื่อฝ่าบาทเลือกท่าน ท่านจะต้องตอบรับนะเจ้าคะ ถึงตอนนั้นหลังอุทกภัยจบลงจะเกิดโรคระบาดขึ้น ก่อนท่านไป ขอเพียงพาหมอกับยาไปให้มากๆ พอท่านกลับมา ฝ่าบาทจะต้องพระราชทานรางวัลให้ท่าน แล้วก็จะพระราชทานตำแหน่งอ๋องให้ท่านเจ้าค่ะ!”
พอพูดถึงเรื่องแต่งตั้งเป็นอ๋อง จวินมั่วหานก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้น
เสด็จพ่อไม่ยอมแต่งตั้งเขาเป็นอ๋องเสียที ทั้งที่องค์ชายหกซึ่งอายุเท่ากับเขาได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องตั้งแต่ต้นปี ทั้งยังมีเขตศักดินาและจวนอ๋องของตนเอง
อ๋องของแคว้นต้าฉีไม่จำเป็นต้องไปอยู่ที่เขตศักดินา พวกเขาจะส่งคนสนิทไปดูแลแทน แล้วรายได้จากเขตศักดินาก็จะกลายเป็นรายได้หลักของจวนอ๋องในภายหน้า
นอกจากนี้ยังมีเบี้ยหวัดประจำปีอีกด้วย
เบี้ยหวัดขององค์ชายธรรมดาจะไปเทียบกับชินอ๋องได้อย่างไร!
เพราะเรื่องนี้เอง จวินมั่วหานจึงด้อยกว่าพี่น้องคนอื่นอยู่มาก
ยิ่งไปกว่านั้น แม้องค์ชายแปด องค์ชายเก้า และองค์ชายสิบที่อายุน้อยกว่าเขาจะยังไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋อง แต่เพราะยังเยาว์วัย อีกทั้งมารดาผู้ให้กำเนิดยังทรงอำนาจและเป็นที่โปรดปราน แต่ละคนจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเขาเสียอีก ส่วนตวนเฟยมารดาในนามของเขา ในสายตานางมีเพียงองค์ชายเก้าซึ่งเป็นลูกแท้ๆ ของตนเท่านั้น
หากสิ่งที่ซูฉินพูดเป็นความจริง...
จวินมั่วหานมองซูฉินที่ดูน่าสงสารจับใจ ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ ก็หวนนึกถึงตอนกลางวัน ตอนที่ทั้งสองคนเสื้อผ้าเปียกชุ่มและกอดกันอยู่
แววตาของเขายิ่งลุ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ
ซูฉินในชาติก่อนเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่าแสงที่วาบผ่านอยู่ในดวงตาขององค์ชายเจ็ดตอนนี้หมายถึงอะไร
นางจะต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้!
ดังนั้นซูฉินจึงพุ่งเข้าไปในอ้อมอกของจวินมั่วหานทันที นางกอดเขาพลางสะอื้นไห้ ก่อนจะกล่าวอย่างอ่อนแอ “องค์ชาย ข้าไม่อยากกลับจวนแม่ทัพอีกแล้ว และข้าก็ไม่อยากแต่งกับคนอื่นด้วย! ข้าอยาก...อยู่กับท่านแค่คนเดียวเจ้าค่ะ!”
เดิมทีนางก็เป็นสตรีที่เขาชื่นชอบอยู่แล้ว กอปรกับความสามารถอันน่าอัศจรรย์และความอ่อนโยนในยามที่กอดกันอยู่ตอนนี้
มือของจวินมั่วหานค่อยๆ วางลงบนเอวอ่อนช้อย ก่อนจะออกแรงอุ้มซูฉินเข้ามาในอ้อมแขน
ผ่านไปครู่ใหญ่ สุดท้ายแสงเทียนแดงสั่นไหวอยู่ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืนก็ค่อยๆ มอดดับลง...
เวลานี้ภายในจวนแม่ทัพยังคงสว่างไสวไปทั่ว และก็มีคนรู้แล้วว่าซูฉินหายตัวไป
สาวใช้ของซูฉินคุกเข่าอยู่บนพื้นพลางกล่าวว่า “ฮูหยินใหญ่ บ่าวนำอาหารเย็นไปส่งให้คุณหนูซูฉิน แต่กลับพบว่าในห้องไม่มีคนเจ้าค่ะ บ่าวตามหาทั่วแล้วก็ยังไม่พบตัวนาง จึงรีบมารายงานท่านเจ้าค่ะ”
หลินซื่อขมวดคิ้ว “อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับฮูหยินผู้เฒ่า เจ้าไปหากันก่อน อยู่ดีๆ คนคนหนึ่งจะหายตัวไปเฉยๆ ได้อย่างไร!”
เสิ่นเจิ้นกวงที่เพิ่งจัดการธุระในห้องหนังสือเสร็จได้ยินเข้าพอดี เขาตบมือของหลินซื่อเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ฮูหยิน อย่าเพิ่งกังวลไป เรื่องเพิ่งเกิด นางคงยังไปไหนได้ไม่ไกล”
พูดจบ เสิ่นเจิ้นกวงก็หันไปสั่งผู้ดูแลว่า “ไปถามพวกบ่าวเฝ้าประตู ดูว่าช่วงตั้งแต่บ่ายจนถึงเย็นมีใครออกไปไหนบ้าง”
“ขอรับ”
เมื่อบ่าวรับใช้ออกไปตามหาซูฉินหมดแล้ว หลินซื่อก็ถอนหายใจเบาๆ