ตอนที่ 52ในมิติป่าเร้นลับ5
พอพอกยารอบๆปากแผลเพียงไม่นานแผลพลันหายสนิทแล้วสมกับเป็นผู้ที่มีพลังปราณขั้นเทพจุติจริงๆ
“คราวนี้ต้องขอบคุณเด็กน้อยเจ้ามากแล้ว หากมิได้เจ้าช่วยไว้อาจทำให้พิษลุกลามได้”
จากนั้นท่านเจ้าสำนักก็จากไปด้วยใบหน้าที่มีเงาทะมึนเคลือบคลุมอยู่ไม่น้อยเลย ส่วนเล้งปวยนั้นพอทุกคนจากไปหมดเขาจึงพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมา แล้วจึงรีบออกจากที่นั่นโดยเร็ว ก่อนที่จะมีใครมาตามเสียงกัมปนาทแห่งการต่อสู้ นั้นแล้วมาเจอเขาอีก
“หลินซี เจ้าว่ายังไง รู้สึกเหมือนข้าไหม”
“นี่เด็ดน้อย เจ้าทำให้เราพลอยถูกกดดันไปกับเจ้าตั้งมากมาย ลำพังถูกเจ้าสำนักจับได้ไม่เท่าไหร่หรอก แต่หากเจ้าชุดดำมิได้แตกตื่นจนเกินเหตุละก็ คงไม่จบลงง่ายเช่นนี้แน่” เสียงของหลินซีพลันดังออกมาจากห้วงแห่งจิตวิญญาณของเขา
“นั่นสิในสถานที่เช่นนี้เจ้าชุดดำมันกลับปรากฏตัวมาได้ ข้าคิดว่าอาจารย์อาจจะพอบอกได้ว่ามันทั้งสองเป็นใคร”
จากนั้นเล้งปวยก็ลัดเลาะไปตามไหล่เขาลูกต่างๆเพื่อเสาะหาถ้ำที่มีศิลาพลังปราณ ซึ่งใช้เวลาไปหลายวันแต่ยังได้วี่แววอะไรมาเลยในระหว่างนี้เขาได้พบเข้ากับศิษย์สำนักอยู่หลายกลุ่มแต่ไม่เคยเห็นกลุ่มของลี้เพ้งเลย
วันนี้หลังจากเขาตื่นนอนลงมาจากเปลที่แขวนบนต้นไม้ใหญ่นั้นแล้วกรีบลงไปยังด้านที่มีลำธารเล็กๆที่น้ำไหลเซาะไปตามโขดหิน เขาเดินลัดเลาะตามลงไปเรื่อยเพราะจากที่ฟังมาที่เช่นนี้มักจะมีโอกาสพบศิลาพลังปราณค่อนข้างสูงเขาเดินมาได้ราวหนึ่งชั่วยามสัมผัสแห่งมังกรได้บอกเขาว่าห่างออกไปด้านล่างนั้นมีกลุ่มก้อนของพลังปราณปรากฏอยู่อย่างหนาแน่น
เขารีบตรงไปที่นั่นรวดเร็ว และพลันทราบในระยะไกลเลยว่ามีคนกำลังต่อสู้กันที่นั่น มีเสียงอาวุธปะทะกันเสียงพลังปราณกระแทกกันดังตูมตามเป็นระยะ พอเขาเข้าไปใกล้ก็ต้องแปลกใจกับสภาพที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
ที่เบื้องหน้าของเขานั้นคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ก็คือตี้อู๋หมิงกับอูเสี่ยวเมิ่งฝ่ายหนึ่งส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นคือเย่ยี่จูกับเซี่ยลี้อวี้ ที่เล้งปวยแปลกใจอย่างมากนั้นก็เพราะว่าในยามปกตินั้นเขาเห็นตี้อู๋หมิงมักจะเกาะแกะและเล็มแสดงท่าทางว่าชอบเซี่ยลี้อวี้ไม่น้อยและอูเสี่ยวเมิ่งก็ดูเหมือนจะชอบเย่ยี่จูอยู่ด้วยแล้วตอนนี้ไฉนจึงหยิบอาวุธเข้าห้ำหั่นกันเสียแล้ว
“หยุด! ไฉนมาต่อสู้กันเล่า”
มันรีบพุ่งเข้าไปหาพวกเขาแล้วสะบัดฟาดฝ่ามือใส่ที่ละคู่จนพวกมันต่างกระดอนแยกออกจากกัน
“มันผู้ใดกล้ามาสอดมือมายุ่งเรื่องของบิดามันอยากตายหรือไร” ตี้อู๋หมิงเห็นในยามที่ต่อสู้นั้นพวกของตนนับว่าพอมีเปรียบอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นเมื่อถูกขัดขวางจึงย่อมไม่พอใจอยู่บ้าง
“ไฉนจึงเป็นตัวบัดซบเจ้าเล่า” มันตกใจไม่น้อยที่เห็นเล้งปวยถึงกับสามารถสะบัดฟาดพลังอันมหาศาลจนกระแทกพวกเขาทั้ง4 ให้แยกจากกันได้เช่นนั้น
“แล้วมันเกิดอันใดขึ้น พวกเจ้าไฉนจึงได้ยกพวกเข้าห้ำหั่นกันเองหละ” มองไปยังทุกคนแล้วไปหยุดอยู่ที่เย่ยี่จูคล้ายให้นางอธิบาย
“ก็พวกตี้อู๋หมิงนั่นสิ ความจริงพวกเราทั้งสี่คนได้ค้นพบถ้ำที่นี่ด้วยกันและช่วยกันค้นหาจนพบศิลาพลังปราณระดับสูงถึง7 ก้อนด้วยกันแต่กลับจะแบ่งพวกเราแค่เพียงคนละหนึ่งก้อนเท่านั้น ที่เหลือจะฮุบเอาสองคน เช่นนี้จะใช้ได้เยี่ยงไร” นางกล่าวต่อเขา
“เฮอะ เมื่อบิดาบอกว่าได้ก็ต้องได้เฮอะๆ หากมิใช่เราที่แข็งแกร่งจนสยบศิลาพลังปราณลงได้อาศัยพวกเจ้าคงไม่มีปัญญาได้มันมาแน่ แล้วใครให้สวะอย่างเจ้าเข้ามาพูดมากในที่นี้”
พูดจบมันทำท่าจะลงมือต่อ… แต่เล้งปวยได้กล่าวขัดขึ้นมาก่อน
“ตี้อู๋หมิง พวกเจ้าคิดดีหรือยังที่จะใช้กำลังหักหาญกัน หรือเจ้าจะสู้แบบสามต่อสองหละ” มันพลันดักคอจนอีกฝ่ายพูดไม่ออก เพราะพวกเขาไม่แน่ใจจริงๆหากนับเล้งปวยเข้าไปว่าฝ่ายตนยังจะพอมีเปรียบจริงหรือไม่
“แล้วจะเอาเยี่ยงไรเจ้าลองบอกมาฟังดู” อูเสี่ยวเมิ่งเป็นฝ่ายถามหยั่งเชิงมันดู
“หากพวกเจ้าอยากได้ศิลาพลังปราณทั้งหมดนั้นก็ไม่ยาก เพียงแต่พวกเจ้าต้องชนะการพนันกับข้าเรื่องหนึ่ง กลัวแต่พวกเจ้าไม่กล้าเท่านั้น”
“พนันอันใด”
“เพียงพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งต่อยใส่ข้าหนึ่งหมัดให้กระเด็นออกไปนอกวงกลมนี้ ก็นำเอาศิลาพลังปราณไปได้ทั้งหมด หาไม่แล้วศิลาพลังปราณพวกนี้จะเป็ของพวกยี่จูทั้งหมด ว่าไงหละ”
“อะไรนะ! เจ้าให้ข้าต่อยใส่หนึ่งหมัด ข้าฟังผิดหรือเปล่านี่” มันย่อมไม่อยากเชื่อหูตังเอง
“ใช่เจ้าย่อมไม่ได้ฟังผิดแน่” เล้งปวยยืนยันกับมัน
“เล้งปวยเจ้า…” เย่ยี่จูที่ได้ฟังยังอดร้องทักท้วงขึ้นมาไม่ได้ แต่เซี่ยลี้อวี้พลันสะกิดและกระซิบขึ้นมาเบาๆ
“ปล่อยเถอะ เขาย่อมมีความมั่นใจจึงกล้าพูดออกมาเช่นนั้น” นางกลับมีความเชื่อถือในตัวเขาไม่น้อย
ย่อมไม่มีใครคาดคิดว่าเล้งปวยจะรับฝ่ามืออีกฝ่ายได้โดยไม่ปลิวกระเด็นอย่างแน่นอน อย่าว่าแต่ปลิวกระเด็นเลยอาจจะถึงล้มตายด้วยซ้ำ สำหรับตี้อู๋หมิงนั้นรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายได้หยิบยื่นศิลาพลังปราณให้ตนตั้งแต่ที่พูดจบแล้วด้วยซ้ำมีหรือที่มันจคิดอันใดอีก
“มีหรือที่คนอย่างบิดาจะไม่กล้าเด็กเปรตเจ้าเตรียมใจไว้เลยเราจะให้เจ้าคลานลุกไม่ขึ้นแน่นอน ฮ่าๆ ๆ” มันย่อมกระหยิ่มอย่างยิ่ง
“อย่างไรเสียศิลาพลังปราณนั่นก็ย่อมเป็นของเราทั้งหมดอยู่ดีฮ่าๆ ๆ”
เมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้ว เล้งปวยได้เข้าไปยืนอยู่ในวงกลมที่กำหนดอย่างสงบ ส่วนตี้อู๋หมิงที่ก้าวเข้าไปหามันนั้นเบิกบานอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง เพียงเห็นมันกำหมัดแล้วสะบัดเข้าใส่เล้งปวยทันที
ทันทีที่หมัดของมันสัมผัสเข้ากับร่างของอีกฝ่าย มันก็ต้องตระหนกตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าได้มีพลังอันมหาศาลดึงดูดมันให้เข้าไปหาอย่างรุนแรงจนมันเซถลำเข้าไปหาจากนั้นพลังทั้งจึงได้ดีดสะท้อนกลับอย่างรุนแรงเป็นสองเท่าเข้าใส่ตัวมันเอง เห็นแน่ชัดว่ามันต้องถูกกระแทกจนบาดเจ็บหรือล้มตายแน่นอน
แต่ทว่าไม่เสียทีที่มันเป็นถึงผู้ที่ถูกคาดหมายว่าจะได้ตำแหน่งศิษย์ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของปีนี้ พอพบว่าผิดท่าเช่นนั้นมันพลันตะโกน
“เทพอสูรกายาเหล็กไหล”
ตูม ม ม !!!
สิ้นเสียงดังพลันเห็นร่างของตี้อู๋หมิงถูกกระแทกจนปลิวกระเด็นไปหลายวากระแทกใส่โขดหินขนาดหลายตันจนแตกละเอียดไปถึงสองก้อนซ้อนๆค่อยหยุดลงได้ สีหน้ามันยามนี้ปรากฏแววแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเขาจะมิได้บาดเจ็บมากมายอันใดก็ตาม
“ไฉน มะ มะ มัน ถึง…… อา” มันถึงกับพูดไม่ออกแล้วที่พลันพบเห็นเรื่องไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น
“เหอะฝากไว้ก่อนเถอะ วันนี้ถือว่าเจ้าดวงดีก็แล้วกันศิลานี่เป็นของพวกเจ้า… ไป” มันได้วางศิลาพลังปราณทั้งหมดลงไว้ที่ก้อนหินแล้วพากันจากไป
“ยังใช้ได้ที่มันเป็นลูกผู้ชายอยู่บ้าง ยี่จู ลี้อวี้ โชคดีที่ข้าทำให้มันหลงกลได้ จึงรักษาศิลาพลังปราณไว้ให้พวกเจ้าได้ แต่ความสำเร็จของมันนับว่าน่าตระหนกตกใจไม่น้อยเลย สมกับที่เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสต้วนยี่เหอจริงๆ
“ปวยเอ๋อ ส่วนนี้เป็นของเจ้า พวกเรารับแค่เพียงส่วนที่พึงได้รับเท่านั้น” เยยี่จูพลันยื่นศิลาพลังปราณสามก้อนมาให้เขา
“นี่จะได้เยี่ยงไร พวกเจ้าอุตส่าห์ได้มันมาข้ารับไม่ได้หรอก”
“ปวยเอ๋อเจ้าก็รับไว้เถอะ อย่าว่าแต่เช่นนี้เลย หากเจ้าไม่มากระทั่งพวกเราอาจจะไม่ได้ด้วยซ้ำไป” เซี่ยลี้อวี้พลันย้ำกับเขา จนเขาจำต้องรับเอาไว้ จากนั้นพวกนางก็แยกจากไป
……
/เขามีดวงได้ลาภจากสตรีดีเนาะ