ตอนที่ 37
ณ โรงเตี้ยมอันดับ 1 แห่งเมืองบุปผาแดง...
เกาทงหลิน สีหน้าไม่สบอารมณ์นัก หลังจากเห็น ฉีลู่ชิงที่ตนหมายปองเอาไว้ เดินจากไปพร้อมกับเด็กหนุ่มซอมซ่อผู้หนึ่งแม้จะสอบถามผู้คนในละแวก ก็ไม่มีผู้ใดรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้... ครั้นจะติดตามไปก็หวั่นเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับหญิงสาวอย่างไรเสีย ตระกูลฉี ก็เป็นตระกูลชั้นพิเศษที่เหนือกว่าตระกูลเกา ไม่อาจระรานได้...
“หานเฉียง… ตระกูลหานของเจ้าเปรียบเสมือนผู้ช่วยคนสำคัญของตระกูลฉีทั้งยังเป็นตระกูลอันดับ 2 ของเมืองนี้ เจ้าไม่เคยพบเจอมันมาก่อนงั้นหรือ?!” เกาทงหลิน เอ่ยถามกับศิษย์น้องตน
หานเฉียง ส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่เคยเลยศิษย์พี่... เจ้าเด็กซอมซ่อนั่น คราแรกมันเดินคู่มากับซ่งจื่อฮุ่ย ที่เวลานี้เปิดโรงเตี้ยมเล็ก ๆ บนพื้นที่ตระกูล เชื่อว่าเจ้าเด็กซอมซ่อนั่นคงเป็นคนต่างถิ่นที่เข้าพักในโรงเตี้ยมของนางเสียมากกว่า แต่เรื่องที่เจ้านั่นรู้จักกับแม่นางฉีนั้นคิดว่าคงเป็นความบังเอิญบางอย่าง นางไม่น่าจะใฝ่ต่ำสนใจเจ้ายาจกนั่น...”
เกาทงหลิน กำหมัดแนบแน่น... แต่เจ้าตัวต้องรักษาภาพลักษณ์อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปแห่งนี้ ทั้งยังได้รับการทาบทามจากราชวงศ์ไป๋หู่เหลือเพียงแค่รอเวลาอันสมควรเท่านั้นก็จะถูกเรียกเข้าวังเป็นหนึ่งในความหวังของตระกูลเกา เพื่อที่จะยกชนชั้นตระกูลขึ้นเป็นชนชั้นพิเศษ... เพราะเหตุนี้เกาทงหลิน จึงไม่อาจแสดงความฉุนเฉียวรุนแรงใด ๆ ออกมาให้เป็นที่ครหาได้…
ระหว่างที่กำลังจัดการอารมณ์ที่ขุ่นเคืองอยู่นั้นเอง... เกาทงหลินก็เหลือบไปเห็นแขกกลุ่มใหม่ที่ก้าวเข้ามาในโรงเตี้ยมหรูหราแห่งนี้ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นมาทันที...
“พี่ใหญ่?!”
เกาถิง และสมาชิกในหน่วยย่อยกลุ่มมังกรทอง เหลือบมองมายังทิศทางเสียงเรียก...
“ทงหลิน?!”
เกาทงหลิน รีบลุกเดินตรงมายัง เกาถิง ในทันทีแสดงท่าทีตื่นเต้นไม่น้อย เนื่องด้วยไม่ได้พบเจอพี่ชายผู้นี้มาร่วม ๆ 2 ปีแล้ว ทั้งสองอายุห่างกันพอสมควรแต่ล้วนเป็นทายาทตระกูลหลักทั้งคู่ โดย เกาถิง เป็นพี่ชายคนโตในบรรดาพี่น้องทั้ง 7คน ส่วน เกาทงหลิน เป็นน้องชายคนสุดท้าย...
“ช่างบังเอิญยิ่งนัก... พี่ใหญ่ มีภารกิจทำละแวกนี้งั้นหรือ”เกาทงหลิน เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
เกาถิง เพียงพยักหน้าตอบรับเบา ๆ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ เมื่อตนเริ่มเป็นที่สนใจซึ่งนั่นมิใช่สิ่งที่กลุ่มผู้เคลื่อนไหวในเงามืดอย่างหน่วยของ เกาถิง พิสมัยเท่าใดนัก...จึงติดสินใจคว้าข้อมือน้องชายทันที
“มากับข้า... ที่นี่พูดคุยกันไม่สะดวก”
หานเฉียง และผู้เยาว์คนอื่น ๆ ที่เสมือนเป็นลูกสมุน ไม่ได้รับอนุญาตให้ติดตามจึงมีเพียง เกาทงหลิน เท่านั้น ที่ได้ขึ้นไปร่วมโต๊ะรับรองพิเศษที่ชั้นสอง...มีการกระจายกำลังเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดภายในหน่วยย่อยนี้...
เกาทงหลิน ได้นั่งร่วมโต๊ะกับพี่ใหญ่ตนเองอีกครั้ง... หากแต่ในด้านความรู้สึกกับแตกต่างไปจากเมื่อครั้งอดีตอย่างเห็นได้ชัด ทั้งท่าทีและกิริยาของ เกาถิง สุขุมและน่ากลัวขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างมิอาจเปรียบเทียบจนเหมือนมีระยะห่างระหว่างพี่น้อง
“มาทำอะไรที่นี่?! ลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเคยมีเรื่องบาดหมางกับตระกูลซ่งเมื่อในอดีตต่อให้พวกมันตกต่ำลงมากแล้ว แต่อย่างไรเสีย ก็ยังมีตาแก่ ซ่งไห่เฟิงเป็นผู้พิทักษ์ตระกูลอยู่ ถึงมันจะเคยถูกท่านพ่อตัดแขนไปข้างหนึ่ง แต่มันก็เป็นชนชั้นยอดฝีมือที่ไม่อาจประมาทได้...”เกาถิง เค้นเสียงถามน้องชาย
“ไม่ต้องห่วงเลยพี่ใหญ่... ครั้งนี้ข้ามาในนามแขกสำคัญของตระกูลหานเป็นผู้ช่วยฝึกฝนให้กับศิษย์น้องข้า หานเฉียง ทายาทตระกูลหลัก แม้ว่าในอดีตตระกูลซ่งกับตระกูลหานจะเคยมีอำนาจทัดเทียมแต่ ณ ตอนนี้ตระกูลหานเหนือกว่าตระกูลซ่งในทุก ๆ ด้าน ลำพังตาแก่ ซ่งไห่เฟิงเพียงผู้เดียว ไหนเลยจะกล้าเล่นงานข้า?” เกาทงหลินกล่าวด้วยความมั่นใจ
“หากเจ้าว่าเช่นนั้นก็สุดแล้วแต่เจ้า ข้าเพียงแต่ย้ำเตือนเจ้าด้วยความเป็นห่วง...สำเหนียกตนเองไว้ด้วยว่าเจ้าคือความหวังของตระกูลเกาที่จะต้องนำพาตระกูลไปสู่ความยิ่งใหญ่...” เกาถิง กล่าวพลางยกสุราขึ้นกระดก
เกาทงหลิน สูดลมหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถาม...
“พี่ใหญ่... เวลานี้ข้าก็นับว่ามีความสามารถพอสมควรแล้วเมื่อไหร่พี่ใหญ่จะให้ข้าเข้าร่วมภารกิจลับด้วย?”
เกาถิง ที่กำลังยกสุราถึงกับค้างชะงักไป พร้อมส่งสายตาดุดันแทนคำตำหนิ...
“มันไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า!! งานที่ข้าทำคืองานสกปรกในเงามืดที่มีเฉพาะสมาชิกตระกูลบางคนเท่านั้นที่รับรู้ส่วนหน้าที่ของเจ้าคือการสร้างฉากหน้าที่ขาวสะอาดให้กับตระกูลเกาเพื่อยกระดับตระกูลต่อชาวยุทธในใต้หล้า จงจดจำหน้าที่ของตนให้มั่น และทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุดก็พอ...”เกาถิง เค้นเสียงขึ้นแน่นหนัก
ทำเอา เกาทงหลิน ใบหน้าซีดเผือดขึ้นทันที...
“ตะ...แต่พี่ใหญ่ ข้าเองก็อยากเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มมัง....”
เพี๊ยะ!
เกาถิง ตบไปที่หน้าน้องชายดังสนั่น จนเลือดกบปาก...
“อย่าได้เอ่ยนามของกลุ่มนี้ออกมาในที่สาธารณะ อย่าให้ข้าต้องกำชับเจ้ามากไปกว่านี้!!”
เกาทงหลิน สั่นสะท้านไปในทันที แม้เจ้าตัวจะเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์แต่ก็เก่งกาจเฉพาะกับรุ่นเดียวกันเท่านั้น ด้านพลังฝีมือยังห่างชั้นกับ เกาถิงหลายขุมจากความต่างของช่วงวัย... ก่อนที่ผู้เป็นพี่ชายจะถอนหายใจ พร้อมโยนโอสถฟื้นฟูให้กับน้องชาย...
“ทงหลิน... เจ้านั่นเป็นคนมีความสามารถ เป็นที่อิจฉาของทุกคนในตระกูลรวมถึงตัวข้าด้วย...หน้าที่ของเจ้าคือความใฝ่ฝันของทุกคนในตระกูล แต่ทุกคนก็ล้วนไม่มีความสามารถเพียงพอ...ตัวข้ายอมทำงานสกปรกทุกอย่าง ก็เพื่อผลักดันเจ้าให้ไปถึงจุดสูงสุด เจ้าเองก็มิใช่เด็กแล้วดังนั้นอย่าได้ทำให้ทุกคนในตระกูลต้องผิดหวัง...”
เด็กหนุ่ม ก้มหน้าต่ำ แม้จะถูกตบหน้าแต่ก็มิอาจโกรธเคืองพี่ชายรู้ดีว่า เกาถิง ต้องลำบากและเสี่ยงชีวิตอยู่ตลอดเวลาหากภารกิจผิดพลาดยังสามารถถูกเบื้องบนสั่งเก็บได้ในทันที ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ เกาถิง ไม่ต้องการให้น้องชายผู้เป็นความหวังของตระกูลก้าวลงมาในเส้นทางอันตรายของตนเอง ...
“ขออภัยพี่ใหญ่... ข้าเข้าใจแล้ว...”
เกาถิง ถอนหายใจหนักหน่วง...
“ข้ากำลังตามล่าตัวเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งมันกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง...ดังนั้นข้าคงไม่ได้แวะหยุดพักที่เมืองนี้ยาวนานนัก ต้องเร่งเดินทางต่อในทันทีหลังออกจากโรงเตี้ยม”
เกาทงหลิน ปาดโลหิตเล็กน้อย พร้อมสีหน้าฉงน...
“เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง?!ถึงกับต้องให้ท่านพี่และหน่วยย่อยทั้งหมดออกเคลื่อนไหวเชียวหรือ”
เกาถิง พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“อันที่จริงเจ้าเด็กนั่นก็มิได้แข็งแกร่งอะไรเป็นเพียงเด็กหนุ่มสามัญผู้หนึ่ง... หากแต่เจ้านั่นมีไหวพริบติดตัวที่น่ากลัว ลื่นไหลยิ่งกว่ามัจฉาในน้ำเสียอีกภารกิจลับนี้สำคัญมาก หากพลาดขึ้นมาอาจจะหมายถึงชีวิตของพวกเราทั้งหน่วย...”
“พอจะบอกได้หรือไม่ พี่ใหญ่... ว่าเด็กนั่นชื่อว่าอะไร?!” เกาทงหลิน เริ่มสนใจ
“มันเป็นคนเถื่อนไร้แซ่... นามว่า ซุน ไม่มีบุคลิกใดโดดเด่นแต่ข้าคิดว่ามันคงไม่ได้อยู่ในเมืองแห่งนี้แล้ว เพราะเป้าหมายของมันน่าจะเป็นที่สำนักสายลมประจิม คงหวังจะให้ เตียมู่หยง คุ้มกะลาหัว...
ทว่าข้าได้ติดต่อกับคนในตระกูลของเราไปแล้ว จึงได้รู้ข้อมูลสำคัญว่าเตียมู่หยง ในเวลานี้ไม่ได้อยู่ในสำนัก ฉะนั้นทันทีที่เจ้าเด็กนั่นเหยียบเข้าสำนักย่อมหมายถึงจุดจบของมัน!!” เกาถิง เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
..........................................
เรือนตระกูลฉี...
“โรงเตี้ยม ตระกูลซ่ง งั้นหรือ?!” ฉีเฟยเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ถูกต้อง... แต่หากท่านเจ้าเมืองเห็นว่า ตระกูลซ่ง ไม่ปลอดภัยสำหรับข้า...ข้าก็ยินดีจะเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ...” ซุน กล่าวขึ้นตามตรง
ฉีเฟยเทียน ครุ่นคิดเล็กน้อย...
“ไม่เลย... ตระกูลซ่ง มีใจเป็นศัตรูกับตระกูลเกาด้วยซ้ำ อีกทั้งซ่งไห่เฟิง ก็จัดเป็นยอดฝีมือ ติด 1 ใน 10 ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองนี้ ดังนั้นข้าเห็นว่าที่นั่นไม่นับว่าเป็นอันตรายสำหรับเจ้า...หากแต่เจ้าต้องระวัง ตระกูลหาน เอาไว้บ้าง เพราะตระกูลหานนั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเกาเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงได้ก็จงพยายามหลีกเลี่ยง”
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย... หวนนึกถึงผู้เยาว์ร่างกำยำที่พกดาบเล่มโตนามหานเฉียง ศิษย์น้องของ เกาทงหลิน...
“ตระกูลหาน แข็งแกร่งมากงั้นหรือ?!”
ฉีเฟยเทียน พยักหน้าตอบรับ...
“ในอดีตตระกูลซ่ง และตระกูลหาน เปรียบได้กับมือขวาและมือซ้ายของตระกูลฉี...เป็นตระกูลอันดับ 2 และ 3 ของเมืองนี้ แต่ต่อมาภายหลัง อำนาจของตระกูลซ่งเสื่อมถอยลงแต่ตระกูลหานกลับเพิ่มพูนขึ้น จึงกลายเป็นตระกูลใหญ่รองจากตระกูลฉีของข้าภายในเมืองบุปผาแดง...
บอกตามตรงว่า ที่ข้าอยากให้เจ้าหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตระกูลหานเพราะข้าเองก็กระอักกระอ่วนใจเช่นกัน ไม่อาจเป็นปรปักษ์กับตระกูลหานที่เสริมส่งตระกูลฉีมาหลายร้อยปี...หวังว่าเจ้าจะเข้าใจในความลำบากส่วนนี้ของข้า...”
ซุน พยักหน้าตอบรับ...
สถานะของ ฉีเฟยเทียน มิต่างกับเป็นคนกลาง...
“ผู้เยาว์จะจดจำไว้... ตราบเท่าที่ตระกูลหานไปเข้ามาระรานข้าก็จะพยายามหลีกเลี่ยง...”
เมื่อได้ข้อสรุป ฉีเฟยเทียน ก็พา ซุน กลับเข้ามาในเรือนใหญ่แน่นอนว่าหลังจากนี้เป็นเรื่องข้อตกลงระหว่าง ซุน และ ฉีลู่ชิง เรื่องที่จะขายลูกแก้วดวงจิตให้กับนาง...ฉีเฟยเทียน แยกตัวออกไปทำธุระของตนเองแล้ว ภายในโถงรับแขกเวลานี้ จึงเหลือแค่เพียงฉีลู่ชิง และพ่อบ้านใหญ่ ฉีจิ้นฝู เท่านั้น...
“อันที่จริง ภายในตระกูลฉีก็มีอาวุธอักขระให้คุณหนูหยิบใช้ได้อยู่ไม่น้อยทั้งดาบ ทวน กระบี่... แต่เพราะคุณหนูตั้งใจจะเปลี่ยนพัดเหล็กของนางให้กลายเป็นอาวุธอักขระจากความชำนาญเฉพาะด้าน ดังนั้นทางเดียวคือต้องสร้างอาวุธอักขระขึ้นมาใหม่ให้กับนางเท่านั้นจึงจำเป็นต้องใช้ลูกแก้วดวงจิตเป็นองค์ประกอบหลัก...” ฉีจิ้นฝู กล่าวอธิบาย
หญิงสาว ได้ขึ้นรูปแร่โลหะคงกระพันเป็นทรงพัดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแร่โลหะคงกระพันนั้นเป็นแร่โลหะพิเศษใช้สำหรับสร้างอาวุธอักขระโดยเฉพาะมีราคาสูงลิ่วมิต่างจากลูกแก้วดวงจิต... ยามนี้นางจึงขาดเพียงแค่ ลูกแก้วดวงจิตและผู้เชี่ยวชาญศาสตร์นี้กำกับพลังอักขระลงไปเท่านั้น...
“ห้าแสนเหรียญทอง... สำหรับลูกแก้วดวงจิตชนชั้นสีน้ำเงิน นั่นคือราคาที่ข้าให้เจ้าได้...”หญิงสาวกล่าวขึ้นกับเด็กหนุ่ม...
“หะ...ห้าแสน!!”ซุน อ้าปากค้าง จอกสุราแทบจะหลุดร่วงจากมือ แม้ ซุน พอจะทราบว่าสิ่งนี้มีราคาสูงแต่ไม่คิดว่าจะมากมายถึงเพียงนี้...
หญิงสาวขมวดคิ้วขึ้น...
“น้อยไปงั้นหรือ?! ราคานี้ บอกเลยว่าข้ามิได้กดราคาเจ้าแม้แต่น้อยเมื่อครึ่งปีก่อนในงานประมูลของสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ราคาของลูกแก้วดวงจิตชนชั้นสีน้ำเงินก็จบลงที่ราคานี้ข้าจึงใช้อ้างอิงเป็นราคาเสนอให้กับเจ้า....”
ซุน กลืนน้ำลายฝืดเคือง ก่อนจะแสดงสีหน้าครุ่นคิด...
“ข้าขอกระดาษและพู่กัน...”
หญิงสาว รวมถึงพ่อบ้านฉี งุนงงเล็กน้อย แต่ก็ยอมจัดหาตามที่ต้องการ...เด็กหนุ่ม ได้ขีดเขียนองค์ประกอบวัตถุดิบที่ต้องการยาวเหยียดร่วม ๆ ร้อยรายการลงบนกระดาษก่อนจะหยิบยื่นให้กับ หญิงสาว...
“ข้ายังไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองเท่าใดนัก พกพาไว้มาก ๆมีแต่จะเป็นภัยกับตนเอง... ทว่าสิ่งที่ข้าอยากได้ก็คือวัตถุดิบเหล่านี้ ดังนั้นเจ้าช่วยเปลี่ยนเงินทั้งห้าแสนเหรียญทองจัดหาวัตถุดิบในจำนวนที่เทียบเท่าราคาให้กับข้าได้หรือไม่?!” ซุน กล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
แน่นอนว่าสิ่งของทั้งหมดที่ถูกจดลงไป...
ล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญในการบ่มหนักสุราทั้งสิ้น!!
นางไม่สันทัดนักกับวัตถุดิบเหล่านี้ จึงส่งต่อให้พ่อบ้านฉี...ชายชราขมวดคิ้วแน่นหนัก วัตถุดิบเหล่านี้แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดหาแต่หากมีเส้นสายก็ยังพอหาได้ โดยมากจะเป็นสมุนไพรพิเศษ และอวัยวะภายในของสัตว์อสูรเป็นหลัก
“หากมีเวลาสักระยะ... ก็พอจะหาให้เจ้าได้...”
ซุน เผยรอยยิ้มขึ้นทันที...
“ผู้เยาว์จะยังอยู่ที่นี่อีกหนึ่งเดือน ดังนั้นขอรบกวนท่านพ่อบ้านด้วย...”
เด็กหนุ่มส่งลมปราณเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนจะหยิบคว้ามือไปในอากาศ ปรากฏลูกแก้วดวงจิตสีน้ำเงินเปล่งประกายเจิดจ้า...ซุน ดีดลอยสูงขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ ฉีลู่ชิง จะคว้ามันไว้ด้วยสีหน้าตื่นเต้น...
“มันเป็นของเจ้า...”
………………………………………