ทะลุเวลามาเป็นพ่อค้าระหว่างมิติ

    ตอนที่ 36 รวยเละ

             พอรองน้ำแร่จนเต็มถังทุกใบแล้วจางหมิงก็ได้จ้างช่างของหมู่บ้านซานเป่ยให้มาซ่อมแซมบ้านหลังเล็กของเขาใช้เวลาอยู่สิบวันบ้านก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

             การซ่อมแซมครั้งนี้ทำให้เขาจ่ายเงินออกไปเกือบสองพันหยวนซึ่งมันใกล้จะถึงขีดจำกัดของเขาแล้วนั่นจึงทำให้เขาไม่ได้เดินทางออกจากบ้านไปที่ไหนสักแห่งเพราะไม่อยากจะเอาเห็ดหลินจือที่เหลือไปขายอีกแล้ว เขารู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าและใจของเขาก็ยังเชื่อมั่นเสมอมาว่าเขาจะต้องได้กลับยุคปัจจุบัน

             “ตัวฉันที่อยู่ในยุคปัจจุบันกำลังทำอะไรอยู่นะหรือว่าจะอยู่ในห้องเช่าในตึกของพี่เหม่ยแล้วไม่ได้ออกไปไหนเลย”ชายหนุ่มนั่งมองทิวทัศน์หลังบ้านที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีตามฤดูกาลแล้วก็คิดถึงพ่อกับแม่จากนั้นก็ก้มมองแหวนหยกวงใหญ่ที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวา“ตอนที่พ่อได้รับแหวนมิติมาครั้งแรก พ่อทำอะไรบ้างนะจะไม่ได้เรื่องเหมือนฉันหรือเปล่า” เขาเริ่มสูดน้ำมูกอีกแล้วจากนั้นก็รีบเงยหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลรินออกมา

             “ผ่านมาหลายปีแล้วแต่หัวใจของผมก็ยังเจ็บปวดทุกครั้งที่คิดถึงพ่อกับแม่จะเป็นไปได้ไหมที่พวกเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง” ต้นประโยคเต็มไปด้วยความรวดร้าวแต่ท้ายประโยคเริ่มก่อประกายความหวังเล็กๆขึ้นมาอย่างหาญกล้า

             เขานั่งมองทิวทัศน์ของภูเขาหลังบ้านจนเริ่มมืดจึงได้เดินกลับเข้าบ้านหลังเล็กมุมอ่านหนังสือที่ถูกสร้างขึ้นมาแยกจากส่วนของห้องโถงคือมุมที่เขามานั่งและใช้เวลานานที่สุดในแต่ละวัน พร้อมกันนั้นก็จะจุดกำยานไปด้วยระหว่างที่อ่านหนังสือ

             คืนนี้ก็เช่นกันเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการปลูกผักเพื่อการค้า กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกเปิดอย่างช้าๆจนกระทั่งดึกดื่นและเขาก็ผล็อยหลับไปทั้งที่ยังถือหนังสือค้างเอาไว้

             เมื่อโฮสต์หลับไปแล้วร่างสูงใหญ่ก็ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าพร้อมกับต้าหวัง

             “ดูแลเจ้านายในยุคนี้ของแกให้ดีนะต้าหวังอีกไม่นานคนพวกนั้นน่าจะตามหาที่อยู่ของเขาเจอ ส่วนเจ้านายอีกคนของแกฉันจะพาจิตวิญญาณของเขากลับไปที่ยุคปัจจุบันก่อน ถึงเวลาที่ต้องเดินทางอีกครั้งฉันจะมารับแกโดยผ่านเถ้าแก่เนี้ยร้านขายเกี๊ยว”

             “เฮ้อ! คุณชายอย่างฉันจะรับหน้าที่นี้เอาไว้ก็แล้วกันนายก็ช่วยดูแลเจ้านายอีกคนของฉันให้ดีด้วยล่ะ พาเขาไปหาของล้ำค่าบ้างอย่าปล่อยให้เขาอดตายเข้าใจไหมส่วนเรื่องจะมารับหรือไม่มารับก็เอาตามที่นายสะดวกก็แล้วกัน อ้ออีกเรื่องอย่าลืมการฟื้นฟูแหวนมิติให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมเรื่องนี้สำคัญที่สุดเข้าใจนะ”ต้าหวังแม้ไม่ได้อ้าปากแต่ก็สื่อจิตพูดคุยกับเงาร่างสูงใหญ่ได้อย่างสบาย

             “อืมครั้งนี้ที่ต้องรีบไปก็เพราะมีเบาะแสบางอย่างนั่นแหละอีกอย่างผลึกพลังงานตอนนี้ก็มีมากพอให้ใช้อย่างไม่ลำบากแกเองก็เถอะควรฝึกดูดซับพลังของพวกมันบ้างนะ”

             “เฮอะ!คุณชายผู้นี้ไม่จำเป็นต้องดูดซับพลังจากก้อนหินโสโครกพวกนั้นหรอกน่ารีบไปเถอะไม่ต้องพูดมากให้เสียเวลาเดี๋ยวเจ้าอ้วนนั่นก็ตามมาเก็บแอปเปิลบนต้นอีกหรอก”

             “จริงด้วย! ฉันก็มัวแต่ดูดซับพลังของผลึกพลังงานอยู่ในภาพวาดลืมไปเลยว่าต้นแอปเปิลมันเก็บเกี่ยวได้ทุกๆสิบวัน”

             “หึหึทั้งนายและเจ้าอ้วนนั่นสมควรกินแอปเปิลแห่งปัญญามากกว่าเจ้านายของฉันอีกนะ ไปๆๆถ้าไม่ไปตอนนี้ก็ต้องรออีกหลายวันเลยนะ” ต้าหวังสื่อสารเพียงเท่านั้นแล้วก็เดินไปทิ้งตัวลงข้างๆผู้เป็นนายอย่างจงรักภักดีคางของมันเกยอยู่กับเท้าของเจ้านายอย่างเฝ้าระวัง

             เงาร่างสูงใหญ่มองภาพนี้แล้วก็พยักหน้าอย่างวางใจแล้วเขาก็โบกมือหนึ่งครั้ง จิตวิญญาณของจางหมิงจากยุคปัจจุบันก็ถูกดึงเข้าไปพักในแหวนหยกวงใหญ่ที่ลอยเข้ามาอยู่ในมือของเขา

             “เริ่มเดินทางได้”เพียงสิ้นเสียงของเขาผลึกพลังงานระดับต่ำมากมายที่มีอยู่ในห้วงจิตวิญญาณของเขาก็ถูกเผาผลาญอย่างรวดเร็ว

             แต่ครั้งนี้มีบางสิ่งบางอย่างรออยู่ต่อให้ต้องจ่ายออกไปมากมายเท่าไหร่ก็นับว่าคุ้มค่า

             ต้าหวังผงกหัวปุกปุยของมันขึ้นมามองภาพเบื้องหน้าแล้วก็กลับไปนอนต่อนี่มันยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเดินทางและทำภารกิจเท่านั้นยังมีอะไรอีกมากมายที่รอเจ้านายของมันอยู่ทุกอย่างจะค่อยๆดีขึ้นและสภาวะภายในจิตใจของเจ้านายก็จะได้รับการเยียวยาและคลี่คลายในที่สุด

     

             สายของวันต่อมาจางหมิงก็ตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนที่หอมกรุ่นและมีดอกไม้ที่คุณแม่ของเขาชอบติดอยู่ที่หมอนด้วย “กลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอดีนะที่ไม่ได้เดินทางไปโผล่ที่ยุคอื่น หืม นี่มันไม่ใช่ห้องเช่านี่”เขายันกายลุกขึ้นก็เห็นว่าเป็นห้องนอนของพ่อกับแม่แสดงว่ามันเป็นบ้านหลังเล็กบนเขา “ที่นี่เหมือนจะมีอะไรที่เป็นศูนย์รวมบางอย่างนะตื่นขึ้นมาก็มาโผล่ที่นี่ตลอด” พูดออกไปแล้วก็ปรายตามองหมอนที่เขาหนุนนอนสายตาของชายหนุ่มอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดมันเริ่มมีอะไรบางอย่างที่เผยออกมาให้เขาเห็นบ้างแล้วสินะ

             ชายหนุ่มนำเอาโทรศัพท์ออกมาจากแหวนมิติเขาเปิดเครื่องแล้วก็พบว่าเวลามันไหลเลื่อนสัมพันธ์กับยุคที่เขาจากมา เป็นวันที่ 2กันยายนเหมือนกันแต่คนละปีเท่านั้น

             เขาคิดจะไปทักทายลุงหลี่และภรรยา แต่ก็พอดีกับมีกระดาษแผ่นหนึ่งร่วงลงมาตกตรงหน้าเขาจึงได้ก้มเก็บขึ้นมาอ่าน

             “ให้รีบนำเอาปิ่นหยกกับกระเพาะปลาไปขายอย่างนั้นเหรอแสดงว่าฉันมีเวลาไม่มากสินะ” เพียงสิ้นเสียงของเขาข้อมือก็กระตุกหนึ่งครั้งเขาปรายตามองเงาร่างที่แทบจะมองไม่เห็นเล็กน้อย แล้วก็พูดกับอีกฝ่าย“ถ้ารีบก็คงต้องนั่งเครื่องไปที่ปักกิ่งแล้วล่ะจะได้เขาปิ่นหยกกับกระเพาะปลาไปขายที่ร้านของผู้อาวุโสโจว”

             เงาร่างสีดำอ่อนจางเพียงกระตุกข้อมือโฮสต์ของเขาไปหนึ่งครั้งเท่านั้นเพราะพลังเหลือน้อยเต็มทีแล้ว จำต้องกลับเข้าไปอยู่ในภาพวาดเพื่อดูดซับผลังงานจากผลึกพวกนั้น

             คล้ายจางหมิงจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่าย“นายเหนื่อยแล้ว ไปพักเถอะร่างกายฟื้นฟูเมื่อไหร่ก็ค่อยออกมา”

             เงาร่างสีดำหายเข้าไปในแหวนหยกของจางหมิงทันทีแล้วก็เข้าไปพำนักอยู่ด้านในภาพวาดเพื่อฟื้นฟูพลัง

             เมื่ออยู่เพียงลำพังแล้ว จางหมิงก็เช็คยอดเงินที่เหลืออยู่ในบัญชีเห็นว่ายังเหลือมากเกือบสามล้านหยวนเขาก็วางใจ

             จากนั้นก็รีบลงจากเขาเพื่อเดินทางเข้าเมืองใช้เวลาไม่นานก็ได้นั่งเครื่องบินไปปักกิ่ง

             พอถึงปักกิ่งแล้วเขาก็ใช้แอปเรียกแท็กซี่และก็ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เป็นคนขับคนเดิมกับที่เขาเคยนั่งตอนออกจากร้านของผู้อาวุโสโจวคราวที่แล้ว

             “อ้าว เป็นเธอเองเหรอไม่เจอนานหลายเดือนเลยนะ” คนขับแท็กซี่วัยกลางคนร้องทักอย่างอารมณ์ดี

             “งานค่อนข้างยุ่งครับลุง ไปที่เดิมนะครับ”

             “ที่เดิมอย่างนั้นเหรอได้เลยฉันเองก็มีธุระที่ภรรยาให้ไปจัดการที่นั่นเหมือนกันเธอจะให้ฉันไปจอดถึงหน้าร้านคนรู้จักหรือเปล่าล่ะ”แล้วเขาก็ขับรถออกจากตรงนั้นที่การจราจรแออัดและคับคั่ง

             “ลุงรู้จักร้านขายของเก่าและร้านสมุนไพรสกุลโจวไหมครับผมกำลังจะไปพบคนรู้จักที่นั่น”

             “อ้อ ร้านนี้นี่เองฉันรู้จักพอดีเพราะร้านอยู่ใกล้กับร้านญาติของฉันแล้วจะให้รอรับกลับด้วยหรือเปล่า”

             จางหมิงส่ายหน้าน้อยๆ“ไม่เป็นไรครับเพราะผมมีเรื่องจะคุยกับปู่จี้หลายเรื่องเลย”เขาไม่ได้ปิดบังความสัมพันธ์กับปู่จี้เพราะอีกฝ่ายเป็นลูกจ้างของร้านเท่านั้น

             “อ้อ ที่แท้ก็สนิทกับผู้เฒ่าจี้นี่เองดีจริงๆ ในแวดวงนี้ใครก็อยากจะรู้จักกับผู้เฒ่าจี้กันทั้งนั้น เธอโชคดีจริงๆนะ”

             “ผมโชคดีจริงๆนั่นแหละครับ”จะให้เขาปฏิเสธอย่างนั้นเหรอไม่ได้หรอกเพราะถ้าลุงคนนี้ไปสอบถามเรื่องของเขาในภายหลัง ก็ต้องรู้อยู่ดีว่าพ่อแม่ของเขาเคยทำงานให้กับผู้อาวุโสโจวและสนิทกับปู่จี้

             “ถ้าคนอื่นรู้พวกเขาต้องอิจฉาเธอจนตายแน่ๆ”

             จางหมิงเพียงยกยิ้มน้อยๆเท่านั้นจากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนบทสนทนาไปเป็นหัวข้ออื่น กระทั่งรถจอดลงที่หน้าร้านของผู้อาวุโสโจว

             ชายหนุ่มสแกนจ่ายค่าแท็กซี่เรียบร้อยแล้วก็ก้าวลงจากรถแท็กซี่พอเขาเดินเข้าไปภายในร้านก็เห็นว่าวันนี้ค่อนข้างเงียบเหงาไม่มีลูกค้าเลยสักคน

             “สวัสดีครับปู่จี้”เขาเดินยิ้มร่าไปหาท่านผู้เฒ่าที่นั่งสัปหงกอยู่หลังเคาน์เตอร์

             “อะ อะไร เกิดอะไรขึ้นกัน ไอ้หยา!! เด็กคนนี้นี่หายหน้าไปหลายเดือน จะมาก็ไม่โทรมาบอกกันล่วงหน้าเลยสักนิด”ว่าแล้วปู่จี้ก็รีบใช้มือเช็ดน้ำลายที่มุมปากของตัวเองแล้วเดินอ้อมเคาน์เตอร์ออกมาหาจางหมิง

             “เพิ่งเสร็จธุระแล้วก็รีบบินมาที่นี่เลยครับปู่จี้”ชายหนุ่มกระชับสายสะพายกระเป๋าเป้ด้านหลังด้วยสีหน้าคาดหวัง

             เห็นท่าทางของจางหมิงเป็นแบบนี้แล้วผู้เฒ่าจี้ก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ “มีของมาขายเหรอเสี่ยวจาง”

             “ครับปู่จี้แล้วนี่ผู้อาวุโสโจวอยู่หรือเปล่าครับ”

             ผู้เฒ่าจี้ถูมือไปมาอย่างกระตือรือร้น“แสดงว่าของที่เอามาขายเป็นของดีและหายากสินะ ไปๆพวกเราไปคุยกันที่ห้องทำงานของผู้อาวุโสโจวกันดีกว่า”

             “ครับปู่จี้”

             ผู้เฒ่าจี้เดินนำจางหมิงไปที่ห้องทำงานของผู้อาวุโสโจวเจ้าของร้านขายของเก่าและร้านสมุนไพรเขาเคาะประตูสามครั้งพอได้รับอนุญาตก็พาจางหมิงเดินเข้าไปข้างใน

             ผู้อาวุโสโจวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของคนมากกว่าหนึ่งก็วางแว่นขยายลงกับโต๊ะพอเงยหน้าขึ้นมาจากกองของเก่าก็พบว่าเป็นจางหมิงที่กำลังเดินตามเหล่าจี้เข้ามา

             “โอ้!ในที่สุดเธอก็มาหาตาแก่อย่างฉันเสียทีนะเสี่ยวจาง”ผู้อาวุโสโจวรีบเดินไปกอดจางหมิงราวกับกอดลูกหลานของตัวเองและบางทีก็อาจจะรักมากกว่าลูกหลานของตัวเองด้วยซ้ำ

             จางหมิงเองก็กอดตอบผู้อาวุโสโจวเช่นกัน“ธุระของผมค่อนข้างยุ่งครับผู้อาวุโสโจว” เขาคิดว่าไม่ต้องพูดอธิบายอะไรมากมายแล้วเพราะถ้าท่านผู้เฒ่าทั้งสองรู้ภูมิหลังของพ่อแม่เขาแล้วล่ะก็ จะต้องเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อแน่นอน

             “อืม กลับมาได้ก็ดีแล้วล่ะ”ผู้อาวุโสโจวเอ่ยกลั้วหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ก่อนจะผละออกจากจางหมิง“คงได้ของดีติดมือกลับมาด้วยสินะเสี่ยวจาง”

             “ได้มานิดหน่อยครับผู้อาวุโสโจว”

             “รีบเอาออกมาเร็วเข้า!!” ท่านผู้เฒ่าโจวกระตือรือร้นขึ้นมาทันที

             จางหมิงรูดซิปกระเป๋าเป้แล้วก็ทำทีเป็นหยิบเอาปิ่นหยกออกมาก่อนเป็นอันดับแรก“นี่เป็นปิ่นหยกจากยุคโบราณครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามาจากยุคสมัยไหน”เขาวางปิ่นหยกลงบนถาดไม้อย่างเบามือ

             “ไอ้หยา!นี่มันของดีนี่นาเหล่าจี้ นายลองประเมินดูซิว่าจะให้ราคากับเสี่ยวจางเท่าไหร่”ของเหล่านี้ผู้อาวุโสโจวเห็นมาไม่น้อยแล้ว แต่ก็ยังอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดี

             ผู้เฒ่าจี้ก็รีบหยิบปิ่นหยกไปพิจารณาดูอย่างละเอียดเช่นกันไม่เพียงเท่านั้นยังได้หยิบแว่นขยายออกมาส่องรายละเอียดบนเนื้อหยกด้วยไม่นานก็หัวเราะร่าออกมาอย่างมีความสุข “ของแท้และก็เป็นของล้ำค่าหายากทีเดียว”

             “เท่าที่ฉันดูด้วยสายตานี่น่าจะมีอายุมากกว่าพันปีนะ”

             “ราวๆนั้นนั่นแหละ ปิ่นหยกที่หายสาบสูญของสตรีที่เป็นที่กล่าวขานและมีเรื่องราวที่กลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้”

             ดวงตาของผู้อาวุโสโจววาวโรจน์ขึ้นมา “จะจริงอย่างนั้นเหรอเหล่าจี้ นี่มันสมบัติของชาติเลยนะ”

             “จริงแท้แน่นอนดูรอยสลักอักษรโบราณเล็กจิ๋วตรงนี้สิครับเถ้าแก่”

             ผู้อาวุโสโจวหยิบปิ่นหยกไปส่องดูด้วยแว่นขยายแล้วก็ต้องตาเบิกกว้าง“สกุลจาง!!”

             สองผู้เฒ่าจ้องหน้ากันอึดใจหนึ่งก่อนจะหันไปมองจางหมิงเป็นตาเดียว

             “แค่เรื่องบังเอิญล่ะมั้งครับ แหะๆๆ”จางหมิงจะเล่าให้ฟังได้อย่างไรล่ะว่าเขาได้คุยกับเจ้าของปิ่นหยกนี้อยู่ตั้งนานสองนาน

             “ไม่มีคำว่าบังเอิญหรอกนะเสี่ยวจางแต่ก็นับว่าเป็นโชคดีของเธอจริงๆเอาละเหล่าจี้นายลองประเมินราคาออกมาให้เสี่ยวจางฟังซิ”

             ผู้เฒ่าจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกนิ้วขึ้นมาพร้อมกับบอกราคา“เก้าสิบเก้าล้านหยวนครับเถ้าแก่”

             “โอ้ เหมาะสมดีแล้ว หรือเธอว่ายังไงเสี่ยวจาง”

             จางหมิงสูดลมหายใจเข้าปอดครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะยิ้มแหยออกมาแล้วก็รีบพยักหน้า“แล้วแต่ผู้อาวุโสโจวกับปู่จี้จะจัดการเลยครับ”

             “อืม ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้แล้วมีของอย่างอื่นอีกไหม”

             “มีครับ เป็นกระเพาะปลากิมจี้ตัวผู้”เขาก็นำกระเพาะปลาออกมาจากกระเป๋าเป้ แล้วก็วางบนถาดไม้

             สองผู้เฒ่าที่เห็นกระเพาะปลากิมจี้ตัวผู้ที่น้ำหนักน่าจะไม่ต่ำกว่าแปดจินต่อชิ้นก็ถึงกับสูดหายใจเข้าปอดลึกนี่มันของหายากเลยนะ

             “สภาพสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลยครับเถ้าแก่”ปู่จี้หยิบกระเพาะปลาขึ้นไปพิจารณาดูอย่างละเอียด ระหว่างที่ดูก็พูดไปด้วย“วันก่อน ประธานบริษัทเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของโลกมาสอบถามเกี่ยวกับกระเพาะปลาอยู่ไม่ใช่เหรอครับถ้าอย่างนั้นก็เอากระเพาะปลาพวกนี้ไปขายให้เขาดีไหมครับเถ้าแก่”

             “อ่าจริงด้วยภรรยาของเขากำลังเตรียมจะมีลูกนี่นะ นายประเมินราคาให้เสี่ยวจางเลยเหล่าจี้”

              ผู้เฒ่าจี้หยิบตราชั่งที่อยู่ด้านหลังมาชั่งน้ำหนักกระเพาะปลาทั้งสามชิ้นทันที

             ไม่นานก็พูดออกมา“ให้ราคาชั่งละห้าล้านหยวน ทั้งหมดยี่สิบเก้าชั่งพอดีเป๊ะๆก็เป็นเงินทั้งหมดหนึ่งร้อยสี่สิบห้าล้านหยวน”

             “อืม รวมกับค่าปิ่นหยกโบราณก็เป็นเงินทั้งหมดสองร้อยสี่สิบสี่ล้านหยวนเธอพอใจกับราคานี้ไหมเสี่ยวจาง” แม้เขาจะเอ็นดูเสี่ยวจางเหมือนลูกหลานแต่คนค้าขายก็ยังต้องมีกำไรให้ตัวเองดังนั้นรับซื้อในราคานี้ก็จะเอาไปขายต่อในราคาที่สูงกว่านี้อยู่แล้วเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของความพอใจของผู้ซื้อล้วนๆพอใจก็ซื้อไม่พอใจก็ไม่ซื้อเท่านั้น

             จางหมิงยิ้มแหยออกมา  เขายังจะไม่พอใจอะไรได้อีกล่ะ “กะเกินพอใจไปเยอะเลยครับผู้อาวุโสโจว แหะๆๆ”

    คล้ายกับเรื่องทะลุเวลามาเป็นพ่อค้าระหว่างมิติ ที่คุณอ่าน