บทที่ 159 ยังไม่สูญสลายไปกายเนื้อของชิวเหวินเจี้ยนถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่ ในทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยบุปผาแสงของซูเหยียนยังคงอยู่ไม่จางหายไป ชายหนุ่มโอบกอดเอาไว้ เหมือนมันเป็นสิ่งล้ำค่าสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ของหญิงสาวที่รักตนยิ่งกว่าสิ่งใด
แสงสีม่วงกระจายเข้าสู่ร่างของเขา เป็นพลังเวทย์ที่นางตั้งใจศึกษาวิชาฟื้นคืนวิญญาณนั้นอยู่ในระดับสวรรค์หากจะคืนชีพคนตายนั้นจักต้องแลกด้วยของสำคัญเทียบเท่า หัวใจของคนใช้วิชา…และซูเหยียนก็ไม่ลังเลที่จะทำแบบนั้นเลย
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าชิวเหวินเจี้ยนรู้สึกผิดขนาดไหนที่ตนนั้นต้องให้คนอื่นมาสละชีวิตให้ ทั้งมังกรมายาลวงทั้งซูเหยียน ทุกคนต่างอยากให้เขามีชีวิตอยู่เพราะแบบนั้นแล้วความมุ่งมั่นของเขาจึงเต็มเปี่ยม ในอกที่เต้นเร่านี้เป็นของซูเหยียนอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าหากเขาใช้มันอย่างไม่มีค่านางคงต้องร่ำไห้อย่างแน่นอน
แขนขา ดวงตา หรือแม้แต่พลังที่ฟื้นคืนทำให้เขารู้สึกเหมือนมีชีวิตอีกครั้ง ชายหนุ่มทาบอกของตนรู้สึกถึงสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมี หัวใจ...ทั้งที่มันน่าจะแตกสลายไปแล้วก็ตามที
ชิวเหวินเจี้ยนมองไปรอบกาย ตอนนี้ชายหนุ่มติดอยู่ในมิติแห่งนี้ เขามีความตั้งใจจะกลับไปยังปราสาทสีทอง ปราสาทที่เขาฝากบัลลังก์ไว้ให้กับคนที่ไว้ใจได้ ทีแรกชิวเหวินเจี้ยนแค่อยากจะทำตามอำเภอใจ ร่างเก่าของเขาเป็นถึงจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์ เป็นเผ่าวิญญาณสวรรค์ เผ่าสูงสุดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ทะนงตนเหลือเกินว่าจะสามารถเอาชนะใครได้โดยง่าย ลืมคำนึงไปว่าร่างกายของมนุษย์เองก็มีขีดจำกัด
ตอนนี้ที่ชิวเหวินเจี้ยนต้องทำคือออกจากมิติที่ซูเหยียนสร้างขึ้นมาเสียก่อน ชายหนุ่มลองจับพลังของตนเองดู พบว่านอกจากจะได้ร่างกายคืนมาแล้วพลังของเขาเองก็เพิ่มระดับด้วย ชิวเหวินเจี้ยนคาดไว้ว่าน่าจะเพราะซูเหยียนที่มอบมันให้กับเขา
"จากขั้นปฐพีตอนนี้กลายเป็นก่อตั้งเมฆาแล้วงั้นหรือ...เอาเถอะอย่างน้อยวิชาล่องนภา(วิชาระดับสวรรค์)ก็พอดูจะเป็นประโยชนได้บ้างหาต้อตามาลี่เฟย" ชายหนุ่มบอกกับตนเองในหัวใจยังคงรู้สึกขอบคุณนางไม่น้อย จากนี้ไปเขาจะกลับไปยังที่นั่นและจัดการเรื่องราวของเอกภพทั้งหมดให้เข้าที่เสียที
ชิวเหวินเจี้ยนมองไปรอบกายอีกครั้ง ไม่พบสิ่งใดอื่นนอกจากทุ่งดอกไม้งามยาวไกลสุดลูกหูลูกตา นอกจากนั้นแล้วก็มีเพียงท้องฟ้าที่พร่างด้วยดารา ที่นี่นั้นอยู่ตรงไหนของเอกภพก็ไม่อาจรู้ได้ ชายหนุ่มไม่รู้ว่าซูเหยียนใช้วิชาใดในการสร้างมันขึ้นมาแต่ทว่าตอนนี้เขามีเวลาไม่มาก
วิชาเปิดประตูมิติ เป็นวิชาประจำตัวของชิวเหวินเจี้ยนที่นอกจากมังกรมายาลวงแล้วก็ยังไม่เห็นผู้ใดใช้ได้อีก อันจะหาเหตุผลว่าทำไมพลังขั้นก่อตั้งเมฆาขั้นสามนั้นสามารถทำได้ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ราวกับจิตใจของเขายังคงเชื่อมโยงกับร่างเก่าครั้นยังเป็นจักพรรดิอยู่ เพราะแบบนั้นแล้วเมื่อปรารถนาด้วยพลังอันแรงกล้า พลังของชายหนุ่มก็จะกลับไปเทียบเท่ากับตนเองในตอนนั้นแต่ทว่าเมื่อเกินขีดจำกัดที่จะรับไหว ร่างกายก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนเมื่อตอนทำสงคราม
แสงสีขาวก่อกำเนิดขึ้นรอบพื้น ชิวเหวินเจี้ยนไม่ชอบเรียกพลังภายในกายว่าลมปราณมันเหมือนพลังเวทย์เสียมากกว่า แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ วงเวทย์อักขระสีขาวซึ่งเป็นภาษาโบราณประหลาดตาแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ละอองสีขาวลอยกระจัดกระจายออกรอบกาย
"เกิดอะไรขึ้น" ชิวเหวินเจี้ยนรำพึงกับตัวเอง เขาลองสร้างประตูมิติใหม่อีกครั้งทว่าก็ไม่เป็นผล ชายหนุ่มมองมือของตน นึกสงสัยแต่ทว่าไม่ได้คำตอบ เหตุใดเขาจึงไม่สามารถใช้วิชาที่เป็นวิชาหลักประจำตัวของเขาได้
หรือว่าตั้งแต่เขากลับไปที่ปราสาทสีทองตอนนั้น ชายหนุ่มก็สูญเสียวิชาเปิดประตูมิติระดับจักพรรดิไปแล้ว เขาไม่รู้ตัวเลย มีกลไกอะไรวางอยู่นี่นั่นกันหรือเป็นเพราะร่างของเขาที่ประกอบกับขึ้นใหม่ ในตอนนี้นั้นชิวเหวินเจี้ยนหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลย
อย่าว่าแต่จะไปยังดินแดนของเอลฟ์เลย การจะออกไปจากที่นี่ยังทำได้ยาก ชิวเหวินเจี้ยนยังไม่รู้เลยว่าจะออกจากที่นี่ไปได้อย่างไร ชายหนุ่มเลือกที่จะเดินสำรวจไปทั่วมิตินั้น เขาเดินออกมาจากจุดเดิมไกลหลายกิโลเมตรแต่ไม่พบสิ่งใดอีก
วิชาล่องนภายังสามารถใช้การได้ดีในตอนนี้ เขาเดินไปบนอากาศสอดสายตาไปทั่วแต่ก็ไม่ได้ความ เขาจะต้องมาติดอยู่ที่นี่งั้นหรือ พอคิดได้แบบนั้นแล้วก็พรูลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขาไม่ชอบใจนักที่อะไรไม่เป็นไปไ้ด้ดั่งใจเขา ชายหนุ่มเคยชินกับการได้อะไรมาอย่างง่ายดาย สมัยที่ยังมีพลังเขาทะนงตนมากเกินไป
"จะต้องทำอย่างไรล่ะทีนี้" ชิวเหวินเจี้ยนพูดกับตัวเอง จากนั้นหน้าอกของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา ความรู้สึกอันคุ้นเคยทำให้เขาเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เสียงของใครบางคนดังก้องในโสตประสาท
'อับจนหนทางอยู่งั้นหรือจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์'
เสียงนั้นไม่ผิดแน่ เป็นเทพมารอย่างไม่ต้องสงสัย ชิวเหวินเจี้ยนหยุดใช้วิชาล่องนภาในทันที เขาลงจากฟากฟ้าทันทีที่เท้าย่ำลงกับผืนหญ้าในมิติของซูเหยียนชายหนุ่มก็รีบสื่อสารกลับไปยังเทพมารที่รวมต่อสู้กับเขามา
ระหว่างที่ลอยเคว้งเป็นเพียงเสี้ยววิญญาณในเอกภพเขาไม่เคยรู้สึกถึงเทพมารได้เลย อย่าว่าแต่เทพมาร ร่างกายของตนเองชายหนุ่มก็มิอาจสัมผัสถึงมันได้
"เป็นไปได้อย่างไร" ชิวเหวินเจี้ยนเอื้อนเอ่ย เก็บความตกตะลึงเอาไว้ในหัวใจไม่ได้ เขาทาบอกของตนเองรู้สึกถึงพลังระดับศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในได้ เป็นเทพมาร...เทพมารยังคงไม่ถูกทำลายไปทั้งที่เขาเสียอวัยวะไปเพื่อทำลายดาบเจ้าปัญหานั่น
'ข้าถูกผนึกนานนับร้อยปีทั้งยังใช้คนจากทุกเผ่ามาผนึก คงไม่สูญสลายไปเพราะเจ้าเพียงผู้เดียวหรอกนะ เสียดายอวัยวะของเจ้าเสียจริง' เทพมารพูดติดตลก หากเป็นร่างกายใหญ่โตชิวเหวินเจี้ยนคงเห็นรอยยิ้มหยักลึกบนใบหน้าปีศาจร้ายนั้นได้ 'เจ้าอาจจะทำลายดาบได้ แต่มิสามารถทำลายข้าได้'
ชิวเหวินเจี้ยนแค่นหัวเราะ "เจ้านี่มันบ้าจริงๆ ทั้งที่ข้าตั้งใจไว้แบบนั้นแล้วแท้ๆ"
'พลังของข้ายังจำเป็นต่อเจ้าจักพรรดิเอ๋ย...ตราบใดที่มีข้าอยู่ต่อให้ต้องเข้าไปยังดินแดนของเอลฟ์ก็ไม่ต้องหวาดกลัวไปเลย' เทพมารสื่อสารทางจิตใจ ชิวเหวินเจี้ยนรู้ดีว่าพลังของเทพมารนั้นยังคงอยู่เทียบเท่าเก่าแต่ทว่าดาบหายไปแล้ว ชิวเหวินเจี้ยนไม่รู้ว่าจะยังใช้พลังของเทพมารได้หรือไม่
การจะแสดงพลังของเทพมารออกมาต้องอาศัยอาวุธเป็นสื่อกลางและตอนนี้ของที่ว่าก็ถูกทำให้กลายเป็นเถ้าธุรลีไปแล้ว ชิวเหวินเจี้ยนได้ยินเสียงเทพมารหัวเราะอย่างถูกใจ แต่อีกหนึ่งเสียงที่เขาอยากได้ยินและสัมผัสถึงพลังมากที่สุดก็คงจะเป็นมังกรมายาลวง
'เจ้านั่นคงไปที่ไหนสักที่ พอร่างต้นอย่างเจ้าหายไปก็คงไปหาร่างใหม่สิงสู่ รอวันเจ้าไปรับคืน' เทพมารเฉลย ชิวเหวินเจี้ยนไม่ชอบใจนักที่อีกฝ่ายล่วงรู้ความคิดภายในของเขาทั้งหมดแต่ก็พยายามจะทำเป็นไม่รู้สึกอะไร อย่างน้อยเขาก็ยังมีจิตของเทพมารอยู่ ครั้งหนึ่งเมื่อผนึกและเป็นเจ้าของไปแล้วก็ยากจะเปลี่ยนมือได้
"ข้าอยากกลับไปที่ปราสาทสีทอง"
'งั้นก็กลับไปเสียสิ จะรออะไรกันเล่า' เทพมารตอบกลับไป ชายหนุ่มนวดขมับของตน แหงนหน้ามองท้องฟ้าไร้สิ้นสุดก่อนจะบอกกับเทพมารในร่าง
"ข้าไม่มีพลังเปิดประตูมิติแล้ว คนเดียวที่มีพลังนั่นก็คือมังกรมายาลวงที่เร่รอนไปไหนแล้วก็ไม่รู้"