วาดชีวิต ลิขิตชะตา #เกิดใหม่ครั้งหน้า ขอข้าเป็นนางเอก [Ebook เล่ม 7 เล่มจบออกแล้วจ้า)

    บทที่ 40 เพ่าฝู

    “ท่านป้า ตอนนี้ในจวนมีเรื่องให้ข้าต้องจัดการมากจริง ๆ แต่หลังจากได้รับจดหมายเชิญของท่าน ข้าก็รีบจัดการทุกอย่างก่อนวันงานแล้วมาหาท่านที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรโต้วอินผู้นี้ก็ยังอยากมาคารวะท่านป้าเสมอนะเจ้าคะ” โหวฮูหยินโต้วอินกล่าวด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำอ่อนหวาน


    จ่างกงจู่ถอนหายใจด้วยดวงพักตร์ที่กลัดกลุ้ม “อินเอ๋อร์ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีนิสัยของเจ้าก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริง ๆ ภายนอกดูอ่อนหวาน แต่ความเป็นจริงหากได้ตัดสินใจสิ่งใดลงไป ก็หัวดื้อหัวรั้นเป็นที่สุด!”


    เมื่อได้ยินจ่างกงจู่กล่าวมาเช่นนั้น สีหน้าของโหวฮูหยินก็เปลี่ยนเป็นโศกสลด ท่าทางที่เคยสดใสก็เปลี่ยนกลายเป็นอับเฉาลงทันที สตรีวัยกลางคนผู้งดงามก้มหน้างุดไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ตอบกลับ


    นางกำนัลซูที่พบว่าบรรยากาศชักไม่สู้ดีเสียแล้วก็เริ่มว้าวุ่นใจ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องอาหารของเสิ่นเชียนเกอซึ่งวางอยู่ข้าง ๆ เมื่อหวนนึกถึงขนมที่องค์หญิงห้านำมาถวายจ่างกงจู่ในครั้งก่อน นางข้าหลวงผู้รับใช้ข้างกายองค์หญิงผู้เฒ่ามานานก็รีบจัดแจงเปิดกล่องอาหารแล้วนำขนมหอมรัญจวนสองจานที่รังสรรค์ได้อย่างประณีตออกมาจัดวาง ก่อนเอ่ยปากทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัด


    “จ่างกงจู่ ฮูหยิน ลองชิมขนมเหล่านี้ก่อนสิเพคะ” นางกำนัลซูชี้ชวนพลางยกจานขนมทั้งสองมาจัดวางไว้บนโต๊ะ


    เมื่อได้ขนมน่ารับประทานช่วยดึงดูดความสนใจ ความตึงเครียดภายในห้องก็ผ่อนคลายลง ความอบอุ่นจาง ๆ เคลื่อนเข้าโอบล้อมอย่างรวดเร็ว


    จ่างกงจู่จึงทอดสายตามองขนมตรงหน้า เพียงครู่เดียวก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ “เสี่ยวซู ขนมเหล่านี้ไม่ใช่ของที่ตำหนักเราจัดเตรียมเอาไว้ใช่หรือไม่?”


    นางกำนัลซูรีบเอ่ยตอบ “นี่เป็นขนมที่คุณหนูรองเสิ่นนำมาถวายจ่างกงจู่เพคะ หม่อมฉันเสี่ยวซู ถือวิสาสะนำออกมาให้จ่างกงจู่และฮูหยินได้ลองชิมเพคะ”


    จ่างกงจู่โบกมือปฏิเสธไปยังทิศที่นางกำนัลซูนั่งอยู่ เพื่อบ่งบอกว่าไม่ได้กล่าวโทษนาง


    องค์หญิงผู้เฒ่ามองดูขนมที่ถูกจัดวางอยู่ในจานของเสิ่นเชียนเกออย่างพิจารณา ขนมชิ้นน้อยหลายชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่บนจานกระเบื้องเคลือบดูงดงามโดดเด่น ขนมสองจานที่แตกต่างกันสองชนิดแต่กลับดึงดูดใจไม่แพ้กัน ตัวขนมจานหนึ่ง ผิวด้านนอกเป็นสีน้ำตาลทองน่ารับประทาน รูปทรงของขนมมีลักษณะคล้ายปุยเมฆอ้วนท้วนขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือ ด้านบนโรยด้วยงาขาวคั่วสีเหลืองอ่อน


    ด้วยรูปร่างแปลกตานี้ หากมองแต่เพียงภายนอก แม้กระทั่งจ่างกงจู่เองก็ยังไม่เคยพบเห็นขนมใดที่มีรูปร่างหน้าตาเช่นนี้มาก่อน


    เมื่อลองสูดดม ก็พบว่ามีกลิ่นหอมนมอ่อน ๆ แผ่ซ่านออกมาจากตัวขนมตลอดเวลา เป็นกลิ่นหอมหวนที่ทำให้ผู้ได้สูดดมอดน้ำลายสอไม่ได้


    โหวฮูหยินเองก็ถูกขนมแปลกตาทว่ากลับน่ารับประทานดึงดูดความสนใจได้สำเร็จเช่นกัน


    “ท่านป้า นี่คือขนมอะไรหรือเจ้าคะ?”


    จ่างกงจู่หันไปกล่าวตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเป็นคนทำขนมพวกนี้ขึ้นมา นางมักจะทำอาหารที่แปลกใหม่อยู่เสมอ เกรงว่านอกจากนางแล้วก็คงไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าพวกมันคือขนมอะไร หากเจ้าอยากรู้ อีกประเดี๋ยวข้าจะเรียกนางเข้ามาพูดคุยด้วย”


    โหวฮูหยินส่ายหน้าปฏิเสธ “เมื่อได้พบแล้วก็ถือว่าเป็นพรหมลิขิต ข้าว่าเราอย่ารบกวนนางเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเท่านี้เลยนะเจ้าคะ


    ท่านป้า ข้าว่าเราลองชิมขนมกันดูกันดีกว่าเจ้าค่ะ หน้าตาประหลาดแต่ก็ดูแปลกใหม่ ไม่รู้ว่าจะมีรสชาติอย่างไรบ้าง”


    ขนมรูปร่างคล้ายเมฆอ้วนนั้น แท้จริงแล้วคือ ‘เพ่าฝู*’ เป็นขนมสอดไส้ที่ด้านนอกทำจากแป้งสาลี ไข่ และน้ำตาล ภายในเป็นไส้ทำจากส่วนประกอบของนมและน้ำตาลมีกลิ่นหอมหวาน


    * เพ่าฝู:ขนมรูปร่างคล้ายชูครีม


    สตรีต่างวัยทั้งสองหยิบเพ่าฝูชิ้นน้อยขึ้นมาสังเกตดู ในตอนนั้นเองที่กลิ่นหอมของหน่ายโหยว**แพร่กระจายไปทั่วห้อง เป็นความหอมหวานที่ทำให้ทั้งคนสองอดนำขนมชิ้นน้อยเข้าปากไม่ได้


    **  หน่ายโหยว:ครีม


    ในทันทีที่ขนมต้องลิ้น ความนุ่มละมุน กลิ่นหอมเย้ายวน และรสชาติเข้มข้นก็กระจายไปทั่วทั้งโพรงปาก ตรงกลางตัวขนมมีไส้สีขาวนวลลักษณะกึ่งเหลวรสสัมผัสนุ่มนวลแต่รสชาติเข้มข้น หวานมัน ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใดและทำมาจากอะไร มันทำให้ผู้ที่ได้ลิ้มลองรู้สึกฉงนไม่น้อย ทั้งจ่างกงจู่และโต้วอินฮูหยินทราบแต่เพียงว่าสีของมันขาวดุจหิมะ เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนและหอมหวานราวกับผลท้อสวรรค์


    ดวงตาสดใสที่โดยรอบเต็มไปด้วยริ้วรอยยับย่นจับกันเป็นจีบของจ่างกงจู่เบิกโพรงด้วยความอัศจรรย์ใจ ‘นี่คือขนมอะไรกัน? รสชาติช่างล้ำเลิศเสียยิ่งกว่าขนมที่องค์หญิงห้านำมาถวายในครั้งก่อนเสียอีก!’


    เป็นรสชาติและรสสัมผัสที่นางไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน ทันทีที่ได้ลิ้มลองก็มิอาจหักห้ามใจไม่ให้หลงใหลดื่มด่ำไปกับรสชาติของมันได้


    จ่างกงจู่ชำเลืองดูโหวฮูหยินที่กำลังหยิบเพ่าฝูขึ้นมากินชิ้นแล้วชิ้นเล่า ถึงแม้ยังคงกิริยางดงามและสูงส่งไม่เสื่อมคลาย แต่ความรวดเร็วที่เห็นได้จากจำนวนขนมที่พร่องไปกลับชวนให้ตกใจอย่างยิ่ง นี่ชี้ชัดว่าไม่เพียงแค่จ่างกงจู่ผู้เดียว แต่โหวฮูหยินเองก็รู้สึกว่าขนมชนิดนี้รสชาติล้ำเลิศมหาศาล


    โต้วอินเป็นสตรีเพียบพร้อมตามแบบฉบับสตรีในห้องหอ นางสามารถควบคุมกิริยาวาจาของตนได้ดีเยี่ยมมาตั้งแต่เยาว์วัย สิ่งที่ทำให้นางเสียอาการได้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แต่ทว่า ขนมอ้วนกลมชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้กลับเอาชนะความยับยั้งชั่งใจของนางได้อย่างน่าฉงน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าขนมเหล่านี้รสชาติล้ำเลิศเกินกว่าจะต้านทานไหวอย่างแท้จริง


    ‘ก็จะมีผู้ใดที่สามารถต้านทานรสชาติอันเย้ายวนของขนมนุ่ม ๆ นี้ได้เล่า?’


    เดิมที ของหวานก็มีฤทธิ์ช่วยเปลี่ยนอารมณ์ที่ขุ่นมัวให้กลายเป็นความเบิกบานได้อยู่แล้ว


    เมื่อได้ลิ้มลองขนมของเสิ่นเชียนเกอแล้ว บรรยากาศที่เคยหลงเหลือความอึมครึมอ้อยอิ่งอยู่ภายในห้องก็เปลี่ยนกลายเป็นความสดใสและผ่อนคลายจนหมดสิ้น


    โต้วอินไม่ได้พบเจอป้าสะใภ้ผู้ซึ่งครองสถานะสูงส่งผู้นี้มานานหลายปีแล้ว แต่ก่อน ครั้นที่ท่านลุงยังมีชีวิตอยู่ นางมักจะมาเยี่ยมเยียนผู้อาวุโสทั้งสองที่ตำหนักจ่างกงจู่อยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากท่านลุงล่วงลับไป ความสัมพันธ์ของนางและป้าสะใภ้ก็ค่อย ๆ ห่างเหิน ยิ่งเมื่อภายหลังสามีของโต้วอินประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิต นางก็เอาแต่จมปลักอยู่กับความเศร้าโศก รวมถึงต้องจัดการทุกอย่างภายในจวนเอง จนไม่มีกะจิตกะใจหรือกระทั่งเวลาไปมาหาสู่ผู้ใด เพียงชั่วพริบตาวันเวลาก็ล่วงเลยมานานหลายปีแล้ว


    ยามเมื่อได้สติหลุดพ้นออกจากภวังค์แห่งความคิด โต้วอินฮูหยินก็พบว่าตนเองกินเพ่าฝูไปถึงสามชิ้นแล้ว


    เมื่อพบว่าในจานกระเบื้องเคลือบเหลือเพ่าฝูชิ้นงามวางอยู่เพียงชิ้นเดียว สตรีวัยกลางคนก็หยิบผ้าขึ้นซับริมฝีปาก ก่อนจะกล่าวขออภัยด้วยท่าทีเขินอาย “ท่านป้า ขออภัยด้วย โต้วอินเสียมารยาทแล้ว”


    จ่างกงจู่ที่พบว่าบริเวณมุมปากของโหวฮูหยินยังมีคราบหน่ายโหยวติดอยู่เล็กน้อย ก็อดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้ “อินเอ๋อร์ ข้าไม่ได้เห็นท่าทางของเจ้าเช่นนี้มานานมากแล้ว ในเมื่อเจ้าชอบ ก็ทานเข้าไปเยอะ ๆ เถอะ มา มาลองชิมขนมอีกจานหนึ่งกันดีกว่า”


    ถึงแม้นางจะอยากหยุดความอยากอาหารไว้เพียงเท่านี้ แต่เมื่อได้เห็นขนมชิ้นสีน้ำตาลวางเรียงรายอยู่ในจานอย่างสวยงามแล้ว โหวฮูหยินก็มิอาจหักห้ามใจได้ มือเรียวเอื้อมไปหยิบขนมขึ้นมาใส่ปากตามใจปรารถนา


    ทันทีที่ขนมชิ้นงามสัมผัสโพรงปาก ก็เป็นดั่งที่นางคาดไม่มีผิด เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ยากที่จะหยุดยั้งได้ ไม่นานนักขนมชนิดที่สองที่วางเรียงไว้ในจานกระเบื้องก็ถูกโหวฮูหยินและจ่างกงจู่จัดการจนหมดอย่างรวดเร็ว 


    ความพึงพอใจยามได้ลิ้มลองอาหารรสเลิศปรากฏเด่นอยู่บนใบหน้างดงามของสตรีต่างวัยทั้งสอง


    โหวฮูหยินหลับตาพริ้ม ราวกับกำลังระลึกถึงรสชาติที่ยังคงอบอวลอยู่ภายในโพรงปาก


    นางกำนัลซูรู้สึกตกตะลึงเหลือล้น ด้วยตัวนางคาดไม่ถึงว่าขนมหน้าตาแปลกแตกต่าง จะสามารถทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดระหว่างจ่างกงจู่และโหวฮูหยินลงได้อย่างสิ้นเชิงเช่นนี้


    เมื่อเห็นว่าเจ้านายทานขนมจนหมดเรียบร้อย นางก็รีบเรียกให้นางกำนัลคนอื่น ๆ เข้ามาปรนนิบัติคนทั้งสองทันที เมื่อนำโถล้างมือมาให้คนทั้งสองได้ล้างมือแล้ว จึงจะสั่งให้ยกน้ำชาเข้ามาอีกครั้ง


    จ่างกงจู่มีท่าทางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะออกปากเอ่ยถามโหวฮูหยิน “ตอนนี้เฉินอวี้ก็ถึงวัยที่เหมาะสมจะหาคู่ครองแล้ว อินเอ๋อร์ เจ้าคิดเห็นไว้ว่าอย่างไรรึ?”


    แท้จริงแล้วที่จ่างกงจู่ตั้งใจส่งจดหมายเชิญส่วนบุคคลให้โหวฮูหยินในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการถามไถ่เรื่องการแต่งงานของกู้เฉินอวี้เป็นการส่วนตัว


    พระสวามีของจ่างกงจู่มีมารดาของโต้วอินซึ่งเป็นน้องสาวเพียงผู้เดียวเท่านั้น และมารดาของโต้วอินผู้นี้ก็ได้จากโลกนี้ไปนานแล้วเช่นกัน


    บิดาของโต้วอินหรือคุณชายสามตระกูลโต้วที่เพิ่งสูญเสียภรรยาไปได้ไม่นานแต่งภรรยาใหม่เข้าจวนในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เมื่อโต้วอินมีแม่เลี้ยงแล้ว ชีวิตภายในจวนโต้วจึงลำบากยากเข็ญมากขึ้นเป็นเท่าทวี พระสวามีของจ่างกงจู่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับน้องสาวคนเดียวเป็นอย่างยิ่ง และนั่นก็ทำให้จ่างกงจู่สนิทสนมและรักใคร่เอ็นดูน้องสาวของพระสวามีผู้นี้เป็นพิเศษ และเพื่อเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือโต้วอิน ครั้นที่โต้วอินยังเป็นเด็กจ่างกงจู่จึงมักจะพาโต้วอินมาพักอาศัยที่ตำหนักอยู่เป็นนิจ


    เนื่องจากโต้วอินได้เข้ามาพักอาศัยในตำหนักจ่างกงจู่อยู่บ่อยครั้ง สองป้าหลานจึงได้รู้จักสนิทสนมกันตั้งแต่นั้นมา


    และเพราะมีพระสวามีของจ่างกงจู่ผู้เป็นลุงที่คอยสนับสนุนอยู่ไม่ห่าง ถึงแม้โต้วอินจะไม่ได้เข้าวังแต่นางก็ได้แต่งให้กับจิ้งหย่งโหวผู้มากความสามารถในภายหลัง


    หลังจากแต่งงาน โต้วอินและจิ้งหย่งโหวก็รักใคร่ปรองดองกันเป็นอย่างดี ทว่าคาดไม่ถึงว่าจิ้งหย่งโหวจะอายุสั้น ประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิตไปก่อนวัยอันควร ทำให้โหวฮูหยินต้องกลายเป็นแม่ม่ายและเอาแต่เก็บตัวใช้ชีวิตแต่ในจวนไปในที่สุด


    บัดนี้พระสวามีของจ่างกงจู่ได้จากโลกใบนี้ไปแล้ว จิ้งหย่งโหวคนก่อนก็ตายไปตั้งแต่วัยหนุ่ม ยามนี้ชื่อเสียงของจวนจิ้งหย่งโหวในราชสำนักจึงค่อย ๆ ถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เฟื่องฟูเรืองอำนาจเฉกเช่นกาลก่อนอีก ดังนั้นการที่โต้วอินจะหาคู่ครองที่เหมาะสมให้กับบุตรชายจึงเป็นเรื่องที่ยากอยู่ไม่น้อย


    ทว่าหากได้จ่างกงจู่คอยสนับสนุนแล้ว ผลลัพธ์ในการคัดเลือกคู่ครองที่สมฐานะให้แก่จิ้งหย่งโหวคนปัจจุบันก็ย่อมต้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


    จ่างกงจู่มีอายุมากกว่าโต้วอินฮูหยินสิบกว่าปี สามารถเรียกได้ว่าเป็นพี่สาวที่เปรียบเสมือนมารดา บัดนี้วังหลวงยังไร้ซึ่งไทเฮา*** ดังนั้นตำแหน่งของเทียนหยวนจ่างกงจู่จึงมีความสำคัญเทียบเคียงประหนึ่งตำแหน่งไทเฮาก็ว่าได้


    *** ไทเฮา:เป็นพระอิสริยยศของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวงของจักรพรรดิจีน


    ก่อนที่พระสวามีของจ่างกงจู่จะสิ้นลมหายใจ เขาได้กำชับเรื่องนี้เป็นมั่นเหมาะ เช่นนี้แล้วจ่างกงจู่จะละเลยความปรารถนาสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจของบุรุษผู้เป็นที่รักไปได้อย่างไร


    เมื่อจ่างกงจู่เอ่ยคำถามเช่นนั้น โหวฮูหยินก็เข้าใจในความหมายแท้จริงได้ทันที


    ‘พึ่งอาศัยภูผา ภูผาอาจถล่มล่มสลาย พึ่งอาศัยวารี วารีอาจไหลไปไม่หวนกลับ’... ถึงแม้จ่างกงจู่จะให้คำสัญญาว่าจะคอยสนับสนุนอยู่เคียงข้าง แต่เมื่อไร้ซึ่งท่านลุงก็มิอาจวางใจในอนาคต การที่ให้สตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าอนุญาตให้เรียกขานว่าท่านป้าสะใภ้ก็มากมายเหนือประมาณ และนั่นก็ด้วยเห็นแก่ท่านลุงที่ล่วงลับแล้ว 


    กาลก่อนนางคิดจะหวังพึ่งสามีแต่มาบัดนี้สามีก็ไม่อยู่ให้พึ่งพา ถึงแม้จวนโหวจะมีงานวิวาห์ที่ทำให้ผู้คนอิจฉาไปทั่วเมืองหลวงด้วยการสนับสนุนของจ่างกงจู่ แต่ในความเป็นจริงนางและบุตรชายก็ไม่อาจอาศัยบารมีของจ่างกงจู่ไปได้ตลอดชีวิต หากจวนโหวต้องการความยั่งยืน ก็จำจะต้องพึ่งพาความสามารถของกู้เฉินอวี้ ให้เขาลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตนเท่านั้น การพึ่งพิงผู้อื่นล้วนเป็นสิ่งไม่จีรังทั้งสิ้น


    โหวฮูหยินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวตอบออกมาด้วยน้ำเสียงชัดเจนฉะฉาน “ตอนนี้เฉินอวี้ถึงวัยที่ควรแก่การหาคู่ครองแล้ว ข้าจึงเตรียมเลือกหญิงสาวจากตระกูลที่มีสถานะต่ำกว่าให้เขา การที่บุรุษจากตระกูลซึ่งมีสถานะสูงไปสู่ขอสตรีจากตระกูลที่สถานะด้อยกว่า ข้าคิดว่าก็เป็นเรื่องเหมาะสมดีแล้วเจ้าค่ะ”


    .


    .


    .



    คล้ายกับเรื่องวาดชีวิต ลิขิตชะตา #เกิดใหม่ครั้งหน้า ขอข้าเป็นนางเอก [Ebook เล่ม 7 เล่มจบออกแล้วจ้า) ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320