“ท่านป้า ตอนนี้ในจวนมีเรื่องให้ข้าต้องจัดการมากจริง ๆ แต่หลังจากได้รับจดหมายเชิญของท่าน ข้าก็รีบจัดการทุกอย่างก่อนวันงานแล้วมาหาท่านที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรโต้วอินผู้นี้ก็ยังอยากมาคารวะท่านป้าเสมอนะเจ้าคะ” โหวฮูหยินโต้วอินกล่าวด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำอ่อนหวาน
จ่างกงจู่ถอนหายใจด้วยดวงพักตร์ที่กลัดกลุ้ม “อินเอ๋อร์ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีนิสัยของเจ้าก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริง ๆ ภายนอกดูอ่อนหวาน แต่ความเป็นจริงหากได้ตัดสินใจสิ่งใดลงไป ก็หัวดื้อหัวรั้นเป็นที่สุด!”
เมื่อได้ยินจ่างกงจู่กล่าวมาเช่นนั้น สีหน้าของโหวฮูหยินก็เปลี่ยนเป็นโศกสลด ท่าทางที่เคยสดใสก็เปลี่ยนกลายเป็นอับเฉาลงทันที สตรีวัยกลางคนผู้งดงามก้มหน้างุดไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ตอบกลับ
นางกำนัลซูที่พบว่าบรรยากาศชักไม่สู้ดีเสียแล้วก็เริ่มว้าวุ่นใจ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องอาหารของเสิ่นเชียนเกอซึ่งวางอยู่ข้าง ๆ เมื่อหวนนึกถึงขนมที่องค์หญิงห้านำมาถวายจ่างกงจู่ในครั้งก่อน นางข้าหลวงผู้รับใช้ข้างกายองค์หญิงผู้เฒ่ามานานก็รีบจัดแจงเปิดกล่องอาหารแล้วนำขนมหอมรัญจวนสองจานที่รังสรรค์ได้อย่างประณีตออกมาจัดวาง ก่อนเอ่ยปากทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัด
“จ่างกงจู่ ฮูหยิน ลองชิมขนมเหล่านี้ก่อนสิเพคะ” นางกำนัลซูชี้ชวนพลางยกจานขนมทั้งสองมาจัดวางไว้บนโต๊ะ
เมื่อได้ขนมน่ารับประทานช่วยดึงดูดความสนใจ ความตึงเครียดภายในห้องก็ผ่อนคลายลง ความอบอุ่นจาง ๆ เคลื่อนเข้าโอบล้อมอย่างรวดเร็ว
จ่างกงจู่จึงทอดสายตามองขนมตรงหน้า เพียงครู่เดียวก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ “เสี่ยวซู ขนมเหล่านี้ไม่ใช่ของที่ตำหนักเราจัดเตรียมเอาไว้ใช่หรือไม่?”
นางกำนัลซูรีบเอ่ยตอบ “นี่เป็นขนมที่คุณหนูรองเสิ่นนำมาถวายจ่างกงจู่เพคะ หม่อมฉันเสี่ยวซู ถือวิสาสะนำออกมาให้จ่างกงจู่และฮูหยินได้ลองชิมเพคะ”
จ่างกงจู่โบกมือปฏิเสธไปยังทิศที่นางกำนัลซูนั่งอยู่ เพื่อบ่งบอกว่าไม่ได้กล่าวโทษนาง
องค์หญิงผู้เฒ่ามองดูขนมที่ถูกจัดวางอยู่ในจานของเสิ่นเชียนเกออย่างพิจารณา ขนมชิ้นน้อยหลายชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่บนจานกระเบื้องเคลือบดูงดงามโดดเด่น ขนมสองจานที่แตกต่างกันสองชนิดแต่กลับดึงดูดใจไม่แพ้กัน ตัวขนมจานหนึ่ง ผิวด้านนอกเป็นสีน้ำตาลทองน่ารับประทาน รูปทรงของขนมมีลักษณะคล้ายปุยเมฆอ้วนท้วนขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือ ด้านบนโรยด้วยงาขาวคั่วสีเหลืองอ่อน
ด้วยรูปร่างแปลกตานี้ หากมองแต่เพียงภายนอก แม้กระทั่งจ่างกงจู่เองก็ยังไม่เคยพบเห็นขนมใดที่มีรูปร่างหน้าตาเช่นนี้มาก่อน
เมื่อลองสูดดม ก็พบว่ามีกลิ่นหอมนมอ่อน ๆ แผ่ซ่านออกมาจากตัวขนมตลอดเวลา เป็นกลิ่นหอมหวนที่ทำให้ผู้ได้สูดดมอดน้ำลายสอไม่ได้
โหวฮูหยินเองก็ถูกขนมแปลกตาทว่ากลับน่ารับประทานดึงดูดความสนใจได้สำเร็จเช่นกัน
“ท่านป้า นี่คือขนมอะไรหรือเจ้าคะ?”
จ่างกงจู่หันไปกล่าวตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเป็นคนทำขนมพวกนี้ขึ้นมา นางมักจะทำอาหารที่แปลกใหม่อยู่เสมอ เกรงว่านอกจากนางแล้วก็คงไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าพวกมันคือขนมอะไร หากเจ้าอยากรู้ อีกประเดี๋ยวข้าจะเรียกนางเข้ามาพูดคุยด้วย”
โหวฮูหยินส่ายหน้าปฏิเสธ “เมื่อได้พบแล้วก็ถือว่าเป็นพรหมลิขิต ข้าว่าเราอย่ารบกวนนางเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเท่านี้เลยนะเจ้าคะ
ท่านป้า ข้าว่าเราลองชิมขนมกันดูกันดีกว่าเจ้าค่ะ หน้าตาประหลาดแต่ก็ดูแปลกใหม่ ไม่รู้ว่าจะมีรสชาติอย่างไรบ้าง”
ขนมรูปร่างคล้ายเมฆอ้วนนั้น แท้จริงแล้วคือ ‘เพ่าฝู*’ เป็นขนมสอดไส้ที่ด้านนอกทำจากแป้งสาลี ไข่ และน้ำตาล ภายในเป็นไส้ทำจากส่วนประกอบของนมและน้ำตาลมีกลิ่นหอมหวาน
* เพ่าฝู:ขนมรูปร่างคล้ายชูครีม
สตรีต่างวัยทั้งสองหยิบเพ่าฝูชิ้นน้อยขึ้นมาสังเกตดู ในตอนนั้นเองที่กลิ่นหอมของหน่ายโหยว**แพร่กระจายไปทั่วห้อง เป็นความหอมหวานที่ทำให้ทั้งคนสองอดนำขนมชิ้นน้อยเข้าปากไม่ได้
** หน่ายโหยว:ครีม
ในทันทีที่ขนมต้องลิ้น ความนุ่มละมุน กลิ่นหอมเย้ายวน และรสชาติเข้มข้นก็กระจายไปทั่วทั้งโพรงปาก ตรงกลางตัวขนมมีไส้สีขาวนวลลักษณะกึ่งเหลวรสสัมผัสนุ่มนวลแต่รสชาติเข้มข้น หวานมัน ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใดและทำมาจากอะไร มันทำให้ผู้ที่ได้ลิ้มลองรู้สึกฉงนไม่น้อย ทั้งจ่างกงจู่และโต้วอินฮูหยินทราบแต่เพียงว่าสีของมันขาวดุจหิมะ เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนและหอมหวานราวกับผลท้อสวรรค์
ดวงตาสดใสที่โดยรอบเต็มไปด้วยริ้วรอยยับย่นจับกันเป็นจีบของจ่างกงจู่เบิกโพรงด้วยความอัศจรรย์ใจ ‘นี่คือขนมอะไรกัน? รสชาติช่างล้ำเลิศเสียยิ่งกว่าขนมที่องค์หญิงห้านำมาถวายในครั้งก่อนเสียอีก!’
เป็นรสชาติและรสสัมผัสที่นางไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน ทันทีที่ได้ลิ้มลองก็มิอาจหักห้ามใจไม่ให้หลงใหลดื่มด่ำไปกับรสชาติของมันได้
จ่างกงจู่ชำเลืองดูโหวฮูหยินที่กำลังหยิบเพ่าฝูขึ้นมากินชิ้นแล้วชิ้นเล่า ถึงแม้ยังคงกิริยางดงามและสูงส่งไม่เสื่อมคลาย แต่ความรวดเร็วที่เห็นได้จากจำนวนขนมที่พร่องไปกลับชวนให้ตกใจอย่างยิ่ง นี่ชี้ชัดว่าไม่เพียงแค่จ่างกงจู่ผู้เดียว แต่โหวฮูหยินเองก็รู้สึกว่าขนมชนิดนี้รสชาติล้ำเลิศมหาศาล
โต้วอินเป็นสตรีเพียบพร้อมตามแบบฉบับสตรีในห้องหอ นางสามารถควบคุมกิริยาวาจาของตนได้ดีเยี่ยมมาตั้งแต่เยาว์วัย สิ่งที่ทำให้นางเสียอาการได้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แต่ทว่า ขนมอ้วนกลมชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้กลับเอาชนะความยับยั้งชั่งใจของนางได้อย่างน่าฉงน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าขนมเหล่านี้รสชาติล้ำเลิศเกินกว่าจะต้านทานไหวอย่างแท้จริง
‘ก็จะมีผู้ใดที่สามารถต้านทานรสชาติอันเย้ายวนของขนมนุ่ม ๆ นี้ได้เล่า?’
เดิมที ของหวานก็มีฤทธิ์ช่วยเปลี่ยนอารมณ์ที่ขุ่นมัวให้กลายเป็นความเบิกบานได้อยู่แล้ว
เมื่อได้ลิ้มลองขนมของเสิ่นเชียนเกอแล้ว บรรยากาศที่เคยหลงเหลือความอึมครึมอ้อยอิ่งอยู่ภายในห้องก็เปลี่ยนกลายเป็นความสดใสและผ่อนคลายจนหมดสิ้น
โต้วอินไม่ได้พบเจอป้าสะใภ้ผู้ซึ่งครองสถานะสูงส่งผู้นี้มานานหลายปีแล้ว แต่ก่อน ครั้นที่ท่านลุงยังมีชีวิตอยู่ นางมักจะมาเยี่ยมเยียนผู้อาวุโสทั้งสองที่ตำหนักจ่างกงจู่อยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากท่านลุงล่วงลับไป ความสัมพันธ์ของนางและป้าสะใภ้ก็ค่อย ๆ ห่างเหิน ยิ่งเมื่อภายหลังสามีของโต้วอินประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิต นางก็เอาแต่จมปลักอยู่กับความเศร้าโศก รวมถึงต้องจัดการทุกอย่างภายในจวนเอง จนไม่มีกะจิตกะใจหรือกระทั่งเวลาไปมาหาสู่ผู้ใด เพียงชั่วพริบตาวันเวลาก็ล่วงเลยมานานหลายปีแล้ว
ยามเมื่อได้สติหลุดพ้นออกจากภวังค์แห่งความคิด โต้วอินฮูหยินก็พบว่าตนเองกินเพ่าฝูไปถึงสามชิ้นแล้ว
เมื่อพบว่าในจานกระเบื้องเคลือบเหลือเพ่าฝูชิ้นงามวางอยู่เพียงชิ้นเดียว สตรีวัยกลางคนก็หยิบผ้าขึ้นซับริมฝีปาก ก่อนจะกล่าวขออภัยด้วยท่าทีเขินอาย “ท่านป้า ขออภัยด้วย โต้วอินเสียมารยาทแล้ว”
จ่างกงจู่ที่พบว่าบริเวณมุมปากของโหวฮูหยินยังมีคราบหน่ายโหยวติดอยู่เล็กน้อย ก็อดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้ “อินเอ๋อร์ ข้าไม่ได้เห็นท่าทางของเจ้าเช่นนี้มานานมากแล้ว ในเมื่อเจ้าชอบ ก็ทานเข้าไปเยอะ ๆ เถอะ มา มาลองชิมขนมอีกจานหนึ่งกันดีกว่า”
ถึงแม้นางจะอยากหยุดความอยากอาหารไว้เพียงเท่านี้ แต่เมื่อได้เห็นขนมชิ้นสีน้ำตาลวางเรียงรายอยู่ในจานอย่างสวยงามแล้ว โหวฮูหยินก็มิอาจหักห้ามใจได้ มือเรียวเอื้อมไปหยิบขนมขึ้นมาใส่ปากตามใจปรารถนา
ทันทีที่ขนมชิ้นงามสัมผัสโพรงปาก ก็เป็นดั่งที่นางคาดไม่มีผิด เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ยากที่จะหยุดยั้งได้ ไม่นานนักขนมชนิดที่สองที่วางเรียงไว้ในจานกระเบื้องก็ถูกโหวฮูหยินและจ่างกงจู่จัดการจนหมดอย่างรวดเร็ว
ความพึงพอใจยามได้ลิ้มลองอาหารรสเลิศปรากฏเด่นอยู่บนใบหน้างดงามของสตรีต่างวัยทั้งสอง
โหวฮูหยินหลับตาพริ้ม ราวกับกำลังระลึกถึงรสชาติที่ยังคงอบอวลอยู่ภายในโพรงปาก
นางกำนัลซูรู้สึกตกตะลึงเหลือล้น ด้วยตัวนางคาดไม่ถึงว่าขนมหน้าตาแปลกแตกต่าง จะสามารถทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดระหว่างจ่างกงจู่และโหวฮูหยินลงได้อย่างสิ้นเชิงเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าเจ้านายทานขนมจนหมดเรียบร้อย นางก็รีบเรียกให้นางกำนัลคนอื่น ๆ เข้ามาปรนนิบัติคนทั้งสองทันที เมื่อนำโถล้างมือมาให้คนทั้งสองได้ล้างมือแล้ว จึงจะสั่งให้ยกน้ำชาเข้ามาอีกครั้ง
จ่างกงจู่มีท่าทางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะออกปากเอ่ยถามโหวฮูหยิน “ตอนนี้เฉินอวี้ก็ถึงวัยที่เหมาะสมจะหาคู่ครองแล้ว อินเอ๋อร์ เจ้าคิดเห็นไว้ว่าอย่างไรรึ?”
แท้จริงแล้วที่จ่างกงจู่ตั้งใจส่งจดหมายเชิญส่วนบุคคลให้โหวฮูหยินในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการถามไถ่เรื่องการแต่งงานของกู้เฉินอวี้เป็นการส่วนตัว
พระสวามีของจ่างกงจู่มีมารดาของโต้วอินซึ่งเป็นน้องสาวเพียงผู้เดียวเท่านั้น และมารดาของโต้วอินผู้นี้ก็ได้จากโลกนี้ไปนานแล้วเช่นกัน
บิดาของโต้วอินหรือคุณชายสามตระกูลโต้วที่เพิ่งสูญเสียภรรยาไปได้ไม่นานแต่งภรรยาใหม่เข้าจวนในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เมื่อโต้วอินมีแม่เลี้ยงแล้ว ชีวิตภายในจวนโต้วจึงลำบากยากเข็ญมากขึ้นเป็นเท่าทวี พระสวามีของจ่างกงจู่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับน้องสาวคนเดียวเป็นอย่างยิ่ง และนั่นก็ทำให้จ่างกงจู่สนิทสนมและรักใคร่เอ็นดูน้องสาวของพระสวามีผู้นี้เป็นพิเศษ และเพื่อเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือโต้วอิน ครั้นที่โต้วอินยังเป็นเด็กจ่างกงจู่จึงมักจะพาโต้วอินมาพักอาศัยที่ตำหนักอยู่เป็นนิจ
เนื่องจากโต้วอินได้เข้ามาพักอาศัยในตำหนักจ่างกงจู่อยู่บ่อยครั้ง สองป้าหลานจึงได้รู้จักสนิทสนมกันตั้งแต่นั้นมา
และเพราะมีพระสวามีของจ่างกงจู่ผู้เป็นลุงที่คอยสนับสนุนอยู่ไม่ห่าง ถึงแม้โต้วอินจะไม่ได้เข้าวังแต่นางก็ได้แต่งให้กับจิ้งหย่งโหวผู้มากความสามารถในภายหลัง
หลังจากแต่งงาน โต้วอินและจิ้งหย่งโหวก็รักใคร่ปรองดองกันเป็นอย่างดี ทว่าคาดไม่ถึงว่าจิ้งหย่งโหวจะอายุสั้น ประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิตไปก่อนวัยอันควร ทำให้โหวฮูหยินต้องกลายเป็นแม่ม่ายและเอาแต่เก็บตัวใช้ชีวิตแต่ในจวนไปในที่สุด
บัดนี้พระสวามีของจ่างกงจู่ได้จากโลกใบนี้ไปแล้ว จิ้งหย่งโหวคนก่อนก็ตายไปตั้งแต่วัยหนุ่ม ยามนี้ชื่อเสียงของจวนจิ้งหย่งโหวในราชสำนักจึงค่อย ๆ ถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เฟื่องฟูเรืองอำนาจเฉกเช่นกาลก่อนอีก ดังนั้นการที่โต้วอินจะหาคู่ครองที่เหมาะสมให้กับบุตรชายจึงเป็นเรื่องที่ยากอยู่ไม่น้อย
ทว่าหากได้จ่างกงจู่คอยสนับสนุนแล้ว ผลลัพธ์ในการคัดเลือกคู่ครองที่สมฐานะให้แก่จิ้งหย่งโหวคนปัจจุบันก็ย่อมต้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
จ่างกงจู่มีอายุมากกว่าโต้วอินฮูหยินสิบกว่าปี สามารถเรียกได้ว่าเป็นพี่สาวที่เปรียบเสมือนมารดา บัดนี้วังหลวงยังไร้ซึ่งไทเฮา*** ดังนั้นตำแหน่งของเทียนหยวนจ่างกงจู่จึงมีความสำคัญเทียบเคียงประหนึ่งตำแหน่งไทเฮาก็ว่าได้
*** ไทเฮา:เป็นพระอิสริยยศของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวงของจักรพรรดิจีน
ก่อนที่พระสวามีของจ่างกงจู่จะสิ้นลมหายใจ เขาได้กำชับเรื่องนี้เป็นมั่นเหมาะ เช่นนี้แล้วจ่างกงจู่จะละเลยความปรารถนาสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจของบุรุษผู้เป็นที่รักไปได้อย่างไร
เมื่อจ่างกงจู่เอ่ยคำถามเช่นนั้น โหวฮูหยินก็เข้าใจในความหมายแท้จริงได้ทันที
‘พึ่งอาศัยภูผา ภูผาอาจถล่มล่มสลาย พึ่งอาศัยวารี วารีอาจไหลไปไม่หวนกลับ’... ถึงแม้จ่างกงจู่จะให้คำสัญญาว่าจะคอยสนับสนุนอยู่เคียงข้าง แต่เมื่อไร้ซึ่งท่านลุงก็มิอาจวางใจในอนาคต การที่ให้สตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าอนุญาตให้เรียกขานว่าท่านป้าสะใภ้ก็มากมายเหนือประมาณ และนั่นก็ด้วยเห็นแก่ท่านลุงที่ล่วงลับแล้ว
กาลก่อนนางคิดจะหวังพึ่งสามีแต่มาบัดนี้สามีก็ไม่อยู่ให้พึ่งพา ถึงแม้จวนโหวจะมีงานวิวาห์ที่ทำให้ผู้คนอิจฉาไปทั่วเมืองหลวงด้วยการสนับสนุนของจ่างกงจู่ แต่ในความเป็นจริงนางและบุตรชายก็ไม่อาจอาศัยบารมีของจ่างกงจู่ไปได้ตลอดชีวิต หากจวนโหวต้องการความยั่งยืน ก็จำจะต้องพึ่งพาความสามารถของกู้เฉินอวี้ ให้เขาลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตนเท่านั้น การพึ่งพิงผู้อื่นล้วนเป็นสิ่งไม่จีรังทั้งสิ้น
โหวฮูหยินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวตอบออกมาด้วยน้ำเสียงชัดเจนฉะฉาน “ตอนนี้เฉินอวี้ถึงวัยที่ควรแก่การหาคู่ครองแล้ว ข้าจึงเตรียมเลือกหญิงสาวจากตระกูลที่มีสถานะต่ำกว่าให้เขา การที่บุรุษจากตระกูลซึ่งมีสถานะสูงไปสู่ขอสตรีจากตระกูลที่สถานะด้อยกว่า ข้าคิดว่าก็เป็นเรื่องเหมาะสมดีแล้วเจ้าค่ะ”
.
.
.