ตอนที่70 ดินแดนต่างมิติขยายอาณาเขต
และแล้วเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะหนีความร้อนและความวุ่นวายฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งจึงได้ขึ้นไปบนภูเขาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้สองพ่อลูกได้เดินขึ้นไปยังยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปกว่าเดิมมากก่อนจะพบกับพืชพันธุ์และสมุนไพรอายุเก่าแก่หลายต้น
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเหอโส่วอูที่มีอายุถึงหลายร้อยปีอยู่ด้วยโดยฟู่เยี่ยนได้เก็บมันเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของเธอทันทีและเธอยังพบต้นชาเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าต้นชาที่เธอเคยเจอในครั้งล่าสุดอีกด้วยหลังจากที่เปรียบเทียบกับต้นชาในครั้งที่แล้ว ฟู่เยี่ยนก็พบว่าใบของมันดูแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย
ต้นชาที่เธอหาเจอในครั้งที่แล้วเธอนำมันมาปลูกเอาไว้ในดินแดนต่างมิติ ซึ่งทำให้มันโตเร็วมากก่อนที่ฟู่ต้าจวงจะกลับ ฟู่เยี่ยนได้เก็บใบชาจำนวนหนึ่งและขอให้ฟู่ต้าหย่งนำมันไปทำใบชาตากแห้ง ไว้ให้มันเป็นของฝากกับอารองของเธอนั่นเอง
แม้ว่ามันจะไม่ใช่ใบชาที่ดีและมีราคาแพงอะไรมากนักแต่กลิ่นของมันนั้นถือว่าหอมไม่ต่างจากชาชั้นดีที่มีราคาแพงด้วยซ้ำ
และครั้งนี้ฟู่เยี่ยนก็ได้ตัดสินใจที่จะปลูกต้นชาเอาไว้บริเวณข้างกำแพงในลานบ้านของเธอซึ่งใบของมันมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ จึงเหมาะสำหรับการชงมาก
ก่อนหน้านี้บันทึกในหนังสือของบรรพบุรุษได้ระบุเอาไว้ว่ามีชาชนิดหนึ่งที่พอดื่มเข้าไปแล้วจะรู้สึกสดชื่นมากๆ อยู่ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจที่จะลองนำใบชาที่เธอเพิ่งเจอกลับไปลองทำใบชาตากแห้งดูหากมันได้ผล เธอจะได้ให้จางเหว่ยลองนำมันไปขาย
ก่อนหน้านี้จางเหว่ยได้อยู่ที่เมืองหลวงนานกว่า 10 วันซึ่งเขาตั้งใจว่าจะกลับก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะเปิดเทอมสัก 2-3 วัน และทันทีที่กลับมาเขาก็รีบไปที่บ้านของฟู่ต้าหย่งเป็นอันดับแรก
“คุณลุงคุณป้าครับ เหล้าของเราได้รับผลตอบรับที่ดีมากเลยล่ะ ! ไม่ต้องพูดถึงปู่ของผมและสหายของเขาเลยทุกคนต่างชื่นชอบในรสชาติเหล้าของพวกเราเป็นอย่างมากผมอยากให้ทุกคนเห็นฉากที่ชายชราเหล่านั้นกำลังแย่งกันชิมเหล้าจริง ๆ เลยครับ”จางเหว่ยเล่าถึงประสบการณ์การขายเหล้าเขา ซึ่งมันอาจจะดูเกินจริงไปบ้างเล็กน้อยแต่ก็ทำให้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยรู้สึกที่มีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว
“คุณลุงครับผมไม่ได้พูดเกินจริงเลย พวกเขาชื่นชมเหล้าของเราจริง ๆโดยเฉพาะเหล้าถังเล็กที่บรรจุเหล้าปริมาณ 2 ชั่งตอนนี้มันได้กลายเป็นตัวเลือกแรกในการใช้เป็นของขวัญของคนในเมืองหลวงไปแล้ว ! ผมคิดว่าต่อจากนี้ไปเราควรจะออกแบบให้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและสลักชื่อของคุณลุงเอาไว้บนถังเหล้าเหล่านั้นด้วยคงจะดีมาก ๆ เลยนะครับ”จางเหว่ยรีบเสนอความคิดของเขาทันที
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เยี่ยนที่กำลังนั่งกินแตงโมอยู่ก็เกือบจะสำลักออกมาผู้ชายคนนี้ช่างเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากจริง ๆถือว่าเขาเป็นอัจฉริยะทางด้านการค้าเลยก็ว่าได้ ! ซึ่งนี่เป็นวิธีการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ดูดีและเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้อีกด้วย
แต่เมื่อลองคิดทบทวนดูแล้วเธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเหล้าของเธอนั้นเป็นเหล้าชั้นเยี่ยมอย่างที่เขาพูดจริง
“แต่น่าเสียดายที่อาจารย์ฟู่ไม่อนุญาตให้ผมขยายตลาดยันต์แคล้วคลาดมิเช่นนั้นล่ะก็ ครั้งนี้ผมจะต้องทำเงินได้มากกว่านี้แน่นอน ! ” จางเหว่ยพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูเสียดายแต่ทว่าสิ่งที่เขาไม่ได้พูดก็คือเขาได้แอบมอบยันต์แคล้วคลาดระดับสูงให้กับคุณย่าของเขาไปแล้ว
“อาจารย์ฟู่…...”
“พี่จางเหว่ยนับจากนี้เรียกฉันด้วยชื่อของฉันเถอะ อย่าเรียกฉันว่าอาจารย์เลย”
“ตกลงถ้าอย่างนั้นฉันจะถือว่าเธอเป็นน้องสาวของฉันและต่อจากนี้ฉันจะเรียกเธอว่าน้องฟู่เยี่ยนก็แล้วกันนะ”จางเหว่ยพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูมีความสุขเป็นอย่างมาก
แม้ฟู่เยี่ยนจะรู้สึกว่าน้องฟู่เยี่ยนนั้นฟังดูแปลกๆ ไปบ้างก็ตาม แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่โต้แย้งใดออกมา เพราะท้ายที่สุดแล้วเธอก็อายุน้อยกว่าจางเหว่ยถึง 6 ปี
“ว่าแต่เธอช่วยมอบยันต์แคล้วคลาดเหมือนครั้งที่แล้วให้ฉันสักแผ่นได้ไหม ? ” จางเหว่ยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ประจบประแจง
“ทำไมกัน? พี่ทำมันหายอย่างนั้นเหรอ ? ” ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เขาพลางรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติไปอย่างชัดเจน
“พอดีตอนที่กลับไปเมืองหลวงฉันได้มอบมันให้กับคุณย่าไปแล้ว” จางเหว่ยพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูเก้อเขิน
“แบบนี้นี่เองไม่เป็นไร ฉันจะเอาอันใหม่ให้กับพี่ก็แล้วกันแต่จะให้เพียงแค่แผ่นเดียวเท่านั้นนะ” ฟู่เยี่ยนพูดกับจางเหว่ยแค่สั้น ๆ
“ได้เลยๆ ขอบใจมากนะ อาจารย์...เอ้ย น้องฟู่เยี่ยน”
จากนั้นจางเหว่ยก็ได้หันไปคุยกับฟู่ต้านีเพราะก่อนหน้านี้เขาได้ตกลงกับฟู่ต้านีเอาไว้ว่าจะให้เธอตัดชุดให้กับแม่ของเขาเพื่อเป็นของขวัญวันเกิด
ทันใดนั้นเองจางเหว่ยก็ได้นำผ้าหลายผืนออกมา ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นผ้าลายดอกไม้และลวดลายบนผ้าเหล่านั้น แม้แต่เด็ก ๆ ก็สามารถสวมใส่ได้ทำเอาฟู่ต้านีที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมาทันทีทั้งยังต้องการที่จะปฏิเสธอีกด้วย
“คุณป้าครับคิดเสียว่านี่เป็นของขวัญสำหรับการพบกันของเราก็แล้วกันผมรู้สึกประทับใจในฝีมือของคุณป้ามากจริง ๆ มันสวยมากครับหากคุณป้าไม่ยอมรับของพวกนี้เอาไว้ ผมคงรู้สึกละอายใจมากแน่ ๆ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้านีจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับของจากเขาเท่านั้นและเธอก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะทำมันอย่างสุดความสามารถเพื่อตอบแทนน้ำใจของจางเหว่ย
นอกจากนี้จางเหว่ยยังได้นำเป็ดย่างและอาหารขึ้นชื่อมากมายจากเมืองหลวงมาฝากทุกคนอีกด้วยส่วนเขานั้นได้กินเนื้อแกะกระทะร้อนที่บ้านของฟู่ต้าหย่งก่อนจะกลับไปอย่างมีความสุข
ในช่วงนี้ฟู่ต้าหย่งยุ่งอยู่กับการช่วยฟู่ต้าอันจัดการเรื่องทำความสะอาดบ้านหลังใหม่เขาจะต้องทาสีผนัง รวมไปถึงซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของบ้านที่ชำรุดลงไปก่อนจะนำเฟอร์นิเจอร์เข้าไปติดตั้ง ดังนั้นเขาจึงต้องไปที่นั่นตั้งแต่เช้า
ส่วนฟู่ต้าอันทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์อยู่แล้วดังนั้นเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในบ้าน เขาจึงเป็นคนลงมือทำมันเองซึ่งเขาจ่ายเพียงค่าวัสดุต่าง ๆ ให้กับโรงงานเฟอร์นิเจอร์เท่านั้นจึงทำให้ประหยัดเงินได้มากพอสมควรเลย
ทางด้านหวังซู่เหมยยังคงใช้ชีวิตตามปกติเธอยังคงออกไปเดินเล่น และช่วยฟู่ต้านีทำกับข้าว แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นฟู่ต้านีมากกว่าที่คอยรับผิดชอบเรื่องนี้ส่วนฟู่เวยและฟู่หรงได้ตามติดฟู่เหมี่ยวราวกับปลาท่องโก๋เพราะทั้งสองต้องเรียนกับพี่สาวนั่นเอง
ทางด้านฟู่เซินก็ได้ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าเช่นกันโดยเขาได้บอกว่าวันนี้จะชวนเพื่อนร่วมชั้นของเขาไปตกปลาที่แม่น้ำ
ฟู่เยี่ยนไม่ได้ไปไหนหลังจากที่เธอตรวจชีพจรของหวังซู่เหมยเสร็จ ก็ได้ให้แม่ของเธอเข้าไปนอนพักในห้องส่วนเธอก็ได้กลับมาที่ห้องของตัวเองเช่นกันก่อนจะแอบเข้าไปในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง
เนื่องจากช่วงเช้านี้เธอสัมผัสถึงคลื่นพลังงานบางอย่างที่ไม่ค่อยชัดเจนนักเกิดขึ้นในดินแดนต่างมิติซึ่งมันอาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้นดังนั้นเธอจึงอยากจะเข้าไปดูจนแทบจะทนรอต่อไปไม่ไหว
ทันทีที่เข้าไปในดินแดนต่างมิติเธอก็พบว่าพื้นที่ด้านในนั้นเพิ่มขึ้นมามากกกว่าเดิมสองเท่า ! โดยเขตแดนที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกก่อนหน้านี้ตอนนี้หมอกเหล่านั้นได้หายไปจนหมด และเผยให้เห็นถึงพื้นที่อันกว้างใหญ่ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือมีสระน้ำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาด้วย
เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็ค่อย ๆ เดินไปที่ริบสระน้ำก่อนจะพบว่าน้ำในสระเหมือนกับน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ไม่มีผิดซึ่งดูเหมือนว่ามันจะเชื่อมต่อกันจากใต้ดินนั่นเอง โดยน้ำในสระนั้นใสมาก ๆและไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ฟู่เซินไปตกปลาดังนั้นเธอจึงได้ตัดสินใจที่จะขอให้พี่รองพาเธอไปยังแม่น้ำในช่วงบ่ายเพื่อที่เธอจะได้หาปลามาปล่อยลงในสระน้ำแห่งนี้
นอกจากสระน้ำแล้วยังมีผืนดินที่กว้างมาก ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกด้วยแต่ทว่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมาแตกต่างไปจากดินที่เธอใช้ปลูกโสมในก่อนหน้านี้อยู่พอสมควรและดูเหมือนว่ามันจะอุดมสมบูรณ์มาก ๆ อีกด้วย
ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้ปลูกพืชผักที่นำมาทำอาหารเลย เพราะพื้นที่กว้างไม่พอแต่ตอนนี้เธอมีที่ดินเพียงพอแล้ว ดังนั้นเธอจึงวางแผนที่จะขอเมล็ดพันธุ์พืชผักต่างๆ จากแม่ของเธอมาปลูกที่นี่ในอนาคตครอบครัวของเธอไม่จำเป็นต้องซื้อผักมาประกอบอาหารแล้ว
ฟู่เยี่ยนคิดว่าไม่สามารถนำไก่มาเลี้ยงในดินแดนต่างมิติได้แต่ในเมื่อมีสระน้ำแล้วดังนั้นการเลี้ยงสัตว์ในที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
แต่ทว่าทำไมจู่ ๆ อาณาเขตของดินแดนต่างมิติถึงได้ขยายขึ้นแบบนี้ล่ะ ?
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาไม่น้อย ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเธอก็ได้เดินไปนั่งบนม้านั่งหิน เมื่อเห็นโสมที่กำลังเบ่งบานเธอก็เข้าใจถึงเรื่องนี้ได้ในทันที
เมื่อไม่นานมานี้เธอได้นำต้นเหอโส่วอูอายุหลายร้อยปี และต้นชามาปลูกในดินแดนต่างมิติซึ่งมันได้ส่งกลิ่นหอมโชยออกมาและกลิ่นของมันก็ได้กระตุ้นให้ดอกของโสมเบ่งบานขึ้นมาอีกด้วยซึ่งหลังจากที่ดอกโสมเริ่มบานแล้ว มันก็จะกลายเป็นสีเหลืองจาง ๆ
หลังจากที่ดอกโสมเหี่ยวเฉาลงก็จะมีเมล็ดของโสมเมล็ดเล็ก ๆ พร้อมที่จะขยายพันธุ์ต่อไปซึ่งทำให้ระบบนิเวศของที่นี่ดูอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นและนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ขยายเพิ่มขึ้นนั่นเอง
หากเป็นไปอย่างที่เธอคิดจริงๆ การที่เธอนำปลามาเลี้ยงในสระและปลูกดอกบัวเอาไว้บางทีพื้นที่ในดินแดนต่างมิติของเธออาจจะขยายอีกครั้งก็เป็นได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ฟู่เยี่ยนก็ไม่สามารถนั่งนิ่งได้อีกต่อไป เธอจะไปหาพี่รองเดี๋ยวนี้เลย
เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนกำลังจะเดินออกไปฟู่เวยและฟู่หรงก็เห็นเข้าพอดี จึงได้ขอตามไปด้วยส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็รู้สึกเหนื่อยกับการสอนหนังสือน้อง ๆ แล้วเช่นกันจึงได้ตามไปด้วยอีกคน
วินาทีต่อมาเด็กสาวทั้งสี่คนก็ได้เดินออกไปจากบ้านพร้อมกับถือถังใบเล็กสองใบไปด้วยโดยที่ฟู่เหมี่ยวยังบ่นอยู่เลยว่าถังที่พวกเธอนำมามีขนาดเล็กเกินไปมันเล็กจนแทบจะไม่พอใส่อะไรเลยเสียด้วยซ้ำ
เมื่อพวกเธอเดินมาถึงแม่น้ำเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ของฟู่เซินก็ได้กลับบ้านไปแล้วมีเพียงแค่ฟู่เซินและเพื่อนร่วมชั้นของเขาอีกสองคนเท่านั้นที่กำลังนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้
“เฮ้อฟู่เซิน น้องสาวของนายมาทำอะไรที่นี่กัน ! ” คนที่พูดก็คือหลิวผิงนั่นเองหลังจากที่เขาช่วยฟู่เซินเปิดโปงหลิวต้านีในครั้งนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองสนิทกับฟู่เซินมากขึ้นกว่าเดิม
ส่วนอีกคนคือซ่งจืออันหลานชายของผู้นำหมู่บ้านนั่นเอง