ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่ยังไม่ทันจางหายและความตื่นตะลึงในชัยชนะอันเหนือคาดหมายของ หนิวมู่อี้ จอมเวทย์หนุ่มที่เพิ่งเดินลงจากเวทีพร้อมรอยยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยหมายจะไปทวง"รางวัล" แปดพันล้านศิลาครามพลันหยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน
เขาสะบัดหน้ากลับไปมองยังตำแหน่งเยื้องปะรำพิธีเจ้าเมืองดวงตาที่เคยขี้เล่นกลับหดวูบกลายเป็นความเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งขั้วโลก ที่ตรงนั้น ต้วนผิงอัน ยืนตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว บัดนี้ง้าวโลกันตร์สีชาดปรากฏอยู่ในมือเด็กหนุ่มราวกับสัมผัสได้ถึงภัยพิบัติ
"มะ... ไม่ดีแล้ว!" ผิงอันตะโกนสุดเสียงจนเส้นเลือดที่คอปูดโปนเสียงนั้นดังกัมปนาทกลบทุกสรรพเสียง "พวกเจ้ารีบหนีไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!ใครมีลูกมีหลานรีบพากันออกไปให้พ้นเขตเมือง!"
มู่อี้ไม่รอช้าร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นภาพติดตาสายฟ้าพุ่งทะยานเข้าหา ฉินโม่ และ เยี่ยหาน ยอดของเมืองฝูเจิ้น "พวกเจ้า!รีบพาคนของพวกเจ้าแจ้งชาวเมืองให้หนีไป! เดี๋ยวนี้! อย่าได้ถามสิ่งใดทั้งสิ้นถ้าอยากรอดชีวิตจงวิ่งไป!"
ความหวาดกลัวที่ไม่มีที่มาเริ่มเกาะกินใจยอดฝีมือเมืองฝูเจิ้นพวกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่กดทับวิญญาณจนแทบหายใจไม่ออก จึงรีบกระจายกำลังต้อนชาวเมืองที่ยังมึนงงให้หนีออกจากลานประลองอย่างโกลาหล
บัดนี้ลานกว้างเหลือเพียงความเงียบที่ชวนวังเวง เจ้าเมืองฝูเจิ้น ที่เคยมีท่าทีเคร่งขรึมอย่างผู้สูงศักดิ์กลับค่อยๆ แสยะยิ้มเย็นที่มุมปาก ฉีกกว้างไปจนถึงใบหูแววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์พลังฝึกปรือที่เคยอยู่เพียงระดับปราณครามขั้น 1 พลันพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนบรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
"ฮ่า... ฮ่าๆๆๆ!"
เสียงหัวเราะของไห่กังดังกึกก้องประดุจเสียงหินบดกันคลื่นเสียงนั้นรุนแรงจนเวทีลุยไถศิลาที่แข็งแกร่งระเบิดกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา!
ทันใดนั้น ร่างของรุ่ยหลิน และ สืออิน ที่นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นพลันลอยเคว้งกลางอากาศพุ่งเข้าหาเจ้าเมืองขณะที่ เฟิงสื่อ และ เฉินฮั่ว สองปราณครามที่เหลือยื่นมือเข้าแตะแผ่นหลังของเจ้าเมืองร่างทั้งสี่พลันหลอมละลายกลายเป็นของเหลวสีแดงดำที่เน่าเฟะส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าขยะแขยง
ของเหลวนั้นเริ่มงอกเงยเป็น รยางค์เนื้อสด นับร้อยเส้นเลื้อยพันและชอนไชเข้าไปในร่างกายของเจ้าเมืองฝู้เจิ้นผ่านทางทวารทั้งห้าเสียงกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะปะจากการขยายขนาดและบิดรูปร่าง ร่างของเจ้าเมืองฉีหลินขยายใหญ่ขึ้นจนสูงกว่าสามจั้งผิวหนังแตกระแหงมีหนองโลหิตไหลซึม
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าผิงอันและมู่อี้บัดนี้คือ [อสูรปีศาจโลหิตซากอสุภ] ยอดอสุรกายในระดับชี่ปอ (คลื่นปราณ) ขั้นที่ 7!
ร่างกายของมันมหึมาน่าเกลียดน่ากลัวมีใบหน้าบิดเบี้ยวของคนทั้งห้าโผล่ออกมาตามบ่าและลำตัวแขนข้างหนึ่งใหญ่โตผิดปกติถือ กระบองเพลิงโลกันตร์ ขนาดมหึมาที่มีวิญญาณพยายามดิ้นรนหนีออกจากเนื้อไม้อาถรรพ์รอบกายมันแผ่ซ่านด้วยหมอกโลหิตที่สามารถกัดกร่อนได้แม้กระทั่งศิลา
เสียงทุ้มหนักสะท้อนดังออกจากร่างของมัน"เจ้าเด็กมนุษย์ตัวจ้อย...บังอาจมาทำลายแผนการของพวกข้า!"เสียงของมันทุ้มต่ำและซ้อนกันหลายมิติจนน่าสะอิดสะเอียน "เหอะๆๆ...ข้าจะฉีกพวกเจ้าเป็นชิ้นๆแล้วค่อยไปตามจับพวกหนอนเกลื้อนมนุษย์พวกนั้นมากินให้เกลี้ยงเมือง! ฮ่าๆๆ!"
มันเหวี่ยงกระบองเพลิงลงพื้นก่อเกิดคลื่นความร้อนและปราณอสูรที่รุนแรงจนพื้นดินแตกระแหงลามไปไกลนับร้อยเมตร
ต้วนผิงอัน ปักเท้าลงพื้นอย่างมั่นคงแม้เหงื่อเย็นจะไหลซึม แต่แววตากลับลุกโชน
หนิวมู่อี้ กระชากคทาพฤกษาอัสนี แสงสีทองของมาจากข้างเอวเนตรดาราเริ่มหมุนวน
สองสหายประสานสายตาประจัญหน้ากับอสุรกายโลหิตที่แผ่กลิ่นอายทำลายล้าง...การต่อสู้ที่จะตัดสินชะตาของเมืองฝูเจิ้นได้อุบัติขึ้นแล้ว!
เสียงคำรามของ อสูรปีศาจโลหิตซากอสุภ ดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่มพลังกดดันระดับชี่ปอ (คลื่นปราณ) ขั้น 7 โถมเข้าใส่ร่างของสองเด็กหนุ่มดุจคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรทว่าที่กึ่งกลางลานกว้างนั้น ต้วนผิงอัน และ หนิวมู่อี้ กลับยืนนิ่งมั่นคงราวกับขุนเขาที่ไม่สะท้านต่อพายุ
“มู่อี้...ดูเหมือนว่าถ้าไม่ใช้ ‘ของจริง’ พวกเราคงได้กลายเป็นปุ๋ยบำรุงเจ้าก้อนเนื้อนี่แน่”ผิงอันเอ่ยเสียงต่ำพลางเหยียดยิ้มที่มุมปาก
“เห็นด้วย...ปิดบังต่อไปก็เสียเวลาเปล่า” มู่อี้ตอบรับแววตาสีฟ้าครามเริ่มมีประกายไฟฟ้าแลบแปลบปลาบ
ทันใดนั้นทั้งสองพลันประสานอินสมาธิในใจ [ปลดผนึก: มหายุทธ์อนันตาไร้ลักษณ์!]
วูมมมมมมมมมมม!
บรรยากาศรอบกายของเด็กหนุ่มทั้งสองระเบิดออกเป็นระลอกคลื่นพลังงานที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากลิ่นอายที่เคยดูเหมือนคนธรรมดาถูกฉีกกระชากออกเผยให้เห็นขุมพลังที่แท้จริงที่ถูกเคี่ยวกรำจากยอดเขาอเวจี พลังปราณครามขั้นที่ 8ของมู่อี้ประทุออกมาดุจมังกรสายฟ้าที่หลุดจากพันธนาการขณะที่พลังชี่ปอ (คลื่นปราณ)ของผิงอันแผ่ซ่านออกมาเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้พื้นศิลารอบกายแตกสลายกลายเป็นผง
“ที่แท้พวกเจ้าก็ปิดบังพลังฝึกปรือเอาไว้นี่เอง!บัดซบ!!” อสูรปีศาจโลหิตซากอสุภแผดเสียงด้วยความโกรธแค้น ใบหน้าทั้งห้าบนร่างของมันบิดเบี้ยวด้วยความริษยาในพรสวรรค์ของมนุษย์“ต่อให้เจ้ามีพลังมากกว่านี้ ข้าก็จะบดขยี้พวกเจ้าให้เป็นน้ำเลือด!”
อสุรกายโลหิตไม่รอช้า มันเหวี่ยง กระบองเพลิงโลกันตร์ ขนาดมหึมาเข้าใส่เปลวเพลิงสีเขียวคล้ำที่แผดเผาวิญญาณลุกโชนท่วมท้องฟ้าพลังอสูรสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากปากมันกลายเป็นลูกธนูโลหิตนับพันดอกพุ่งโจมตีระดมยิงเข้าใส่สองสหาย
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ผิงอันควงง้าวโลกันตร์ชาดประดุจกังหันลมยักษ์สร้างม่านพลังคลื่นปราณขึ้นมาต้านทานเสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนไปทั่วเมืองมู่อี้ใช้ท่าร่างพริ้วไหวดุจสายฟ้าหลบหลีกกระบองเพลิงที่ฟาดลงมาจนแผ่นดินเป็นหลุมลึกอย่างหวุดหวิดทว่าความเร็วและขนาดของอสุรกายนั้นมหาศาลนัก
เพล้ง!
แรงกระแทกจากกระบองเพลิงเฉียดร่างผิงอันจนเกราะไหล่แตกกระจายเลือดสีชาดเริ่มไหลซึมจากบาดแผลมู่อี้เองก็ถูกไอพิษโลหิตกัดกร่อนจนเสื้อผ้าขาดวิ่นร่างกายเต็มไปด้วยรอยไหม้และรอยขีดข่วน ทว่า... ยิ่งบาดเจ็บแววตาของทั้งคู่กลับยิ่งลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้!
“ฮ่าๆๆ! สะใจนัก!”ผิงอันคำรามลั่นขณะปาดเลือดที่มุมปาก
ระหว่างที่หลบหลีกพัลวันผิงอันเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีปราณตามแบบแผนที่เคยฝึกในมิติอเวจีเขาไม่ได้ใช้เพียงแรงกาย แต่ใช้การสั่นสะเทือนของชี่ปอเข้าสอดประสานกับท่วงท่าของอสูรทุกครั้งที่ง้าวปะทะกับกระบองเพลิงเขาจะส่งแรงสั่นสะเทือนย้อนกลับไปทำลายโครงสร้างเนื้อเยื่อของมันจากภายใน
มู่อี้เองก็เช่นกันเขาเริ่มรวบรวมอาคมสายฟ้าที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นเส้นด้ายที่ละเอียดอ่อน “เนตรดารา...เปิด!” ดวงตาของเขาบัดนี้มองเห็นจุดหมุนเวียนพลังงานที่น่าเกลียดของอสุรกายโลหิตเขาเริ่มร่ายอาคมกลางอากาศขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
“เจ้าอสูรโสโครก...เจ้าเป็นหินลับดาบชั้นดีให้พวกเราจริงๆ!” มู่อี้ตะโกนท้าทาย
ดวงตาของสองสหายประสานกันเพียงเสี้ยววินาทีพวกเขาสื่อสารกันผ่านจิตวิญญาณที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาบัดนี้ท่วงท่าที่เคยเกอะกังเริ่มไหลลื่นดุจสายน้ำที่เชี่ยวกรากการโจมตีของอสุรกายที่เคยดูน่ากลัว เริ่มถูกพวกเขา ‘อ่าน’ ออกและโต้กลับด้วยกระบวนท่าที่ขัดเกลาจนเข้าสู่ระดับใหม่!!!