เทียนฟาง ทิวรั่วซานและคนอื่นๆ ต่างพากันลุกขึ้นในทันที เป็นกลุ่มของจิงหูที่เดินเข้ามา จนในที่สุดทั้งสองกลุ่มก็ได้ยืนประจันหน้ากัน
"เหลวไหลต้นจิตพยัคฆ์เหล่านี้ล้วนเป็นข้าที่พบเห็นก่อน พวกเจ้าเอาสิ่งใดมาพูดกันว่าต้นจิตพยัคฆ์เหล่านี้เป็นของเจ้า"
ฟงหยานตะโกนออกไปพร้อมกับกำหมัดไว้แน่น เขายังจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ดี หากไม่ใช่ว่าเป็นคนจากสำนักบัวหิมะใช้กำลังคนเข้ากรุมรุมไม่ต่างจากสุนัขหมาหมู่แล้วล่ะก็ มีหรือที่เขาจะบาดเจ็บสาหัสถึงขนาดนั้น
"เมื่อพวกข้าสำนักบัวหิมะพบเจอ มันย่อมต้องเป็นของพวกข้า เจ้าเจอก่อนแล้วอย่างไร! "
คนในกลุ่มสำนักบัวหิมะที่พูดกลับมา ฟงหยานโกรธแค้นเป็นอย่างมากแต่ก่อนที่เขาจะลงมือก็ถูก ทิวรั่วซานหยุดไว้เสียก่อน
"รอก่อน พวกเรายังไม่พร้อมต่อสู้ในตอนนี้เจ้าก็รู้ดี ขืนดื้อรั้นต่อไปย่อมต้องพบเจอกับความยากลำบากแล้ว"
ทิวรั่วซานพูดเตือนสติฟงหยานก่อนที่จะหันไปเอ่ยกับกลุ่มของสำนักบัวหิมะว่า
"พวกเจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่"
"ฮ่าๆๆ พวกข้าต้องการสิ่งใด นั่นย่อมต้องเป็นต้นจิตพยัคฆ์อย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนพวกเจ้าจะเก็บเกี่ยวพวกมันไปจนหมดสิ้นแล้ว ฉะนั้นรีบส่งมันมาให้ข้า อย่าได้คิดบิดพริ้ว ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน"
จิงหูเดินออกมาข้างหน้า มันเป็นผู้ชายร่างใหญ่ค่อนข้างไปทางอ้วน หากแต่สีหน้าท่าทางนั้นแฝงความหยิ่งยโสอย่างถึงที่สุดเอาไว้ได้
"หากเจ้าต้องการ ข้าจะยอมมอบต้นจิตพยัคฆ์ทั้งหมดให้แก่เจ้า แต่มีข้อแม้ว่าพวกเจ้าจะต้องปล่อยพวกเราไป! "
เป็นเทียนฟางที่พูดขึ้น เขารู้ดีว่าในตอนนี้กลุ่มของพวกเขาแต่ละคนล้วนอยู่ในสภาพที่อ่อนแรง หากเป็นในยามปกติ มีหรือที่พวกเขาจะยอมง่ายดายถึงเพียงนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้แม้แต่จะสู้
"ฮ่าๆๆ เด็กน้อยที่ดี"
จิงหูพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะมันไม่คิดว่าศัตรูเบื้องหน้าของมันจะยอมง่ายดายถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าอาการบาดเจ็บที่พวกมันเห็นคงหนักหนาอยู่ไม่น้อยแล้ว
"แน่นอน! หากเจ้ายินยอมมอบต้นจิตพยัคฆ์ทั้งหมดให้แก่ข้า พวกเจ้าล้วนสามารถจากไป"
"แต่ท่านประมุขน้อย กว่าเราจะได้ต้นจิตพยัคฆ์มาไม่ได้ง่ายดายเลย ไฉนจึงต้องปล่อยให้สุนัขอย่างพวกมันมาฉกฉวยเอาไปง่ายดาย"
เยี่ยซุนที่ปกติเป็นคนเงียบขรึมพูดขึ้น เยี่ยซุนในตอนนี้นั้นต่างปะทุความโกรธเช่นเดียวกับฟงหยาน เทียนฟางไม่รอช้ารีบโยนต้นจิตพยัคฆ์ทั้งหมดไปให้
กลุ่มคนจากสำนักบัวหิมะล้วนแต่ตาโตเมื่อเห็นต้นจิตพยัคฆ์จำนวนมหาศาล
"ข้าหวังว่าเจ้าจะรักษาคำพูด"
เทียนฟางพูดขึ้นก่อนที่จะทำสัญญาณให้ทุกคนถอยออกไป หากแต่เมื่อกลุ่มของเทียนฟางเพิ่งขยับออกไปได้เพียงครึ่งก้าว เสียงตะโกนจากสำนักบัวหิมะก็ดังขึ้นมาอีกครั้งว่า
"เดี๋ยว! ....อย่างที่เจ้ารู้ ต้นจิตพยัคฆ์มักจะถูกคุ้มครองโดยฝูงของอสูรพยัคฆ์ จากที่ข้าดูพวกเจ้าคงกำจัดพวกมันไปจนหมดแล้ว แต่ไม่ต้องกังวล ข้าจิงหูผู้นี้ไม่เคยคิดแย่งชิงของของผู้อื่น หากแต่กำไลมิติของเจ้านั้น ต้องส่ง มอบมา แล้วถึงจะจากไปได้"
จิงหูจพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโลภ มันสังเกตเห็นว่าเมื่อครู่เทียนฟางนำต้นจิตพยัคออกมาจากกำไลมิติเต็มสองตาของล้ำค่าเช่นนี้ มีหรือที่มันจะยอมปล่อยไปโดยง่ายดาย
"อย่าได้เกินเลยไปนัก! ของก็มอบแล้วยังไม่รักษาคำสัตย์ เจ้ามันไม่ต่างจากสุนัข"
ทิวรั่วซานพูดขึ้นบ้าง เขาทนมามากพอแล้ว วันนี้ต่อให้เขาต้องตายเขาจะต้องลากเจ้าเดนนรกพวกนี้ลงไปด้วย
"ในเมื่อพูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่อง ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ จัดการมัน!!! "
จิงหูตะโกนสั่งคนอื่นๆ ทันใดนั้นเอง คนจากสำนักบัวหิมะต่างพากันชักกระบี่ขึ้นมา ก่อนจะเข้าไปฟาดฟันใส่กลุ่มของเทียนฟาง
"หนีไปเร็ว! ข้าจะต้านมันไว้เอง! "
เป็นทิวรั่วซานที่ตะโกนออกมา เขาเรียกเคียวทมิฬออกมา ก่อนจะฟาดฟันออกด้วยท่าจันทราโลหิตไปยังกลุ่มของคนจากสำนักบัวหิมะ
เคร๊งง!!!!
เสียงเคียวและกระบี่ ดังกระทบกันดังออกมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย
"ข้าเทียนฟาง จะขอเด็ดหัวพวกมันด้วย ต่อให้ต้องตายก็ต้องลากพวกมันลงนรกไปด้วยให้ได้!!! "
เทียนฟางตะโกน ก่อนจะเรียกกระบี่โลหิตออกมา
"ปราณโลหิต!!! "
พรึบ!
ทันใดนั้นเอง รอบตัวของเทียนฟางก็แพร่กระจายกลิ่นอายโลหิตออกมา เขาวาดกระบี่สายหนึ่งใส่คนของสำนักบัวหิมะที่หยุดชะงักไปเมื่อครู่
ฉวะะะ!!!
หัวหนึ่งหัวพลันหลุดออกมาจากร่าง หากแต่สองมือหรือจะสู้สิบ ขณะที่บั้นหัวคนสำนักบัวหิมะอยู่นั้น คมกระบี่สายหนึ่งก็ได้วาดผ่านแผ่นหลังของเทียนฟาง
ฉวะะะ!!!
เลือดสาดกระจายจากบาดแผล ทิวรั่วซาน เยี่ยซุนและฟงหยานต่างได้แต่เบิกตากว้างกับภาพตรงหน้า ในดินแดนมารฟ้าการเสาะหา ประมุขน้อยไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งประมุขน้อยที่เป็นกันเองอย่างเทียนฟางยิ่งหาได้ยากยิ่ง พวกเขาทั้งสามต่างรีบพุ่งเข้าไปหาเทียนฟางที่กำลังจะล้มลง พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น
"ประมุขน้อย!!!"