บทที่ 13 กู่ฉินและไฟริษยา
หลังงานเลี้ยงผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ความอิจฉาริษยาในจวนลู่จื่อซวนก็คุกรุ่นยิ่งกว่าเดิม ทุกคนเห็นว่านางรับใช้ผู้มาทีหลังอย่าง อวี้เซียน กลับได้รับความโปรดปรานให้บรรเลงกู่ฉินต่อหน้าคุณชายอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งความงามอันอ่อนช้อยแม้ในชุดคนรับใช้ก็ไม่อาจซ่อน ทำให้คำซุบซิบนินทาเื่นางหมายปองเ้านายยิ่งลือสะพัด
และแล้ววันหนึ่ง เหล่าสาวใช้ที่บ่มเพาะความริษยาในใจ ก็ล่วงรู้ว่า กู่ฉิน ที่อวี้เซียนรักษาไว้ดุจชีวิตนั้น เป็สมบัติเพียงชิ้นเดียวของนาง
ค่ำวันนั้น ขณะอวี้เซียนถูกสั่งให้นำเสื้อผ้าไปซัก เงามืดของแผนร้ายก็ก่อตัวขึ้นที่ห้องพักเล็ก ๆ ของนาง สาวใช้ผู้หนึ่งลอบเปิดหีบไม้เก่า ๆ อย่างระมัดระวัง ดวงตาเต็มไปด้วยความชิงชัง มือกำมีดคมเงาวับ ตั้งใจจะตัดสายกู่ฉินอันล้ำค่านั้นให้สิ้นเสียง
แต่โชคชะตาก็เล่นตลก…
ขณะเดินผ่านลานซักผ้า อวี้เซียนกลับสะดุดสายตาเห็นบ่าวบางคนเดินวนเวียนอย่างมีพิรุธ นางใจหายวาบ รีบรุดกลับไปยังห้องพักทันที
ประตูถูกผลักเปิดออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือกู่ฉินที่กำลังจะถูกทำลาย!
“หยุดนะ!” อวี้เซียนร้องเสียงสั่น ั์ตาแดงก่ำด้วยโทสะ
ตลอดมานางอดทนต่อการกลั่นแกล้งสารพัด แต่ครานี้มันล้ำเส้นเกินไป พวกมันหมายจะทำลายสิ่งที่เป็สายสัมพันธ์สุดท้ายกับคุณชายซินหยางของนาง
นางพุ่งเข้าไป แย่งกู่ฉินมากอดแนบอก ร่างเล็กบอบบางกลับเปี่ยมด้วยพลังแห่งการปกป้อง พวกสาวใช้ต่างโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก คว้าไม้และขันน้ำราดเข้าใส่ นางถูกผลัก ถูกตี แต่หาได้หวาดกลัวไม่
เสียงโกลาหลดังขึ้นราวกับสนามรบ อวี้เซียนพลิ้วกายอย่างคล่องแคล่วตามวิชาที่ผู้เฒ่ายอดฝีมือเคยสอน แม้มีเพียงร่างกายเปล่าเปลือย แต่กลับสามารถโต้กลับได้ไม่แพ้พวกบ่าวชายหญิงหลายคนที่ถือไม้เป็อาวุธ
ไม่นานนัก ร่างของบ่าวรับใช้หลายคนล้มลงนอนครวญครางบนพื้น เหลือเพียงอวี้เซียนที่กอดกู่ฉินไว้แน่น น้ำตาอาบแก้ม นางหอบหายใจ มือยังสั่นเทาแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่
เสียงฝีเท้าดังมาถึง ลู่จื่อซวน รีบเข้ามา เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เขาไม่ต้องถามอะไรก็พอเข้าใจทุกอย่างทันที แววตาของเขาฉายแววเวทนาลึกซึ้ง
ทว่าเสียงนั้นกลับไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น มารดาของลู่จื่อซวน ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเ็า เหล่าองครักษ์ของนางตามมาติด ๆ
“จับตัวนางไว้!” นางสั่งเสียงกร้าว
องครักษ์ก้าวออกมาจะคว้าตัวอวี้เซียน ทว่า ลู่จื่อซวน ก็ก้าวมาขวางทันที น้ำเสียงเขามั่นคง
“ท่านแม่! เื่นี้ข้าพอเข้าใจแล้ว หากมิใช่มีผู้ใดชี้นำอยู่เื้ั สาวใช้เหล่านี้คงไม่กล้าก่อเื่ใหญ่เช่นนี้”
แววตาที่เขามองมารดานั้น เต็มไปด้วยความตระหนัก เขารู้ดี ท่านแม่หวั่นเกรงเื่ข่าวลือระหว่างเขากับอวี้เซียน จึงบงการอยู่เื้ั เพื่อกำจัดนางให้พ้นสายตา
ความเงียบอึมครึมปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลู่จื่อซวนเอ่ยหนักแน่น
“หากท่านแม่กังวลเื่นี้ เช่นนั้น…ข้าจะขับไล่นางออกไปจากจวนเอง แต่ต้องปล่อยให้นางออกไปโดยปลอดภัย”
มารดาของเขาทำหน้าไม่พอใจนัก แต่สุดท้ายก็ยอมถอยให้
อวี้เซียนก้มลงคำนับลู่จื่อซวนทั้งน้ำตา “ขอบคุณคุณชายที่มีเมตตาต่อข้า” เสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น
จากนั้นนางก็อุ้มกู่ฉินแนบอก เดินออกไปจากจวนท่ามกลางแววตาดูแคลนและเย้ยหยันของเหล่าบ่าวรับใช้ หัวใจของนางบัดนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้าปนเด็ดเดี่ยว
ลู่จื่อซวนยืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืด เขากำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างในอกอัดแน่นทั้งเ็ป ทั้งเสียใจ พร้อมกับโทษตัวเราไปพรางๆที่จัดการเื่นี้ได้ไม่ดีมากพอ
“เพราะความอ่อนแอของข้า…จึงทำให้นางต้องทนทุกข์เช่นนี้”
บทที่ 14 ค่ำคืนแห่งความเหน็ดเหนื่อย
ยามราตรีคลี่คลุมเมืองหลวง แสงโคมแดงที่เคยส่องสว่างบนถนนใหญ่เริ่มดับลงทีละดวง เหลือเพียงแสงจันทร์ซีดจางที่ลอยอยู่เหนือหมู่เมฆ เงาผู้คนเบาบางลงทุกขณะ เสียงขลุ่ยของนักเร่ขายศิลปะจากตรอกไกล ๆ ดังแว่วมาแต่ก็จางหายไปในความเงียบ
อวี้เซียน เดินไปอย่างไร้จุดหมาย แขนทั้งสองโอบกอด กู่ฉิน แนบอกแน่น ราวกับนั่นคือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงนางไว้กับโลกนี้ รองเท้าผ้าที่เคยสะอาดกลับเต็มไปด้วยฝุ่นดิน ชุดรับใช้ที่ครั้งหนึ่งยังพอดูดี บัดนี้กลับยับย่นและขาดรุ่ย ความงามของนางยังฉายชัด แต่แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าอย่างยากจะปกปิด
นางก้าวผ่านถนนกว้างที่ยังคงคึกคักด้วยโรงเตี๊ยมและเสียงหัวเราะของผู้ร่ำสุรา บางสายตาเหลือบมองนางด้วยความสงสัย แต่ก็เพียงชั่วครู่ ก่อนจะเมินเฉย อวี้เซียนก้มหน้าหลีกเลี่ยงสายตาเ่าั้ เดินเข้าสู่ตรอกเล็กมืดมิดที่ไร้ผู้คน
หัวใจของนางหนักอึ้ง คุณชายซินหยาง อยู่ใกล้เพียงเอื้อม แต่กลับไร้ความทรงจำ ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของนาง
นางพยายามอดทนต่อทุกการกลั่นแกล้ง เพื่อรักษากู่ฉินและความหวังอันริบหรี่ไว้ แต่สุดท้ายก็ยังต้องถูกขับไล่จากจวน
ยิ่งคิด น้ำตาก็ยิ่งไหลรินขึ้นมา
ร่างเล็ก ๆ ของนางเริ่มโงนเงนเพราะทั้งหิวโหยและอ่อนแรง ความหนาวของยามค่ำกัดกร่อนเข้ากระดูก อวี้เซียนพิงกำแพงหินเย็นเยียบ มือสั่นเทากอดกู่ฉินไว้แนบอกแน่น ราวกับหากปล่อยไป ทุกสิ่งในชีวิตจะดับสูญตาม
“คุณชาย…ข้าเหนื่อยเหลือเกิน แม้ท่านจะอยู่ใกล้เพียงแค่นั้น แต่กลับไกลเกินเอื้อม ข้าคิดถึงคืนวันดีๆยิ่งนัก ข้าคิดถึงท่านกับ คิดถึงท่านผู้เฒ่าเหลือเกิน…”
เสียงสะอื้นเบา ๆ ลอยไปกับสายลม นางฝืนกลั้นไว้ แต่หยดน้ำตาก็ยังไหลอาบแก้มไม่ขาด
ดวงตาคู่สวยปิดลงทีละน้อย ร่างกายที่เหนื่อยล้าจนถึงขีดสุดไม่อาจฝืนต่อไปได้อีก ในที่สุดนางก็เผลอหลับไปตรงนั้น ริมทางอันมืดมิด ท่ามกลางลมหนาวที่โบกพัดราวกับจงใจทดสอบหัวใจของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้
และในความเงียบสงัดยามค่ำคืน ร่างของนางก็เหมือนดอกไม้ที่ร่วงโรยกลางพายุ แม้จะบอบบาง แต่ยังคงยึดมั่นไม่ยอมปล่อยสิ่งสำคัญจากอ้อมแขน