ตอนที่ 169 ลากตระกูลเซียนโบราณทั้งหลายลงไปในหายนะ ความหวาดผวาของตระกูลมนุษย์ปักษา
ในยามนี้ มิเพียงแค่เฮยเหยียนอวี้เท่านั้นที่ตื่นตะลึง
แม้แต่เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์และสิ่งมีชีวิตแห่งตระกูลเซียนโบราณล้วนต่างตกตะลึงจนดวงตาเบิกกว้าง ด้วยเต็มไปด้วยความมิอยากจะเชื่อ
พวกเขามิคาดคิดเลยว่า ลมหายใจของอวี่จิ้งในท้ายที่สุดแล้วจะดับสิ้นลงได้
“อวี่จิ้งถึงกับพ่ายแพ้จนต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในที่แห่งนี้… ส่วนกู้ฉางเกอนั้น แม้จะบาดเจ็บสาหัส ทว่าก็กลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“แม้กระทั่งปลุกพลังของศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ก็ยังมิสามารถสังหารเขาลงได้ กู้ฉางเกอย่อมต้องมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร้นไว้เป็นไพ่ตายอยู่เป็นแน่...”
“เขาช่างซ่อนเร้นตัวตนได้อย่างลึกล้ำเกินไปแล้ว!”
พวกเขาล้วนแล้วแต่สะท้านสะเทือน ต่างเผยสีหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ส่วนเหล่าผู้คนในตระกูลมนุษย์ปักษาที่เหลืออยู่นั้นต่างเบิกดวงตากว้าง แน่นิ่งอึ้งงันไปราวกับรูปสลักหิน
ความสูญเสียครั้งนี้ช่างใหญ่หลวงนัก
อวี่จิ้งคือยอดอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลมนุษย์ปักษา นางมีพลังบำเพ็ญสูงถึงขอบเขตเทวะมายาขั้นกลาง น้อยคนนักที่จะเทียบเทียมกับนางได้
ทว่าเวลานี้ เมื่อนางถือครองศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์มุ่งหมายต่อสู้กับกู้ฉางเกอที่บาดเจ็บสาหัสจนต้องพึ่งพาเคล็ดวิชาอันเร้นลับประคับประคองพลัง ทว่าท้ายที่สุดแล้วนางกลับถูกสังหารเอาเองได้
พวกเขาต่างมึนงงจนจิตใจปั่นป่วน
ตูม!
เปลวเพลิงอันมหาศาลลอยวนเหนือฟากฟ้า ก่อนจะมอดดับลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์ที่น่าหวาดหวั่นพลันจางหายไป
ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ที่คล้ายกับสุริยันเพลิงแห่งสวรรค์กำลังร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งตรงสู่ยอดภูผาท่ามกลางละอองฝุ่นที่คลุ้งทั่วฟ้า
ท่ามกลางความวุ่นวายที่เงียบงัน กู้ฉางเกอนั่งอยู่ในที่แห่งนั้นอย่างแน่นิ่ง ใบหน้าสงบนิ่งดั่งไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าหากเป็นผู้ใดต่างก็สามารถรับรู้ได้ถึงความอ่อนล้าของเขาในยามนี้
โลหิตแห่งจิตวิญญาณแทบจะเหือดแห้งจนมิเหลืออยู่
ใบหน้าซีดขาวดุจหยกเย็นยังมิอาจบรรยายถึงความซีดเซียวของเขาในยามนี้ได้
กระนั้น แม้จะอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทุกคนก็ต่างยังคงสั่นสะท้านไปด้วยความเคารพยำเกรง
เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ถึงกับเดือดพล่านไปด้วยความคลุ้มคลั่ง ก่อนจะเปล่งเสียงคำรามต่ำด้วยความฮึกเหิม
“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว! ประมุขน้อยกู้ฉางเกอนั้นช่างไร้ผู้เทียมทานนัก!”
“แม้เผ่าพันธุ์เซียนโบราณนั้นจะยโสโอหังมากถึงเพียงใด ทว่าแม้ประมุขน้อยฉางเกอจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็กลับสามารถบดขยี้ศัตรูทั้งหมดได้!”
“ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงผู้ต้องห้ามแห่งยุค!”
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนต่างโลหิตพลุ่งพล่าน จิตใจพลันฮึกเหิมขึ้นมา
“นายท่าน!”
“ปกป้องนายท่าน!”
เพียงชั่วพริบตา สายรุ้งแห่งมรรคาเทพพลันพุ่งผ่านฟากฟ้าจากทุกทิศ ทะยานตรงมายังจุดที่กู้ฉางเกอนั่งอยู่ พวกเขาล้วนเป็นเหล่าผู้ติดตามที่พุ่งเข้ามาปกป้องอยู่รอบกาย
มิมีผู้ใดคาดคิดว่า อวี่จิ้งผู้ที่กระตุ้นใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์นี้ กลับพ่ายแพ้ลงในเงื้อมมือของกู้ฉางเกอที่บาดเจ็บสาหัส
กระทั่งศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ก็มิอาจเอาชนะเขาได้
เรื่องนี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า กู้ฉางเกอย่อมมีสิ่งของที่เทียบเท่ากับศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ซ่อนเร้นอยู่
และเพียงเท่านี้ก็มากเพียงพอที่จะทำให้ทุกคนต่างต้องตื่นตะลึง!
การปลุกพลังอันแท้จริงของศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมานั้น นับว่าเป็นเรื่องที่มิใช่ผู้ใดก็สามารถจะทำได้โดยง่าย
การกระทำของกู้ฉางเกอในวันนี้ เปรียบดั่งภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ถูกจารึกไว้ในจิตใจของเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งยุค มิมีวันที่จะลบเลือนออกไปจากจิตใจของผู้คนได้!
“นายท่าน มิเป็นอันใดใช่หรือไม่”
เมื่อเผชิญหน้ากับความห่วงใยของเหล่าผู้ติดตาม กู้ฉางเกอเพียงเผยสีหน้าสงบนิ่ง ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความทุกข์ร้อนใดๆ
“ข้ามิเป็นไร เพียงแต่ในช่วงระยะเวลาอันสั้นนี้นั้นมิอาจใช้พลังได้อีก” เขาไตร่ตรองเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบออกมา
ในช่วงเวลานี้ เหมาะแก่การลอบลงมือกระทำบางสิ่งบางอย่างอย่างเงียบเชียบ
“ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของพวกเราที่อ่อนแอเกินไป มิอาจช่วยแบ่งเบาภาระของนายท่านได้” ถ้อยคำเหล่านั้นเปี่ยมไปด้วยความละอายยิ่ง
กู้ฉางเกอส่ายหน้า พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันสงบเยือกเย็น “เรื่องนี้มิใช่ความผิดของพวกเจ้า เป็นข้าที่ประเมินพลังของผู้สืบทอดวิชามารต่ำเกินไป หากมิเป็นเช่นนั้น คงมิอาจเกิดเรื่องราวในวันนี้ขึ้นได้”
จบคำ เขาก็เหลือบมองไปยังเหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งตระกูลมนุษย์ปักษา ดวงตาวาววับไปด้วยแสงแห่งเจตนาที่ลึกล้ำ
“สังหารพวกมันให้หมดสิ้น อย่าให้เหลือแม้แต่เพียงผู้เดียว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ขอรับนายท่าน”
เหล่าผู้ติดตามรับคำขึ้นโดยพร้อมเพรียง ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าสังหาร กวาดล้างสิ่งมีชีวิตแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาที่ยังยืนนิ่งประหนึ่งต้องคำสาป จนมิเหลือรอดแม้แต่เพียงผู้เดียว
ศึกใหญ่ปะทุขึ้นอีกครั้ง
กู้ฉางเกอหลับตาลงอย่างเงียบงัน ก่อนจะโยนโอสถเข้าปาก เพื่อพักรักษาบาดแผล
ในยามนี้ เขามิเชื่อว่าพวกคนเขลาเหล่านี้จะกล้าลงมืออีกได้
หากเป็นเช่นนั้น… เขาก็พร้อมจะสร้างสมรภูมิโลหิตเดือดอีกระลอกหนึ่ง พร้อมกับโยนโอสถเพิ่มอีกสักสองสามเม็ด
วิชาลับนั้นก็ย่อมสมกับคำร่ำลือว่าเป็นความลับ ย่อมมิมีผู้ใดที่จะล่วงรู้ถึงแก่นแท้ของมัน
ส่วนผลลัพธ์ของการใช้จะเป็นเช่นไร กู้ฉางเกอก็จะกล่าวถึงมันตามแต่ที่ใจจะชี้นำ
หากมีผู้ใดคิดเอ่ยถามขึ้นมา เขาก็ย่อมมีวิธีเอ่ยตอบหลบหลีกทุกคำถาม
ละครฉากใหญ่ที่เขากำลังเล่นเพื่อสร้างความสั่นสะเทือนต่อเหล่าตระกูลเซียนโบราณทั้งหมดนี้ เขาได้ก้าวลงสู่เวที และเริ่มต้นการแสดงทุกอย่างแล้ว
ต่อจากนี้ ก็แค่รอจังหวะให้ความโกลาหลดำเนินไป พร้อมกับชมละครเรื่องนี้ด้วยความสบายอารมณ์
สิ่งที่สำคัญที่สุดในสายตาของเขานั้นก็คือ โอกาสทองที่จะกลืนกินทั้งดินแดนเซียนโบราณ
เขาตั้งใจจะส่งเหล่าผู้ติดตามบางส่วนกลับไปยังตระกูลกู้ เพื่อที่จะถ่ายทอดคำสั่ง
นอกจากนี้ ยังจะให้สำนักเทพกำเนิดฟ้าที่มารดาของเขาสังกัดอยู่เข้าร่วมแผนการนี้ด้วย
ส่วนชิ้นเนื้ออันอุดมสมบูรณ์ของดินแดนนี้ กู้ฉางเกอก็ย่อมสมควรที่จะได้ลิ้มรสเป็นคนแรก อีกทั้งยังต้องได้ลิ้มรสชิ้นเนื้อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วย
“สมแล้วที่กู้ฉางเกอมากด้วยกลอุบาย อีกทั้งยังคาดการถึงเหตุการณ์ได้อย่างยาวไกล แล้วอวี่จิ้งผู้นั้นจะไปต่อกรกับเขาได้อย่างไรเล่า สุดท้ายนางก็ต้องตายตกเป็นธรรมดา”
“เหตุการณ์นี้ยังช่วยให้กู้ฉางเกอสร้างภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ในสายตาผู้คน…”
อีกด้านหนึ่ง กู้เซียนเอ๋อร์ที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดต่างขมวดคิ้วแน่น นางมิได้รู้สึกแปลกใจกับกลอุบายของกู้ฉางเกอนัก
ทว่าในใจลึกๆ นั้น ก็กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความขุ่นมัว นางเหลือบมองไปยังทิศทางที่กู้ฉางเกอนั่งอยู่ ก่อนจะจดจำทุกสิ่งในวันนี้ไว้ในใจ แล้วพลันแปรเปลี่ยนเป็นสายรุ้งเทพพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนจะมุ่งหน้าจากไปจากที่แห่งนี้
ทุกครั้งที่พานพบกู้ฉางเกอ ย่อมมิมีเรื่องดีอันใดเกิดขึ้น
นางตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ให้ห่างจากเขา เพื่อมิให้ตกหลุมพรางอันใดอีก
ทว่าสิ่งที่รบกวนจิตใจนางที่สุดนั้น เป็นความสับสนในอารมณ์ความรู้สึกที่นางมีต่อกู้ฉางเกอ
นางมิอยากจะเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอเท่าไรนัก
ถ้อยคำนั้น… ที่เขากล่าวว่าอย่าได้มีอารมณ์ความรู้สึกอันใดมากเกินไปกว่าที่ควร ความหมายของมันนั้นคือสิ่งใดกันแน่
บางครั้งกู้ฉางเกอก็ดูเหมือนจะปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี
ทว่าบางคราก็กลับเย็นชาเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง
นางมิอาจเข้าใจได้ว่า โฉมหน้าที่แท้จริงของเขานั้นเป็นอย่างไรกันแน่
กู้เซียนเอ๋อร์สลัดความคิดเหล่านี้ทิ้งออกไปจากหัว ก่อนจะตัดสินใจว่า หลังจากออกเดินทางไปจากดินแดนเซียนโบราณในครั้งนี้ นางจะกลับไปยังตระกูลกู้สักครั้ง
…
"คุณหนู พวกเรายังจะลงมืออีกหรือไม่"
"ยามนี้ดูเหมือนกู้ฉางเกอจะตกต่ำจนถึงขีดสุด เป็นราวกับไส้เทียนที่ใกล้จะมอดดับแล้ว นี่นับว่าเป็นโอกาสทองของเรายิ่ง"
เหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งตระกูลเซียนโบราณต่างเอ่ยถามเฮยเหยียนอวี้ ด้วยความลังเล
ในสายตาของพวกเขา นี่อาจเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่สุด
กู้ฉางเกอในสภาพเช่นนี้ ย่อมอ่อนแอจนถึงที่สุดแล้ว
หากพวกเขาลงมือพร้อมกัน แม้กู้ฉางเกอจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด ก็เห็นได้ชัดว่าเขาได้ถึงจุดที่พลังนั้นอ่อนแอจนถึงขีดสุดแล้ว
เขาจะยังสามารถพลิกผันสร้างคลื่นลมอันใดขึ้นมาได้อีกเล่า
ทว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งตระกูลอสรพิษโบราณพลันส่ายหน้า ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "พวกเราถอยเถิด บัดนี้ได้ปรากฏระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยวของผู้คนมากมาย หากพวกเราลงมือ ณ ที่แห่งนี้ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจากดินแดนภายนอกย่อมมิอาจเพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้..."
“หรือพวกเจ้าคิดจริงๆ ว่า กู้ฉางเกอในสภาพเช่นนี้ จะปราศจากซึ่งเล่ห์กลอันใด”
“หรือเขาอาจจะเจตนาเผยความอ่อนแอนี้ เพื่อยั่วยุให้เราลงมือ แล้วจัดการพวกเราเสียให้สิ้นซากในคราเดียว”
ถ้อยคำเหล่านี้คล้ายดั่งคมมีดอันแหลมคม แทงลึกเข้าสู่จิตใจของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่รับฟัง ทำให้หลายคนต่างเย็นวาบไปทั่วทั้งร่าง
เมื่ออัจฉริยะแห่งตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ได้ฟังดังนั้นก็พลันเผยใบหน้าอันซีดขาว "วิธีการและเล่ห์กลของกู้ฉางเกอช่างน่าหวาดผวาเกินไปแล้ว"
เฮยเหยียนอวี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความครุ่นคิด "สิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้ก็คือ พวกเราจะรับมือกับความโกรธเกรี้ยวของเหล่าสำนักมรรคาทั้งหลายจากโลกภายนอกอย่างไร กู้ฉางเกอจงใจชักนำให้ทุกสายตาของเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญหันจับจ้องมายังพวกเรา ความโกรธแค้นของพวกเขานั้นคงจะถึงจุดสูงสุดแล้ว"
นางทอดสายตามองไปยังชายหนุ่มผู้โดดเด่นประหนึ่งจุดศูนย์กลางแห่งจักรวาลที่อยู่ห่างไกล ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความหวาดเกรงและชื่นชม
เมื่อเทียบกับหลงเถิงแล้ว ความน่าหวาดหวั่นของกู้ฉางเกอนั้นกลับทำให้นางสั่นสะท้านนัก
เพียงคำพูดและการกระทำอันเล็กน้อยนั้น เขาก็กลับสามารถชักนำให้เหล่าตระกูลเซียนโบราณทั้งมวลกลายเป็นเป้าหมายแห่งความขัดแย้งของโลกภายนอก
ความคิดของเขาช่างน่าสะพรึงกลัวนัก!
สิ่งที่เขากระทำเปรียบได้ดั่งนำพาพวกนางไปยืนอยู่บนคมมีดที่รอวันถูกเผาผลาญ โดยไร้ซึ่งหนทางหลีกหนี
"ที่หลงเถิงได้สิ้นชีพในเงื้อมมือเขานั้น ก็หาใช่เรื่องที่น่าเคลือบแคลงสงสัยไม่"
"บุรุษผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก หากมิจำเป็นจริงๆ ก็อย่าได้คิดที่จะเป็นศัตรูกับเขา"
เฮยเหยียนอวี้กล่าวพลางจากไป
พร้อมกับนำพาเหล่าผู้คนในเผ่าของนางติดตามไปด้วย
ในใจของนางมีลางสังหรณ์ว่า ดินแดนเซียนโบราณกำลังจะสั่นสะเทือนไปดั่งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบไปยังทุกเผ่าพันธุ์
และมินาน สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ได้แพร่สะพัดออกไปทั่วสารทิศ ทุกถิ่นฐานของดินแดนเซียนโบราณที่เดิมก็วุ่นวายอยู่แล้ว บัดนี้ก็ยิ่งทวีความปั่นป่วนรุนแรงขึ้น
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญจากโลกภายนอกแทบทุกคนต่างก็เต็มไปด้วยโทสะและความชิงชัง
การที่ตระกูลมนุษย์ปักษาได้ใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์นั้นลงมือสังหารเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์อย่างเปิดเผยนั้น ราวกับเป็นการเหยียบย่ำเส้นเขตแดนแห่งกฎเกณฑ์ในการฝึกฝนซึ่งทุกฝ่ายต่างล้วนยึดถือ
ยามนี้ แม้กระทั่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เองก็ยังมิอาจปกป้องเหล่าตระกูลเซียนโบราณได้
เหตุการณ์นี้ยิ่งบ่มเพาะความเดือดดาลในหมู่ผู้ฝึกบำเพ็ญ และกลายเป็นชนวนที่จุดเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นและความชิงชังให้ลุกโชน
แม้ตระกูลเซียนโบราณแต่ละแห่งจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงใด ทว่าในยามนี้ก็กลับมิอาจต้านทานไฟโทสะจากเหล่าสำนักมรรคาอันน้อยใหญ่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น สถานะของกู้ฉางเกอนั้นยังเป็นที่ยอมรับของโลกหล้า อีกทั้งการกระทำในครั้งนี้ก็ยืนหยัดอยู่บนหลักการแห่งคุณธรรม
มิมีผู้ใดจะสามารถกล่าวคำติเตียนได้เพียงแม้แต่คำเดียว
การกำจัดผู้สืบทอดวิชามาร เพื่อชำระโลกแห่งการฝึกบำเพ็ญให้คืนสู่ความบริสุทธิ์ คืนความสงบสุขให้แก่สรรพชีวิต
ในสถานการณ์เช่นนี้ มิมีข้อผิดพลาดใดๆ ให้สามารถวิจารณ์เขาได้
ในทางกลับกัน ตระกูลมนุษย์ปักษาที่ฉวยโอกาสในยามที่กู้ฉางเกอได้รับบาดเจ็บ ใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์เพื่อมุ่งหมายปลิดชีพเขา การกระทำที่ไร้ยางอายเช่นนี้ล้วนถูกเหยียดหยามจากผู้คนไปทั่วหล้า
พร้อมกันนั้น ในอาณาเขตของตระกูลมนุษย์ปักษา ก็ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความสิ้นหวัง
เมื่อข่าวคราวนี้มาถึง ผู้นำตระกูลพลันกู่ร้องด้วยโทสะอันกึกก้อง จนทำให้ภูผารอบบริเวณหลายพันลี้ต่างพังทลาย
โทสะที่ลุกโชนขึ้นนั้น หาใช่เพราะการตายของอวี่จิ้งไม่
ทว่ากลับเป็นเพราะอวี่จิ้งได้บังอาจใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ ทำลายเส้นแบ่งกฎเกณฑ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย
การกระทำนี้เท่ากับเป็นการผลักดันตระกูลมนุษย์ปักษาทั้งมวลไปสู่เส้นทางแห่งความพินาศอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
"ช่างน่าเคียดแค้นนัก อวี่จิ้งได้ตกอยู่ในแผนการของกู้ฉางเกออย่างสมบูรณ์…"
"แม้กู้ฉางเกอจะเป็นเพียงคนรุ่นเยาว์ ทว่าเหตุใดเล่ห์กลของเขากลับลึกลับและอำมหิตถึงเพียงนี้…"
ภายในตำหนักอันโอฬาร บรรดาผู้อาวุโสมากมายต่างประชุมหารือกัน สีหน้าแต่ละคนล้วนมืดมนอย่างถึงที่สุด
พวกเขาเดือดดาลยิ่ง
ทว่าในขณะเดียวกันก็กลับรู้สึกหวาดหวั่นอยู่มิแพ้กัน
ตระกูลมนุษย์ปักษาได้ตกเป็นเบี้ยในแผนการของกู้ฉางเกอ!
พวกเขานั้นนับว่ามิได้โง่เขลา เมื่อพินิจถึงเหตุการณ์เพียงเล็กน้อย ก็สามารถมองออกถึงเบื้องลึกของแผนการทั้งหมดได้
อวี่จิ้งนั้นเข้าใจไปเองว่า พลังของกู้ฉางเกอนั้นอยู่ในช่วงถดถอย จึงเชื่อมั่นว่าตนสามารถปลิดชีพเขาได้ จึงมิลังเลที่จะเลือกใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์นั้น
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว กู้ฉางเกอนั้นมีไพ่ตายที่แข็งแกร่งมากเพียงพอที่จะต้านทานพลังของศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ได้ ทว่าก่อนหน้านั้น เขาได้แสร้งทำตนให้ดูอ่อนแอ ปล่อยให้อวี่จิ้งเข้าใจผิดไปว่าตนนั้นหมดซึ่งหนทางและไร้พลังที่จะตอบโต้
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เขาจงใจชักนำให้อวี่จิ้งก้าวเข้าสู่หลุมพราง
เป้าหมายของเขาคือบีบให้ตระกูลมนุษย์ปักษาทำลายขอบเขตที่มิควรล่วงล้ำ
เมื่อถึงจุดนั้น สำนักมรรคาทั้งหลายในโลกภายนอกหรือแม้กระทั่งตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงที่อยู่เบื้องหลังกู้ฉางเกอ ก็จะมีเหตุผลอันชอบธรรมในการแทรกแซงเข้ามาจัดการเรื่องราวในดินแดนเซียนโบราณ
ยามนี้ จะมีผู้ใดกล้าคัดค้านได้อีกเล่า
แม้กระทั่งตระกูลมังกรแห่งดินแดนเซียนโบราณเอง ก็ยังมิอาจกล่าวอันใดได้
ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงซึ่งมีความแข็งแกร่งและรากฐานอันลึกล้ำตามนามของมันแล้วนั้น หากมิต้องเอ่ยกล่าว ก็เป็นที่ประจักษ์ให้เห็นอย่างชัดเจน
ตระกูลมนุษย์ปักษาเพียงตระกูลเดียวมิมีทางจะเทียบเทียมได้
หนทางเดียวที่อาจจะต่อต้านได้ ก็คือการรวมพลังของทุกตระกูลในดินแดนเซียนโบราณเท่านั้น
กู้ฉางเกอได้ใช้ความอุตสาหะอย่างถึงที่สุด เพื่อสร้างข้ออ้างอันสมบูรณ์แบบให้กับตนเอง!
ในยามนั้น ผู้อาวุโสหญิงผู้หนึ่งได้กล่าวขึ้นด้วยความโกรธเคืองและหวาดหวั่น "น่าชังนัก! เหตุใดอวี่จิ้งจึงได้โง่เขลาเช่นนี้ พวกเรามิควรมอบศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ให้กับนางเลย ผลลัพธ์กลับกลายเป็นการผลักดันให้พวกเรามุ่งสู่หุบเหวแห่งความพินาศไปเสียได้!"
"ยามนี้หากกล่าวโทษไปก็คงจะเปล่าประโยชน์ มาปรึกษาหารือถึงแนวทางการแก้ไขกันเสียจะดีกว่า กู้ฉางเกอมิได้เพียงแค่หลอกลวงพวกเราเท่านั้น ทว่าเขายังลากเอาตระกูลเซียนโบราณทั้งหลายลงไปในหายนะครั้งนี้ด้วย…"
"เหล่าตระกูลอื่นๆ ย่อมมิอาจนิ่งเฉยได้ เหตุการณ์ในครั้งนี้จะกลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ก่อเกิดดินแดนเซียนโบราณมา หากมิสามารถผ่านพ้นไปได้ พวกเราก็อาจจะเผชิญกับหายนะแห่งการสิ้นเผ่าพันธุ์" ผู้อาวุโสอีกคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ใบหน้าเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง
เขาเป็นผู้อาวุโสซึ่งมีฐานะสูงส่งในตระกูลมนุษย์ปักษา วาจานั้นมีน้ำหนักอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ผู้อาวุโสผู้นี้ยังเป็นท่านปู่ของอวี่จิ้ง
เหตุที่ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ตกอยู่ในมือของอวี่จิ้งนั้น ก็มิอาจตัดขาดความรับผิดชอบไปจากเขาได้
ด้วยความกังวลว่าเมื่ออวี่จิ้งได้พบกับกู้ฉางเกอแล้ว นางอาจจะต้องเผชิญกับภัยอันตรายถึงแก่ชีวิต เขาจึงได้มอบอาวุธชิ้นนั้นให้แก่นาง
ทว่า...การที่อวี่จิ้งนำอาวุธนั้นออกมาใช้งาน กลับนำพามาซึ่งหายนะและภัยพิบัติสู่ตระกูลมนุษย์ปักษาอย่างใหญ่หลวง
“แม้กู้ฉางเกอผู้นี้จะยังคงเยาว์วัย ทว่าจิตใจกลับโหดเหี้ยมอำมหิตดุจเหล่ามารนัก พวกเรามิอาจปล่อยเขาไว้ได้อีกต่อไป ควรจะจัดการให้เรื่องนี้สิ้นสุดลง เขาจะได้รู้ว่า ตระกูลมนุษย์ปักษานั้นมิใช่ว่าจะมาดูแคลนกันได้โดยง่าย...”
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งกล่าวขึ้น น้ำเสียงนั้นเยียบเย็น ดวงตาปรากฏเงาวาบผ่าน
“เรื่องนี้ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ” อีกผู้อาวุโสหนึ่งส่ายหน้า ขัดจังหวะ “ขณะนี้ยังมีหนทางให้คลี่คลายสถานการณ์ได้ หากพวกเราลงมือกับกู้ฉางเกอจริงๆ เมื่อถึงตอนนั้นก็จะพบแต่หนทางแห่งความพินาศ พึงอย่าลืมไว้ว่าเขานั้นยังมีอีกสถานะหนึ่ง”
“นั่นคือ ศิษย์สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์!”
เมื่อถ้อยคำนี้ดังขึ้น ความเงียบงันอันเย็นเยียบก็แผ่ปกคลุมไปทั่ว ทุกคนในที่แห่งนั้นต่างนิ่งงัน หวาดหวั่นสะท้านไปทั้งร่าง
เพียงชายหนุ่มผู้เดียว กลับบีบบังคับให้เผ่าพันธุ์ทั้งเผ่าต้องเผชิญกับวิกฤตความเป็นความตายได้
เรื่องราวเช่นนี้ ช่างมิอาจจะจินตนาการนัก
“ไปเจรจากับตระกูลมังกรเสียเถิด เรื่องนี้ควรจะให้พวกเขาเป็นผู้นำในครั้งนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เหตุที่อวี่จิ้งได้ลงมือกับกู้ฉางเกอนั้น ก็เกี่ยวพันกับตรามังกรแท้อย่างแท้จริง”
สายตาของพวกเขาสะท้อนแสงวูบไหว ราวกับพบเห็นทางออก พวกเขาตัดสินใจที่จะลากตระกูลมังกรเข้ามาสู่ความวุ่นวายในครั้งนี้
เมื่อถึงเวลา หากต้องเผชิญกับโทสะของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงแล้ว พวกเขาก็จะได้มีพันธมิตรเป็นเกราะกำบัง
ขณะตระกูลมนุษย์ปักษาเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและสิ้นหวัง ทว่าในเขตแดนของตระกูลมังกร กลับปกคลุมไปด้วยความเคร่งขรึม
พวกเขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติตั้งแต่เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์เริ่มติดต่อกับสำนักมรรคาแห่งโลกภายนอก
ยามนี้ ดินแดนเซียนโบราณได้เผชิญหน้ากับวิกฤตอันใหญ่หลวงที่สุด
ท่ามกลางบรรยากาศนั้น เสียงสวดสรรเสริญดังแว่วสะท้อนก้องไปทั่วทุกเกาะมังกรอันศักดิ์สิทธิ์ของตระกูล
ผู้คนในตระกูลมังกรทั้งหมดนับแสนชีวิต ต่างมาชุมนุมกันอย่างหนาแน่น คุกเข่าราบลงกับพื้น
ทุกคนเปี่ยมไปด้วยความเคารพเลื่อมใส ล้วนโค้งคำนับไปยังวิหารโบราณที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า พร้อมร่ายบทสวดอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยเสียงพร่ำรำพัน
บางคนถึงกับกรีดเฉือนข้อมือ ปล่อยโลหิตที่เปี่ยมด้วยแสงแห่งเทพให้รินไหลหล่อเลี้ยงลงบนรูปปั้นโบราณ
รูปปั้นนั้นเป็นเงาร่างของมหายุทธ์สูงสุดอันเกรียงไกรไร้ผู้เทียบเทียม เขามังกรนั้นเสมือนจะทะลวงสวรรค์
ครืน!
คลื่นพลังอันลี้ลับปกคลุมไปทั่วท้องนภา พลันแผ่ขยายออกไปเบื้องหน้า ราวกับห้วงจักรวาลกำลังตอบสนองต่อคำอธิษฐานนั้น
“มังกรแท้พิทักษ์!”
สุ้มเสียงนั้นเปล่งออกมาด้วยความเดือดพล่านจากผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลมังกร
“มังกรแท้พิทักษ์!”
เหล่าผู้คนเบื้องล่างต่างส่งเสียงโห่ร้อง คลุ้มคลั่งประหนึ่งวิปลาส
เมื่อเปรียบเทียบกับการเข้าต่อสู้โจมตีอย่างพร้อมเพรียงกับเหล่าสำนักมรรคาในโลกภายนอก พวกเขาได้เลือกหนทางเสี่ยงตายที่มิหวนกลับ
มังกรแท้ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นบรรพชนของพวกเขายังมิได้ดับสูญไป หากวิญญาณแท้เพียงส่วนหนึ่งปรากฏขึ้น โลกหล้าก็จะถูกสะกดจนอยู่ในความสงบ ก่อนจะปลดปล่อยพวกเขาไปจากหายนะในครั้งนี้
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง
ดินแดนเซียนโบราณพลันปั่นป่วนวุ่นวายประหนึ่งเผชิญกับพายุถาโถมครั้งใหญ่
เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้โดดเด่นจากโลกภายนอกต่างเดือดดาลจนถึงขีดสุด ต่างพากันส่งข่าวสารกลับไปยังสำนักตน ด้วยมุ่งมั่นที่จะเหยียบย่ำดินแดนเซียนโบราณเสียให้ราบคาบ
สิ่งมีชีวิตแห่งดินแดนเซียนโบราณทั้งหลายล้วนแล้วแต่ถูกเรียกตัวกลับสู่เขตแดนของตน มิมีผู้ใดกล้าออกไปปรากฏตัวยังเขตแดนภายนอก ด้วยเกรงว่าจะถูกเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์รุมสังหาร
ส่วนกู้ฉางเกอผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชักนำของเหตุการณ์ทั้งหมด กลับได้นอนพักรักษาตัวอย่างสบายใจในสถานที่เดิม ระหว่างนั้น เย่หลางเทียน ชื่อหลิง และเผิงเฟย ต่างก็มาเข้าเยี่ยมเยือน
ทว่าก็ถูกเขาใช้กลอุบายหลอกล่อให้หลงเชื่ออย่างหมดหัวใจ
ทว่าการมาเยือนของพวกเขากลับทำให้ไฟโทสะและความเคียดแค้นต่อเหล่าตระกูลเซียนโบราณลุกโชนขึ้นอย่างถึงขีดสุด
ในช่วงเวลาเหล่านี้ กู้ฉางเกอได้ปลีกตัวออกจากความวุ่นวาย แทบจะมิได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน
ทว่าในดินแดนต่างๆ ของตระกูลเซียนโบราณนั้น กลับได้ปรากฏร่องรอยของผู้สืบทอดวิชามาร เหล่าสุสานของผู้แข็งแกร่งและบรรพชนมากมายต่างถูกปล้นชิง
เงาร่างของผู้สืบทอดวิชามารพลันปรากฏไปทั่วทุกหนแห่ง พลังที่เผยออกมานั้นช่างสะท้านสะเทือนจนทำให้จิตใจหวาดหวั่น
ผู้คนที่ได้พบเจอกับผู้สืบทอดวิชามาร มิว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรก็ล้วนแล้วแต่มิมีผู้ใดที่จะรอดพ้นไปจากเงื้อมมือของมันได้
ในชั่วขณะนั้น ความหวาดกลัวแผ่กระจายไปทั่ว ผู้คนต่างอยู่ในภาวะระส่ำระสายและหวาดผวา