ปรากฏว่าผลงานสามวันแรกไม่สู้ดีนักบรรณาธิการทั้งสองคนก็เข้มงวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่จุดผิดพลาดเล็ก ๆก็ยังไม่ปล่อยไป มีโอกาสแก้ตัวอีกแค่สองวัน ถ้าทำไม่ได้ก็จะยกเลิกการจ้างรูปแบบนี้พอหันไปทุ่มเทกับข่าวเศรษฐกิจ และอาชญากรรม กลายเป็นว่าละข่าวการเมืองอีกผมเจอไมตรีในลิฟต์ตอนเที่ยง
“งานที่ท่านส่งมาตอนเช้าหายไปข่าวหนึ่งนะ”
ผมทำหน้าเหรอหรา เหมือนหูฝาดไป
“ข่าวดัชนีประชาธิปไตยประเทศเราตกจากอันดับเจ็ดมาอันดับที่แปดไงท่านลืมแล้วเหรอ”
“ท่านบอกเราให้ทำเรื่องนี้ตอนไหน” ผมเถียงคิ้วของไมตรีขมวดเข้าหากันเหมือนหงุดหงิด
“ก็หลังจากประชุมเช้านี้ไงบอกว่าขอก่อนเที่ยง เพราะจะมีคนเอาไปทำต่อ ถ้าไม่เชื่อก็เปิดดูข้อมูลในเอวีเอสอีของเราได้
ผมนึกออกจึงยกมือไหว้ขอโทษช่วงนี้เบลอหนักจริง “เดี๋ยวจะรีบทำให้ครับ”
“เรารู้ว่าช่วงนี้งานของท่านหนักขึ้นอะไรที่มันไม่สำคัญก็เพลา ๆ ลงบ้าง อย่างไอ้เรื่องหาเสียงไร้สาระนั่น”ไมตรีแนะนำปนตำหนิ สงสัยเก็บกดมาสักพักหนึ่ง ผมก้มหน้าขอโทษซ้ำอีกครั้ง
“สรุปวิเคราะห์มาให้ดีนะเราขอให้เสร็จภายในบ่ายสอง”
ไมตรีทิ้งท้ายแล้วก้าวออกจากลิฟต์ชั้นสี่ไปผมรู้สึกอ่อนระรวย บ่ายนี้คงต้องกินยาพาราแก้ปวดหัวก่อนเริ่มงาน คงต้องยกเลิกการรณรงค์ประชาคมโลกทั้งหมดแล้วลุ้นดวงเอาว่าลุงจะได้รับเลือกหรือไม่ถึงจะลำบากแค่ไหนก็ไม่ได้ขอร้องธรณีให้ช่วย รู้อยู่แล้วว่าเขาคงปฏิเสธ เขาเคยออกตัวไว้นานแล้วว่าจะไม่ทำอะไรที่ขัดคุณค่าที่ตนเองยึดเหนี่ยวนั่นก็คือ ความซื่อสัตย์และต่อต้านระบบอุปถัมภ์ คงคล้าย ๆ นักการเมืองสืบสันดานในสมัยก่อน สุดท้ายแล้วคนเป็นลูกหลานก็ต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่ดีเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งในครั้งต่อไปธรณีก็ไม่สามารถอาศัยบารมีของลุงเพื่อก้าวขึ้นมาทำงานด้านนี้ได้
“ปี 2090นี้ประเทศนวไทย ได้รับคะแนนดัชนีประชาธิปไตยลดลงมาหนึ่งอันดับกลายเป็นอันดับที่แปดของโลก” ผมอ่านหัวข้อข่าวดัง ๆ ให้ตัวเองไม่ง่วงบรรยากาศเย็นสบายในห้องทำงานชวนให้เคลิ้มหลับได้ทุกเมื่อ ดัชนีนี้เกิดจากคำถามว่าประเทศใดเป็นประชาธิปไตยมากกว่ากันจึงมีการสร้างเครื่องมือขึ้นมาวัด และไม่มีเพดานขั้นสูงสุดที่ชัดเจน หมายความว่ายังพัฒนาให้เป็นประชาธิปไตยได้ยิ่งๆ ขึ้นไป จะมีมุมมองหลัก ๆ ในห้ามิติผมดูตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานส่วนตัว
Democracy index 2090
กระบวนการเลือกตั้งและพหุนิยม(Electoral Process and Pluralism) – 9.99
การทำงานของรัฐบาล(Functioning of Government) – 8.94
การมีส่วนร่วมทางการเมือง(Political Participation) - 9.07
วัฒนธรรมทางการเมือง(Political Culture) - 9.79
เสรีภาพพลเมือง(Civil Liberties) - 9.88
ผมเขียนสรุปข่าวและวิเคราะห์ว่าคะแนนที่ได้เพิ่มขึ้นในหัวข้อพหุนิยมมาจากความหลากหลายของอาชีพและอายุเฉลี่ยของคณะรัฐมนตรีก่อนหันเหมาทางการเมืองสาเหตุที่คะแนนในมิติการทำงานของรัฐบาลน้อยลง เพราะว่ามีนโยบายที่ไม่ผ่านเคโอไอจำนวนมากขึ้นและสาเหตุที่คะแนนการมีส่วนร่วมทางการเมืองเกือบน้อยสุด เพราะประชาชนเดลิเกตมากเกินไป
จุดชี้เป็นชี้ตายของชีวิตผมกระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะยิ่งเห็นโพลแห่งชาติในคืนวันพุธความหวังยิ่งริบหรี่เพราะปิติวัฒน์ตีสูสีคู่คี่กับ ดร.คลอว์มาโดยตลอด ตอนนี้คลอว์เป็นฝ่ายนำอยู่ ราว 20%แต่ธรณีก็ให้กำลังใจผมว่ายังเร็วไปประชาชนอาจยังได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจมีการเปลี่ยนแปลงในโค้งสุดท้ายเหลืออีกแค่สองวันนี่ยังไม่สุดท้ายอีกเหรอ ใจผมตกต่ำลงไปสุดขีดแล้วสิ่งที่ผมพยายามทำมาทั้งหมดดูสูญเปล่า พูดนานแค่ไหนผู้ฟังก็ไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนใจมาเชื่อ พอถามกลับไปมีสองแบบคือยืนกรานไม่เลือกตามเดิม กับคำว่าขอคิดดูก่อนไม่มีใครยกนิ้วให้ผมแล้วตะโกนว่าเลือกแน่นอนยกเว้นอิทธิคนเดียวที่ผมเชื่อว่าเขาคงตัดสินใจมาแล้วก่อนหน้าที่จะเจอผมอย่างที่ธรณีบอก ทำดีที่สุดเท่าที่ได้ ทุกคนมีคริติคัลธิงกิ้งของตนเองผมจึงหันไปจดจ่อกับการทำข่าวให้ผ่านมาตรฐานแทน ไหน ๆสี่วันที่ผ่านมาก็ได้ไปพื้นที่เอฟอีเอแค่ครั้งเดียวแถมยังอยู่ไม่ถึงสามชั่วโมงด้วยซ้ำ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่วันเลือกตั้งปิดการโหวตตอน 18.00 น.ประชาชนบางส่วนอาจเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วด้วยเป็นครั้งแรกที่ผมทำข่าวเสร็จก่อนเวลา อาจเพราะเมื่อคืนเตรียมข่าวไว้ล่วงหน้าเยอะแล้วเหล่าบรรณาธิการก็ไม่เปลี่ยนหัวข้ออะไรที่ผมเสนอ ผมโด้ปยาบ้าเมทโฟร์ตีทูในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงมีเวลาอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงไม่รู้จะได้ประโยชน์แค่ไหน ผมลงพื้นที่ไปโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ชั้น B3 อันโปรดปรานคิดว่าเป็นสถานที่มีโอกาสเจอคนหน้าใหม่หน้าเก่าได้มากที่สุดอาจมีอันอื่นที่มากกว่านี้แต่ผมไม่รู้จัก
ยังไม่ทันเริ่มแจกใบปลิวก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ดังมาจากด้านหลังเสาต้นใหญ่ผมรู้ทันทีว่าเป็นใครจึงย่องไปนั่งโต๊ะตัวที่ใกล้ที่สุดซึ่งตั้งอยู่แนวเดียวกับเสา อาศัยแท่งคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นตัวช่วยพรางตา
“ท่านยังไม่ยอมรับเรื่องนี้อีกเหรอนี่ก็ผ่านมานานแล้วนะ” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น ท่าทางโกรธเคืองบางอย่าง
“ท่านมีหลักฐานอะไร”เสียงหญิงคนหนึ่งกล่าวราบเรียบ ดูไม่แยแส
“หลักฐานเดิมท่านยังอธิบายให้เราไม่ได้เลยอย่างแรกทำไมท่าทีเพื่อนท่านเปลี่ยนไปตั้งแต่วันนั้น ทำไมถึงเลิกกับประชาอย่างที่สองตอนที่เราดูภาพจากเอวีเอสอี มีช่วงหนึ่งที่ขาดหายไป ไม่ใช่เพราะแบตหมดแต่เป็นเพราะท่านกำลังลบหลักฐานบางอย่างในอีเมลของประชาใช่ไหม”
ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเช่นนั้นแต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงดังออกไป คู่สนทนาเป็นสหายกับรฐรักษ์ไม่ผิดแน่คำพูดนี้เป็นเรื่องยืนยันว่าทั้งคู่ร่วมกันแฮ็กอีเมลของผมจริง ถ้าผมใส่เอวีเอสอีมาด้วยในวันนี้คงได้คำสารภาพจากปากทั้งคู่เป็นหลักฐานไปแล้วพลาดไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้นอกจากตั้งใจฟังต่อ
“เราบอกท่านไปแล้วว่าอีฟก็ไม่ได้บอกว่าทำไมเลิกกับประชา เราไม่เกี่ยว”
“แหม...น่าเชื่อตายแหละ”น้ำเสียงชายหนุ่มฟังดูกระแนะกระแหน “แอบดูกล้องวงจรปิด ส่องพฤติกรรมเขามาเป็นเดือนๆ เรื่องแค่นี้ทำไมจะไม่รู้”
หญิงสาวเงียบไปชั่วอึดใจราวกับคิดหาคำตอบ“เราไม่ได้เจออะไรจริง ๆถ้าท่านไม่เชื่อก็ต้องหาข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนมากกว่าการกล่าวหาลอย ๆ“
แสดงว่ารฐรักษ์กับอิสราไม่ได้บอกสหายเรื่องความลับของผมหรือว่าเธอเกิดสงสารขึ้นมาจับใจ ลามไปถึงความรู้สึกผิดของตนเองที่วางแผนทำร้ายผมช้าไปเสียแล้ว มาสำนึกอะไรตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตผมกลับไปเป็นเหมือนเดิม
“ก็ได้เราไม่พึ่งท่านก็หาคำตอบเองได้ คอยดูแล้วกัน” เสียงชายหนุ่มพูดเหมือนรำคาญแล้วตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ จางลงทุกขณะ สหายน่าจะเดินจากไปแล้วผมรออีกสามนาทีเพื่อให้มั่นใจว่าชายหน้าหล่อจะไม่วกกลับมาอีก ผมเหลียวมองซ้ายขวามีพนักงานนั่งประปรายในโถงโคเวิร์คกิ้งสเปซแห่งนี้ ไม่มีใครในรัศมีที่ใกล้เกินไปผมลุกขึ้นพรวด สาวเท้าเข้าไปหาหญิงร่างท้วม กำหมัดแน่นทำให้กระดาษใบปลิวถูกบีบไปด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะคุยกับเธอตรง ๆตั้งแต่เกิดเรื่อง
“เราได้ยินหมดแล้วนะท่านเป็นคนที่แฮ็กอีเมลของเราจริงด้วย!”ผมคำราม จ้องหน้ารฐรักษ์ด้วยสายตาอาฆาต บทสนทนาของทั้งคู่ปลุกความคับแค้นใจให้เดือดดาลพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่เกือบจะลืมมันไปแล้วหญิงสาวผู้นี้คือต้นเหตุของความฉิบหายทั้งหมด แทนที่จะคุยกันตรง ๆกลับแอบถ่ายรูปผมไปโพสต์แล้วตามสืบเอง ถ้าไม่เริ่มต้นเจาะเข้าแฮ็กอีเมลแต่แรก ผมก็คงไม่เลิกรากับอิสราถ้าได้ค่อย ๆ เปิดอกพูดคุยกันถึงเหตุผลที่ต้องปกปิดความลับด้วยตัวเองแฟนผมก็คงไม่ตัดสินใจเช่นนี้
“เดี๋ยวก่อนสิใจเย็นก่อน นั่งลงก่อน” เธอชักชวน แต่ผมไม่เย็นพอที่จะนั่งลงผ่อนคลายจนกระทั่งเหลือบไปเห็นพนักงานคนหนึ่งกำลังมองมาผมเลยต้องยอมย่อตัวลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเธอเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
“ข่าวลือที่แพร่กระจายในบริษัทหลายครั้งนั่นก็ฝีมือท่านด้วยใช่ไหม”
“พูดอะไรของท่านกล่าวหากันเกินไปรึเปล่า” รฐรักษ์ยักไหล่ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้”
“เราไม่มีหลักฐานหรอกแต่เรื่องที่ท่านแฮ็กอีเมลเราแล้วดูดไฟล์วิดีโอนั่นไปเป็นเรื่องจริง เราได้ยินสหายเต็มสองหูท่านไม่ต้องโกหกหรอก เราอัดเสียงไว้หมดแล้ว” ผมต้องข่มขู่เธอไว้ก่อนทั้งที่กดอัดทันแค่บางส่วน เพราะมัวแต่ตื่นตระหนก
“มันผ่านมาแล้วประชาไม่ต้องไปสนใจหรอก” รฐรักษ์ยอมรับชัดเจน แล้วกำลังเบี่ยงประเด็น
“ไม่สนใจได้ไง ท่านทำลายชีวิตเรา”
“ท่านทำลายชีวิตตัวเองไม่ใช่เหรอท่านเป็นคนเริ่มก่อน อย่าคิดว่าเรื่องอีเมลจะเอาผิดเราได้ ท่านไม่มีหลักฐานด้วยซ้ำจะไปร้องเรียนบริษัทอีเมลให้ตามสืบเหรอ เขาไม่ลงทุนทำให้หรอกเพราะความเลินเล่อของท่านเองหรอกในเมื่อไม่ยอมตั้งระบบรักษาความปลอดภัยให้ดีเองอีกอย่างเรารู้นะว่าท่านไม่กล้าเสี่ยงเปิดเผยตัวตนว่ามาจากอดีต เพราะกลัวว่าเขาอาจจะติดต่อตำรวจยิ่งเป็นอีเมลที่ไม่ยืนยันตัวตนตอนสมัครแบบนี้ อีสเมลเขายิ่งไม่สนใจจะรู้ได้ไงว่าคนที่ร้องเรียนตอนนี้เป็นท่านจริงไม่ใช่แฮกเกอร์ นอกจากท่านจะเอาวิดีโอตอนสมัครเอวีเอสอียื่นให้ต้องขอบคุณอิสรานะ ถ้าเขาไม่ขอร้องเราไว้เราคงเอาคลิปท่านไปเป็นหลักฐานแจ้งตำรวจไปแล้ว”
ผมยอมจำนนด้วยเหตุผลหญิงสาวผู้นี้ถือไพ่เหนือกว่า ไม่มีอะไรไปเล่นงานกลับเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าอิสราบอกเรื่องการข้ามเวลาของผมให้เพื่อนสนิทรู้
“ถามจริงเถอะท่านอยากทำลายอนาคตเรา อยากให้เป็นแบบนี้จริง ๆ เหรอ” ผมขึ้นเสียง คงจี้ตรงจุดทำให้รฐรักษ์ก้มหน้าลง ราวกับตระหนักถึงบาปที่ตนเองก่อไว้
“เราไม่ได้อยากหรอกแต่เราไม่มีทางเลือก เราต้องปกป้องเพื่อนเรา” หญิงสาวเงยหน้ามองผม สายตาวิงวอน“ขอร้อง ท่านปล่อยอีฟไปเถอะนะ เราไม่ว่าอะไรที่ท่านจะรณรงค์เรื่องนโยบายประชาคมโลกทำอะไรก็ทำไปเลย ขอแค่อย่ามายุ่งกับเพื่อนเราอีก ไม่ต้องมาขอให้อีฟไปช่วยท่านด้วยเธอไม่ทำหรอกเพราะว่าเลือกคลอว์ไปแล้ว”
ชื่อนั้นกระตุ้นโทษะผมให้พุ่งขึ้นอีกครั้ง
“เราไม่เชื่อท่านบังคับให้อิสราเลือกใช่ไหม” ผมตวาด เสียงดังจนคนที่โต๊ะใกล้สุดหันมามองเขาจะได้ยินก็ช่างประไร ไม่มีใครสนใจคนแปลกหน้าขนาดนั้นหรอก
“เราไม่ได้ทำ”รฐรักษ์ส่ายหน้ายืนกรานปฏิเสธ
“เราทำเองมีอะไรรึเปล่า” เสียงหนึ่งดังมาจากทางด้านหลังใจผมหล่นไปที่ตาตุ่มเมื่อหันไปเผชิญหน้ากับอิสราการที่เธอโผล่มาด้านหลังอย่างเงียบเชียบทำให้ผมอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
“ถ้าเราจะมองว่าคลอว์เป็นคนที่มีภาวะผู้นำมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ มีการตัดสินใจที่ดี เรารู้เพราะว่าติดตามผลงานเขามาโดยตลอดเราผิดตรงไหน” อิสราพูดเป็นเชิงเย้ยหยัน
“ก็เพราะเรื่องนี้รึเปล่าเธอเลยไม่ยอมช่วยฉันตั้งแต่แรก ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอไม่ได้สนใจฉันแล้ว สนใจแต่ ดร.หนุ่มโพรไฟล์ดีคนนั้น ตอนที่เห็นเธอจ้องเขาตาเป็นประกายครั้งแรกที่เซนทรัลพาร์ก ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรแต่ตอนนี้เริ่มคิดแล้ว”
“แล้วแต่จะคิด”อิสราแบมือสองข้างเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่แยแส ถ้อยคำประชดประชันของผม“เราเคยคิดว่าท่านจะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักแยกแยะมากกว่านี้เสียอีก เราชื่นชมคลอว์เหมือนชื่นชอบดาราคนหนึ่ง
“สาบานได้ไหมว่าเธอไม่รู้สึกไปไกลกว่าดาราเธอไม่ได้อยากได้เขาเลยสักนิด”
เพียะ!
ทันใดนั้นผมก็รู้สึกเจ็บแปลบที่แก้มซ้ายพร้อมกับเสียงที่ดังข้างหูตอนนี้คนแทบทั้งหมดในบริเวณนั้นเหลียวมาสนใจเป็นจุดเดียวกัน อิสราเพิ่งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่และตบหน้าผมเต็มแรงสมองผมตื้อไปชั่วขณะ...นี่ผมเผลอพูดถ้อยคำอันน่าอัปยศอดสูออกไปไม่แปลกเลยที่เธอจะเกลียดและทิ้งผมไป
ผมพยายามจะพูดอะไรสักอย่างแต่เสียงมันจุกอยู่ที่คอ ทำได้เพียงจ้องเธอกลับไปอย่างเจ็บปวด
“ฟ้องเราข้อหาทำร้ายร่างกายเลยสิ ถ้าท่านแน่จริง”อิสราท้าทายผมทั้งน้ำตา “เราไม่น่าหลงเชื่อท่านแต่แรกเลย ถ้าอันชันไม่บอกเราคงถูกท่านหลอกไปตลอดชีวิต อันชันเป็นเพื่อนสนิทของเราไม่ทรยศเราเหมือนใครบางคน”
ความโกรธเกรี้ยวของผมมลายหายไปสิ้นเมื่อเห็นใบหน้าอันหมองเศร้าและน้ำเสียงสั่นเครือแสนน่าสงสารของเธอ
“ฉันไม่ได้หลอกเธอ แค่...”
“แค่อะไร...หะ...แค่บอกความจริงไม่หมดพูดเพราะหวังดี จะเลี่ยงบาลียังไงก็ช่าง...สุดท้ายมันก็คือโกหกหลอกลวงนั่นแหละ!”อิสราตะเบ็งเสียงใส่ผม แล้วจ้ำพรวดเดินจากไป ผมผุดตัวลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติหมายจะตามไปดูเธอด้วยความเป็นห่วงแต่รฐรักษ์เขยิบตัวเข้ามาขวางไว้พลางยกมือขึ้นห้าม
“ท่านปล่อยเราสองคนไปเถอะไปสนใจสหายดีกว่า ชายคนนั่นไม่ได้ใจดีเหมือนเรา ความมุ่งมั่นเขาแรงกล้าถ้ารู้ความจริง คงกัดท่านไม่ปล่อยแน่”
พูดจบรฐรักษ์ก็วิ่งตามเพื่อนไปติด ๆอย่างน้อยอิสราก็มีเพื่อนสนิทคอยดูแล มีครอบครัวคอยสนับสนุนจิตใจเธอก็แข็งแกร่งพอที่จะรับมือเรื่องนี้ และปรับตัวได้รวดเร็วอยู่แล้ว
ผมต่างหากที่อาการน่าเป็นห่วงธรณีผู้ซึ่งพร่องมิติทางอารมณ์ก็ช่วยปลอบใจได้แค่ส่วนหนึ่งตอนแรกผมกะว่าจะหาเวลาขอโทษอิสราอย่างเป็นทางการสักวันแต่วันนั้นคงไม่มีวันมาถึงตลอดไป
เราไม่มีทางอยู่ร่วมกับคนที่แนวความคิดไม่ตรงกับเรากันได้ความเห็นต่างทางการเมืองกับความสัมพันธ์ไม่สามารถไปด้วยกันได้
การทะเลาะกับอิสรารอบสองยิ่งตอกย้ำความเชื่อนี้ให้หนักแน่นขึ้นผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรอีกแล้วภาพใบหน้าอันเศร้าโศกของหญิงสาวที่ผมรักยังคงตามมาหลอกหลอนผมทอดทิ้งการงานทุกอย่างแล้วจินตนาการล่วงหน้าไปถึงการลาทั้งสัปดาห์ไมตรีอาจเห็นใจเมื่อได้ฟังเสียงไร้วิญญาณของผม แล้วหาคนมาทำแทนหรือในทางตรงข้ามหัวหน้าอาจเบื่อพฤติกรรมนี้ของผมจนด่าอย่างสาดเสียเทเสียเกลียดที่แจ้งกะทันหันแล้วดันหยุดยาว เช่นเดียวกับบรรณาธิการอีกสองคนผมคงปล่อยให้คำพูดพวกนั้นลอยเข้าหูซ้ายแล้วก็ทะลุออกหูขวาโดยไม่ซึมเข้าสมองไม่สนคำตำหนิติเตียนว่าจะพ่วงอะไรมาบ้าง จะให้หยุดงานพิเศษหรือจะไล่ออกบริษัทก็ช่างมันประไร
รู้ตัวอีกทีผมก็นั่งตากแอร์เย็น ๆอยู่บนโซฟาที่ห้องจิบเบียร์ที่ซื้อมาใหม่พลางกดทีวีดูไปเรื่อยเปื่อยด้วยจิตใจอันวอกแวกเหม่อลอยเป็นระยะ บางทีก็มีความหลังเก่า ๆ ช่วงที่ยังคบกับอิสราแทรกขึ้นมาบางทีก็เป็นเรื่องบอบช้ำในอดีต ไม่ว่าเรื่องไหนก็ยิ่งทำให้ผมจมดิ่งลึกลงไป
ตลอดเวลาเกือบสามชั่วโมงผมปล่อยให้ร่างกายลุกเดินเท่าที่จำเป็น แค่ไปขับถ่ายในห้องน้ำกับไปกินขนมที่เหลือในตู้เย็น พอได้ทำสมาธิอยู่กับตนเองก็เริ่มรู้สึกสงบจนไม่อยากกลับไปทำงานอีก อยากหลับแล้วตื่นขึ้นมาก็พบว่ากลับไปโลกยุคเดิมแล้ว ภาพและเสียงบนจอทีวียังคงเล่นของมันต่อไปโดยไม่สนใจผู้ชมผู้ชมเองก็ไม่ได้จดจ่ออยู่กับเนื้อหาบนนั้น
“หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพิ่งมีมติเห็นชอบให้ ‘คุณทนทานทรหดเรืองสมัย’เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27ได้ไม่นาน ลองมาดูผลของประชาชนบ้าง ผลการคัดเลือก รมว.มหาดไทยออกมาแล้ว หลังจากปิดการโหวตตอนหกโมงเย็นที่ผ่านมา...”เสียงนักข่าวในจอภาพดังมาจากที่ไกล ๆ ผมแทบไม่ได้ยิน
ทันใดนั้นสิ่งที่ปรากฏบนจอทีวีทำให้ผมตาเบิกโพลงอะไรก็พลิกผันได้จริง ๆ ในโลกยุคนี้
“จริงเหรอ กูไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม”ผมตะโกนบอกตัวเอง แล้วโน้มตัวเข้าไปดูภาพบนจอให้ใกล้ขึ้นอีก
ใบหน้าของผู้ชนะเป็นชายชราที่เพิ่งเกษียณอายุแทนที่จะเป็นเด็กหนุ่มที่นำอยู่ในโพลก่อนหน้านี้
“ขอแสดงความยินดีกับปิติวัฒน์ อัธิกตังรมว.มหาดไทยคนใหม่ด้วยครับ” นักข่าวประกาศก้อง