ขบวนทัพขององค์ชายรองหลี่คัง ถูกจัดสรรมา ห้าหมื่นคน เพื่อเสริมทัพของเมืองเปี้ยนเฉิน เมืองหน้าด่านแรกที่มีกองกำลังรักษาเมืองอยู่ ถึง สองแสนห้าหมื่นคน ซึ่ง จากสายสืบรายงงาน กองทัพฮานยกกำลังมาครั้งนี้ เพียงห้าแสนคนเท่านั้น หากคิดจะตีหักทำลายกำแพงบุกเข้าไปในเมือง กองกำลังเท่านี้ไม่อาจทำได้อย่างแน่นอน เพราะต้องใช้กำลังทหารอย่างน้อยสามเท่า คือ ต้องมีถึง เก้าแสนคน ถึงจะทำลายกำแพงที่ใหญ่โตขนาดนี้ให้ราบเป็นหน้ากลองได้
นี่คือข้อมูลที่ ฉีอี้ รายงานให้เขาทราบเบื้องต้น ราเชนรับฟังแล้ว ก็ได้แต่พยักหน้าไม่สนใจ เพราะเขาตอนนี้กำลังศึกษาคัมภีร์ปีศาจอย่างช้าๆ
ซึ่งเขาเริ่มศึกษาจากแผนที่ภูมิศาตร์โดยรอบ และ สภาพอากาศในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนั้น ยังศึกษาถึง ดวงชะตาของกองทัพฝ่ายตรงข้าม
ซึ่งยามค่ำคืน เขาเองก็ออกมามองดวงดาว อย่างละเอียดเพื่อศึกษาข้อมูลทั้งฝ่ายองค์ชายรองหลี่คัง และ องค์ชายมู่ฉิน หรือ อาเหลียงนักฆ่าที่สำนักเทวาลัยเร้นลับ ในโลกที่เขาจากมา
โดยที่ราเชนแม้ไม่รู้ว่าวันเดือนปีเกิดของพวกเขา แต่ก็สามารถดูจาก ดาวเดือนที่เคลื่อนคล้อย ไปมาบนท้องฟ้า ที่มีดาวบริวารคอยล้อมรอบ ดาวประจำตัวของทั้งสอง น่าแปลก ดาวขององค์ชายรองหลี่คัง กลับมีดวงดาวดวงหนึ่งดูใหญ่กว่าคอยปกป้อง แต่ทว่า ดาวดวงนั้นกลับไร้แสงเปล่งประกาย คล้ายกับมีเมฆหมอกมาบดบังเอาไว้ ราเชนมองแล้วหวนคิดถึงตัวเอง บางทีดาวดวงนี้อาจเป็นของเขาก็ได้
ราเชนตอนนี้ได้แต่ศึกษาดวงดาว และ ใช้กระดาษยันต์ ปล่อยออกไปบนอากาศเพื่อตรวจสอบสภาพอากาศ โดยมีเจ้าโมโม่ มองอยู่ด้วยความสงสัย ซี่งตอนนี้กองทัพได้หยุดพัก อีกหนึ่งวัน กองทัพก็จะถึงเมืองหน้าด่านแรกแล้ว
“ เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ?”
องค์ชายหลี่คัง เดินออกมาจากกระโจมที่พัก แล้วมายืนข้างๆ พร้อมกับ กุนซือฉีกุ้ย และ ฉีอี้ เดินตามหลังมาประกบด้านข้าง
“ อากาศร้อน ข้าเลยนอนไม่หลับ เลยออกมารับลม”
“ อืม ตรงนี้มีลมพัดเย็นสบายจริงๆ เจ้าไม่ต้องกังวลไปนะ หน้าที่คุมเสบียงอาหารต้องเป็นของเจ้าอย่างแน่นอน งบลับของกองเสบียงมีมากมาย มันจะทำให้พวกเรามีอำนาจในการต่อรองกับ เหล่ารองผู้บัญชาการคนอื่นๆ ข้ารู้ว่าพวกมันล้วนแล้วแต่เป็นคนของน้องสี่ แต่หากมันไม่ทำตามคำสั่ง ข้าจะทำให้คนของพวกมันต้องอดตายไปอย่างช้าๆ ให้มันรู้ไป มันจะเชื่อฟังใครระหว่างน้องสี่กับข้า”
“ หากมันไม่ทำตามคำสั่ง ก็ลงโทษตามระเบียบวินัยในกองทัพก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องยุ่งยากอย่างนี้เลย”
“ เจ้าไม่รู้อะไร ข้าแม้นจะเป็นผู้บัญชาการทัพ แต่ว่าป้ายคำสั่งลงโทษนายทหารนั้น ข้ามีเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งอยู่กับ ตาเฒ่าเยว่ไคว เสด็จพ่อทำเช่นนี้ก็เพื่อไม่ให้ข้ามีอำนาจมากเกินไป”
“ จักรพรรดิทรงทำถูกแล้ว ขืนมอบอำนาจให้ท่านเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ใครที่คัดค้านความคิดของท่าน คงได้ถูกตัดหัวกันหมด” ราเชนเอ่ยออกมา ไม่สนเลยว่าองค์ชายรองจะรู้สึกอย่างไร
“ บังอาจ นี่เจ้ากล้าพูดกับองค์ชายรองอย่างนี้ได้ยังไง” กุนซือฉีกุ้ยถึงกับตะคอกใส่หยางเฟยหลงทันที แต่ว่าองค์ชายรองกลับหัวเราะ แล้วยกมือขึ้นห้าม แล้วเข้าไปกอดไหล่หยางเฟยหลง
“ นอกจากพระบิด ฮองเฮา และหนิงเอ๋อแล้ว ก็มีเจ้านี่แหละที่เข้าใจความคิดของข้า เรื่องนี้ข้าไม่ได้โทษเสด็จพ่อ ข้ากลับเห็นด้วย แต่ว่า เมื่อถึงเวลาคับขัน ทำเช่นนี้ จะทำให้ข้าไม่สามารถสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เท่านั้น”
องค์ชายรองหลี่คัง เอ่ยเช่นนี้ เพราะว่าถูกกุนซือฉีกุ้ยสั่งสอนมา ราเชนไม่พูดอะไรต่อได้แต่มองดาวบนฟ้าเงียบๆ
“ ไปพักผ่อน พรุ่งนี้ก็เข้าเมืองหน้าด่านแรกแล้ว เมื่อถึงเวลาเข้าประชุมกัน เจ้าก็เตรียมตัวให้ดีก็แล้วกัน”
ทุกๆ คนแยกย้ายกันเข้าไปพักในกระโจมของแต่ละคน ราเชนกำลังจะเอนกายลงนอนบนเตียง ทันใดนั้น เจ้าโมโม่ก็ส่งเสียงคำรามออกมา ตรงที่พื้นดินภายในกระโจม
ราเชนหันไปมอง ก็พบว่า เจ้าโมโม่ กลับถูกหินที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินตรึงร่างเอาไว้ ไม่ทันได้แปลงร่าง และขยับตัวไม่ได้ แล้วฉับพลันก็มีเงาของคนผุดขึ้นมาจากพื้นดิน มายืนต่อหน้าราเชน มันคือชายชราตัวเตี้ย ราวกับคนแคระ หนวดเครายาว
ยิ้มให้ราเชนเห็นฟัน ขาว ราเชนจะขยับตัวเพื่อจะใช้กระบอกฟ้าพิฆาตจัดการ แต่ว่าไม่อาจขยับตัวได้ ร่างกายถูกพลังงานบางอย่างสะกดเอาไว้ พร้อมกับมีหุ่นศิลาตาเดียวผุดขึ้นมาจากพื้นด้านหลังแล้วแล้วกอดราเชนเอาไว้แน่น
“ ท่านเป็นใคร? มีอะไรก็ค่อยๆ พูดจากันก็ได้ “
ราเชนทำใจดีสู้เสือ พูดจาดีๆ เอาไว้ก่อน บางทีมันอาจจะเข้ากระโจมผิดก็เป็นได้
“ หยางเฟยหลง เจ้าเป็นหนึ่งในสามคนที่มีชีวิตเหลือรอดออกมาจากจวนแม่ทัพหาน บอกข้ามา ข้างในจวนคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น?”
ราเชนรวบรวมสติ รีบคิดทบทวนอย่างเร็วรี่ เพื่อคิดหาคำตอบเพื่อเอาตัวรอด แต่ไม่ทันได้คิด ชายชราคนแคระขมวดคิ้ว หุ่นศิลาก็เริ่มกอดร่างของเขาจนกระดูกแทบจะแหลกสลาย
“ เดี๋ยว ๆ ข้าคือหยางเฟยหลง ใจเย็นๆ ก่อน ข้าไม่มีเรื่องแค้นเคืองอะไรกับท่าน ไม่เห็นจะต้องเข่นฆ่ากันเลยนี่”
“ พูดความจริงมา ข้างในเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนฆ่าศิษย์พี่สามของข้า เทพวารีหานสุ่ย”
ราเชนได้ฟังก็ร้อนรุ่มขึ้นมาทันที หัวใจเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ อะไรกันนี่ ตาแก่นั้นมีศิษย์น้องร้ายกาจขนาดนี้เชียวรึ?
“ ข้า ไม่ได้ฆ่าเขา จริงๆ นะ”
ราเชนรีบปฏิเสธเอาตัวรอดทันที
“ ข้ารู้ คนไร้ฝีมือเช่นเจ้า ไม่มีปัญญาทำอะไร ศิษย์พี่สามข้าได้ บอกมาผู้ใดเป็นคนทำกันแน่ ฮูหยินหานใช่หรือไม่”
“ไม่ ไม่ใช่ ฮูหยินหานตายไปแล้ว เป็นคนของสำนักหลงเหมินสวมรอยแทน” ราเชนโกหกออกไปอย่างรวดเร็ว
“ นึกแล้วต้องเป็นพวกของสำนักหลงเหมินจริงๆ ด้วย บอกข้ามา นางเป็นใครในสำนักหลงเหมิน”
“ สาบานก่อน หากข้าเล่าความจริง ท่านห้ามทำร้ายข้านะ”
“ ได้ ข้าหงซือถู เทพพสุธา แห่งสำนักม่านหมอก สาบานต่อฟ้า จะไม่สังหารเจ้า”
“ นางคือ ธิดาเทพไช่อี แห่งสำนักหลงเหมิน”
“ ธิดาเทพไช่อี ฝีมือร้ายกาจกว่า ศิษย์พี่สามของข้าอีกหรือ?”
“ ไม่ใช่นางคนเดียว ข้ายังเห็นมังกรอีกหลายตัว เข้ารุมทึ้ง ท่านเทพวารีเพียงผู้เดียวอีกด้วย” ราเชนเอ่ยไปมั่วๆหงซือถู ถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความแค้น
“ ข้านึกแล้ว ต้องไม่ใช่นางคนเดียวแน่ๆ หรือว่าจะเป็นสี่ผู้เฒ่ามังกร ร่วมมือกันสังหารศิษย์พี่สามของข้า ลำพังตัวต่อตัว พวกมันไม่อาจสู้ศิษย์พี่สามของข้าได้แน่ๆ” หงซือถู เริ่มเดาเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“ พวกมัน มาที่จวนแม่ทัพหานเพื่อวัตถุประสงค์อะไร?”
“ ข้าไม่รู้ แต่เห็นธิดาเทพเก็บหยกกลมๆ สีขาว มีรูปคล้ายกับมังกร นำกลับไปด้วย”
“ หยกมังกร?”
ราเชนรีบพยักหน้า เออออ ไปด้วย
“ อ่า ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ศิษย์พี่สามนะศิษย์พี่สาม ท่านได้เฝ้าขุมทรัพย์เอาไว้ให้ผู้อื่นแท้ๆ” หงซือถู ส่ายหัว แล้วหันมามองหน้าราเชน คล้ายเสือ กำลังจะฆ่าเหยื่อของมันราเชนมองตาของ หงซือถูก็รู้ว่ามันไม่ปล่อยเขาอย่างแน่นอน
“ เฮ้..ท่านสาบานแล้วนะ ว่าจะไม่ทำอะไรข้า”
ราเชนส่ายหัวออกมาได้อย่างเดียว แต่ทว่าร่างกายส่วนอื่นๆ ไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่น้อย
“ ข้าสาบานแล้ว ว่าข้าจะไม่สังหารเจ้า แต่ว่าเจ้าศิลาตาเดียวมันได้รับคำสั่งมา คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการตายของศิษย์พี่สามต้องตาย ขอให้เจ้าโชคดีก็แล้วกัน”
หงซือถูเอ่ยจบ ก็มุดลงดินหายไปในทันที
“ ไอ้บ้าเอ้ย ปล่อยข้านะเว้ย” ราเชนถูกเจ้าศิลาตาเดียว กอดรัดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระดูกของเขาลั่นดังเปรี้ยะ !! ก่อนที่กระดูกของเขาจะหักสะบั้นลง เขาก็พบว่ามือของเขาเริ่มขยับได้แล้ว อาจเป็นเพราะหงซือถูไปแล้ว เลยคลายพลังที่กดดันเขาเอาไว้ ทำให้ราเชนสามารถดึงเอามีดนิรนามออกจากแหวนมิติออกมาได้ แล้วใช้พลังจิต สั่งให้มีดนิรนาม พุ่งเข้าไปที่หัว ของเจ้าศิลาตาเดียว
ฟิ้ว !! ตูม !!
หัวของเจ้าศิลาตาเดียวถึงกับระเบิด แขนที่รัดร่างของราเชนนั้นค่อยสลายหายไป
ราเชนนำมีดนิรนามฟันเข้ากับ หินที่ตรึงร่างเจ้าโมโม่เอาไว้ทันที
ฉับ !!
โฮ่ง โฮ่ง !!
เจ้าโมโม่ เห่าออกมาด้วยความโมโห แล้ววิ่งหารอบๆ กระโจม
“ มันไปแล้ว” ราเชนเอ่ยออกมา เจ้าโมโม่ เลยเข้ามาเห่าใกล้ๆ กับราเชน คล้ายจะบอกว่า คราวหน้าเจอกับมันอีก มันจะกัดไม่ปล่อยอย่างแน่นอน
ส่วนหงซือถู ที่ตอนนี้กำลังมุ่งไปสู่สำนักหลงเหมิน ถึงกับ หยุดนิ่งอยู่ใต้ดิน แล้วหยิบหินศิลาตัวเล็กออกมาจากแหวนมิติ ซึ่งมีเป็นหุ่นของเจ้าศิลาตาเดียวขนาดเท่าฝ่ามือ ที่แตกหักเป็นชิ้นๆ
“ ฮึ..เจ้าอ้วนสามารถทำลาย ศิลาตาเดียวของข้าได้เชียวหรือนี่ ฝากไว้ก่อนเถอะ รอให้ข้าคิดบัญชีกับ สำนักหลงเหมินให้เสร็จเรียบร้อย ข้าจะกลับมาหาเจ้าใหม่อีกครั้ง”
ตอนเช้าขบวนทัพของ องค์ชายรองหลี่คัง ก็มาถึงเมืองหน้าด่านแรก ซึ่งมีชื่อเรียกว่า เมืองเปี้ยนเฉิน พอเข้าไปในเมือง แม่ทัพประจำการด่านแรก มีนามว่า
แม่ทัพสิงชุนก็เข้ามารายงานตัว พร้อมกับนำพาเหล่าแม่ทัพที่ประจำด่าน มาคอยต้อนรับ องค์ชายรอง ราเชนนั้น เป็นรองแม่ทัพท่านหนึ่งคือ แม่ทัพลู่ตง เป็นรองแม่ทัพค่ายประตูทิศเหนือ ราเชนยืนยิ้มให้แม่ทัพลู่ตง เล็กน้อย ซึ่งแม่ทัพลู่ตงก็พยักหน้ารับทราบ พิธีต้อนรับผ่านไป ที่ปรึกษาใหญ่ แม่ทัพเยว่ไคว ก็ประกาศเรียกประชุมนายทหารทั้งหมด เพื่อประกาศราชโองการ
ไม่นาน นายทหารทุกๆ คน ก็เข้ามาฟัง พระราชโองการ โดยมีแม่ทัพเยว่ไควประกาศโครงสร้างและจัดการตำแหน่งของกองทัพใหม่ โดยผู้นำสูงสุดคือ ผู้บัญชาการกองทัพคนใหม่ คือ องค์ชายรองหลี่คัง โดยมีที่ปรึกษาอันดับ1 แม่ทัพเยว่ไคว ที่ปรึกษาอันดับ2 คือ แม่ทัพสิงชุน ตำแหน่งรองลงมาก็คือ สี่ผู้บัญชาการ
รองผู้บัญชาการอันดับ 1 จ้าวจง รองผู้บัญชาการอันดับที่ 2 เว่ยชิงหลง
รองผู้บัญชาการอันดับ 3 ฉีหลิง รองผู้บัญชาการอันดับที่ 4 หยางเฟยหลง
ส่วนตำแหน่งอื่นๆ นั้น ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจของ คนทั้งเจ็ดนี้
“ การศึกครั้งนี้ องค์จักรพรรดิมีพระบัญชาให้พวกเรา โต้ตอบพวกทัพฮานกลับไป
อย่ามัวแต่รอตั้งรับอยู่แต่ในเมือง ดังนั้นยุทธ์วิธีที่ผ่านมาของ ท่านแม่ทัพสิงชุน คงต้องมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นข้าขอเสนอให้พวกเราแบ่งการทำงานของกองทัพเราเป็นสี่ทัพ ทัพที่ 1 จะเป็นทัพหน้า พร้อมออกสู้รบใส่กับศัตรูในยามกลางวัน ทัพที่ 2 จะออกสู้รบในยามค่ำคืน ส่วนทัพที่ 3 จะเป็นกองกำลังเฝ้าระวังภายในเมือง คอยต้านทัพฮานไม่ให้บุกเข้ามาได้ ส่วนทัพที่ 4 จะเป็นกองกำลังสนับสนุนทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นกองเสบียง กองอาวุธ และ กองทหารเสริม”
แม่ทัพเยว่ไคว อธิบายการปรับโครงสร้างของกองทัพใหม่ ทุกๆ คนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
“ ถ้าเช่นนั้น ก็มอบให้รองผู้บัญชาการทั้งสี่ เป็นผู้รับผิดชอบเป็นผู้นำทัพทั้งสี่นี้ก็แล้วกัน ท่านกุนซือฉี ช่วยพูดออกมา แล้วให้ทุกคนช่วยกันตัดสินใจว่าเหมาะสมหรือไม่”
กุนซือฉี เดินออกมายืน ตรงกลาง แล้วโค้งคำนับต่อๆ ทุกๆ คน พร้อมกับเริ่มเอ่ยออกมาว่า
“ ท่านรองผู้บัญชาการจ้าวจง และ ท่านรองผู้บัญชาการเว่ยชิงหลง ล้วนห้าวหาญชาญศึก มีฝีมือขั้นปรมาจารย์ระดับสูงทั้งคู่ ควรเหมาะกับการเป็นทัพหน้าคอยบุกตะลุยจัดการกับข้าศึก ทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นลำดับ ส่วน การเฝ้าระวังและตั้งรับ ท่านรองผู้บัญชาการอันดับ 3 ฉีหลิง นั้นเคยออกรบเป็นผู้ช่วยท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวสงมาก่อน ดังนั้น เขาเหมาะสมที่สุด ส่วน ท่านรองผู้บัญชาการอับดับที่ 4 นั้นเพิ่งออกศึกครั้งแรก ดังนั้นอาจไม่เหมาะกับการสู้รบ ควรจัดการเรื่องเบื้องหลัง ไม่ว่าเรื่องเสบียง อาวุธ และกำลังเสริมจะเหมาะสมที่สุด โดยมีองครักษ์ฉีอี้ เป็นผู้ช่วยของเขาอีกคน”
ทุกๆ คน พยักหน้าเห็นด้วยกันกับตำแหน่งของรองผู้บัญชาการทั้งสาม แต่ตำแหน่งผู้คุมกองเสบียงนั้น ทุกๆ คนกลับไม่เห็นด้วย องค์ชายรองหลี่คังถึงกับแสดงสีหน้าไม่พอใจ บรรดานายทหารทั้งหมด ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งหมายคัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่ สายตาของทุกๆ คนมองมาที่ราเชนอย่างดูถูกเหยียดหยาม จนราเชนรู้สึกได้………