ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่115 ตะลึง

    65 2-2

    ตอนที่115 ตะลึง

    “ใช้ความงามที่มีให้เป็นประโยชน์นายท่าน เชื่อข้าเถอะ มารยาเสน่ห์ร้อยเล่มเกวียนของท่านมีประโยชน์จริงๆโปรดหยิบใช้สิ่งนี้หลอกล่อให้อีกฝ่ายมาเป็นมิตร”

    เสี่ยวฮั่วกล่าวน้ำเสียงจริงจัง

    เซียถงสีหน้าหมองคล้ำลงทันใด ใจหนึ่งชักจะสงสัยในตัวตนของเสี่ยวฮั่วแล้วเช่นกันว่ามันเป็นเพียงจิตวิญญาณของสัตว์เทพอสูรบรรพกาลจริงๆ ใช่หรือไม่? แล้วไฉนในหัวของมันถึงมีแต่แผนการชั่วร้ายเลี้ยวรดคตเคี้ยวอยู่เต็มไปหมด?

    “นายท่านกายเนื้อของข้าเองก็ใกล้จะฟื้นคืนขึ้นมาเต็มทนแล้ว ต้องการกลืนกินสัตว์อสูรปราณวิญญาณอีกสักตนอาศัยแค่พลังฝีมือของท่านยามนี้เกรงว่ามิอาจสามารถล่าจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณแค่ลำพังได้แต่หากเป็นชายผู้นั้นกลับมีความสามารถดังกล่าวท่านต้องทำทุกวิถีทางให้อีกฝ่ายยอมร่วมมือกับท่านให้จงได้”

    พอทุกอย่างกลับกลายมาเป็นเช่นนี้เซียถงได้แต่พยักหน้าตอบเพียงว่า

    “เข้าใจแล้วข้าจะลองหาวิธีล่าจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณดู”

    เซียถงหย่อนตัวเอนกายแช่ร่างในอ่างไม้สมุนไพรนานาชนิดจวบจนบ่ายของวันถัดไปเว้นเสียแค่บาดแผลทางยาวบนเนินหน้าอกที่ยังคงทิ้งทวนเป็นรอยแผลเป็นสีน้ำตาลแดงจางๆ ส่วนที่เหลือล้วนหายดีเป็นปลิดทิ้งไร้ร่องรอย

    นางเดินออกจากห้องอาบน้ำพร้อมผ้าคลุมผืนน้อยเปลี่ยนชุดแพรพรรณใหม่สะอาดเอี่ยม และเดินเล่นรอบๆสถานศึกษาเซิงหลิงอยู่สักครู่ใหญ่แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ทอแสงส่องลงมากระทบบนร่างกายของเซียถงให้สัมผัสรู้สึกอบอุ่นยิ่งแล้ว นางก้าวแช่มเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์บ่ายวันนี้เป็นคาบเรียนวิชากลยุทธ์ แต่เวลานี้นางสายมากแล้วสรุปสุดท้ายจึงตัดสินใจไม่เข้าเรียนเพราะไม่ต้องการจะไปเผชิญหน้ากับแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วที่มักจะสร้างปัญหาทำเรื่องยากๆ แก่นาง ยิ่งไปกว่านั้น คราวนี้นางมาสายมากเกรงว่าจะยิ่งเข้าทางอีกฝ่ายแน่นอน

    เดินมาหยุดพักอยู่ใต้ต้นบุปผายักษ์แห่งหนึ่งพลางครุ่นพินิจนึกย้อนไปถึงเรื่องเมื่อคืนที่พ้นผ่าน ชั่งใจอยู่สักครู่หนึ่งก่อนที่สุดท้ายเซียถงจะตัดสินใจบุกเข้าสำรวจบ่อน้ำตกอันใสสิสุทธิ์แห่งนั้นอีกครั้งหนึ่งเสี่ยวฮั่วเคยกล่าวไว้ว่า ด้านล่างบริเวณก้นบ่อน้ำมีของวิเศษอยู่ไม่ทราบเช่นกันว่าเป็นสิ่งใด แต่หากเป็นประเภทยุทธ์ภัณฑ์อาวุธจะเป็นเรื่องดีมากเพราะในปัจจุบัน สิ่งที่นางจขาดแคลนอยู่คืออาวุธส่วนกระบี่เล่มนั้นของเซี่ยหลู่เฟิงก็ถูกทำลายหักสองท่อนคามือตั้งแต่ตอนงานประลองดังนั้น นางจึงต้องการกระบี่หรืออาวุธดีๆ สักชิ้นส่วนจะใช้คืนให้เซี่ยหลู่เฟิงแทนที่กระบี่เล่มที่ทำหักไปหรือไม่อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับชนิดอาวุธอีกที

    ขณะที่กำลังยืนนิงครุ่นพินิจอยู่นั้นเอง จู่ๆ ก็นางก็สังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งสะท้อนลงมาจากบนพื้นทันทีที่เงยหน้ามองติดตามขึ้นไป ก็พบว่าเป็นเย่หลีเทียนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าไม่ห่างจ้องตาเขม็งปรายแววไสวเล็กน้อย

    หรือเป็นไปได้ไหมว่า...หมอนี่จะจดจำนางได้และจะย้อนกลับมาเพื่อแก้แค้นเอาคืน?ชั่วอึดใจที่ความคิดนี้ผุดปรากฏพลันมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นซึมซาบอยู่ทั่วทั้งแผ่นหลังของเซียถงเลื่อนคมมีดสั้นออกมาจากใต้แขนเสื้อเผื่อเอาไว้ป้องกันตัวในยามฉุกเฉินทันทีทั่วอณูร่างกายาตื่นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วแผดรัศมีจิตสังหารที่มองไม่เห็นพุ่งกระจายโดยรอบตัวนาง

    เย่หลีเทียนหมุ่นคิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อยจับจ้องมองมาทางเซียถง เผยแสดงแววเศร้าสร้อยแฝงไว้ในดวงตาอยู่หนึ่งส่วนยิ้มบางเอ่ยถามขึ้นว่า

    “ไฉนคุณหนูเซียถึงมีสีหน้าเศร้าโศกเช่นนั้นกัน?”

    พอเห็นว่าเย่หลีเทียนมิได้มาที่นี่เพราะจดจำนางได้หรือแกแค้นใดๆเซียถงเพียงส่ายหน้ายิ้มตอบกลับเป็นมารยาทคำหนึ่งลอบสูดหายใจเย็นแช่มลึกสุดขั้วปอด จากนั้นก็หมุนตัวเตรียมจากออกไปโดยทันที

    “คุณหนูเซีย ข้าได้รับสั่งมาจากฝ่าบาทให้ถามว่าเจ้าไปนำโอสถฟื้นชีพที่มอบให้แก่องค์รัชทยาทกินมาจากไหน?”

    พอเห็นว่าเซียถงกำลังจะตีตัวออกห่าง เย่หลีเทียนก็เอ่ยปากห้ามปรามหยุดเอาไว้พร้อมเอื้อมมือไปคว้าหัวไหล่บางของนางอย่างแรง

    กระบวนจับในครานี้ค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรงมากจนทำเอาเซียถงรู้สึกราวกับว่าบริเวณหัวไหล่ข้างขวาที่โดนจับถูกกดทับด้วยของหนักกว่าร้อยตันส่งผลให้นางไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายไปไหนได้ชั่วขณะหนึ่งนางกัดฟันกรอดกลั้นใจชักมีดสั้นในมือขึ้นแทงแขนอีกฝ่ายโดยตรง

    มองดูคมมีดสั้นที่พุ่งพรวดเข้าแทงตนด้วยความเร็วสูงประดุจฟ้าแลบดวงตาคู่นั้นของเย่หลีเทียนพลันหรี่แคบลงเล็กน้อย ภายในใจฉายแววสงสัยขึ้นทันควันไฉนมีดสั้นในมือของเซียถงถึงมีรูปร่างคล้ายกับมีดสั้นของสาวงามที่เจอเมื่อคืนเหลือเกิน? ชั่วพริบตาต่อมาเย่หลีเทียนเลี่ยงหลบมีดสั้นของเซียถงได้อย่างไม่ยากเย็น คว้าชายเสื้อกระชากอย่างแรงหวังจะฉุดรั้งร่างอรชรของอีกฝ่ายเข้ามาโดยพลัน

    เซียถงออกแรงต้านเอาไวส่งผลให้ชายเสื้อฉีกขาดลากยาวออกเป็นแถบเกือบครึ่งต่อครึ่งตัวเผยให้เห็นเรียวแขนยาวสีขาวผ่องเย่หลีเทียนเผยประกายสายตาหยุดนิ่งบนครึ่งร่างที่เปลือยเปล่าสรีระร่างกายของหญิงสาวนางนี้ทั้งเรียบเนียนและขาวกระจ่างใสประดุจหิมะอย่างแท้จริงและที่สำคัญที่สุด ยังปราศจากรอยแผลใดๆ อย่างที่เขาจินตนาการคิดไว้หากพินิจจับจ้องให้จงดี ยังจะเห็นขอบชุดชั้นในสีแดงเหลือบมุมออกมาเล็กน้อยเส้นเชือกสีแดงตัดไปเอวเพรียวบางสีขาวนวล ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเพลิดเพลินสายตายิ่งนัก

    ทันใดนั้นเองดวงตาคู่นั้นของเขาก็ฉายแววละโมบขึ้นมาทันใด

    “เพี้ยะ!”

    เสียงตบหน้าดังสนั่นลั่นเซียถงหวดหลังมือใส่แก้มของเย่หลีเทียนโดยไม่มีเกรงใจขมวดคิ้วจ้องตาอีกฝ่ายเขม็งเผยแววดุร้ายออกมาใช้มือทั้งสองข้างโอบรวบเสื้อผ้าที่กองหล่นหลุดลุ่ยไว้แน่น และวิ่งหนีออกไปจากบริเวณนั้นพร้อมตะโกนโหวกเหวกโวยวายเสียงดังต่อเนื่องว่า

    “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!มีคนจะข่มขืนข้า!!”

    กล้าฉีกเสื้อผ้ากันขนาดนี้ยังจะอยู่ทำไมให้โง่!

    พอได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากปากของเซียถงเย่หลีเทียนมิได้แสดงท่าทีหงุดหงิดหรือตื่นตกใจใดๆ ทว่าเขากลับยกเศษชุดเสื้อผ้าที่หลุดติดมือขึ้นมาดมอยู่หลายทีพลางเคลื่อนสายตาจับจ้องร่างเปลือยครึ่งซีกของเซียถงที่กำลังวิ่งตะโกนโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง

    นี่นางต้องการเล่นกลเล่นแง่อันใด? นี่ไม่ต่างอะไรไปจากการสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูมัวหมองเลยมิใช่รึ?ทุกคนในสถานศึกษาแห่งนี้ต่างพึงทราบกันดีหญิงสาวที่ชื่อเซียถงมีใบหน้าอัปลักษณ์เพียงใด ดังนั้นแล้วสำหรับหญิงสาวผู้มีใบหน้าน่าเกลียดสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยมาวิ่งตะโกนโหวกเหวกโวยวายเช่นนี้ใครบ้างจะสนใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ มิหนำซ้ำเสื้อผ้ายังขาดลึกจนเผยให้เห็นชุดชั้นในอีก...

    “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!!”

    เซียถงยังคงกรีดร้องลั่นอย่างต่อเนื่องน้ำเสียงฟังดูโศกเศร้าและหวาดผวาขวัญเสียอย่างยิ่งแต่แล้วก็มีเงาของใครบางคนตรงเข้ามาหาตัวนาง

    “เซียถง เกิดอะไรขึ้น?ใครกันที่เป็นคนฉีกเสื้อผ้าของเจ้า?!”

    หยุนซีรีบวิ่งออกมาหยุดอยู่ตรงหน้าเซียถงกวาดสายตามองชุดเสื้อผ้าที่ขาดลุ่ยบนร่างกายเผยส่วนโค้งเว้าและผิวสีขาวผ่องประจักษ์ต่อสายตาซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ควรจะถูกเปิดเผยให้สาธารณะได้เห็นเลยเงยศีรษะขึ้นจับจ้องใบหน้าของเซียถงที่ยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา หยุนซีถึงกับเลิกคิ้วกระตุกวูบในทันใดรัศมีกลิ่นอายจิตสังหารขุมใหญ่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอาจารย์สาวกวาดสายตาเย็นชาสาดใส่ไปทั่วสารทิศเปล่งเสียงคำรามดังกึกก้องด้วยความโกรธจัดขึ้นว่า

    “เป็นฝีมือของสุนัขที่ไหน!?แสดงตัวออกมา!”

    ทุกคนโดยรอบต่างหยุดมองไปที่หยุนซีที่กำลังเดือดดาลสุดขีดก่อนรีบเร่งจะส่ายหัวตอบโดยไว เพื่อแสดงให้เห็นว่า มิใช่ฝีมือของพวกเขา

    “ท่านอาจารย์!เป็นฝีมือของชายคนนั้น!”

    เซียถงคว้าแขนหยุนซีเข้ามากอดพร้อมชี้นิ้วไปที่เย่หลีเทียนที่อยู่นอกฝูงชนที่มุงดูทั้งน้ำตา

    “เจ้าออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!แม่จะสั่งสอนให้...”

    หยุนซียกมือเท้าสะเอวเปิดฉากด่ากราดโดยไม่ทันมองด้วยซ้ำ แต่ทันทีที่เหลียวหน้ามองไปที่เย่หลีเทียนนางถึงกับหน้าสั่นไปชั่วขณะคำด่าที่พ่นสาดออกจากฝีปากอันคมกริบพลันหยุดชะงักแทบไม่ทัน หันขวับกลับไปทางเซียถงกระแอมไอไปทีหนึ่งพร้อมเอ่ยถามขึ้นว่า

    “เจ้าหมายถึงอัครมหาเสนาบดีเย่?นี่พวกเจ้าสองคนเข้าใจอะไรผิดกันหรือเปล่า?”