ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 4 บทที่ 110 เอฟเฟกต์พิเศษที่เทียบเคียงได้กับกลิ่นอายพลังมังกร

            ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ระดับดาวพลังรบของเขาจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าตกใจขนาดนี้

            แน่นอนว่าเมื่อมีได้อย่างก็ต้องมีเสียอย่างแม้พรสวรรค์การต่อสู้ของลู่เซิ่งจะไม่สามารถเพิ่มค่าสถานะพลังต่อสู้ที่คงที่ให้เขาได้

            แต่ทว่าเมื่อใดก็ตามที่มันถูกกระตุ้นให้ทำงานพลังเสริมที่ได้รับนั้นมหาศาลเสียจนแม้แต่กฎเกณฑ์ของระบบยังไม่สามารถคำนวณออกมาได้และทำได้เพียงใช้เครื่องหมาย?? มาแทนที่เท่านั้น

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งก็อดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลายเขาปรายตาไปมองชุดเซตคุณภาพระดับมหากาพย์ทั้งหกชิ้นที่วางอยู่ตรงหน้าในที่สุดเขาก็ไม่อาจข่มความคาดหวังในใจได้อีกต่อไป

            “เซตผู้พิพากษาประภาสวรรค์งั้นเหรอ? อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”

            เขาไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป

            ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของออสการ์ลู่เซิ่งเริ่มสวมใส่อุปกรณ์ในชุดเซตคุณภาพระดับมหากาพย์ทั้งหกชิ้นลงบนร่างกายทีละชิ้น

            และในวินาทีที่ลู่เซิ่งสวมใส่จนครบถ้วนสมบูรณ์นั่นเอง

            วูบ...

            รัศมีศักดิ์สิทธิ์สีทองอันเจิดจ้าพลันพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาแสงนั่นสว่างจนดูราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังลุกโชนแผ่รัศมีเสียจนออสการ์ต้องเบือนหน้าหนีเพราะไม่อาจจ้องมองได้ตรงๆ

            เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่ทราบได้

            เมื่อออสการ์เริ่มปรับสายตาให้ชินกับแสงจ้าได้แล้วและพยายามเพ่งมองไปอีกครั้งภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพาลาดินผู้หนึ่งที่กำลังอาบไล้ด้วยรัศมีศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลัง

            เขาอยู่ในชุดเกราะหนักสีเงินบริสุทธิ์สะพายผ้าคลุมสีทองสง่างาม สองข้างของหมวกเกราะปิดผนึกประดับด้วยปีกเทวทูตขนาดเล็ก

            เมื่อบวกกับกางเขนยักษ์ที่มีเถาวัลย์ดอกไม้พันรอบอยู่บนหน้าอกและรูปทรงของชุดเกราะที่ดูโฉบเฉี่ยวไร้ที่ติ

            องค์ประกอบทั้งหมดนี้ส่งเสริมให้เขาดูสูงส่งราวกับทายาทแห่งทวยเทพให้ความรู้สึกที่ใครก็มิอาจล่วงเกินและไม่บังควรล่วงเกินเป็นอย่างยิ่ง

            “แม่-เอ๊ย นี่มันจะเท่เกินไปแล้ว”

            เมื่อมองดูชุดเกราะใหม่บนร่างกายของตนเองคราวนี้แม้แต่ลู่เซิ่งเองก็ยังเก็บอาการไว้ไม่อยู่

            นั่นเพราะรูปลักษณ์ของชุดเกราะชุดนี้มันสุดจะเท่จนเข้าขั้นไร้ขอบเขต เท่เสียจนหาใครเปรียบไม่ได้จริงๆ

            ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสวมชุดเกราะนี้ ลู่เซิ่งยังสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

            จะพูดแบบไม่เกินจริงเลยก็คือหากในตอนนี้เหล่านักฆ่าจากหน่วยล่ามังกรที่เพิ่งถูกออสการ์เล่นงานจนตายไปฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้วต้องประจันหน้ากับเขาอีกครั้ง

            ลู่เซิ่งมั่นใจว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้การเสริมพลังหมื่นเท่าและไม่จำเป็นต้องให้ออสการ์ช่วยเลยแม้แต่น้อย ลำพังเพียงพละกำลังของเขาในตอนนี้ก็สามารถใช้หมัดเดียวซัดเหล่านักฆ่าหน่วยล่ามังกรพวกนั้นให้ตายคาที่ได้ทุกคน

            ใช่แล้วเขาแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดนี้เลยทีเดียว!

            “เอ๊ะ? เอฟเฟกต์พิเศษ ‘รัศมีศักดิ์สิทธิ์’ที่ติดมากับชุดเซตนี้ ดูเหมือนจะมีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับ ‘กลิ่นอายพลังมังกร’ ที่เผ่ามังกรของเรามีติดตัวมาแต่กำเนิดเลยนี่?”

            ในขณะเดียวกันออสการ์ที่ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างได้เช่นกันก็จ้องมองลู่เซิ่งพลางอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

            “กลิ่นอายพลังมังกรงั้นเหรอ...”

            ลู่เซิ่งเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นเขารู้ดีว่าขึ้นชื่อว่าเผ่ามังกร ย่อมมีความน่าเกรงขามติดตัวมาแต่กำเนิดซึ่งสามารถทำให้ผู้ที่มีลำดับขั้นต่ำกว่าเกิดความหวาดกลัวไปเองโดยสัญชาตญาณ

            ความน่าเกรงขามที่ว่านี้ก็คือกลิ่นอายพลังมังกรนั่นเอง

            กลิ่นอายพลังมังกรเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ แต่ทว่ามันมีอยู่จริง

            เปรียบได้กับคนธรรมดาที่ไปเจอเสือโคร่งคลุ้มคลั่งในป่าคนธรรมดาย่อมต้องถูกกลิ่นอายความป่าเถื่อนที่แผ่ออกมาจากตัวเสือข่มขวัญจนต้องหันหลังหนีและสูญเสียจิตวิญญาณในการต่อสู้ไปโดยปริยายซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกัน

            ทว่าในตอนนี้เนื่องจากออสการ์สูญเสียพละกำลังไปมหาศาลเลเวลของมันในตอนนี้ยังไม่ถึงระดับของลูกมังกรที่เพิ่งเกิดเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นกลิ่นอายพลังมังกรในตัวมันจึงยังไม่สำแดงออกมาให้เห็นในเวลานี้

            ส่วนเอฟเฟกต์พิเศษของชุดเซตผู้พิพากษาประภาสวรรค์ทั้ง6ชิ้นที่ชื่อว่า ‘รัศมีศักดิ์สิทธิ์’ นั้น มีผลลัพธ์แบบเดียวกับ ‘กลิ่นอายพลังมังกร’เป๊ะๆ มันสามารถทำให้ศัตรูเกิดความยำเกรงโดยสัญชาตญาณซึ่งจะส่งผลให้พละกำลังของศัตรูลดฮวบลงทันที

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งจึงก้มลงมองแผงสถานะของตนเองอีกครั้ง

             [โฮสต์: ลู่เซิ่ง]

             [อาชีพ: พาลาดิน]

             [ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพ: พิพากษา]

             [เลเวล: 141 (เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สอง) ]

             [ค่าพลังชีวิต: 16,760]

             [ค่ามานา: 13,210]

             [พละกำลัง: 2,101]

             [สติปัญญา: 1,321]

             [ความคล่องแคล่ว: 901]

             [จิตวิญญาณ: 151]

             [ความทนทาน: 1,676]

             [อุปกรณ์: ชุดเซตผู้พิพากษาประภาสวรรค์ 6/6]

             [ระดับดาวพลังรบ: 2,477 ดาว]

            ...

            “โอ้โห ระดับดาวพลังรบตั้ง 2,477 ดาวเลยเหรอ?”

            เมื่อเห็นแผงสถานะที่สวยหรูและสดใหม่ของตนเองลู่เซิ่งก็ถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ เขาพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา“ชุดเซตผู้พิพากษาประภาสวรรค์นี่มันช่วยให้ระดับดาวพลังรบของฉันพุ่งพรวดเดียวขึ้นมาอีกสองพันกว่าดาวเลยงั้นเหรอ?”

            “นะ... นายท่าน ระดับดาวพลังรบของท่านในตอนนี้...แทบจะทัดเทียมกับผู้ใช้อาชีพที่เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สามระดับสูงสุดเลยนะขอรับ”

            ออสการ์เองก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงเช่นกัน

            เพราะในความทรงจำของมันมีเพียงผู้ใช้อาชีพที่เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สามระดับสูงสุดหรือแม้แต่ผู้ที่เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สี่เท่านั้น ถึงจะมีระดับดาวพลังรบประมาณ 2,500ดาวได้

            แต่ลู่เซิ่งกลับทำได้ตั้งแต่เพิ่งเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สองระดับดาวพลังรบก็พุ่งสูงถึง 2,477 ดาวแล้ว

            แบบนี้อย่าว่าแต่ผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะเลยต่อให้เป็นพวกผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดที่ร้อยปีจะเจอสักคนก็ยังไม่แน่ว่าจะมีระดับดาวพลังรบที่สูงล้ำขนาดนี้

            ทว่าในขณะที่ออสการ์กำลังตกตะลึงกับการเพิ่มขึ้นของระดับดาวพลังรบอย่างรวดเร็วของลู่เซิ่งอยู่นั้นลู่เซิ่งกลับถอดชุดเซต ‘ผู้พิพากษาประภาสวรรค์’ออกจากร่างกายทีละชิ้น

            วินาทีต่อมารัศมีศักดิ์สิทธิ์ที่เคยโชติช่วงก็มลายหายไป และภายในอพาร์ตเมนต์เล็กๆแห่งนี้ก็กลับคืนสู่ความสงบเงียบดังเดิม

            “เอ๊ะ? นายท่าน ท่านถอดอุปกรณ์ออกทำไมหรือ?”

            ออสการ์ถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นการกระทำของลู่เซิ่ง

            “ชุดเกราะนี้มันเตะตาเกินไป ถ้าใส่เดินดุ่มๆ ออกไปข้างนอกแบบนั้นมันจะดึงดูดสายตาคนอื่นยิ่งกว่าแกที่เผยร่างจริงเสียอีก”

            ลู่เซิ่งอธิบายพลางยิ้มขื่นๆ“ตอนนี้ฉันยังไม่อยากเปิดเผยตัวเองให้ไปอยู่ในสายตาของคนอื่นเร็วเกินไปนักแม้ฉันจะรู้ดีว่าคงซ่อนได้ไม่นานหรอก แต่ซ่อนได้วันหนึ่งก็คือวันหนึ่งการซุ่มเงียบๆ เพื่อกอบโกยผลประโยชน์น่ะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ”

            “อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง”

            เมื่อได้ยินดังนั้นออสการ์ก็พลันถึงบางอ้อ

            ในเมื่อ‘รัศมีศักดิ์สิทธิ์’ ของชุด ‘ผู้พิพากษาประภาสวรรค์’ นั้นเปรียบเสมือนสปอตไลต์เดินได้ต่อให้อยู่ห่างออกไปเป็นหลายสิบกิโลเมตรก็คงมองเห็นได้ชัดแจ๋ว

            และนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับลู่เซิ่งที่ตั้งใจจะแกล้งเป็นหมูหลอกกินเสือแน่นอน

            “แต่ของดีขนาดนี้ ถ้าท่านเก็บไว้โดยไม่ใช้...มันจะไม่น่าเสียดายไปหน่อยหรือ?” ออสการ์ถามด้วยน้ำเสียงเสียดาย

            “ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่ใช้ แค่ตอนนี้มันยังไม่จำเป็นต้องใช้เท่านั้นแหละการใส่ชุดแบบนี้ออกไปตีมอนสเตอร์ป่าทั่วไปน่ะมันต่างอะไรกับการเอาปืนใหญ่ไปยิงมดล่ะ?”

            ลู่เซิ่งส่ายหน้ายิ้มๆพร้อมเสริมว่า “แต่ถ้าถึงเวลาที่จำเป็นเมื่อไหร่ฉันจะเอามันออกมาสวมแน่นอน เรื่องนั้นแกไม่ต้องกังวลไปหรอก”

            “ขอรับ”

            ออสการ์ได้ยินแบบนั้นก็โล่งใจก่อนจะถามต่อว่า “งั้นต่อจากนี้เราจะทำอะไรกันดีขอรับ?จะต้องรีบไปปั๊มเลเวลให้ถึงสองร้อยเลยไหม? เพราะการสอบระดับชาติของประเทศเสินเซี่ยก็ใกล้จะเริ่มแล้วนายท่านเองก็ตั้งใจจะลงสมัครแข่งด้วยไม่ใช่หรือ?”

            “ไม่รีบหรอก ด้วยระดับดาวพลังรบของฉันตอนนี้ ถ้าอยากจะขึ้นเลเวล 200แค่ไปฟาร์มมอนสเตอร์ในป่าเดี๋ยวเดียวก็ทำได้แล้ว” ลู่เซิ่งส่ายหน้า แล้วหันมามองออสการ์ “อีกอย่างหลายวันที่ผ่านมาแกต้องตามฉันออกไปสู้ข้างนอกตลอด เหนื่อยมานานแล้ววันนี้ก็พักผ่อนในบ้านให้เต็มที่สักคืนเถอะพรุ่งนี้เช้าฉันกะว่าจะไปเดินดูที่สมาคมการค้าหน่อย”

            “สมาคมการค้า?”

            ออสการ์ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะถามในทันทีว่า “นายท่านจะไปทำอะไรที่สมาคมการค้าหรือ?”

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน