ฆ่า!!
พลทหารนับพันร้องตะโกนออกมาพร้อมกันจิตสังหารที่ยิ่งใหญ่แผ่ซ่านไปทั่วลานฝึกยุทธ์ในฐานะที่เป็นกองกำลังอันดับหนึ่งแห่งทะเลทรายถามู่นั้น กำลังพลของพวกเขาล้วนแต่เป็นผู้ที่ดาบเปื้อนเลือดมามากมายแล้วทั้งสิ้น
ฉะนั้นแล้วแม้แต่หลินถังก็ยังมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปก่อนจะตวาดออกมาอย่างดุดัน“เฉียนจิ้น เจ้าคิดจะล้างบางผู้พิทักษ์ราตรีอย่างนั้นหรือ?”
“ถ้าใช่แล้วจะอย่างไร?”
เฉียนจิ้นกระตุกยิ้ม หอกใหญ่ในมือเขาชี้มาที่หลินถังพร้อมกับจิตสังหารที่ระเบิดออกมาเขาคือจอมยุทธ์ผู้มีพลังในขั้นเกลาวิญญาณแม้จะอยู่ในระดับต้นแต่ก็ทรงพลังเป็นอย่างมาก จากนั้นเขาก็พุ่งตรงเข้าไปหาหลินถัง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังปราณที่แข็งแกร่งของอีกฝ่ายหลินถังจึงตวาดออกมาอย่างเดือดดาล“เฉียนจิ้น เจ้าอย่าได้คิดว่าตนเองจะสามารถเอาชนะพวกข้าได้เพราะต่อให้เจ้าสังหารพวกข้าทั้งหมด ณ สถานที่แห่งนี้ มันย่อมต้องแลกมาด้วยสิ่งที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่งแน่นอน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเฉียนจิ้นก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
การที่พวกเขายอมให้กองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เป็นเพราะเมื่อใดที่ต้องเผชิญหน้ากันไม่ว่าอย่างไรผู้ที่มีสินัยดุร้ายอย่างหลินถังจะต้องต่อสู้จนเหลือเพียงคนสุดท้ายเป็นแน่ฉะนั้นแล้วกลุ่มจิ้งจอกโลหะคงต้องเกิดการสูญเสียอย่างมาก
ภายในทะเลทรายถามู่แห่งนี้มีหน่วยทหารรับจ้างอยู่มากมายเมื่อใดที่กลุ่มจิ้งจอกโลหะของเขาอ่อนแอลงก็อาจมีหน่วยทหารรับจ้างใหม่เกิดขึ้นมาก็เป็นได้ฉะนั้นแล้วเฉียนจิ้นจึงลังเลมาโดยตลอด
และในยามนี้หลินถังยังมีท่าทีว่าต่อให้ตายก็จะไม่ยอมศิโรราบด้วย
หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่เฉียนจิ้นก็หัวเราะเสียงดังแล้วเอ่ยว่า“ข้าจะไม่ยกพลสู้กับเจ้าโดยตรงเป็นแน่แต่หลินถัง...เจ้าคงจะไม่ลืมกฎของหน่วยทหารรับจ้างแห่งทะเลทรายถามู่ใช่หรือไม่ วันนี้ข้าจะท้าประลองแห่งชีวิตกับพวกเจ้า!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็ทำให้ความตกตะลึงปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ
การประลองแห่งชีวิตที่ว่า คือการให้จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของแต่ละฝ่ายมาต่อสู้กันเป็นการต่อสู้ในระยะเวลาอันสั้นโดยที่หากผู้ใดพ่ายแพ้จะต้องยอมศิโรราบแก่ผู้ชนะ
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของหลินถังก็เปลี่ยนไปก่อนจะตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “ว่าอย่างไรกลุ่มจิ้งจอกโลหะของพวกเจ้ายอมรับความพ่ายแพ้ได้อย่างนั้นหรือ?”
“หากไม่ลองแล้วรู้ได้อย่างไร?ว่าอย่างไร ไม่กล้าหรือ?”
เฉียนจิ้นกระตุกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์“หากไม่กล้าก็รีบไสหัวออกไปจากเมืองเฟิงเลี่ยเสีย อย่าได้มาขวางหูขวางตาเหล่าจื่อที่นี่!”
หลินถังยังไม่ได้เอ่ยอันใดออกไปเจ้าของน้ำเสียงอันเยือกเย็นที่มองเฉียนจิ้นมานานก็เอ่ยขึ้นว่า“ผู้ใดบอกว่าไม่กล้า ข้าเอง!”
เจ้าของเสียงนั้นคือเสวี่ยไต้เอ๋อร์นางก้าวเดินไปเบื้องหน้าพร้อมกับนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหาร
“อย่าใจร้อนไป ไต้เอ๋อร์!”
หลินถังกัดฟันแน่น แล้วบอกไปเสียงเข้ม
ทว่าเสวี่ยไต้เอ๋อร์กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก“ตอนนี้คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว หากถูกพวกมันขับไล่ออกไปจากเมืองเฟิงเลี่ยชื่อเสียงของพวกเราคงจะเสียหายย่อยยับเมื่อถึงตอนนั้นผู้ใดจะกล้าทำการค้ากับพวกเรา?”
ว่าแล้วนางก็เดินขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าวพลังปราณแผ่ซ่านออกมาจากร่างอรชรงดงาม ที่น่าสะพรึงไปกว่านั้นก็คือพลังจิตอันร้ายกาจของนางที่อยู่ในขั้นจิตซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนธรรมดาทั่วไปไม่อยากหาเรื่องเสวี่ยไต้เอ๋อร์
หลินถังอ้าปากค้าง ไม่ว่าเขาอยากเอ่ยอันใดก็ทำได้เพียงเงียบไปเท่านั้นเขาเองก็รู้ดีว่าไม่มีหนทางอื่นแล้วภายในทะเลทรายถามู่แห่งนี้หาใช่สถานที่ที่ยึดมั่นในกฎใดไม่กฎเพียงข้อเดียวของที่นี่ก็คือผู้ที่แข็งแกร่งมีสิทธิ์ทุกประการ!
เมื่อเห็นว่าเสวี่ยไต้เอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้นมาเฉียนจิ้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ร้ายกาจ “นางหนูเจ้ายังไม่ตายสินะ? ถ้าอย่างนั้นวันนี้ก็ไม่แน่แล้วล่ะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างของเสวี่ยไต้เอ๋อร์พลันสั่นสะท้านนางกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “ไม่ต้องพูดให้มากความมาลงมือเสียเถอะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเฉียนจิ้นก็ส่ายหน้าก่อนจะมีสีหน้าที่คล้ายดั่งกำลังเย้าหยอกแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ใครบอกว่าข้าจะเป็นผู้ที่เข้าไปสู้กันเล่า?”
“นั่นสิ ข้าต่างหาก!”
เสียงอันราบเรียบดังขึ้นมาจากข้างกายของเฉียนจิ้นจากนั้นเจ้าของร่างสูงโปร่ง เส้นผมดกดำซึ่งสวมชุดสีดำก็มาอยู่ที่เบื้องหน้าของเสวี่ยไต้เอ๋อร์เขาเป็นบุรุษที่มีอายุราวยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี อยู่ในขั้นเกลาปราณระดับเซียน ทว่าพลังจิตของเขากลับแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนทำให้ผู้คนทั้งหลายหายใจไม่ทั่วท้อง
พลังจิตในขั้นจิต ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ากลุ่มจิ้งจอกโลหะจะมีจอมยุทธ์ที่มีพลังจิตอยู่ในขั้นจิตด้วยสีหน้าของหลินถังเปลี่ยนไปโดยมีความกังวลปรากฏขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าเสวี่ยไต้เอ๋อร์จะมีพลังจิตในขั้นจิตเช่นเดียวกัน แต่ดูเหมือนว่าศักยภาพของบุรุษผู้นั้นจะร้ายกาจยิ่งกว่านาง!
บุรุษผู้นั้นมองเสวี่ยไต้เอ๋อร์ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความทะนงตนก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ข้าน้อยหลิวอวิ๋นไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่าอย่างไร?”
“มันสำคัญด้วยหรือ? ข้ามีนามว่าเสวี่ยไต้เอ๋อร์ ดูท่าเจ้าคงจะเป็นตัวช่วยที่กลุ่มจิ้งจอกโลหะเชิญมาสินะ!”
เสวี่ยไต้เอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นร่างอรชรเดินออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นพลังจิตที่ไร้ซึ่งรูปร่างก็แผ่ซ่านออกไป
ทว่าหลิวอวิ๋นกลับไม่ได้มีท่าทีใดๆเขาเพียงเอ่ยเสียงเรียบ “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ข้าเองได้เข้าร่วมกับกลุ่มจิ้งจอกโลหะจริงๆแล้วด้วย หึหึ นึกไม่ถึงว่าลงมือครั้งแรกก็ต้องมาพบเจอกับสตรีงามอย่างเจ้าเข้าร่วมกับกลุ่มจิ้งจอกโลหะไม่ดีกว่าหรือ เจ้าไม่ต้องห่วงขอเพียงเจ้ากับข้าร่วมมือกันจะต้องได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทะเลทรายถามู่แห่งนี้เป็นแน่และเจ้าควรรู้ไว้ด้วยว่าข้าหลิวอวิ๋นเป็นถึงปรมาจารย์จิตศัสตราปรมาจารย์จิตศัสตราที่มีพลังจิตในขั้นจิต!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเสียงแห่งความตกตะลึงก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณเห็นได้ชัดว่าประโยคสุดท้ายเพียงไม่กี่คำนั้นถือเป็นตัวแทนของผู้ที่ไม่ธรรมดาโดยจอมยุทธ์ระดับนี้ต่อให้ไปอยู่ในสถานที่ของผู้ทรงอิทธิพลก็ยังถือว่าเป็นแขกชั้นสูงหากเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราที่มีพลังจิตในขั้นจิตก็หมายความว่าสามารถสร้างศัสตราวุธที่ต่ำกว่าระดับสี่ลงไปได้ฉะนั้นจึงเป็นที่ต้องการอย่างมาก
“ข้าไม่ต้องการ!”
เสวี่ยไต้เอ๋อร์กระตุกยิ้มแล้วควบคุมพลังจิตของตนเองให้พุ่งไปหาหลิวอวิ๋นมันได้ผสานตัวในอากาศ ไร้รูปร่างแต่กลับแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็น!
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังจิตที่ถาโถมเข้ามาหาตนเองหลิวอวิ๋นพลันกระตุกยิ้มแล้วจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “หึแสร้งวางท่าว่าตนเองสูงส่งไปเพื่อสิ่งใดกัน อีกประเดี๋ยวหากเหล่าจื่อกำราบเจ้าได้จะลิ้มรสเจ้าอย่างไรก็ทำได้ตามต้องการ!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาพลังจิตของหลิวอวิ๋นก็ถาโถมออกจากสมุทรจิตของอย่างมากมายเช่นกันเพราะทั้งสองฝ่ายล้วนแต่มีพลังจิตอยู่ในขั้นจิตฉะนั้นแล้วผู้คนที่อยู่โดยรอบจึงแทบหยุดหายใจและยกลานฝึกยุทธ์แห่งนี้ให้ทั้งสองเพราะหากถูกลูกหลงจากพลังจิตของทั้งสองแล้วนั้น คงจะต้องกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบไปในทันใดเป็นแน่
ปัง!
พลังจิตของทั้งสองปะทะกัน จากนั้นเสวี่ยไต้เอ๋อร์ก็ตวาดออกมาเสียงดัง“เจ้าคนหน้าไม่อาย ไปตายเสียเถอะ!”
นางยืนอยู่กับที่โดยที่ปล่อยให้พลังจิตถาโถมออกไปดั่งคลื่นยักษ์จากนั้นพลังทั้งหมดก็ผสานตัวขึ้นในอากาศการโจมตีเช่นนี้ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณก็ยังต้องระวังตัวเพราะหากการโจมตีสำเร็จก็จะทำให้สมองของอีกฝ่ายคล้ายดั่งถูกทุบด้วยค้อนเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวซึ่งไม่มีสิ่งใดมาเปรียบปาน
ในเวลานี้สีหน้าของหลิวอวิ๋นยังคงราบเรียบดังเดิมแต่พลังจิตของเขากลับเปลี่ยนไปมันมีพลังปราณก่อตัวขึ้นมาหนึ่งเส้นก่อนจะพุ่งเข้าไปปะทะกับเสวี่ยไต้เอ๋อร์
ปัง!
แล้วเพียงชั่วพริบตาต่อมาแม้แต่อากาศโดยรอบก็ยังบิดเบี้ยวไปชั่วครู่หลังจากพลังที่ไร้ซึ่งรูปร่างปะทะกันเสวี่ยไต้เอ๋อร์ก็ล่าถอยออกไปหนึ่งก้าวใบหน้าของนางแดงก่ำ หลังจากนั้นจึงกระอักเลือดแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “วิชายุทธ์แห่งพลังจิต!”
ไม่ผิดแน่หลิวอวิ๋นจะต้องฝึกฝนวิชายุทธ์แห่งพลังจิตมาก่อนจึงทำให้เสวี่ยไต้เอ๋อร์กระเด็นออกมาเช่นนี้ได้ ทางฝั่งของหลิวอวิ๋นก็ก้าวเดินออกไปเบื้องหน้า จากนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับมีใบหน้าที่หยิ่งทะนง“ไม่เลว เป็นอย่างไรบ้างแม่นางคนงาม ตอนนี้เจ้ารู้ถึงความร้ายกาจของข้าหรือยัง?รีบมาเป็นอนุภรรยาให้ข้าเสียดีกว่า!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่หลิวอวิ๋นเอ่ยออกมาเสวี่ยไต้เอ๋อร์จึงกัดฟันแน่นนางทะนงตนมาแต่กำเนิด ต่อให้รู้ดีว่าไม่อาจต่อกรกับศัตรูได้ก็ยังไม่ยอมถอยแล้วในวินาทีต่อมาพลังจิตของนางพลันถาโถมไปหาศัตรูดุจดั่งพายุ
“หึ ไม่เจียมตน!”
หลิวอวิ๋นกระตุกยิ้ม ขณะเดียวกันนัยน์ตาของเขาก็วาวโรจน์ก่อนจะมีพลังจิตระเบิดขึ้นในอากาศอย่างฉับพลันมันกลายเป็นสองเส้นแล้วพุ่งทะยานไปหาพลังจิตของเสวี่ยไต้เอ๋อร์ แม้ว่าการโจมตีในเวลานี้จะไร้ซึ่งรูปร่างแต่ก็ส่งผลให้ร่างของเสวี่ยไต้เอ๋อร์สั่นสะท้านและมีเลือดสีแดงไหลออกมา
หากนางถูกโจมตีอีกครั้งพลังจิตคงต้องแหลกสลาย
“ข้าเพิ่งจะใช้พลังจิตไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นหึ เจ้ารู้หรือไม่...ไม่ว่าผู้ที่มีพลังจิตในขั้นจิตคนใดก็ไม่อาจสู้ข้าได้ทั้งนั้น”
หลิวอวิ๋นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงประดุจผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังสั่งสอนเสวี่ยไต้เอ๋อร์ซึ่งเมื่อได้ยินดังนั้นเสวี่ยไต้เอ๋อร์พลันกระอักเลือดแล้วล้มลงไปอย่างไม่อาจควบคุมร่างกายตนเองได้
“เสวี่ยไต้เอ๋อร์!”
“ท่านรองแม่ทัพ!”
โดยรอบนั้นบรรดาคนของกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีล้วนแต่ก้าวขึ้นไปยืนล้อมเสวี่ยไต้เอ๋อร์เอาไว้ในค่ายทหารเช่นนี้สตรีคือสิ่งที่พบเห็นได้ยากฉะนั้นแล้วเสวี่ยไต้เอ๋อร์จึงเป็นที่รักของผู้คนทั้งหลาย ทว่ายามนี้โฉมงามผู้ทะนงตนกลับต้องพ่ายแพ้ไปซ้ำยังแพ้ให้กับบุรุษที่คล้ายดั่งเสือผู้หญิงอีกด้วย
คนของกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีต่างก็ลุกขึ้นยืนและมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มองหลิวอวิ๋นด้วยความโกรธแค้นซึ่งเมื่อได้เห็นดังนั้นสีหน้าของหลิวอวิ๋นก็เปลี่ยนไปทว่าเมื่อนึกถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างกลุ่มจิ้งจอกโลหะเขาจึงหัวเราะอย่างชั่วร้ายแล้วเอ่ยว่า“เจ้าพวกสวะ ดูท่ากองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีของพวกเจ้าคงจะไม่มีใครแล้วสินะรีบไสหัวออกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่หลิวอวิ๋นเอ่ยออกมาหลินถังก็กำหมัดแน่นทว่าในขณะที่เขากำลังจะขยับกลับมีเสียงระเบิดดังขึ้นมาจากทิศที่ตั้งของหอไม้ขนาดใหญ่
ตู้ม!
ระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่าน คล้ายดั่งว่าพื้นเบื้องล่างจะสั่นสะเทือนตามระลอกคลื่นนั้นก็ไม่ปานแล้วในวินาทีต่อมาทั้งหลินถังและคนอื่นๆ ต่างก็มองไปตามต้นเสียงด้วยความสงสัยเพราะดูเหมือนว่าจะมีกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งที่สามารถสยบได้ทุกสรรพสิ่งบางอย่างแผ่ซ่านออกมา!
“พี่ใหญ่!”
เพียงชั่วพริบตาหลินถังพลันดีใจจนแสดงออกบนใบหน้าเพราะหากจะมีใครสักคนทรงพลังได้ถึงเพียงนี้ในกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีคงจะมีเพียงเมิ่งฝานผู้เดียวแล้วเมื่อคิดถึงบุรุษหนุ่มผู้ทรงพลังที่อยู่เบื้องหลังตนความหม่นหมองจึงจางหายไปจากหลินถังแล้วมีความฮึกเหิมถาโถมขึ้นมาเต็มหัวใจ
ยามนี้คนของกลุ่มจิ้งจอกโลหะก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งนั้นเช่นกันแล้วในวินาทีต่อมาก็มีเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้น “ผู้ใดกัน ผู้ใดที่บอกว่าในบรรดาผู้มีพลังจิตขั้นจิตนี้ไม่มีใครสู้ตนเองได้?”
เสียงนี้ไร้ซึ่งความรู้สึกใด แต่กลับทำให้หัวใจของผู้คนทั้งหลายสั่นสะท้านดั่งว่าเป็นกฎแห่งธรรมชาติก็ไม่ปานแล้วในวินาทีต่อมานัยน์ตาสั่นเทาของเหล่าผู้คนก็มองไปยังหลิวอวิ๋น
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านเข้ามาสีหน้าของหลิวอวิ๋นก็เปลี่ยนไปทว่าเวลานี้อยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายเขาจึงทำได้เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นเท่านั้น“ข้าเอง มีปัญหาใดหรือ?”
จากนั้นเสียงที่อยู่ไกลๆ จึงตอบกลับเขาอีกครั้ง“อย่างนั้นหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้น...รับมือข้าสักกระบวนท่าจะเป็นไรไป!”
เพียงชั่วพริบตาพลันมีพลังจิตอันแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่พุ่งทะยานอยู่ในอากาศเข้าโจมตีเขาอย่างฉับพลันมันเป็นดั่งสายธารหลากที่เมื่อขยับก็คล้ายดั่งสายฟ้าฟาด หลิวอวิ๋นพลันเกร็งไปทั้งร่างแล้วใช้พลังจิตป้องกันตนเองทว่าในวินาทีต่อมาใบหน้าของเขากลับมีความตกตะลึงปรากฏ
เพราะพลังจิตที่พุ่งเข้ามาโจมตีเขามีมากถึงแปดเส้น
เขาฝึกฝนวิชายุทธ์แห่งพลังจิตและสามารถแยกมันออกมาได้เพียงสี่เส้นเท่านั้นทว่าอีกฝ่ายกลับสามารถแยกมันออกมาได้ถึงแปดเส้นซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง! ทว่าเขายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดพลังจิตอันแข็งแกร่งก็พุ่งเข้ามาในสมุทรจิตของเขาแม้จะมีการป้องกันที่แข็งแกร่ง ทว่ายามนี้กลับถูกพังทลายลงไปแล้ว
เอือก!
หลิวอวิ๋นกระอักเลือดก่อนที่ร่างของเขาจะลอยกระเด็นไปประหนึ่งว่าวสายป่านขาดก็ไม่ปานเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณจนเป็นแนวเส้นโค้งอันสวยงามในอากาศ...