บทที่ 30
“สรุปก็คือ เราต้องเอาทรายที่มีแร่ซิลิกา ที่เจ้าว่ามาหลอมให้กลายเป็นน้ำจากนั้นเทใส่แม่พิมพ์แล้วรอให้มันเย็น ก็เสร็จถูกต้องใช่มั้ยเจ้าหนู” ลุงออสมันสรุปให้ฟังอีกทีหลังจากผมเล่า “ยังไม่เสร็จครับหลังจากเย็นแล้วเราค่อยนำแร่เงินเหลว มาเคลือบจนกว่าจะกลายเป็นกระจกเงาที่สามารถสะท้อนภาพได้ครับ” ผมบอกกับลุงออสมัน (ข้อมูลนำมาจาก https://www.youtube.com/watch?v=_BxHyK6Hdvw)
“แล้วทรายที่เจ้าว่ามันอยู่ที่เมืองเรา ไอ้ตามชายหาดใช่มั้ย” ลุงออสมันถามอีก
“ใช่แล้วครับแต่ทรายแบบชายหาดที่ลุงเห็นมันใช้ไม่ได้หรอกนะครับ มันมีแร่ธาตุไม่พอต้องใช้ทรายอีกแบบที่เรียกว่าทรายแก้วครับลุงออส” ผมตอบลุง
“เอ็งพูดแบบนี้แสดงว่าคงเจอทรายแก้วที่ว่าแล้วใช่มั้ย ไม่งั้นเอ็งคงไม่มาหาข้าหรอกใช่มั้ย” ลุงออสถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ครับผมพบแล้ว” ผมบอก
“งั้นพาข้าไปดูหน่อย ข้าก็อยากหลอมกระจกเงาออกมาดูเหมือนกัน เห็นเอ็งพูดซะดิบดี ว่ากระจกที่พวกข้าหลอมจะกลายเป็นเศษเหล็กทันที เมื่อกระจกเงาสร้างสำเร็จ” ลุงออสมันบอกให้ผมพาไปดูจุดที่พบทรายแก้ว
“ได้เลยลุง ผมขอยืมกล่องไปขนทรายหน่อยนะ” ผมพาลุงออสมันออกไปจุดที่พบกระจกทันที
ผมพาลุงออสมันเดินทางเรียบชายหาดมาจนถึงจุดที่ผมพบทรายแก้ว
“ตรงนี้ไงครับลุงออส ทรายแก้วที่ผมบอก” ลุงแกค่อยๆนั่งลงสำรวจทรายบนพื้น
“อืมทรายมันแตกต่างกับที่ชายหาดจริงๆ ทั้งขาวและละเอียดมาก แถมไม่มีเศษอะไรเจือปนเลย” ลุงแกค่อยๆพิจารณาทรายบนมือ
“เรามาเก็บกันเถอะครับลุงออส จะได้กลับไปหลอมกัน” ผมเปิดกล่องออกและค่อยๆโกยทรายใส่กล่องทันที ผมกับลุงออสมันช่วยกันโกยทรายลงไปจนเต็มกล่อง และเดินทางกลับไปที่ร้าน
เมื่อมาถึงร้านผมพบกับคุณเชียร์ที่กลับมาจากไปซื้ออาหารมาให้ลุงออสมันแล้วเธอนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์เหมือนเดิม
“สวัสดีครับคุณเชียร์” เธอเพียงแค่พยักหน้าให้ผม
ผมวางส่งกล่องต่อให้ลุงออสมัน ลุงแกถือเดินเข้าไปไว้ในห้องทำงานของแก
“ข้าทานข้าวก่อนแล้วกันไอ้หนู เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะหลอมให้ บ่ายนี้เอ็งไปทำแม่พิมพ์ที่จะใช้เมื่อข้าหลอมเสร็จแล้วกันอยากได้แบบไหนก็ทำมา ที่เหลือข้าจัดการเอง” ลุงออสมันบอกผม
“ครับลุง เดี๋ยวตอนเย็นผมเอามาให้นะครับ” ผมออกจากร้านไปทันที เพื่อกลับบ้านไปทำแม่พิมพ์สำหรับใส่กระจกเหลว
เมื่อผมมาถึงบ้านผมก็เข้าไปหมกตัวในสวนทันที สวนบ้านผมเสมือนเป็นพื้นที่ของผมไปแล้วตอนนี้ เป็นทั้งลานฝึกและห้องทดลองต่างๆ ผมนำดินในสวนมาทำความสะอาด และปั้นมันให้เป็นรูปทรงตามที่ผมต้องการ ผมได้แม่พิมพ์รูปวงกลมมาหลายอัน และรูปสี่เหลี่ยมมาอีกสองสามอัน กว่าผมจะทำเสร็จก็ได้เวลาเย็นที่ผมจะเอามันไปให้ลุงออสมันพอดี
ผมเดินทางกลับไปที่ร้านลุงออสมัน ผมเจอแต่คุณเชียร์นั่งเฝ้าเคาน์เตอร์อยู่
“ลุงออสล่ะครับคุณเชียร์” เธอเพียงหันหน้าเข้าไปหลังร้านอือคงจะอยู่ด้านในสินะ
“ผมฝากนี่ให้ลุงออสด้วยนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมแวะมาใหม่” ผมยื่นแม่พิมพ์หลายอันที่ทำไว้ให้คุณเชียร์
จากนั้นผมก็เดินทางกลับบ้านเพื่อทานอาหารกับครอบครัว เมื่อทานอาหารเสร็จผมก็กลับขึ้นห้องเพื่อพักผ่อน
เช้าวันถัดมา
หลังจากผมรับประทานอาหารเช้าเสร็จผมออกจากบ้านไปหาลุงออสมันที่ร้านทันที
“โอ้ไอ้หนูมาไวดีนี่” ลุงออสมันทักผม
“ครับลุงออส พอดีอยากเห็นผลงานไวๆ” ลุงออสมันพยักหน้าและเดินเข้าไปด้านในแกหยิบถาดแม่พิมพ์ ที่ผมให้ลุงแกไว้เมื่อวานออกมา
“เอาล่ะ เมื่อคืนข้าหลอมเสร็จข้าก็เททิ้งไว้ ยังไม่ได้แกะดูเหมือนกัน” ลุงแกวางทั้งหมดไว้ตรงหน้าผม
ผมค่อยๆแกะดูโดยเริ่มจากอันที่ผมทำไว้เป็นรูปวงกลมเมื่อผมแกะดินออกหมดผมหยิบกระจกขึ้นมาส่องดูทันที
“ว้าวมันสวยมากเลยครับลุงออส ฝีมือลุงออสนี่ไว้ใจได้จริงๆ” กระจกในมือผมสะท้อนภาพออกมาชัดเจน กระจกมันต้องแบบนี้สิไม่ใช่แผ่นเหล็กตีจนแบนแล้วขัดเงา
“อืมใช่ ภาพที่ได้จากกระจกเงาของเจ้ามันชัดเจนดีจริงๆ” ลุงออสมันแกะอันอื่นออกดูเช่นกัน
“ออสมันนั่นอ่ะไร” คุณเชียร์เดินออกมาจากด้านในร้านเมื่อเห็นกระจกเงาในมือก็ถามทันที
“กระจกเงาน่ะ ไอ้หนูมันให้ข้าผลิตให้เมื่อคืนไง” ลุงออสมันส่งให้คุณเชียร์ดูกระจก
“สวย” เธอจ้องมองนิ่ง ผมเห็นไม้ในมือคุณเชียร์ดูเหมือนเธอจะเอามันมาแกะสลักสินะ โอ้พอดีเลย ผมว่าจะตกแต่งมันก่อนส่งให้ทางเมืองหลวงซะหน่อย ไม้พวกนี้เอามาทำเป็นกรอบกระจกได้พอดี
“คุณเชียร์ครับ ผมขอไม้ในมือคุณได้มั้ยครับ” ผมถามคุณเชียร์
“เอาไปทำไม” เธอถามผม
“ผมว่าจะเอามันมาทำกรอบกระจกเงาน่ะครับ” ผมบอกเหตุผล
“ยังไง”
“ผมว่าจะแกะสลักมันครับ” ผมบอกเธอ
“ทำให้ดูหน่อย” เธอยื่นไม้มาให้ผมพร้อมทั้งหยิบอุปกรณ์มาให้
“ได้เลยครับ”
ผมค่อยๆตัดไม้ให้ได้ตามที่ต้องการ และนำกระจกเงามาวัดมันเพื่อให้ได้ขนาดที่ถูกต้องสำหรับเป็นกรอบ เมื่อผมได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว ผมก็มานั่งคิดจะแกะเป็นรูปอะไรดี อืมเอาเป็นพวกดอกไม้และกัน
ผมใช้เวลาแกะสลักเกือบทั้งเช้าโดยมีคุณเชียร์คอยนั่งดูตลอดเวลา เธอค่อนข้างสนใจการแกะสลักของผมมาก
ในที่สุดผมก็แกะสลักเสร็จเมื่อผมแกะสลักกรอบสำหรับกระจกเงาเสร็จผมก็ติดมันลงไป ผมยกมันขึ้นมาดู อืมน่าเสียดายไม่มีพวกสารเคลือบเงาไม้ ไม่นั้นจะสวยกว่านี้เยอะ จู่ๆ คุณเชียร์ก็ยื่นมือออกมา
“ขอดู” เธอขอกระจกเงาที่ใส่กรอบแล้วในมือผม ผมยื่นมันให้เธอ
เธอค่อยๆพิจารณามันอย่างละเอียดดูเหมือนเธอจะชอบการแกะสลักจริงๆสินะ เพราะปลอกที่เธอแกะสลักให้ผมมันก็สวยมากเช่นกัน
“ยังไม่สวย” เธอบอกผม จากนั้นเธอก็ร่ายเวทย์มนต์ออกมา แสงสีเขียวลอยอยู่รอบๆกระจกเงา อืมธาตุไม้สินะ ตอนนั้นเองผมเห็นตัวไม้แกะสลักสีมันค่อยๆเข้มขึ้นๆ จนคล้ายมีน้ำยาเคลือบเงาไม้มาเคลือบมันเอาไว้
“เสร็จแล้ว” เธอยื่นมันคืนให้ผม
“สุดยอดเลยสวยมากๆเลยครับ ขอบคุณมากนะครับคุณเชียร์” ผมขอบคุณเธอ
“ทำให้หมด แล้วส่งมา” เธอชี้ไปยังกระจกที่เหลือ ส่วนที่บอกแล้วส่งมาคือจะเคลือบมันให้สินะ
“ครับผม” ผมแกะไม้เพื่อใส่กรอบกระจกเงาอันต่อไปทันที
ในที่สุดผมก็แกะมันทั้งหมดเสร็จสิ้นผมได้กระจกเงาที่ใส่กรอบแล้วมา 6 บาน คุณเชียร์ใช้เวทย์มนต์เคลือบมันให้ผมหมดแล้ว ผมมอบให้เธอ 1 บานผมแกะเป็นรูปต้นไม้ขนาดใหญ่ให้เธอและติดกระจกไว้ที่ลำต้นของต้นไม้ ดูเหมือนเธอจะชอบมันมาก
“ขอบคุณ” เธอขอบคุณผมที่มอบกระจกให้เธอ วันนี้ทั้งวันผมแทบไม่เจอลุงออสมันเลยดูเหมือนแกจะมีงานเพราะผมได้ยินเสียงตีเหล็กออกมาจากด้านในร้านตลอดทั้งบ่าย
“ยินดีครับคุณเชียร์ ฝากขอบคุณลุงออสมันด้วยนะครับ” จากนั้นผมก็ขนกระจกเงากลับบ้านทันที
เมื่อผมมาถึงบ้านดูเหมือนทุกคนกำลังจะทานอาหารพอดี
“อ้าวคลาวด์มาพอดีเลยทานข้าวกันสิลูก” ท่านแม่บอกผม
“ครับท่านแม่” ผมนั่งลงทานอาหารกับทุกคนทันที ก็ผมหิวนี่นา ตั้งแต่เมื่อเช้าผมไม่ได้ทานอะไรเลย
เมื่อผมทานอาหารเสร็จผมหยิบกระจกเงาออกมาให้ท่านพ่อดูทันที
“ท่านพ่อครับ นี่เป็นกระจกที่ผมผลิตขึ้นมาครับ” ผมยื่นให้ท่านพ่อดู
“โอ้นี่มัน กระจกงั้นหรอ ทำไมมันสะท้อนภาพได้ชัดแบบนี้ล่ะลูกแล้วนี่มันไม่ได้ทำจากเหล็กงั้นหรอ” ท่านพ่อถามผม
“มันผลิตจากทรายครับท่านพ่อเรียกว่ากระจกเงา ผมว่าจะเอานี่ส่งให้เป็นบรรณาการให้ทางเมืองหลวงตอนผมไปส่งภาษีด้วยน่ะครับ” ผมบอกท่าน
“อืมมันสวยดีนะจนพ่ออยากได้เลย” ท่านพ่อยื่นคืนให้ผม
“อันนั้นของท่านพ่อครับ ผมทำไว้หลายชุด” ผมผลักมันคืนไป
“ขอบใจมากลูกพ่อจะรักษามันอย่างดี เป็นลายเปลวเพลิงด้วยสินะรู้ใจพ่อจริงๆ” ท่านพ่อบอกผม แต่ท่านพ่อครับนั่นมันลายไทย ลายกนกเปลวครับท่านพ่อ ไม่ใช่ลายเปลวเพลิง แต่จะอธิบายไปก็ใช่ที่ช่างมันละกัน
“แล้วไม่มีของแม่หรอลูก” ดูเหมือนท่านแม่ผมจะจ้องอยู่นานแล้วนะ
“มีสิครับ ผมทำไว้เผื่อทุกคนเลย” ผมหยิบกระจกเงาที่มีกรอบเป็นรูปกระต่ายให้ท่านแม่ รูปปลาให้คุณมัลโก้ และรูปใบไม้ให้คุณอามีน่า
“ขอบคุณครับนายน้อย/ขอบคุณค่ะนายน้อย” คุณมัลโก้และคุณอามีน่าขอบคุณผม ผมเพียงยิ้มให้พวกเค้า
“สวยมากเลยลูกรัก” ท่านแม่ชื่นชมกระจกเงาในมือ
“คลาวด์กระจกเงาของลูกมันผลิตยากมั้ยลูก” ท่านพ่อถามผม
“ไม่ยากครับท่านพ่อ แค่มีโรงหลอม กับช่างสักคนก็ทำได้แล้วครับ” ผมบอกท่านพ่อ
“อืม มันผลิตจากทรายสินะ” ท่านพ่อเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
“ครับมันผลิตจากทราย แต่ไม่ใช่ทรายแบบที่ชายหาดนะครับ มันต้องใช้ทรายแก้วครับ มันละเอียดกว่าทรายปกติครับ” ผมบอกท่านพ่อ
“ทรายแก้วงั้นหรอ มันอยู่แถวไหน” ท่านพ่อถามจากนั้นผมบอกจุดที่พบทรายแก้ว ซึ่งมันมีมากมายจนใช้ไม่หมดเลยล่ะ ทรัพยากรธรรมชาติในโลกนี้มันมีเหลือเฟือไม่เหมือนในโลกเก่าผม
“พ่ออยากให้ชาวบ้านมีอาชีพเพิ่มน่ะ พ่อเอาเรื่องนี้ไปเผยแพร่ให้พวกช่างได้มั้ยลูก” ท่านถาม
“ได้สิครับท่านพ่อ ผมไม่หวงอยู่แล้ว ดีเหมือนกันช่างเหล็กกับช่างไม้ จะได้มีงานเพิ่มขึ้น” ผมตอบท่านพ่อก็นะ ถ้าให้ทางการเป็นคนทำ มันยุ่งยากซะป่าว ทั้งยังต้องหาช่าง ต้องสร้างโรงหลอม สู้ให้เป็นอาชีพของชาวบ้านธรรมดาดีกว่า อนาคตหวังว่าเมืองเราจะมีชื่อด้านกระจกเงาด้วยนอกจากพวกเครื่องปรุง
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนผมกลับขึ้นห้องพักเพื่อนั่งสมาธิซักหน่อย จนผมผล็อยหลับไป
หลายวันผ่านไป
วันนี้เป็นวันที่ผมต้องเดินทางไปเมืองหลวงด้านหลังผมมีรถม้าหลายคันที่ ผมหันไปบอกคุณดันเต้ ด้านข้างทันที
“ได้เวลาออกเดินทางแล้วครับคุณดันเต้” คุณดันเต้พยักหน้าให้
“ออกเดินทางได้” คุณดันเต้ตะโกนสั่งทหารทั้งหลาย ครั้งนี้คุณดันเต้กลายเป็นหัวหน้าหน่วยแล้วมีลูกน้องหลายสิบคน ภารกิจของเค้าครั้งนี้คือคุ้มกันขบวนของผมที่ต้องไปส่งภาษียังเมืองหลวง
จบ...