รุ่งเช้าของวันถัดมา หิมะกลับตกหนักกว่าหลายวันที่ผ่านมา มวลเมฆสีเทาหม่นปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา จนแทบมองไม่เห็นเค้าโครงของท้องนภาเบื้องบน ปุยหิมะขาวโพลนร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย กลบฝังร่องรอยบนพื้นดินและหลังคาบ้านเรือนให้จมหายไปทีละน้อย
ไม่นานนัก หมู่บ้านชิงซีก็กลับคืนสู่ภาพเดิมของเหมันตฤดูอีกครั้ง เงียบสงบ หนาวเหน็บ และถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้ม่านหิมะอันหนาทึบ มองออกไปสุดสายตา มีเพียงสีขาวโพลนของหิมะและสีเทาหม่นของท้องฟ้าเท่านั้น
ทว่าหิมะที่โปรยตกหนักขึ้น หาได้ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในหุบเขาชะงักงันลงไม่ ยามเช้าตรู่ หลินเหยียนยังคงตื่นขึ้นตามเวลาเดิม
เด็กหนุ่มกวาดหิมะที่ทับถมอยู่หน้ากระท่อมออกไปทีละกอง ผ่าฟืนสนแห้งเรียงซ้อนข้างกำแพงดิน ตักน้ำจากลำธารใสจนเต็มโอ่ง ก่อนจะช่วยมารดาจัดการงานจิปาถะภายในบ้านจนเรียบร้อย
ครั้นยามสาย หลินหว่านชิงจึงหยิบห่อผ้าป่านผืนหนึ่งออกมา ภายในบรรจุสมุนไพรแห้งที่นางคัดแยกไว้ั้แ่วันก่อนอย่างประณีต นางยื่นมันให้แก่บุตรชาย พร้อมกำชับให้นำไปส่งยังโรงหมอของท่านปู่หลิวที่ท้ายตลาด
หลินเหยียนรับห่อผ้าป่านมาเก็บใส่ตะกร้าไม้ไผ่ ก่อนสะพายขึ้นหลังแล้วก้าวออกจากบ้าน
หิมะยังคงร่วงหล่นจากฟากฟ้าไม่ขาดสาย เสียงรองเท้าผ้าของเด็กหนุ่มเหยียบย่ำลงบนหิมะหนานุ่ม เกิดเป็เสียงแ่เบาดังสม่ำเสมอไปตลอดทาง
หมู่บ้านชิงซีในวันหิมะตกหนักดูเงียบกว่าปกติอยู่หลายส่วน ควันไฟสีเทาอ่อนลอยขึ้นจากปล่องเหนือหลังคาบ้านเรือนทีละสาย คดเคี้ยวอยู่ท่ามกลางลมหนาวราวแพรไหมบาง ๆ ผู้คนที่เดินสวนทางกันต่างห่อไหล่แน่น ลมหายใจกลายเป็ไอขาวลอยกรุ่นอยู่เบื้องหน้า
ริมลำธาร มีชาวบ้านสองสามคนกำลังใช้พลั่วเหล็กสกัดน้ำแข็งที่เกาะตัวหนา เพื่อเปิดทางให้น้ำยังคงไหลผ่านได้ตามปกติ ถัดออกไปไม่ไกล บุรุษร่างกำยำหลายคนกำลังช่วยกันแบกท่อนฟืนจากชายป่าเข้าหมู่บ้าน ส่วนบรรดาเด็กน้อยที่ไม่รู้จักความหนาว ยังคงวิ่งไล่กันอยู่บนลานหิมะ ส่งเสียงหัวเราะใสกังวานดังไปทั่วตรอกเล็ก ๆ
หลินเหยียนเดินผ่านภาพเ่าั้ไปอย่างเงียบ ๆ ภาพธรรมดาที่พบเห็นอยู่ทุกวัน ทว่าไม่รู้ั้แ่เมื่อใด เด็กหนุ่มกลับรู้สึกว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ดูงดงามขึ้นกว่าที่เคยเป็อยู่บ้างเล็กน้อย
เมื่อหลินเหยียนเดินมาถึงโรงหมอหลิว กลิ่นสมุนไพรอบแห้งและกลิ่นยาต้มอันคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูกแต่ไกล
ภายในโรงหมอวันนี้ดูคึกคักกว่าปรกติอยู่หลายส่วน ชาวบ้านหลายคนนั่งรออยู่บนม้านั่งยาว บ้างไอแห้ง ๆ บ้างยกมือกุมข้อมือหรือหัวเข่า สีหน้าแตกต่างกันไปตามอาการเจ็บไข้ เตาต้มยาหลายใบส่งไอน้ำสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในเรือน กลิ่นถ่านฟืนและกลิ่นสมุนไพรคละคลุ้งผสานกันจนกลายเป็บรรยากาศอันเป็เอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้
ท่านหมอหลิวชราสวมเสื้อคลุมผ้าป่านสีเทาหนา กำลังนั่งตรวจชีพจรให้คนไข้ผู้หนึ่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่า แม้มิได้เงยหน้าขึ้นมอง ทว่ากลับเอ่ยขึ้นราวกับรู้ั้แ่แรกแล้วว่าเด็กหนุ่มได้มาถึง
“อาเหยียน มาแล้วหรือ” นิ้วมือเหี่ยวย่นของคนชรายังคงวางอยู่บนข้อมือคนไข้
“วางของไว้ก่อนเถิด”
“วันนี้คนค่อนข้างมาก”
“ช่วยข้าต้มน้ำร้อน บดรากไม้ แล้วก็จัดสมุนไพรตามรายการด้านหลังหน่อย”
“ขอรับ ท่านปู่หลิว” หลินเหยียนตอบรับทันที เขาวางตะกร้าไม้ไผ่ลงข้างกำแพง ก่อนเดินอ้อมไปยังด้านหลังเตายาอย่างคุ้นเคย
ไม่นานนัก เสียงสากหินกระทบครกก็ดังขึ้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ เด็กหนุ่มก้มหน้าบดยาอย่างตั้งใจ พลางทอดสายตามองผู้คนที่เดินเข้าออกโรงหมอแห่งนี้อยู่เป็ระยะ
ในสายตาของเขา ที่แห่งนี้มิใช่เพียงสถานที่รักษาโรคภัยเท่านั้น หากยังเป็สถานที่ซึ่งรวบรวมเื่ราวของผู้คนเอาไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งในหมู่บ้านชิงซีอีกด้วย
คนไข้รายแรกของวันคือพรานเฒ่าหลี่ ชายชราผู้มีผิวกร้านแดดกร้านลมดุจเปลือกสนเก่าแก่บนต้นขาขวาของเขาปรากฏรอยแผลฉกรรจ์จากเขี้ยวหมูป่า เืสดยังคงซึมทะลุผ้าพันแผลหยาบออกมาเป็ดวงแดงเข้ม
ทว่าคนเจ็บกลับหาได้มีท่าทีทุกข์ทรมานไม่เขายังคงนั่งหัวเราะเสียงดังอยู่บนม้านั่งยาว พลางเล่าเื่ราวให้ชาวบ้านรอบข้างฟังอย่างออกรสออกชาติ
“มารดามันเถอะ! หมูป่าเขี้ยวตันตัวนั้นเ้าเล่ห์นัก!” พรานเฒ่าหลี่ตบเข่าฉาดหนึ่งที “ข้านึกว่ามันหนีเข้าพุ่มหนามไปแล้ว ที่ไหนได้ พอข้าหันหลังเท่านั้น มันกลับพุ่งออกมาชนเสียเต็มแรง! ราวกับเ้าหนี้เก่าที่ดักรอทวงหนี้อยู่ข้างทางไม่มีผิด!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันทีจากบรรดาชาวบ้านที่นั่งรออยู่โดยรอบ
ท่านหมอหลิวหาได้สนใจเื่เล่าเ่าั้ไม่ ชายชรายังคงชำระล้างาแอย่างใจเย็น นิ้วมือเหี่ยวย่นเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ ราวกับได้ทำสิ่งเหล่านี้มาแล้วนับพันนับหมื่นครั้ง ไม่นานนัก แผลก็ถูกเย็บปิด พอกยาสมุนไพร และพันผ้าใหม่อย่างเรียบร้อย
พรานเฒ่าหลี่จึงล้วงเอาหนังสัตว์ตากแห้งผืนหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะไม้แทนค่ารักษา ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยเสียงเบา
“ท่านหมอหลิว...”
“เื่แผลครั้งนี้ ท่านอย่าได้เผลอหลุดปากไปถึงหูยายแก่ที่บ้านข้าเป็อันขาด” เขาเหลียวมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง “มิเช่นนั้น หูของข้าคงถูกนางบ่นจนชาไปตลอดฤดูหนาวเป็แน่”
ถัดจากพรานเฒ่าหลี่ คือเด็กน้อยวัยเพียงหกเจ็ดขวบผู้หนึ่ง ร่างเล็กนอนซมอยู่บนตั่งไม้ ใบหน้าแดงจัดเพราะพิษไข้ ลมหายใจร้อนผ่าวและไม่สม่ำเสมอ
สตรีผู้เป็มารดานั่งเฝ้าอยู่ข้างกายไม่ห่างมือหนึ่งกำมือน้อยของบุตรเอาไว้แน่น ราวกับเกรงว่าเพียงคลายมือออก เด็กคนนี้จะลอยหายไปกับลมหนาวภายนอก ใต้ดวงตาของนางปรากฏรอยคล้ำจาง ๆ เห็นได้ชัดว่าหลายวันที่ผ่านมา นางแทบมิได้นอนหลับอย่างเป็สุขเลย
ท่านหมอหลิวตรวจชีพจร พลิกลิ้น และเปิดเปลือกตาของเด็กน้อยดูอย่างละเอียด จากนั้นจึงค่อย ๆ วางมือลง
“มิใช่โรคร้ายแรงอันใด” ชายชราเอ่ยอย่างเรียบง่าย “เพียงถูกไอเย็นแทรกเข้าสู่ปอด”
“ดื่มยาต้มอุ่นๆสักสองสามครั้ง พักผ่อนให้เพียงพอ อีกไม่กี่วันก็กลับมาวิ่งเล่นได้ดังเดิม”
สตรีผู้นั้นนิ่งค้างไปชั่วขณะ ราวกับสมองยังตามคำวินิจฉัยเมื่อครู่ไม่ทัน ครั้นผ่านไปเพียงอึดใจเดียว น้ำตาที่กลั้นเอาไว้หลายวันก็เอ่อล้นออกมาจากดวงตา นางรีบก้มศีรษะคำนับท่านหมอหลิวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ริมฝีปากสั่นเทิ้มจนไม่อาจกล่าวถ้อยคำขอบคุณออกมาได้ครบถ้วน
หลินเหยียนยืนอยู่ข้างโต๊ะยา พลางยื่นห่อยาให้นาง สายตาของเด็กหนุ่มทอดมองภาพนั้นอย่างเงียบงัน
เมื่อครู่ดวงตาของสตรีผู้นี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทว่ายามนี้ ภายในดวงตาคู่เดิมกลับมีประกายบางอย่างกลับคืนมาอีกครั้ง คล้ายคนที่กำลังจมน้ำและได้คว้าจับเชือกเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ทันเวลา
หลินเหยียนก้มมองห่อยาในมือของตนเอง มันเป็เพียงรากไม้ ใบหญ้า และสมุนไพรแห้งธรรมดา ๆ เท่านั้น ทว่าในสายตาของผู้เป็มารดาคนนั้น สิ่งเหล่านี้กลับมีน้ำหนักมากกว่าทองคำเสียอีก
ความเงียบภายในโรงหมอคงอยู่ได้ไม่นานคนไข้รายถัดไปก็ขยับกายเดินเข้ามาอีกครั้ง เป็หญิงชราผู้หนึ่งซึ่งหลังค่อมงุ้มจนร่างแทบพับลงกับพื้น ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยริ้วรอยที่กาลเวลาสลักเอาไว้ทีละเส้นทีละรอย
ทันทีที่นั่งลงบนม้านั่งเตี้ย นางก็ยกมือขึ้นทุบเอวของตนเองสองสามครั้ง พลางบ่นพึมพำด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
“ท่านหมอหลิว... หิมะตกเมื่อใด หลังของข้าก็ปวดเมื่อนั้น”
“ทุกปีล้วนเป็เช่นนี้... ยามลุกก็ปวด ยามนั่งก็ปวด ยามนอนก็ยังปวด”
นางถอนหายใจยาว
“ที่บ้านยังมีผ้าอ้อมเด็กกองพะเนินรอซัก ฟืนก็ใกล้หมดแล้ว... ลูกสะใภ้ข้าทั้งวันก็แทบไม่ได้หยุดพัก หากข้ายังปวดหลังจนช่วยงานไม่ได้อีก นางคงเหนื่อยแย่เป็แน่”
“เห็นทีข้าคงต้องทนทุกข์เช่นนี้ไปจนลงโลงแล้วกระมัง”
เสียงบ่นดังยืดยาวไม่ขาดสาย ท่านหมอหลิวกลับมิได้มีท่าทีรำคาญแม้แต่น้อย คนชราเพียงฟังไปเงียบ ๆ ขณะเดียวกันก็ใช้นิ้วมือกดคลึงตามจุดชีพจรบริเวณบั้นเอวของนางอย่างชำนาญ แรงกดของเขาหนักแน่น ทว่ามิได้รุนแรง ช้า ๆ สม่ำเสมอ ราวกับกำลังคลายปมเชือกที่ผูกแน่นมานานหลายปี
หญิงชรายังคงบ่นต่อไป บ่นเื่อากาศ บ่นเื่ลูกหลาน บ่นเื่ฟืนไฟและข้าวสารในบ้านท่านหมอหลิวก็ยังคงฟังต่อไปเช่นเดิม กระทั่งนางบ่นจนหมดเื่จะบ่นแล้ว เขาจึงค่อย ๆ ถอนมือกลับ ก่อนหยิบห่อยาสมุนไพรอุ่นร่างกายห่อหนึ่งส่งให้นาง
“นำกลับไปต้มแช่น้ำอาบก่อนนอน... ่นี้อย่าเดินตากหิมะนานเกินไป”
หญิงชรารับห่อยาไปพลางพยักหน้าหงึกหงัก สีหน้าที่ตอนเข้ามาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและเหนื่อยล้า ดูผ่อนคลายลงไม่น้อย ครั้นลุกขึ้นเดินออกจากโรงหมอ ริมฝีปากของนางยังมีรอยบ่นพึมพำอยู่บ้าง ทว่าในดวงตาคู่นั้น กลับมีรอยยิ้มจาง ๆ ซ่อนอยู่แล้ว
คนไข้รายสุดท้ายของวัน เป็ชายวัยกลางคนร่างกำยำผู้หนึ่ง
ชายผู้นั้นใช้มือขวากุมฝ่ามือซ้ายเอาไว้แน่น บนหลังมือมีรอยแผลจากคมขวานขณะผ่าฟืน เืซึมออกมาเพียงน้อยนิด หากแต่สีหน้าของเ้าตัวกลับดูน่าวิตกยิ่งกว่าาแเสียอีก
แผลนั้นหาได้ลึกถึงเส้นเอ็นหรือกระดูกไม่ทว่าชายวัยกลางคนกลับสูดลมหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า ใบหน้าซีดขาวราวกับกำลังเผชิญหายนะครั้งใหญ่ในชีวิต
“ท่านหมอหลิว... มือข้าจะยังใช้การได้อยู่หรือไม่? ท่านว่า... มันจะพิการหรือไม่?”
ยังไม่ทันที่ท่านหมอหลิวจะตอบ ชายชราอีกคนซึ่งนั่งพักอยู่ข้าง ๆ ก็หัวเราะเสียงดังลั่น “เ้าหนุ่ม! แผลเท่านี้ยังเล็กกว่ารอยที่เมียข้าข่วนเสียอีก!”
สิ้นคำกล่าวนั้น บรรดาชาวบ้านที่ยังนั่งอยู่ในโรงหมอต่างพากันหัวเราะลั่น แม้แต่คนไข้ที่กำลังไออยู่มุมห้องก็ยังเผลอยิ้มออกมา
ชายวัยกลางคนหน้าแดงเรื่อขึ้นในทันใด ทว่ามือที่กุมแผลอยู่กลับคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
บรรยากาศอันตึงเครียดภายในโรงหมอพลันผ่อนคลายลงไปมาก กระทั่งยามบ่ายคล้อย ผู้คนจึงทยอยแยกย้ายกลับบ้านทีละคน
ม่านหิมะภายนอกยังคงโปรยตกลงมาอย่างเงียบงัน รอยเท้าบนพื้นหิมะค่อย ๆ ยืดยาวออกไปตามทิศทางของเ้าของ ไม่นานนัก โรงหมอหลิวก็กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
ภายในเรือนเหลือเพียงกลิ่นสมุนไพรอุ่น ๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ และเสียงหม้อยาต้มบนเตาไฟที่เดือดปุด ๆ เป็จังหวะสม่ำเสมอ
หลินเหยียนช่วยเก็บกวาดกากยา เช็ดถูโต๊ะไม้และตั่งเตียงจนสะอาดเรียบร้อย หลังจากนั้น เด็กหนุ่มจึงนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ตลอดทั้งวัน
ในที่สุด เขาก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “ท่านปู่หลิวขอรับ... เหตุใดท่านจึงยอมนั่งฟังผู้คนเล่าเื่ของตนเองจนจบทุกครั้งหรือขอรับ?”
“บางคนาเ็เพียงเล็กน้อย บางคนก็เพียงมาบ่นเื่ปวดเมื่อยตามฤดูกาลเท่านั้น แต่ท่านกลับไม่เคยแสดงอาการรำคาญหรือเบื่อหน่ายเลย”
ท่านหมอหลิววางพู่กันลงช้า ๆ สายตาของชายชราทอดผ่านหน้าต่างไม้ไปยังหิมะที่กำลังร่วงหล่นอยู่นอกเรือน ก่อนจะหันกลับมามองเด็กหนุ่มตรงหน้า
“อาเหยียน... สำหรับคนที่กำลังทุกข์อยู่ ความทุกข์ของตนเอง ย่อมเป็เื่ใหญ่ที่สุดเสมอ”
ชายชราเอื้อมมือไปจัดแผ่นกระดาษบนโต๊ะให้เข้าที่ น้ำเสียงยังคงราบเรียบดังเดิม
“พรานเฒ่าหลี่กลัวเมียด่า แม่เด็กคนนั้นกลัวจะเสียลูกไป หญิงชราผู้นั้นกลัวว่าตนจะกลายเป็ภาระของคนในบ้าน ส่วนชายผ่าฟืน... ก็คงกลัวว่ามือของตนจะใช้การไม่ได้อีก”
“เมื่อความทุกข์มาถึงตัว... ต่อให้เป็เื่เล็กเพียงใด ก็ล้วนหนักอึ้งอยู่ในใจผู้คนทั้งสิ้น”
ควันจากหม้อยาลอยเอื่อยผ่านระหว่างคนทั้งสอง ท่านหมอหลิวจึงกล่าวต่ออย่างเนิบช้า
“การเป็หมอ มิใช่เพียงรักษาโรค”
“บางครั้ง... เพียงมีคนนั่งฟังพวกเขาพูดจนจบอาการป่วยก็ทุเลาไปกว่าครึ่งแล้ว”
หลินเหยียนนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ถ้อยคำเรียบง่ายของท่านหมอหลิวมิได้ฟังดูลึกซึ้งพิสดารอันใดทว่ากลับค่อย ๆ ตกตะกอนลงสู่ส่วนลึกของจิตใจเด็กหนุ่มอย่างเงียบงัน
เขานั่งยอง ๆ อยู่ข้างเตายา พลางทอดสายตามองเกล็ดหิมะที่โปรยร่วงอยู่นอกบานหน้าต่างไม้
ภาพของผู้คนที่ผ่านเข้ามาในโรงหมอตลอดทั้งวันค่อย ๆ ผุดขึ้นในห้วงคำนึงทีละคน
พรานเฒ่าหลี่หวาดกลัวเสียงบ่นของภรรยา มารดาของเด็กน้อยหวาดกลัวการสูญเสียบุตรอันเป็ดั่งแก้วตาดวงใจ หญิงชราหลังค่อมกังวลว่าตนจะกลายเป็ภาระของคนในบ้าน ส่วนชายผ่าฟืนผู้นั้น ก็หวาดหวั่นว่ามือของตนจะไม่อาจใช้งานได้ดังเดิม
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลินเหยียนจึงพลันเข้าใจบางสิ่ง แท้จริงแล้ว ผู้คนบนโลกหาได้ใช้ชีวิตง่ายดายดังที่เห็นไม่ ทุกคนต่างมีเื่ที่ตนเฝ้ากังวล มีภาระที่ต้องแบกรับ และมีความทุกข์ที่ผู้อื่นมองไม่เห็น
บางคนแบกมันไว้บนบ่า บางคนเก็บมันไว้ในใจ
ทว่าถึงกระนั้น... เมื่อรุ่งเช้ามาถึง พวกเขาก็ยังคงลุกขึ้นจากเตียง ก้าวออกจากบ้าน และดำเนินชีวิตต่อไปดั่งเช่นทุกวัน
...
ม่านราตรีค่อย ๆ แผ่ปกคลุมหมู่บ้านชิงซีจนจมอยู่ในความมืดมิด หลินเหยียนสะพายตะกร้าไม้ไผ่เปล่าเดินกลับบ้านท่ามกลางหิมะที่ยังคงโปรยร่วงไม่ขาดสาย
สายลมหนาวพัดหวีดหวิวผ่านตรอกแคบและแนวรั้วไม้ไผ่ ทว่าเหนือความเย็นเยียบของฟ้าดินนั้น บานหน้าต่างของบ้านเรือนแต่ละหลังกลับทยอยส่องแสงสว่างขึ้นทีละดวง แสงไฟสีส้มอ่อนจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนจับผืนหิมะขาวโพลน เกิดเป็ประกายอบอุ่นเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน
หลินเหยียนกระชับสาบเสื้อผ้าฝ้ายของตนแน่นขึ้นเล็กน้อย สองเท้ายังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อก่อน หลินเหยียนมักเงยหน้ามองขุนเขาที่อยู่ไกลออกไป เฝ้าคิดถึงโลกกว้างที่อยู่หลังเส้นขอบฟ้า ทว่ายามนี้ เขากลับพบว่าภายใต้แสงไฟอันอบอุ่นของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้เอง ก็มีเื่ราวมากมายไม่แพ้กัน
มีเสียงหัวเราะ มีความทุกข์ มีความหวังและมีผู้คนที่กำลังพยายามใช้ชีวิตของตนอย่างสุดกำลัง
เด็กหนุ่มก้มหน้ามองรอยเท้าของตนบนผืนหิมะ ก่อนจะก้าวต่อไปอย่างเงียบ ๆ ปลายทางเบื้องหน้าคือกระท่อมดินหลังเล็กท้ายหมู่บ้านสถานที่ซึ่งมีควันไฟอุ่น ๆ ลอยออกมาจากปล่องหลังคาและมีมารดากำลังรอเขากลับบ้านอยู่เสมอ