ฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 47 มหาจักรวาล

    ห่วงวิหคมังกรเป็นสมบัติโบราณ มีขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือลักษณะกลมเกลี้ยงทั้งนอกและใน ทอแสงแวววาวสดใสประดุจดวงจันทร์ ช่างสวยงามและลึกลับยิ่ง

            ด้านในห่วงวิหคมังกรยังสลักไว้ซึ่งบทคาถาสีแดง

            ในตอนที่ยังอยู่ในสระกระบี่เนินพยัคฆ์ก่อนหน้านี้เพราะได้รับการชี้แนะจากคุณชายรูปงามเซียวจิ่งหยวนจึงไม่เพียงรู้ความหมายของตัวอักษรเหล่านี้เท่านั้นแต่ยังรู้วิธีการอ่านออกเสียงของตัวอักษรอีกด้วย จึงรู้ว่าควรขัดเกลาห่วงวิหคมังกรวงนี้อย่างไร

            ยามนี้ เขากลั้นหายใจและจดจ่ออยู่กับหยินหยางภายในจิตใจจนเข้าสู่สมาธิได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งหลังจากที่จิตของเขาตกอยู่ในห้วงภวังค์พร้อมร่างกายที่พลันปลอดโปร่ง ปากของเขาก็ค่อยๆ ขยับท่องคาถาออกมาทีละพยางค์

            เดิมทีทุกพยางค์ที่เปล่งออกมาควรสลายหายไปเมื่อลอยอยู่กลางห้วงอากาศ

            แต่เสียงท่องคาถานั้นกลับทำให้ห่วงวิหคมังกรในมือของเซียวจิ่งหยวนเปล่งประกายนุ่มนวลออกมาแสงประหลาดนี้ดูเหมือนจะส่องสว่างสอดประสานโต้ตอบกับคาถาก่อตัวเป็นระลอกคลื่นมากมาย

            ร่องรอยแห่งความผันผวนชัดเจนมากขึ้นในยามที่คลื่นพลังไหลเวียนคลื่นพลังอันลึกลับเป็นดั่งสะพานที่คอยเชื่อมจิตใจของเซียวจิ่งหยวนและห่วงวิหคมังกรเข้าไว้ด้วยกัน

            เมื่อเวลาล่วงเลยไปสักพักความรู้อันลึกลับบางอย่างก็พรั่งพรูเข้าไปในใจของเขา

            ทว่าเซียวจิ่งหยวนกลับยังคงรักษาจิตใจให้ปลอดโปร่งและสงบไว้ตลอดการท่องคาถาเขาท่องไปเรื่อยๆ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ซ้ำวนไปดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด

            แสงของห่วงวิหคมังกรยังคงเปล่งประกายออกมาเป็นระลอกบางครั้งแสงสุกสกาวส่องสว่างไปทั่วทั้งห้องลับประหนึ่งจันทร์เพ็ญบางครั้งแสงนั้นก็กลับเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น

            แสงเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดหม่นสลับไปมากระพริบวิบวับราวดวงดาว

            หนึ่งวันผ่านไปแสงนั้นยังคงกระพริบ

            สองวันผ่านไป ห่วงวิหคมังกรขนาดเท่าฝ่ามือจู่ๆกลับลอยไปเหนือศีรษะของเซียวจิ่งหยวนก่อนส่องแสงเจิดจ้าจนก่อตัวกลายเป็นวงแสงอันเจิดจรัส

            วันที่สาม วงแสงอันแวววาวกลายเป็นดั่งสสารที่ห่อหุ้มปกคลุมกายของเซียวจิ่งหยวนไว้กลมเกลี้ยงราวเกราะที่คอยกำบังอยู่อย่างหนาแน่น

            ทว่าเมื่อถึงวันที่สี่แสงสว่างพร่างพราวกลับมลายหายไปเสียจนหมดสิ้น

            รูปร่างของห่วงวิหคมังกรเปลี่ยนแปลงไปจนน่าตกใจวงแหวนหดเล็กลงจนมีขนาดเท่าแหวนวงหนึ่ง ลอยทอแสงอันเลือนรางบริเวณกลางจุดหว่างคิ้วของเซียวจิ่งหยวน

            และเมื่อผ่านไปอีกหนึ่งวัน ห่วงวิหคมังกรก็หายไป

            หากพูดให้ถูกต้องแล้วนั้น แหวนน่าจะหายเข้าไปในกายของเซียวจิ่งหยวนและผสานเข้ากับร่างกายจนเป็นหนึ่งเดียวกัน

            สิ่งนี้เรียกว่าการรวมร่างเข้ากับอาวุธ

            เมื่อถึงขั้นนี้เซียวจิ่งหยวนก็ถือว่าขัดเกลาห่วงวิหคมังกรได้สำเร็จแล้วและเขาสามารถเข้าใจพลังบางอย่างของห่วงวิหคมังกรได้โดยโชคช่วยอีกด้วย

            เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่หกเซียวจิ่งหยวนลืมตาตื่นขึ้นพร้อมแสงแห่งเทพซึ่งวูบวาบไปมาราวสายฟ้าแลบที่สว่างไสวไปทั่วห้องลับอันมืดมิดมุมปากของเขายกขึ้นเผยรอยยิ้ม ก่อนที่แสงสว่างอันพร่างพรายจะพลันฉายขึ้นเป็นรังสีอยู่ที่ด้านหลังของเขา

            วงแสงอันงดงามนั้นจู่ๆกลับแยกออกจากกันซ้ายขวา กางออกดั่งพัด แปรเปลี่ยนกลายเป็นปีกคู่หนึ่ง

            ปีกแสงคู่นี้สว่างเฉิดฉายงดงามอย่างน่าอัศจรรย์

            ทว่าหากลองสังเกตดูอย่างละเอียดจะพบว่าปีกแสงที่งดงามคู่นี้เป็นปีกที่เกิดจากการเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบของขนนกขาวโปร่งหากพิจารณาขนนกจำนวนมากเหล่านี้ทีละเส้น ก็จะรับรู้ได้ถึงแก่นภายใน ว่าสิ่งเหล่านี้หาใช่ขนนกไม่แต่กลับเป็นดาบลมอันแหลมคมและเปี่ยมไปด้วยพลัง

            ฉึบๆๆๆ ...

            เมื่อเซียวจิ่งหยวนขยับมือปีกแสงอันงดงามก็สลายแปรเปลี่ยนกลายเป็นดาบลมจำนวนมหาศาลก่อนก่อตัวขึ้นกลายเป็นพายุคมดาบอยู่ด้านในห้องลับ

            ดาบลมรวมตัวกันหนาแน่น จนเป็นเหมือนดาบอันแหลมคมมากมายที่บินโฉบฉวัดเฉวียนไปมาอยู่กลางอากาศจนดูคล้ายกังหันลมที่กำลังหมุนวนด้วยความเร็วสูง ทำให้ผู้คนตาลาย จับจ้องมองไม่ได้

            ฟู่...

            ทันใดนั้นดาบลมอันแหลมคมพลันสลายแปรเปลี่ยนเป็นสายลมอ่อนที่พัดโชยอย่างเงียบงัน

            สายลมอ่อนอันนุ่มนวลที่แม้แต่ฝุ่นก็พัดไม่ขึ้นสลายหายไปจนสิ้น

            พลังในการควบคุมกระแสลมให้สลายหรือเข้ารวมตัวกันได้อย่างอิสระนี้เป็นพลังของห่วงวิหคมังกรแสนลักลึบมหัศจรรย์

            เมื่อดูจากความสามารถในการควบคุมที่แม่นยำจะรู้ได้ว่าเซียวจิ่งหยวนนั้นปรับแต่งอาวุธวิเศษได้อย่างสมบูรณ์พร้อมจนสามารถหยิบยืมพลังของอาวุธออกมาใช้ทำสิ่งที่เมื่อก่อนเขาไม่สามารถทำ

            ซึ่งสิ่งนี้คือความวิเศษของอาวุธแห่งเซียน

            เซียนแท้จริงแล้วคือมนุษย์คนหนึ่งซึ่งในฐานะมนุษย์พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นนั้นคือความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งของต่างๆและปรับใช้งานสิ่งของเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม

            อาวุธวิเศษของเซียนก็ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง

            การใช้เครื่องมือทำในสิ่งที่เหนือขอบเขตของตนจะทำไหวเป็นการแสดงออกทางภูมิปัญญาอย่างหนึ่งไม่ได้ดูน่าละอายแต่อย่างใด

            ผู้ที่กู่ร้องว่าจะไม่หยิบยืมสิ่งใดจะก้าวผ่านตนเองจนมีพละกำลังดั่งเซียน ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ คนเหล่านั้นหากไม่ใช่อัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ก็เป็นเพียงคนโง่วิปริตคนหนึ่ง

            เซียวจิ่งหยวนรู้สึกว่าตนเองธรรมดาดังนั้นการเดินทางสายกลางจึงเหมาะสมกับตน ค่อยๆเดินไปตามรอยเท้าของปราชญ์คนก่อนทีละก้าว จนก้าวขึ้นไปถึงยอดเขาก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้ทางลัดหรือวิธีที่ผิดแผกไปจากเดิม

            ต้องรู้ก่อนว่าทั้งการเดินทางลัดและการใช้วิธีที่ผิดแปลกไปล้วนเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยอันตรายมากมายบางทีอาจทำให้เขาต้องกลายเป็นพวกนิกายนอกรีตก็เป็นได้

            การบำเพ็ญตนจำเป็นต้องดูความปลอดภัยเป็นสำคัญหากใจร้อนอาจทำให้ทุกอย่างล้มเหลว

            เซียวจิ่งหยวนครุ่นคิดพลางหลับตาลงอีกครั้งเขาสัมผัสห่วงวิหคมังกรอย่างเบามือ พบว่าพลังแห่งเซียนที่อยู่ภายในทำให้ห่วงวิหคมังกรสะท้อนพลังประหลาดออกมาพลังประหลาดนี้ทะลุผ่านเส้นลมปราณของเขา แทรกซึมเข้าไปสู่เลือดและไขสันหลัง

            เปรี้ยง!

            ทันใดนั้นร่างกายของเซียวจิ่งหยวนพลันสั่นสะท้านพร้อมกระแสพลังมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากจุดลมปราณที่ซ่อนเร้นอยู่ประหนึ่งภูเขาไฟที่เกิดการปะทุ

            “สิ่งนี้คือ...”

            สีหน้าของเขาทั้งตกใจและมีความสุข

            พลังเหล่านี้ทั้งเยือกเย็นและบริสุทธิ์ต้องเป็นฤทธิ์จากบัวขาวจิตกระจ่างอย่างแน่นอน

            ในยามที่ยังอยู่ด้านในสระกระบี่เขากินบัวขาวจิตกระจ่างไปสิบกว่าเม็ดและด้วยตอนนั้นเขาไม่มีเวลามาบำเพ็ญและย่อยสลายฤทธิ์ที่เข้มข้นเหล่านั้นทำให้ฤทธิ์ของมันจึงยังคงซ่อนเร้นอยู่ตามส่วนต่างๆ ภายในร่างกายของเขา

            ตอนนี้ด้วยการกระตุ้นจากห่วงวิหคมังกรทำให้ฤทธิ์ปั่นป่วนเป็นดั่งคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำที่ซัดสาดเข้ามาอย่างบ้าคลั่งแล้ววิ่งเข้าสู่สะพานเชื่อมปราณอย่างรวดเร็ว

            ภายในทรวงอกของเซียวจิ่งหยวนยามนี้ลมปราณดั่งพายุหมุนเวียนปรับปรุงความแข็งแรงของร่างกายอยู่ภายในประหนึ่งสะพานเชื่อมปราณเจ้าสะพานเชื่อมปราณขนาดเล็กนี้เป็นเหมือนเขื่อนคอยควบคุมการถ่ายโอนและการกระจายของปราณแท้อยู่ตลอดเวลา

            ทว่าในยามนี้พลังที่เป็นเหมือนคลื่นยักษ์กลับโหมซัดเข้ามาจนสะพานเชื่อมปราณต้องพังทลายลงไปในชั่วพริบตา

            เป๊าะๆๆ !

            สะพานเชื่อมปราณไม่สามารถแบกรับแรงกดไว้ได้อีกต่อไปก่อนค่อยๆ แตกสลายพังทลายลง

            เพียงเวลาไม่นานพลังที่พลุ่งพล่านก็เข้ารวมกันเป็นหนึ่ง โหมกระหน่ำออกมาอย่างบ้าคลั่ง

            ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่แสนอันตรายเซียวจิ่งหยวนกลับดูสุขมลุ่มลึก ไม่ได้ตระหนกเลยสักนิดเพราะเมื่อใดที่เขาจดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่ง จิตใจของเขาจะสงบ ความคิดอันยุ่งเหยิงมากมายหายไปจนจิตใจว่างเปล่า

            เขาทำสมาธิจดจ่ออยู่กับความคิดร่างกายและจิตใจล้วนอยู่ในห้วงแห่งความเงียบสงบก่อนจะมีแสงวิเศษดวงหนึ่งที่เจิดจ้าจากจุดหว่างคิ้วส่องสว่างไปทั่วทั้งร่างกายและจิตใจ

            จิตใจของเขาพยายามรักษาจิตวิญญาณที่กำลังตกอยู่ในภวังค์และล่องลอยให้สงบนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงวิเศษนี้

            โบราณกล่าวไว้ว่านักปราชญ์ยึดเต๋าเป็นหนึ่ง ครั้นได้เข้าสู่สภาวะแห่งการเป็นเต๋าแล้วผู้นั้นจะได้รับประโยชน์มากมาย ท้องนภาสดใส ธรณีคงอยู่ ทวยเทพทรงอิทธิฤทธิ์ หุบเขาอุดมสมบูรณ์ทุกสรรพสิ่งทั้งหลายมีชีวิตได้ล้วนเพราะเต๋าทั้งสิ้น

            เมื่อเซียวจิ่งหยวนได้เข้าสู่เต๋าเขาจึงรู้สึกว่าร่างกายของเขาสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ไร้มลทินกระทั่งพลังอันหมองมัวยังชัดเจน ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนกระจกแสงวิเศษทีละอัน

            พลังอันยุ่งเหยิงและซับซ้อนถูกเขาสางและจับไว้ทั้งหมดได้ในทันที

            เปรี้ยง!

            ร่างกายของเซียวจิ่งหยวนพลันสั่นสะท้านในชั่วพริบตาสะพานเชื่อมปราณที่เคยแตกสลายกลับมารวมกันอีกครั้งเป็นประหนึ่งมัจฉาแห่งหยินหยางไท่จี๋ราวกับปลาหมึกที่ยื่นหนวดยาวโลดแล่นทิ่มแทงเข้าแขนขาและกระดูก

            สะพานเชื่อมปราณที่กลับมารวมกันอีกครั้งขยายใหญ่ขึ้นและมีรากฐานดั่งรากของต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งลึกลงไปดูดซับสารอาหารในดินอย่างไม่หยุดยั้ง

            เมื่อสะพานเชื่อมปราณขนาดใหญ่เริ่มโคจรปราณแท้อันยุ่งเหยิงที่พาดอยู่กลางเส้นลมปราณของเขาก็ถูกดึงเข้ามารวมกันด้วยพลังที่น่าสะพรึงก่อนค่อยๆ ไหลเวียนไปตามเส้นทางที่กำหนด ในเวลาเดียวกันนั้นเซียวจิ่งหยวนก็รู้สึกได้ชัดเจนขึ้นอีกว่าห่วงวิหคมังกรที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจุดหว่างคิ้วอาจเป็นตัวกลางอันมหัศจรรย์สามารถทะลวงผ่านโลกและสวรรค์ ก่อกำเนิดเส้นทางราวคูคลองแม่น้ำได้

            สะพานเชื่อมปราณขนาดใหญ่เริ่มเคลื่อนไหวห่วงวิหคมังกรพังทลายกำแพงกั้นโลกและสวรรค์ พลังที่บริสุทธิ์ที่สุดของดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ และดวงดาวในจักรวาลก็ไหลแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของเขา

            พลังอันบริสุทธิ์หลอมรวมเข้ากับพลังของเขาก่อนเข้าไปผสานอยู่ในสะพานเชื่อมปราณขนาดใหญ่ หมุนวนกลั่นพลังแห่งเซียนที่เข้มข้น เมื่อพลังแห่งเซียนไหลหลั่งสอดประสานเข้ากับเลือดเนื้อแผ่ซ่านเข้าไขกระดูก ชำระล้างร่างกาย พร้อมช่วยเสริมรากฐานให้แน่นมากยิ่งขึ้นสิ่งนี้ก็คือโม่น้ำที่จะค่อยๆเปลี่ยนร่างกายของเขาให้กลายเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งด้วยความอุตสาหะประหนึ่งน้ำที่หยดลงหินจนกร่อนทะลุ

            เขาจะขัดเกลาและบำเพ็ญไปอย่างต่อเนื่องจนสักวันหนึ่งที่เขารู้สึกว่าป้อมปราการนี้แข็งแรงมากเพียงพอแล้ว ถึงจะช่วยให้เขาก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์จนรู้แจ้งและบรรลุเป็นเซียน

            กระบวนการการบำเพ็ญตนโดยพื้นฐานแล้วเป็นเช่นนี้

            สิ่งนี้ดูเหมือนง่ายแต่ทำได้ยากเหมือนดั่งในยามนี้ที่เซียวจิ่งหยวนมีความสุขทั้งใจกาย รู้ว่าตนได้ก้าวข้ามผ่านจุลจักรวาลเลื่อนขั้นสู่ระดับมหาจักรวาลอย่างเป็นทางการแล้ว ทว่าแม้เขาจะดีใจมากเพียงใดแต่ไม่อาจหยิ่งผยองทะนงตนไปได้เพราะเขารู้ดีว่าเส้นทางการเป็นเซียนนั้นยังอีกห่างไกลและยากลำบาก การก้าวมาถึงขั้นมหาจักรวาลนั้นเป็นเพียงก้าวเล็กๆเท่านั้น

            บททดสอบอันแท้จริงเฉกเช่นการควบแน่นพลังงานลบ และการหลอมบริสุทธิ์ที่ยังมาไม่ถึง!

            เขาไม่รู้เลยว่าจะควบแน่นพลังงานลบอย่างไรจะหลอมพลังบริสุทธิ์อย่างไร จะผสานพลังงานลบและพลังบริสุทธิ์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองจนทำให้ตนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพได้อย่างไร

            “โชคดีนะ...ที่ในยามนี้มีคนที่สามารถแนะนำข้าได้” อารมณ์สุขสันต์ของเซียวจิ่งหยวนค่อยๆสงบลง เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พลางนึกไปถึงตู้หนานซานหรืออาจารย์ตงหลี

            ตู้หนานซานก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์จนบรรลุเป็นเซียนแล้วมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างมากมาย ดังนั้นเพื่อเห็นแก่หน้าฟางเส้าไป๋ก็คงสอนเขาอย่างไม่ปิดบังสิ่งใด

            เมื่อคิดได้เช่นนี้เซียวจิ่งหยวนจึงรีบยันกายลุกขึ้น ก่อนรีบพุ่งออกจากห้องลับไปในทันที...


     

    คล้ายกับเรื่องฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน