ห่วงวิหคมังกรเป็นสมบัติโบราณ มีขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือลักษณะกลมเกลี้ยงทั้งนอกและใน ทอแสงแวววาวสดใสประดุจดวงจันทร์ ช่างสวยงามและลึกลับยิ่ง
ด้านในห่วงวิหคมังกรยังสลักไว้ซึ่งบทคาถาสีแดง
ในตอนที่ยังอยู่ในสระกระบี่เนินพยัคฆ์ก่อนหน้านี้เพราะได้รับการชี้แนะจากคุณชายรูปงามเซียวจิ่งหยวนจึงไม่เพียงรู้ความหมายของตัวอักษรเหล่านี้เท่านั้นแต่ยังรู้วิธีการอ่านออกเสียงของตัวอักษรอีกด้วย จึงรู้ว่าควรขัดเกลาห่วงวิหคมังกรวงนี้อย่างไร
ยามนี้ เขากลั้นหายใจและจดจ่ออยู่กับหยินหยางภายในจิตใจจนเข้าสู่สมาธิได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งหลังจากที่จิตของเขาตกอยู่ในห้วงภวังค์พร้อมร่างกายที่พลันปลอดโปร่ง ปากของเขาก็ค่อยๆ ขยับท่องคาถาออกมาทีละพยางค์
เดิมทีทุกพยางค์ที่เปล่งออกมาควรสลายหายไปเมื่อลอยอยู่กลางห้วงอากาศ
แต่เสียงท่องคาถานั้นกลับทำให้ห่วงวิหคมังกรในมือของเซียวจิ่งหยวนเปล่งประกายนุ่มนวลออกมาแสงประหลาดนี้ดูเหมือนจะส่องสว่างสอดประสานโต้ตอบกับคาถาก่อตัวเป็นระลอกคลื่นมากมาย
ร่องรอยแห่งความผันผวนชัดเจนมากขึ้นในยามที่คลื่นพลังไหลเวียนคลื่นพลังอันลึกลับเป็นดั่งสะพานที่คอยเชื่อมจิตใจของเซียวจิ่งหยวนและห่วงวิหคมังกรเข้าไว้ด้วยกัน
เมื่อเวลาล่วงเลยไปสักพักความรู้อันลึกลับบางอย่างก็พรั่งพรูเข้าไปในใจของเขา
ทว่าเซียวจิ่งหยวนกลับยังคงรักษาจิตใจให้ปลอดโปร่งและสงบไว้ตลอดการท่องคาถาเขาท่องไปเรื่อยๆ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ซ้ำวนไปดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด
แสงของห่วงวิหคมังกรยังคงเปล่งประกายออกมาเป็นระลอกบางครั้งแสงสุกสกาวส่องสว่างไปทั่วทั้งห้องลับประหนึ่งจันทร์เพ็ญบางครั้งแสงนั้นก็กลับเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น
แสงเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดหม่นสลับไปมากระพริบวิบวับราวดวงดาว
หนึ่งวันผ่านไปแสงนั้นยังคงกระพริบ
สองวันผ่านไป ห่วงวิหคมังกรขนาดเท่าฝ่ามือจู่ๆกลับลอยไปเหนือศีรษะของเซียวจิ่งหยวนก่อนส่องแสงเจิดจ้าจนก่อตัวกลายเป็นวงแสงอันเจิดจรัส
วันที่สาม วงแสงอันแวววาวกลายเป็นดั่งสสารที่ห่อหุ้มปกคลุมกายของเซียวจิ่งหยวนไว้กลมเกลี้ยงราวเกราะที่คอยกำบังอยู่อย่างหนาแน่น
ทว่าเมื่อถึงวันที่สี่แสงสว่างพร่างพราวกลับมลายหายไปเสียจนหมดสิ้น
รูปร่างของห่วงวิหคมังกรเปลี่ยนแปลงไปจนน่าตกใจวงแหวนหดเล็กลงจนมีขนาดเท่าแหวนวงหนึ่ง ลอยทอแสงอันเลือนรางบริเวณกลางจุดหว่างคิ้วของเซียวจิ่งหยวน
และเมื่อผ่านไปอีกหนึ่งวัน ห่วงวิหคมังกรก็หายไป
หากพูดให้ถูกต้องแล้วนั้น แหวนน่าจะหายเข้าไปในกายของเซียวจิ่งหยวนและผสานเข้ากับร่างกายจนเป็นหนึ่งเดียวกัน
สิ่งนี้เรียกว่าการรวมร่างเข้ากับอาวุธ
เมื่อถึงขั้นนี้เซียวจิ่งหยวนก็ถือว่าขัดเกลาห่วงวิหคมังกรได้สำเร็จแล้วและเขาสามารถเข้าใจพลังบางอย่างของห่วงวิหคมังกรได้โดยโชคช่วยอีกด้วย
เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่หกเซียวจิ่งหยวนลืมตาตื่นขึ้นพร้อมแสงแห่งเทพซึ่งวูบวาบไปมาราวสายฟ้าแลบที่สว่างไสวไปทั่วห้องลับอันมืดมิดมุมปากของเขายกขึ้นเผยรอยยิ้ม ก่อนที่แสงสว่างอันพร่างพรายจะพลันฉายขึ้นเป็นรังสีอยู่ที่ด้านหลังของเขา
วงแสงอันงดงามนั้นจู่ๆกลับแยกออกจากกันซ้ายขวา กางออกดั่งพัด แปรเปลี่ยนกลายเป็นปีกคู่หนึ่ง
ปีกแสงคู่นี้สว่างเฉิดฉายงดงามอย่างน่าอัศจรรย์
ทว่าหากลองสังเกตดูอย่างละเอียดจะพบว่าปีกแสงที่งดงามคู่นี้เป็นปีกที่เกิดจากการเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบของขนนกขาวโปร่งหากพิจารณาขนนกจำนวนมากเหล่านี้ทีละเส้น ก็จะรับรู้ได้ถึงแก่นภายใน ว่าสิ่งเหล่านี้หาใช่ขนนกไม่แต่กลับเป็นดาบลมอันแหลมคมและเปี่ยมไปด้วยพลัง
ฉึบๆๆๆ ...
เมื่อเซียวจิ่งหยวนขยับมือปีกแสงอันงดงามก็สลายแปรเปลี่ยนกลายเป็นดาบลมจำนวนมหาศาลก่อนก่อตัวขึ้นกลายเป็นพายุคมดาบอยู่ด้านในห้องลับ
ดาบลมรวมตัวกันหนาแน่น จนเป็นเหมือนดาบอันแหลมคมมากมายที่บินโฉบฉวัดเฉวียนไปมาอยู่กลางอากาศจนดูคล้ายกังหันลมที่กำลังหมุนวนด้วยความเร็วสูง ทำให้ผู้คนตาลาย จับจ้องมองไม่ได้
ฟู่...
ทันใดนั้นดาบลมอันแหลมคมพลันสลายแปรเปลี่ยนเป็นสายลมอ่อนที่พัดโชยอย่างเงียบงัน
สายลมอ่อนอันนุ่มนวลที่แม้แต่ฝุ่นก็พัดไม่ขึ้นสลายหายไปจนสิ้น
พลังในการควบคุมกระแสลมให้สลายหรือเข้ารวมตัวกันได้อย่างอิสระนี้เป็นพลังของห่วงวิหคมังกรแสนลักลึบมหัศจรรย์
เมื่อดูจากความสามารถในการควบคุมที่แม่นยำจะรู้ได้ว่าเซียวจิ่งหยวนนั้นปรับแต่งอาวุธวิเศษได้อย่างสมบูรณ์พร้อมจนสามารถหยิบยืมพลังของอาวุธออกมาใช้ทำสิ่งที่เมื่อก่อนเขาไม่สามารถทำ
ซึ่งสิ่งนี้คือความวิเศษของอาวุธแห่งเซียน
เซียนแท้จริงแล้วคือมนุษย์คนหนึ่งซึ่งในฐานะมนุษย์พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นนั้นคือความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งของต่างๆและปรับใช้งานสิ่งของเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม
อาวุธวิเศษของเซียนก็ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง
การใช้เครื่องมือทำในสิ่งที่เหนือขอบเขตของตนจะทำไหวเป็นการแสดงออกทางภูมิปัญญาอย่างหนึ่งไม่ได้ดูน่าละอายแต่อย่างใด
ผู้ที่กู่ร้องว่าจะไม่หยิบยืมสิ่งใดจะก้าวผ่านตนเองจนมีพละกำลังดั่งเซียน ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ คนเหล่านั้นหากไม่ใช่อัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ก็เป็นเพียงคนโง่วิปริตคนหนึ่ง
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกว่าตนเองธรรมดาดังนั้นการเดินทางสายกลางจึงเหมาะสมกับตน ค่อยๆเดินไปตามรอยเท้าของปราชญ์คนก่อนทีละก้าว จนก้าวขึ้นไปถึงยอดเขาก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้ทางลัดหรือวิธีที่ผิดแผกไปจากเดิม
ต้องรู้ก่อนว่าทั้งการเดินทางลัดและการใช้วิธีที่ผิดแปลกไปล้วนเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยอันตรายมากมายบางทีอาจทำให้เขาต้องกลายเป็นพวกนิกายนอกรีตก็เป็นได้
การบำเพ็ญตนจำเป็นต้องดูความปลอดภัยเป็นสำคัญหากใจร้อนอาจทำให้ทุกอย่างล้มเหลว
เซียวจิ่งหยวนครุ่นคิดพลางหลับตาลงอีกครั้งเขาสัมผัสห่วงวิหคมังกรอย่างเบามือ พบว่าพลังแห่งเซียนที่อยู่ภายในทำให้ห่วงวิหคมังกรสะท้อนพลังประหลาดออกมาพลังประหลาดนี้ทะลุผ่านเส้นลมปราณของเขา แทรกซึมเข้าไปสู่เลือดและไขสันหลัง
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นร่างกายของเซียวจิ่งหยวนพลันสั่นสะท้านพร้อมกระแสพลังมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากจุดลมปราณที่ซ่อนเร้นอยู่ประหนึ่งภูเขาไฟที่เกิดการปะทุ
“สิ่งนี้คือ...”
สีหน้าของเขาทั้งตกใจและมีความสุข
พลังเหล่านี้ทั้งเยือกเย็นและบริสุทธิ์ต้องเป็นฤทธิ์จากบัวขาวจิตกระจ่างอย่างแน่นอน
ในยามที่ยังอยู่ด้านในสระกระบี่เขากินบัวขาวจิตกระจ่างไปสิบกว่าเม็ดและด้วยตอนนั้นเขาไม่มีเวลามาบำเพ็ญและย่อยสลายฤทธิ์ที่เข้มข้นเหล่านั้นทำให้ฤทธิ์ของมันจึงยังคงซ่อนเร้นอยู่ตามส่วนต่างๆ ภายในร่างกายของเขา
ตอนนี้ด้วยการกระตุ้นจากห่วงวิหคมังกรทำให้ฤทธิ์ปั่นป่วนเป็นดั่งคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำที่ซัดสาดเข้ามาอย่างบ้าคลั่งแล้ววิ่งเข้าสู่สะพานเชื่อมปราณอย่างรวดเร็ว
ภายในทรวงอกของเซียวจิ่งหยวนยามนี้ลมปราณดั่งพายุหมุนเวียนปรับปรุงความแข็งแรงของร่างกายอยู่ภายในประหนึ่งสะพานเชื่อมปราณเจ้าสะพานเชื่อมปราณขนาดเล็กนี้เป็นเหมือนเขื่อนคอยควบคุมการถ่ายโอนและการกระจายของปราณแท้อยู่ตลอดเวลา
ทว่าในยามนี้พลังที่เป็นเหมือนคลื่นยักษ์กลับโหมซัดเข้ามาจนสะพานเชื่อมปราณต้องพังทลายลงไปในชั่วพริบตา
เป๊าะๆๆ !
สะพานเชื่อมปราณไม่สามารถแบกรับแรงกดไว้ได้อีกต่อไปก่อนค่อยๆ แตกสลายพังทลายลง
เพียงเวลาไม่นานพลังที่พลุ่งพล่านก็เข้ารวมกันเป็นหนึ่ง โหมกระหน่ำออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่แสนอันตรายเซียวจิ่งหยวนกลับดูสุขมลุ่มลึก ไม่ได้ตระหนกเลยสักนิดเพราะเมื่อใดที่เขาจดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่ง จิตใจของเขาจะสงบ ความคิดอันยุ่งเหยิงมากมายหายไปจนจิตใจว่างเปล่า
เขาทำสมาธิจดจ่ออยู่กับความคิดร่างกายและจิตใจล้วนอยู่ในห้วงแห่งความเงียบสงบก่อนจะมีแสงวิเศษดวงหนึ่งที่เจิดจ้าจากจุดหว่างคิ้วส่องสว่างไปทั่วทั้งร่างกายและจิตใจ
จิตใจของเขาพยายามรักษาจิตวิญญาณที่กำลังตกอยู่ในภวังค์และล่องลอยให้สงบนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงวิเศษนี้
โบราณกล่าวไว้ว่านักปราชญ์ยึดเต๋าเป็นหนึ่ง ครั้นได้เข้าสู่สภาวะแห่งการเป็นเต๋าแล้วผู้นั้นจะได้รับประโยชน์มากมาย ท้องนภาสดใส ธรณีคงอยู่ ทวยเทพทรงอิทธิฤทธิ์ หุบเขาอุดมสมบูรณ์ทุกสรรพสิ่งทั้งหลายมีชีวิตได้ล้วนเพราะเต๋าทั้งสิ้น
เมื่อเซียวจิ่งหยวนได้เข้าสู่เต๋าเขาจึงรู้สึกว่าร่างกายของเขาสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ไร้มลทินกระทั่งพลังอันหมองมัวยังชัดเจน ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนกระจกแสงวิเศษทีละอัน
พลังอันยุ่งเหยิงและซับซ้อนถูกเขาสางและจับไว้ทั้งหมดได้ในทันที
เปรี้ยง!
ร่างกายของเซียวจิ่งหยวนพลันสั่นสะท้านในชั่วพริบตาสะพานเชื่อมปราณที่เคยแตกสลายกลับมารวมกันอีกครั้งเป็นประหนึ่งมัจฉาแห่งหยินหยางไท่จี๋ราวกับปลาหมึกที่ยื่นหนวดยาวโลดแล่นทิ่มแทงเข้าแขนขาและกระดูก
สะพานเชื่อมปราณที่กลับมารวมกันอีกครั้งขยายใหญ่ขึ้นและมีรากฐานดั่งรากของต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งลึกลงไปดูดซับสารอาหารในดินอย่างไม่หยุดยั้ง
เมื่อสะพานเชื่อมปราณขนาดใหญ่เริ่มโคจรปราณแท้อันยุ่งเหยิงที่พาดอยู่กลางเส้นลมปราณของเขาก็ถูกดึงเข้ามารวมกันด้วยพลังที่น่าสะพรึงก่อนค่อยๆ ไหลเวียนไปตามเส้นทางที่กำหนด ในเวลาเดียวกันนั้นเซียวจิ่งหยวนก็รู้สึกได้ชัดเจนขึ้นอีกว่าห่วงวิหคมังกรที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจุดหว่างคิ้วอาจเป็นตัวกลางอันมหัศจรรย์สามารถทะลวงผ่านโลกและสวรรค์ ก่อกำเนิดเส้นทางราวคูคลองแม่น้ำได้
สะพานเชื่อมปราณขนาดใหญ่เริ่มเคลื่อนไหวห่วงวิหคมังกรพังทลายกำแพงกั้นโลกและสวรรค์ พลังที่บริสุทธิ์ที่สุดของดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ และดวงดาวในจักรวาลก็ไหลแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของเขา
พลังอันบริสุทธิ์หลอมรวมเข้ากับพลังของเขาก่อนเข้าไปผสานอยู่ในสะพานเชื่อมปราณขนาดใหญ่ หมุนวนกลั่นพลังแห่งเซียนที่เข้มข้น เมื่อพลังแห่งเซียนไหลหลั่งสอดประสานเข้ากับเลือดเนื้อแผ่ซ่านเข้าไขกระดูก ชำระล้างร่างกาย พร้อมช่วยเสริมรากฐานให้แน่นมากยิ่งขึ้นสิ่งนี้ก็คือโม่น้ำที่จะค่อยๆเปลี่ยนร่างกายของเขาให้กลายเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งด้วยความอุตสาหะประหนึ่งน้ำที่หยดลงหินจนกร่อนทะลุ
เขาจะขัดเกลาและบำเพ็ญไปอย่างต่อเนื่องจนสักวันหนึ่งที่เขารู้สึกว่าป้อมปราการนี้แข็งแรงมากเพียงพอแล้ว ถึงจะช่วยให้เขาก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์จนรู้แจ้งและบรรลุเป็นเซียน
กระบวนการการบำเพ็ญตนโดยพื้นฐานแล้วเป็นเช่นนี้
สิ่งนี้ดูเหมือนง่ายแต่ทำได้ยากเหมือนดั่งในยามนี้ที่เซียวจิ่งหยวนมีความสุขทั้งใจกาย รู้ว่าตนได้ก้าวข้ามผ่านจุลจักรวาลเลื่อนขั้นสู่ระดับมหาจักรวาลอย่างเป็นทางการแล้ว ทว่าแม้เขาจะดีใจมากเพียงใดแต่ไม่อาจหยิ่งผยองทะนงตนไปได้เพราะเขารู้ดีว่าเส้นทางการเป็นเซียนนั้นยังอีกห่างไกลและยากลำบาก การก้าวมาถึงขั้นมหาจักรวาลนั้นเป็นเพียงก้าวเล็กๆเท่านั้น
บททดสอบอันแท้จริงเฉกเช่นการควบแน่นพลังงานลบ และการหลอมบริสุทธิ์ที่ยังมาไม่ถึง!
เขาไม่รู้เลยว่าจะควบแน่นพลังงานลบอย่างไรจะหลอมพลังบริสุทธิ์อย่างไร จะผสานพลังงานลบและพลังบริสุทธิ์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองจนทำให้ตนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพได้อย่างไร
“โชคดีนะ...ที่ในยามนี้มีคนที่สามารถแนะนำข้าได้” อารมณ์สุขสันต์ของเซียวจิ่งหยวนค่อยๆสงบลง เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พลางนึกไปถึงตู้หนานซานหรืออาจารย์ตงหลี
ตู้หนานซานก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์จนบรรลุเป็นเซียนแล้วมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างมากมาย ดังนั้นเพื่อเห็นแก่หน้าฟางเส้าไป๋ก็คงสอนเขาอย่างไม่ปิดบังสิ่งใด
เมื่อคิดได้เช่นนี้เซียวจิ่งหยวนจึงรีบยันกายลุกขึ้น ก่อนรีบพุ่งออกจากห้องลับไปในทันที...