เหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น

    ตอนที่ 43 แปรศัตรูเป็นมิตร



    “ให้อิ๊งนัดพล็อตไปคุยกับคุณลุงธีรโรจน์เหรอ? มันเกี่ยวอะไรกับการล้างแค้นคุณอาวรเดช” อิ๊งถามอย่างสงสัย
    “ธีรโรจน์กับวรเดชมันเคยแค้นกันเรื่องปั่นหุ้น ผมต้องใช้ความแค้นนี้ให้เป็นประโยชน์”
    “แล้วจะให้อิ๊งนัดยังไง?” อิ๊งถาม
    “อิ๊งพอมีวิธีไหมล่ะ?”
    อิ๊งส่ายหน้า
    “อิ๊งกับคุณลุงธีรโรจน์ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ไม่ได้สนิทกันด้วย”
    ผมพึมพำขึ้น
    “งั้นจะทำไงดี?”
    “อิ๊งจะลองหาวิธีให้”

    อิ๊งขับรถส่งผมถึงบ้าน ผมขอบคุณเธอและชวนให้นอนบ้านผมเพราะมันดึกมากแล้ว
    “ไม่ดีกว่า” อิ๊งปฏิเสธ
    “เถอะน่าวันนี้ดึกแล้ว อิ๊งไปนอนห้องผม ผมนอนโซฟาชั้นล่างเอง”
    “ไม่เป็นไรหรอกอิ๊งเรียกแท็กซี่ที่หน้าปากซอยได้” อิ๊งตอบ
    ผมอ้อนวอนอิ๊งหลายครั้งให้นอนบ้านผม แต่อิ๊งยังคงยืนกรานปฏิเสธ สุดท้ายผมก็ไปยืนรอเป็นเพื่อนอิ๊งที่หน้าปากซอยบ้าน รอจนอิ๊งเรียกแท็กซี่เสร็จขึ้นรถไป
    ผมกลับไปที่บ้านคอลไลน์คุยเป็นเพื่อนอิ๊งตลอดเวลา เราคุยเล่นเรื่องราวต่างๆ ทั้งมหาวิทยาลัยที่เรียน คณะ สาขา อิ๊งกับผมมีวัยใกล้เคียงกันทำให้เราคุยกันได้ถูกคอ ภาพอิ๊งที่เอาแต่โวยวายปากเสียเริ่มค่อยๆ หายไปจากห้วงความคิดผม
    เมื่ออิ๊งกลับถึงบ้านโดยปลอดภัย ผมก็นอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจมากขึ้น เรื่องที่ผมต้องติดคุกติดตาราง โดนอายัดทรัพย์ ถูกหลินเย็นชาใส่ มันทำให้ผมเครียด แต่การได้คุยกับอิ๊งทำให้ผมสบายใจขึ้น

    ผมยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แม้จะโดนอายัดเงินในบัญชีไปหมด แต่ก่อนหน้านั้นผมมีบัญชีหุ้นซึ่งใช้ชื่อแม่ของผมที่เปิดไว้เพื่อซื้อหุ้นทั่วไป มันพอมีเงินเก็บอยู่ราวสองล้านบาท ทำให้ผมพอมีเงินอยู่บ้าง ตอนนี้ระหว่างสู้คดีผมคงต้องหาที่เรียนหนังสือใหม่
    ผมใช้ชีวิตอยู่บ้านอย่างเจียมตัว บ้านเราไม่ได้มีเงินมากนัก ที่ทำงานใหม่ของพ่อก็ให้เงินเดือนพ่อไม่มากประมาณสามหมื่นบาท จากสมัยก่อนพ่อเคยได้ถึงห้าหมื่นบาท ผมช่วยแม่กวาดบ้าน ล้างจาน มีไปทำบุญกับแม่บ้าง แม่ผมบอกว่าเพื่อสะเดาะเคราะห์ แต่ผมไม่เชื่อนักหรอก

    วันนี้ผมมาทำบุญกับแม่ที่วัดซึ่งไม่ไกลจากบ้านมากนัก ได้เจอกับเจ้าอาวาสวัดซึ่งอายุประมาณหกสิบกว่าปี ท่านเป็นหลวงตาที่มีใบหน้าซูบผอม แต่ดูสดใสอิ่มบุญอย่างมาก
    ผมก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ไม่ได้สนใจศาสนามากนักเพราะคิดว่าเป็นเรื่องของคนแก่ หลวงตาเจอแม่ผมก็ถาม
    “เล็ก นี่เจ้าพล็อตเหรอ?” หลวงตาถาม
    แม่ซึ่งชื่อเล็กผมยกมือไหว้หลวงตา
    “ค่ะ”
    เอ๋ หลวงตารู้จักผมได้ยังไง?
    ผมมีสีหน้าสงสัย หลวงตายิ้มจึงบอกผม
    “สมัยก่อนเล็กแม่เราเคยอุ้มเรามาทำบุญที่วัดบ่อยๆ พอเราโตขึ้นก็ไม่มากับแม่เราอีก แม่บอกว่าเราติดเพื่อน”
    ผมยิ้มแฮะ แฮะ
    หลวงตาจ้องผมบอก
    “อย่าไปกังวลกับความทุกข์ที่เกิด ทุกสิ่งล้วนอนิจจังไม่เที่ยง”
    ผมถาม
    “หลวงตารู้ได้ยังไงครับว่าผมมีทุกข์”
    หลวงตายิ้ม
    “สีหน้าเราตั้งแต่เข้าวัดมา เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด คิ้วขมวดตลอดเวลาจนมันจะเป็นรถไฟชนกันอยู่แล้ว”
    หลวงตาคนนี้เก่งกว่าที่ผมคิดแฮะ ยังกะอ่านใจผมได้ หลวงตาบอกต่อ
    “ความทุกข์มันอยู่กับเราไม่นาน เดี๋ยวมันก็ดับไป”
    ผมส่ายหน้า
    “ไม่หรอกครับ ผมโดนทั้งคนทรยศหักหลัง โดนทั้งคดีความ จะติดคุกเมื่อไรจะไม่รู้ มันคงไม่หายไปง่ายๆ หรอกครับ”
    เพี๊ยะ!!
    “โอ๊ย อะไรเนี่ย!” ผมร้อง
    หลวงตาเอาไม้ที่พรมน้ำมนต์ตีหัวผมอย่างแรง หลวงตาบอก
    “ข้าตีเอ็งให้หายทุกข์”
    ผมอดขมวดคิ้วไม่ได้
    “ตีไปก็ไม่หายหรอกหลวงตา เจ็บด้วย”
    “หายไปแล้ว” หลวงตาพูด
    ผมงงถามว่า “อะไรหาย?”
    “ทุกข์ของเราไง เมื่อกี้จิตเรามาจ่ออยู่ที่อาตมา ไม่ได้จ่ออยู่กับความทุกข์เรื่องเดิมแล้วใช่ไหม”
    เอ๋ ผมยังงงอยู่
    หลวงตาอธิบายต่อ
    “เมื่อคนเรามีความทุกข์ จิตเราจะจดจ่ออยู่กับเรื่องทุกข์นั้น แต่ถ้าจิตเราไปจดจ่ออยู่กับการทำอย่างอื่น เช่น กินข้าว สวดมนต์ ดูหนัง ความทุกข์ที่เรามีก็จะดับไปชั่วคราว แต่เมื่อเรายังกังวลกลับมานึกถึงความทุกข์เรื่องเดิม ความทุกข์นั้นก็จะเกิดขึ้นมาใหม่ วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าความสุขหรือความทุกข์ ไม่มีสิ่งไหนอยู่กับเราตลอดเวลา มันดับและเกิดตลอด”
    ความหมายของหลวงตาก็คือ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์มันก็ไม่อยู่กับเราไปทั้งชีวิต ถ้าผมก้าวผ่านไปได้ ผมก็จะมีชีวิตใหม่ได้
    ผมยกมือไหว้หลวงตา คำพูดหลวงตาชี้ทางสว่างให้ผมไม่น้อย วรเดชเองก็เช่นกัน ตอนนี้มันอาจมีความสุขอยู่ แต่ความสุขก็จะไม่มีวันอยู่กับมันได้ตลอด
    ขณะที่แม่ผมคุยกับหลวงตา อิ๊งก็คอลไลน์มาหาผม
    “พล็อต อิ๊งนัดคุณอาธีรโรจน์ให้แล้วนะ”
    ผมรู้สึกตื่นเต้น
    “จริงเหรอเนี่ย”
    อิ๊งรับคำ
    “ใช่ แต่อิ๊งให้แม่เป็นคนนัด บอกว่าชวนคุณลุงไปตีกอล์ฟ”
    “โอเค ดีเลย แล้ววันไหนล่ะ?”
    ผมกับอิ๊งนัดวันเวลากัน ส่วนแม่ผมคุยกับหลวงตาอีกสักพักหนึ่งก็กลับ

    สามวันต่อมาผมขับรถไปที่สนามกอล์ฟนิวเวอร์ชั่น สนามกอล์ฟของคนรวยซึ่งมีค่าสมัครสมาชิกหลักหลายแสนกันเลยทีเดียว ถ้ายิ่งระดับ VIP แบบมากินอยู่ฟรียิ่งระดับหลักล้าน
    ผมไม่ได้เป็นสมาชิกย่อมเข้าไปในส่วนสนามกอล์ฟไม่ได้ แต่ยังโชคดีที่สนามกอล์ฟมีบริการแบบทดลองสมัครรายเดือนซึ่งเสียค่าใช้จ่ายเป็นหมื่น ผมยอมกัดฟันจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนและค่าเช่าไม้กอล์ฟ
    เดินเข้าสนามกอล์ฟได้ไม่นานผมก็เห็นธีรโรจน์ คุณหญิงวิมลรัตน์ อิ๊ง สวมใส่ชุดตีกอล์ฟเดินคุยกันที่สนามกอล์ฟซึ่งเป็นหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา มีแคดดี้ (Caddy) สี่คนเดินตามถือถุงกอล์ฟให้
    ที่ผมรู้ที่อยู่พวกเขาเพราะอิ๊งบอกที่อยู่มาทางไลน์
    เห็นผู้หญิงคนหนึ่งไว้ผมสั้น หน้าตาสวยพอสมควร แต่หุ่นนี่เซ็กส์ซี่มาก เธอยืนอยู่ใกล้ธีรโรจน์ คนนั้นคือเปิ้ล ดาราสาวที่ธีรโรจน์เคยควงไปงานปาร์ตี้ที่บ้านของเจ้าสัวภิวัฒน์
    ธีรโรจน์ตีกอล์ฟแม่นพอสมควรเลย ได้ยินเปิ้ลชมไม่หยุด
    ผมเดินเข้าไปหาธีรโรจน์
    “ตีแรงจังเลยนะครับ”
    ธีรโรจน์เห็นหน้าผมก็หน้าแปรเปลี่ยนเป็นโกรธแค้น ส่วนคุณหญิงวิมลรัตน์ก็แปลกใจที่เห็นผม
    คุณเปิ้ลเห็นผมก็ทักทาย
    “นี่คุณพล็อตใช่ไหม จำได้ไหมเราเคยเจอกันที่งานปาร์ตี้”
    ผมยิ้ม “ครับ ได้เจอกันอีกแล้วนะครับ”
    ขณะที่เปิ้ลจะพูดต่อ ธีรโรจน์ก็ตัดบทพูดขึ้น
    “หน้าอย่างแกก็มีปัญญามาเหยียบที่นี่ด้วย?”
    หน็อย มาถึงก็ดูถูกกูก่อนเลยนะมึง
    “สนามกอล์ฟไม่ใช่คุก มาอยู่ผิดที่หรือเปล่า?” ธีรโรจน์หัวเราะ
    ข่าวที่ผมโดนจับเป็นข่าวดังไปทั่ว เรื่องนี้ยังไงธีรโรจน์ก็ต้องรู้เรื่องอยู่แล้ว
    “ผมรู้ว่าผมทำงานให้คนผิดคน” ผมก้มหน้ายอมรับ
    “ที่แกมาเจอฉันที่นี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญสินะ” ธีรโรจน์ตั้งข้อสังเกต
    ผมพยักหน้ายอมรับ “ใช่ ผมรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่ แต่ผมมีธุระจึงมาหาคุณ”
    “มีธุระอะไร?” ธีรโรจน์ถามขึ้น
    “คุณยังแค้นวรเดชอยู่ไหมครับ?” ผมจ้องหน้าธีรโรจน์
    “แน่นอน รวมทั้งแกด้วย” ธีรโรจน์กระชากเสียง
    “ผมรู้ว่าผมล่วงเกินคุณไว้มากมาย แต่ที่ผ่านมาเป็นคำสั่งของวรเดช เขาให้งานผมทำในช่วงที่ผมต้องออกจากมหาลัย ผมไม่มีทางเลือก”
    ธีรโรจน์หัวเราะ“พอโดนวรเดชมันทิ้ง ก็เลยเป็นหมาซมซานไม่มีเจ้าของ ตอนนี้กำลังหานายใหม่?”
    ผมได้ยินคำนี้ก็แทบคลั่ง ธีรโรจน์ มึงจะมากไปละนะเว่ย
    แต่นาทีนี้ผมเป็นรองได้แต่ยอมให้มันด่า ได้ยินธีรโรจน์พูด
    “ทำไมฉันต้องช่วยแกล้างแค้นวรเดช”
    “เพราะคุณเองก็แค้นวรเดชด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคุณมีศักยภาพพอที่จะจัดการมันให้อยู่หมัด” ผมบอก
    ธีรโรจน์บอกกลับ “เรื่องวรเดชฉันต้องจัดการมันแน่ แต่ไม่ใช่เพราะแกจะมายุยงฉัน ฉันมีวิธีของฉันเอง”
    “แต่จะดีกว่าไหมครับ ถ้าผมบอกข้อมูลของวรเดชทั้งหมดแก่คุณ ผมทำงานสำคัญให้มันมาหลายงาน ผมรู้ข้อมูลมันดี” ผมบอกเสียงมั่นใจ
    ธีรโรจน์จ้องหน้าผม ส่วนผมก็จ้องกลับโดยไม่กลัว
    ธีรโรจน์หัวเราะขึ้น
    “แกยังจะถูกวรเดชเอาเข้าคุกด้วยซ้ำ มีความสามารถอะไรจะไปล้างแค้นมัน?”
    “ผมมีข้อมูลและรู้จุดอ่อนจุดแข็งมันทุกอย่าง”
    “แกมั่นใจเอาชนะมันได้?”
    “ครับ” ผมตอบเสียงเชื่อมั่น

    “หิ้วถุงกอล์ฟให้ฉัน” ธีรโรจน์สั่ง
    เอ๋? ผมงง
    “แกจะมาทำงานให้ฉัน อยากรู้ว่าแค่หิ้วถุงกอล์ฟจะมีปัญญาทำได้ไหม?”
    โหย มึงจะเอากูเป็นขี้ข้าเหรอ?
    ผมโกรธมาก แต่ผมได้แต่ระงับสติไว้ ผมรับถุงกอล์ฟจากแคดดี้มาหิ้ว
    ผมหิ้วถุงกลอฟ์ให้ธีรโรจน์ พวกเขาก็เดินคุยกันไปตีกอล์ฟไป อิ๊งมีสีหน้าไม่ดีอย่างชัดเจน คุณหญิงวิมลรัตน์ก็ไม่ได้คุยกับผม แต่แกก็มีสีหน้าเห็นใจผมอยู่บ้าง ส่วนดาราชื่อเปิ้ลมองผมด้วยสายตาปกติ
    พอตีกอล์ฟกันไปได้สักพัก ธีรโรจน์ก็บอก
    “เมื่อวานฝนตก สนามเปียกแฉะหมด เช็ดรองเท้าให้ฉันหน่อย!”
    ผมโทสะพุ่งขึ้น นี่มันจะมากไปแล้วนะเว่ย!!

    จบตอนที่ 43จะใช้จิ้งจอกเฒ่าอย่างธีรโรจน์ซึ่งเจ้าคิดเจ้าแค้นมันไม่ง่าย ธีรโรจน์จะหาเรื่องอะไรพล็อตอีกบ้าง พล็อตจะทนไหวไหม โปรดติดตามจ้า


    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น ที่คุณอ่าน