จากอายสังหารที่ปรากฏ ของเด็กหนุ่มนาม ซื่อซื่อ หมู่ชนที่ดูการประลอง มองปาดเดียวก็รับรู้ว่า เด็กหนุ่มคิดจะฆ่าสังหาร สงครามน้อยในฝ่ามือ อนุชนที่ชมการประลอง โดยเฉพาะศิษย์หญิงต่างก็เมินหน้าหนี ไม่อยากมองฉากการสังหารป่าเถื่อนให้ติดตา
ทันใดที่เสียง ฉัวะ!! ดังออกมาก้อง พร้อมร่างอี้เฉิน ที่หายออกไปอย่างฉับพลัน ตวัดนิ้วมือที่อัดแน่นไปด้วยปราณพลัง ตัดแขนเด็กหนุ่มนาม ซื่อซื่อ ส่งให้ร่างสงครามน้อย ถูไถไปกับสนามประลอง พร้อมเสียงร้อง อ๊ากกก!!ดังออกมาก้อง ของเด็กหนุ่มนาม ซื่อซื่อ ที่แขนขาดกองตกกับพื้น คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด
ภาพนั้นเกิดขึ้นในเสี้ยวพริบตา หมู่ชนต่างก็ตกตะลึง อ้าปากค้าง ด้วยความไม่อยากเชื่อ จักรพรรดิอี้เฉิน จะเข้าแทรกแซงการประลอง ของเหล่าศิษย์อนุชนรุ่นเยาว์ พร้อมเสียงสูดลมหายใจเย็น ของผู้คน เข้าไปจนเต็มปอด
ชายแก่ขี่วัวซวนซี กล่าวพูดขึ้นมาด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม “จักรพรรดิอี้เฉิน นี่มันหมายความว่าอย่างไร ใช่ว่าเจ้าที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ปกครองดินแดนเทพ จะทำอะไรตามอำเภอใจได้หรอกนะ”
บรรยากาศ ยามนี้เต็มไปด้วยแรงบีบคั้นที่หนักอึ้ง ของเหล่าราชาอมตะที่เดือดดาล ต้องการคำตอบ จากอี้เฉิน
ครั้นอี้เฉินหันปรายตาไปมอง สงครามน้อยหอบร่างที่บาดเจ็บ ไปดูอาการของ เจียวหยาง กับอาเม่ย อี้เฉินหันขวับชำเลืองมอง เด็กหนุ่มที่แขนขาด กุมบาดแผลเอาไว้จนแน่น เอ่ยพูดเสียงแข็งกร้าวขึ้นมาทันใด
“นี่มันเป็นการประลองของอนุชนรุ่นเยาว์ เจ้าอย่าคิดว่าข้าจำเจ้าไม่ได้นะ หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ วันนั้นข้าปล่อยปราณจิตของเจ้าหนีไปได้ วันนี้แหละ ข้าจะกลบฝังเจ้า ด้วยมือของข้าเอง”
คำพูดของจักรพรรดิอี้เฉิน ต่างก็พาให้เหล่าผู้คน ไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน หลายคนต่างก็หันปรายตาไปมอง พวก4สำนักใหญ่ด้วยสายตาแปลกๆ
ก่อน ชายแก่ขี่วัว ซวนซี แห่งตำหนักเทพจะกล่าวพูด คัดค้านคำพูดของอี้เฉิน เสียงแข็งดังก้องออกมา “เจ้าอย่ากลับดำ ให้เป็นขาวจักรพรรดิอี้เฉิน ก็เห็นๆอยู่ ซื่อซื่อผู้นั้น เขาเป็นเพียงศิษย์อนุชนรุ่นเยาว์ เจ้าลงมือกับศิษย์อนุชน คนรุ่นหลัง เหี้ยมโหดยิ่งนัก”
คำพูดนั้นต่างก็พาให้รอบด้าน เดือดดาล คุกรุ่น ปราณพลังซัดสาดออกไปทั่ว พร้อมกับอายสังหาร ที่พุ่งเสียดแทง จนรู้สึกแสบร้อนผิวหนัง ราวกับว่า ลานประลองกลางน้ำบัดนี้ กำลังจะกลายเป็นสนามรบ ย่อมๆ ส่งให้สำนักต่างๆ ที่ต้านทานแรงกดดัน ของราชาอมตะชราไม่ไหว ต่างก็เริ่มถอยฝีเท้า ออกห่างจากความวุ่นวาย
ครั้นรับรู้ว่าหายนะใหญ่กำลังจะปะทุ แม้แต่หลินเฟย นางยังมีความกังวล ขึ้นมาอยู่ในกรอบสายตา ครั้นเห็นอี้เฉินเข้าไปอยู่ ท่ามกลางความวุ่นวาย ด้วยตัวของอี้เฉินเอง จนบัดนี้ผู้คนแบ่งความคิด ออกเป็นสองฝั่ง ทว่าส่วนใหญ่ก็เอนเอียงไปยัง 4สำนักใหญ่
ครั้นอี้เฉินเอ่ยพูดออกมาอีกครา มันก็ทำให้เหล่าราชาอมตะ ของ4สำนักใหญ่ ต่างก็หน้ามืดทะมึน “ลองตรวจสอบดูเดี๋ยวก็รู้”
ครั้นสิ้นคำพูดของอี้เฉิน หลายคนต่างก็ไม่คาดคิด อี้เฉินจะลงมืออีกครา ฉับพลันที่ร่างอี้เฉินหายวับไปอยู่เบื้องหน้า หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ ในร่างเด็กหนุ่ม นามว่า ซื่อซื่อ
อี้เฉินก้าวฝีเท้าเหยียบ ลงไปบนศีรษะ เฉกเช่นที่ชายแก่ ได้เคยกระทำกับศิษย์ของเขาในทันใด ส่งคลื่นรัศมี จากฝีเท้าที่เหยียบเข้าใส่ กลางหว่างคิ้วเด็กหนุ่มในเสี้ยวพริบตา
ปัง!! ปัง!!
คลื่นปราณพลังนั่นแฝงไว้ด้วยเต๋า ธรรมที่กระจัดกระจายของอี้เฉิน จนกลางหน้าผากเด็กหนุ่ม ปริแตก มีโลหิตไหลซึมออกมา อาบย้อมใบหน้า ร้องอ๊ากกก!! ด้วยความเจ็บปวด ราวกับปราณจิต ภายในร่างใหม่ กำลังจะถูกอี้เฉินบดขยี้ แม้แต่เต๋า ธรรมภายในกาย ยังเกิดการปั่นป่วน มองเห็นกายาเริ่มแตกร้าว เป็นใยแมงมุม
“เจ้า! เจ้า! ไอ้เวร” บรรพบุรุษ ซวนซี แห่งตำหนักเทพ บรรพบุรุษ เฉินหนาน แห่งศาลายา บรรพบุรุษ ทูจิ้ว แห่งตำหนักภูต พวกเขาที่เป็นศัตรูคู่แค้นกับอี้เฉิน ต่างก็พากันเดือดดาล พร้อมกับอายสังหารที่โหมลุก เตรียมจะพุ่งปราดไปหยุดอี้เฉินไว้
แม้แต่เหล่าผู้คนโดยรอบยังมองว่า การโจมตีของอี้เฉิน ช่างเป็นการโจมตีที่โอหัง โหดร้ายจริงๆ ที่โจมตีใส่อนุชนคนรุ่นหลัง อย่างเหี้ยมโหดเช่นนี้
ทว่าในเสี้ยวพริบตาหมู่ชน ก็ต้องคิดใหม่ ครั้นเห็น เด็กหนุ่มนามว่า ซื่อซื่อ ปลดปล่อยปราณพลังความมืด เล็ดลอดแพร่กระจาย ออกมาทั่วสรรพางค์กาย พร้อมแขนที่งอกขึ้นมาใหม่ จากการขับเคลื่อนปราณพลัง เป็นตัวบ่งชี้อย่างดีว่า เขาผู้นี้ได้จุดไฟเทพ ภายในกายเป็นอย่างต่ำ
น้ำเสียงหมู่ชนกล่าวพูด ออกมาก้องในทันใด ครั้นเห็นความมืด ที่แพร่กระจัดกระจาย เริ่มมารวมตัวกันหนาแน่น จนน่าหวาดกลัว “หืม!! เขาไม่ใช่อนุชนรุ่นใหม่ของเรา เขาเป็นศัตรูต่างดินแดน ไอ้เวรกล้าหลอกพวกเราได้”
“ใช่ๆ ปราณพลังความมืดนี้ ข้าจดจำมันได้ไม่มีลืม” ชายวัยกลางคน อีกทิศทาง หนึ่งกล่าวพูดขึ้นมาเช่นกัน
ด้านอี้เฉินเขา แค่นเสียงแข็งกร้าว ดวงตาเอาเรื่องออกมาทันที “ในที่สุดเจ้าก็โผล่หางออกมาแล้วสินะ หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ วันนี้แหละข้าจะกลบฝังเจ้าเอง”
ทันใดเสียงหัวเราะ ของหัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ ในร่างเด็กหนุ่มนาม ซื่อซื่อ ดังออกมาก้อง “ฮ่าๆๆ เจ้าหรือข้ากันแน่ที่ต้องตายวันนี้ ไอ้เวรอี้เฉิน”
ในเสี้ยวพริบตา อี้เฉินต้องจำใจถอยฝีเท้า ออกจาก หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ ครั้นรับรู้ ถึงการโจมตีบางอย่างที่เฉียบคม พุ่งปราดเข้าใส่คอของเขา จากหญิงสาวปริศนา สวมใส่ผ้าคลุมดำ ขององค์กรนักฆ่า ฟึบ!!
คอของอี้เฉิน มีเลือดไหลซึมออกมาน้อยๆ จากดาบคู่ ของหญิงสาวองค์กรนักฆ่า ที่เฉียบคม เกรงว่านางจะเป็นคนระดับ สูงของกลุ่มนักฆ่า อย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนกลุ่มนักฆ่าอีกหลาย10ชีวิต จะเผยตัวออกมาจากใต้บึงน้ำ หมุนโคจร ฝ่ามือสร้างเขตแดนห้ามแทรกแซง ที่ใช้ตัวของอี้เฉินเป็นใจกลาง ขยายเขตแดน ห้ามแทรกแซงออกไปกว้างไกล จากหยดเลือดของอี้เฉิน
พร้อมน้ำเสียงของ หัวหน้าองครักษ์ หยุนฟ่านซื่อ เอ่ยพูดออกมาดังก้อง “พวกเจ้ายังไม่เข้ามาอีกเช่นนั้นหรือ?”
ครั้นชายแก่ขี่วัวพยักหน้าให้ บรรพบุรุษ เฉินหนาน แห่งศาลายา บรรพบุรุษ ทูจิ้ว แห่งตำหนักภูต พวกเขาต่างก็คลี่ยิ้ม ออกมาอย่างชั่วร้าย มั่นใจว่าจะฆ่าสังหารอี้เฉินได้ จึงสืบฝีเท้าเข้าไปภายใน เขตแดน ห้ามแทรกแซงอย่างเร็วจี๋ ก่อนที่ม่านพลังสีแดงลักษณะถ้วยชามคว่ำ จะถูกตัดขาด จากภายในและภายนอก
หมู่ชนที่เห็นภาพ ม่านพลังสีแดง พร้อมกลุ่มคนที่สืบฝีเท้าเข้าไป ต่างก็ใบหน้าดำมืดครึ้ม “พวก4สำนักใหญ่ พวกเขาร่วมมือ กับพวกต่างดินแดนเช่นนั้นหรือ?” คำถามนี้ดังก้องออกไปทั่ว ทำให้สำนักต่างๆ เกิดการปั่นป่วนไม่น้อย
ราชินีเสวี่ยชิงหนาน พร้อมกับราชาอมตะชรา หลายคนต่างก็มีใบหน้ามืดทะมึน ครั้นรับรู้ว่ายังมีบางกลุ่ม คิดอยากจะเคลื่อนไหว ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ แม้แต่ผู้นำราชสำนัก บรรพบุรุษชรา หาญกวงจิน ยังมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก การเผชิญหน้ากันครานี้ เกรงว่าจะทำให้รากฐานของ ดินแดนเทพเสียหายอย่างหนัก
ราชินีเสวี่ยชิงหนาน ครั้นนางสืบฝีเท้าไปขวาง ด้านหน้าบริเวณที่หลินเฟย อยู่กับคนของ สำนักหุบเขาบรรพชน นางเอ่ยแค่นเสียงแข็งกร้าว ออกมาดังก้อง “หากใครที่คิดจะลงมือ ข้าสาบาน ข้าจะไม่ละเว้นคนผู้นั้น” ก่อนนางจะเอ่ยสั่งการ ให้เหล่าราชาอมตะชรา ที่เหลืออยู่ไม่กี่หยิบมือ เข้าไปสมทบกับอี้เฉิน แม้หลายคน จะมีท่าทีอิดออดก็ตาม
ทว่าทันใดพวกเขาก็ต้องหน้ามืดทะมึน ครั้นรับรู้ว่ามันเป็นม่านพลัง ที่ห้ามแทรกแซงจากภายใน และภายนอก ต้องทำลายจากภายในเท่านั้น ทำให้หลินเฟย นางมีสีหน้าเป็นกังวล ห่วงความปลอดภัย ของอี้เฉินเป็นอย่างมาก
หลินเฟย นางไต่ถามโม่กวางออกมาอย่างรีบร้อน “มันไม่มีวิธีทำลาย ม่านพลังนี้เลยงั้นหรือโม่กวาง”
โม่กวางที่กวาดตาสำรวจ เห็นม่านพลัง มีอาคมเชื่องโยงกับโลหิตอี้เฉินอยู่ เขายกฝ่ามือถูคาง บอกกล่าวด้วย สีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก “ค่ายกลนี้ใช้ร่างอี้เฉินเป็นสื่อกลาง หากเราฝืนทำลาย จะกลายเป็นตัวอี้เฉินที่บาดเจ็บหนัก เกรงว่าพวกเขา คงจะเตรียมการนี้มาเป็นอย่างดี” คำพูดนั้น ต่างก็พาให้ใบหน้าผู้คน ดำมืดลงไปไม่น้อย แม้จะมีบางกลุ่มแอบยิ้มยินดี อยู่ภายในมุมมืดก็ตาม