นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนมองไปยังเตียงกว้างที่อยู่ไม่ไกล หัวใจยังคงเต้นระรัวด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งประหลาดใจ ตื่นเต้น และความกังวลที่บอกไม่ถูก คืนนี้... ช่างเป็นคืนที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ
มุมปากของจิ้นอ๋องยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ยากจะตีความ ฮวาเสี่ยวซีที่ก้มหน้าอยู่จึงไม่ทันสังเกตเห็นหากนางเงยหน้าขึ้นมา อาจจะพบประกายบางอย่างในดวงตาคมกริบของพระองค์ที่ไม่ได้มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและอำนาจดังเช่นก่อนหน้า
รอยยิ้มนั้นปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนที่ใบหน้าของจิ้นอ๋องจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิมพระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังร่างที่ยังคงก้มหน้าอยู่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากที่จะอธิบายได้ถ่องแท้
นางคิดว่าข้าเพียงต้องการแสดงอำนาจงั้นหรือ? พระองค์ทรงรำพึงในพระทัย หรือว่านางกำลังหวาดกลัว?
ความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแล่นปราดเข้ามาในพระทัยของจิ้นอ๋องพระองค์ทรงคาดหวังปฏิกิริยาอื่นจาก 'หมู่ซาน' มากกว่านี้ บางที...ความรู้สึกที่พระองค์สัมผัสได้ก่อนหน้านี้ อาจจะเป็นเพียงภาพลวงตา
"ลุกขึ้น"พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเย็นชาดังเดิม "ไปนอนเสียพรุ่งนี้ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าอีกมาก"
ฮวาเสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นช้าๆมองไปยังจิ้นอ๋องด้วยความสงสัยนางไม่แน่ใจว่ารอยยิ้มเมื่อครู่เป็นเพียงภาพที่นางคิดไปเองหรือไม่ แต่ถึงกระนั้นความรู้สึกอึดอัดในใจก็ยังคงไม่จางหายไป
"น้อมรับบัญชา"นางตอบเสียงเบา ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืนและเดินไปยังอีกด้านหนึ่งของเตียงอย่างระมัดระวังนาง
ทิ้งตัวลงนอนอย่างเงียบเชียบพยายามรักษาระยะห่างจากจิ้นอ๋องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน
จิ้นอ๋องทรงทอดพระเนตรมองตามแผ่นหลังเล็กที่หันหนีไปความเงียบกลับมาปกคลุมกระโจมอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ในอากาศ
ฮวาเสี่ยวซีภายใต้คราบของหมู่ซานนอนตะแคงหันหลังให้กับจิ้นอ๋อง แม้จะพยายามทำใจให้สงบแต่ความรู้สึกหลากหลายก็ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด นางรู้สึกสับสนกับคำสั่งของจิ้นอ๋องร้อนรุ่มกับความใกล้ชิด และหวาดหวั่นกับความลับที่อาจถูกเปิดเผย
ท่านอ๋องทรงสงสัยอะไรในตัวเราแล้วหรือไม่? นางคิดอย่างกังวล รอยยิ้มบางๆ ที่แวบผ่านพระพักตร์เมื่อครู่ยังคงติดตานางไม่เข้าใจความหมายของมันเลย
ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการวางแผนเริ่มถาโถมเข้ามาแต่จิตใจของนางกลับไม่อาจสงบลงได้ ความรู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่มาจากอีกด้านของเตียงทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง นางพยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอกลัวว่าจิ้นอ๋องจะสังเกตเห็นความกระวนกระวายของนาง
ทำไมต้องเป็นเรา? ทำไมท่านอ๋องถึงมีคำสั่งเช่นนี้? คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองแต่ไม่มีคำตอบใดที่ชัดเจน
ในความมืดสลัวฮวาเสี่ยวซีลอบเปิดเปลือกตาขึ้นเล็กน้อยนางเหลือบมองไปยังแผ่นหลังกว้างของจิ้นอ๋องที่หันไป
อีกทางแสงจันทร์ลอดผ่านช่องเล็กๆ ของกระโจมส่องให้เห็นเค้าโครงพระพักตร์คมคายของพระองค์อย่างรางๆ
ภาพนั้นทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบความรู้สึกซับซ้อนที่นางพยายามเก็บซ่อนไว้เริ่มแสดงตัวออกมาอย่างชัดเจน ความชื่นชมความเคารพ และความรู้สึกเสน่หาที่นางมีต่อจิ้นอ๋องมันลึกซึ้งเกินกว่าที่นางจะปฏิเสธได้
ท่านช่างเป็นบุรุษที่น่าเกรงขามและน่าหลงใหล... นางรำพึงในใจ แต่สถานะของเราแตกต่างกันมากเหลือเกิน
ความจริงอันแสนเจ็บปวดตอกย้ำให้นางตระหนักถึงระยะห่างระหว่างนางกับจิ้นอ๋องนางเป็นเพียงพลทหารคนหนึ่งที่ปลอมตัวเข้ามา ส่วนพระองค์คือองค์อ๋องผู้สูงศักดิ์ความสัมพันธ์เช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลย
ความเศร้าเล็กน้อยแล่นเข้ามาในใจฮวาเสี่ยวซีหลับตาลงอีกครั้ง พยายามขับไล่ความคิดที่ฟุ้งซ่านออกไปนางต้องมีสติและจดจ่ออยู่กับภารกิจที่สำคัญกว่าเรื่องส่วนตัว
พรุ่งนี้...เราต้องออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด นางตัดสินใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
แต่ในส่วนลึกของจิตใจฮวาเสี่ยวซีกลับรู้สึกถึงความลังเลเล็กน้อย ความใกล้ชิดกับจิ้นอ๋องในคืนนี้ได้สร้างความรู้สึกบางอย่างที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนและมันอาจจะทำให้การตัดสินใจของนางในอนาคตยากลำบากยิ่งขึ้นก็เป็นได้
จิ้นอ๋องแสร้งทำเป็นหลับพระเนตรลงแต่ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทนั้น พระองค์ยังคงรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวเล็ก
น้อยบนเตียงข้างกายความตึงเครียดที่ปกคลุมอยู่จางหายไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอของร่างเล็กที่นอนอยู่ข้างๆ
ส่วนฮวาเสี่ยวซีนั้นความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง การวางแผนและความกดดันทางจิตใจถาโถมเข้าใส่จนนางแทบจะทานทนไม่ไหว เปลือกตาหนักอึ้งจนยากจะฝืนเปิดค้างไว้ได้นานนักเพียงไม่นานนัก สติสัมปชัญญะของนางก็ค่อยๆ เลือนรางลงสู่ห้วงแห่งนิทราอันแสนหวาน
เป็นการหลับใหลที่ลึกและสนิทราวกับร่างกายและจิตใจต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่หลังจากเผชิญกับเรื่องราวมากมายในวันนี้ความกังวลและความหวาดระแวงเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงความสงบที่โอบล้อมร่างของนาง
ทันทีที่สัมผัสได้ว่าร่างเล็กข้างกายหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสนิทจิ้น อ๋องก็ทรงลืมพระเนตรขึ้นอย่างเงียบเชียบพระองค์ทรงลุกขึ้นจากเตียงอย่างเบามือ ราวกับเกรงว่าการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยจะรบกวนการพักผ่อนของอีกฝ่าย
พระองค์ทรงจุดเทียนที่ตั้งอยู่ข้างเตียงให้แสงสว่างนวลตาค่อยๆ ส่องสว่างภายในกระโจมจากนั้นจึงทรงหยิบผ้าสะอาดชุบน้ำที่เตรียมไว้ แล้วค่อยๆบรรจงเช็ดคราบสกปรกที่เปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้าคมสันของหมู่ซานอย่างอ่อนโยนทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ราวกับกำลังลูบไล้สิ่งล้ำค่า
เมื่อคราบสกปรกถูกเช็ดออกจนหมดสิ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่องรอยดินโคลนและคราบเหงื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทำให้จิ้น อ๋องถึงกับทรงตกตะลึง พระเนตรเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อพระองค์ทรงจ้องมองใบหน้างดงามที่คุ้นเคยนั้นอย่างไม่กะพริบ
"เสี่ยวซี!แห่งสำนักศึกษาหุบเขาเมฆา..." พระองค์ทรงพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับละเมอ พระองค์ทรงจำใบหน้างดงามหมดจดนั้นได้อย่างแม่นยำราวกับภาพนั้นฝังลึกอยู่ในห้วงความคิดของพระองค์มานานแสนนาน
ความสับสนถาโถมเข้ามาในพระทัยของจิ้นอ๋องอย่างหนักหน่วงนางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ในค่ายทหารที่ชายแดนเฉิงหยางแห่งนี้? พระองค์ทรงครุ่นคิดอย่างหนักพยายามประติดประต่อเรื่องราวต่างๆ ในหัว นางมาทำอะไรที่นี่กันแน่?หรือว่า... อย่างที่นางเคยแสดงออก... นางตามข้ามาจริงๆ?
ภาพความสดใสรอยยิ้มหวาน และสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมที่ ฮวาเสี่ยวซีเคยมีให้พระองค์เมื่อครั้งอยู่ที่สำนักศึกษาหุบเขาเมฆาผุดขึ้นมาในความคิดของพระองค์อย่างชัดเจน ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
"ต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน!"พระองค์ทรงพึมพำอีกครั้ง คราวนี้ในน้ำเสียงมีความมั่นใจเจืออยู่เมื่อทรงปักใจเชื่อว่าฮวาเสี่ยวซีติดตามพระองค์มาถึงที่นี่ความสับสนและความกังวลที่เคยรบกวนจิตใจก็ค่อยๆ จางหายไปความรู้สึกผิดปกติที่เคยทำให้พระองค์ต้องครุ่นคิดหนักก็มลายสิ้น
ด้วยความรู้สึกสบายพระทัยอย่างประหลาดจิ้นอ๋องทรงทิ้งพระวรกายลงนอนข้างๆ ร่างเล็กที่ยังคงหลับใหลอย่างสนิทพระองค์ทรงหันพระพักตร์เข้าหาหญิงสาวมองใบหน้าของนางภายใต้แสงเทียนนวลตาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกอ่อนโยนคุ้นเคย และความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในพระทัย
รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนพระโอษฐ์ของจิ้นอ๋องพระองค์ทรงรู้สึกราวกับว่าความเหนื่อยล้าและความตึงเครียดที่เผชิญมาตลอดหลายวันได้ทุเลาลงอย่างน่าประหลาดเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับนาง
ในที่สุดจิ้นอ๋องก็ทรงปิดเปลือกตาลงอย่างสบายพระทัย และเข้าสู่ห้วงแห่งนิทราตามหญิงสาวไปในที่สุดแสงเทียนยังคงส่องสว่างอยู่ภายในกระโจมเผยให้เห็นร่างของทั้งสองที่นอนเคียงข้างกันอย่างเงียบสงบราวกับเป็นภาพที่คุ้นเคยและเป็นจริงยิ่งกว่าความฝัน
‘เฮ้อ...ท่านอ๋องนี่ช่างหลงตัวเองเสียจริง!’ หากฮวาเสี่ยวซีเข้าใจความคิดของท่านอ๋องนางต้องพูดเช่นนี้อย่างแน่นอน นางคงจะได้แต่กลอกตาใส่พระองค์อย่างเหนื่อยหน่าย
คิดว่าข้าตามท่านมาถึงที่นี่เชียวหรือ? ช่างเป็นความคิดที่ไร้สาระสิ้นดี! นางคงจะส่ายหน้าอย่างระอาใจ ภารกิจสำคัญของข้ามีมากมายเหตุใดข้าต้องเสียเวลาติดตามบุรุษที่เอาแต่หลงตัวเองเช่นท่านด้วยเล่า!
ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังหลับใหลอย่างสบายใจของจิ้นอ๋องหากนางได้เห็น ก็คงจะทำให้นางรู้สึกขำขันระคนหมั่นไส้ ดูท่าทางสบายอกสบายใจเสียจริงราวกับไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวล ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์รอบตัวกำลังตึงเครียดแท้ๆ
หากฮวาเสี่ยวซีตื่นขึ้นมาและได้ยินความคิดของจิ้นอ๋องนางคงอดไม่ได้ที่จะเบ้ปากและส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ชายผู้นี้...ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย!
แต่ในความเป็นจริงฮวาเสี่ยวซียังคงหลับใหลอย่างสนิทโดยไม่รู้ถึงความคิดที่แสนจะเข้าข้างตนเองของจิ้นอ๋องและไม่รู้ว่าความลับของนางได้ถูกเปิดเผยแล้ว